บทที่ 11 พี่ชายผมสุภาพบุรุษจริง ๆ
“จั่นเหยียน คุณดื่มมากไปแล้วนะ”
ฉีอวี้ยื่นมือประคองร่างของเธอที่สั่นเทิ้มจากการร้องไห้อย่างหนัก และในใจของเขาก็รู้สึกเ็ปอย่างบอกไม่ถูกขึ้นมา
ผู้หญิงที่เข้มแข็งและอดทนพูดออกมาว่าทนไม่ไหวแล้วในตอนนี้ เขาก็พอจะนึกออกว่าส่าวฉิงคงจะทำร้ายจิตใจเธอมากเพียงใด
“ฉันไม่ได้เมานะ ฉีส่าวฉิง ฉันจะหย่ากับคุณ! เพราะฉันไม่อยากรักคุณอีกต่อไปแล้ว!”
ลู่จั่นเหยียนส่ายหน้าไปมาพลางพูดและเช็ดน้ำตาที่ไหลออกมาอย่างไม่หยุดหย่อน
เธอไม่มีเหตุผลที่จะรักเขาต่อไปแล้ว เพราะเขาก็แค่ผู้ชายคนหนึ่งเท่านั้น!
ฉีอวี้อยากจะแนะนำให้เธอไตร่ตรองเื่การหย่าร้างให้ถี่ถ้วนซะก่อน ทว่ายังไม่ทันจะได้พูดอะไร แต่กลับมีบางอย่างพุ่งเข้าชนที่อกของเขาอย่างแรงจนตัวแข็งทื่อไปหมด
ลู่จั่นเหยียนพยายามฝังหน้าเข้ากับอกของชายหนุ่มอย่างสุดแรง เพราะเธออยากใช้หัวเป็อาวุธเพื่อแทงทะลุหน้าอกที่กำลังเต้นตุบ ๆ ตรงหน้า อีกทั้งปากที่มีกลิ่นเหล้าก็พึมพำออกมาอย่างไร้สติจากฤทธิ์แอลกอฮอล์
“ฉีส่าวฉิง! ฉันเกลียดคุณ!”
…
ฉีส่าวฉิงนั่งจ้องมองอยู่บนโซฟาจากอีกฝั่งของบาร์ โดยที่ข้างกายมีผู้หญิงสุดแสนจะยั่วยวนสองคนเข้ามาหา แน่นอนว่าหญิงสาวที่ใจกล้ากว่าก็ยื่นมือไปััภายในเสื้อสูท แต่กลับถูกเขาปัดมือออกอย่างแรง
“ไสหัวไป!”
“คุณฉี?”
หญิงสาวทั้งสองคนไม่คาดคิดว่าฉีส่าวฉิงที่ปกติมักจะทำตัวเ้าชู้ไปเรื่อย แต่ในเวลานี้กลับพูดจาออกมาอย่างหยาบคายและทำให้พวกเธอรู้สึกอับอายเป็อย่างมาก
ทว่าฉีส่าวฉิงก็ไม่แม้แต่จะสนใจไยดีพวกเธอด้วยซ้ำไป เขากลับใช้สายตาแสนเ็าจ้องมองไปที่ลู่จั่นเหยียนอย่างเอาเื่เอาราว
เหอะ! ลู่จั่นเหยียน คุณนี่มันเก่งจริง ๆ!
ตอนอยู่ต่อหน้าคุณปู่ก็ยังกล้าพูดเื่หย่าขึ้นมา ไหนจะตอนนี้ที่ยังไม่ทันหย่าดี แต่ก็รีบวิ่งไปอยู่ในอ้อมกอดผู้ชายคนอื่นเพื่อสวมหมวกเขียว*[1] ให้สามีตัวเองซะแล้ว!
จู่ ๆ ลู่จั่นเหยียนก็สะดุ้งเฮือกขึ้นมา จากนั้นก็เรอออกมาเบา ๆ เพียงเล็กน้อย และดูเหมือนว่ามันจะทำให้เธอมีสติมากขึ้น
หญิงสาวจึงรีบเงยหน้าขึ้นและจัดเสื้อผ้าที่ยังชื้นอยู่เล็กน้อย ก่อนจะใช้ดวงตาอันพร่ามัวมองไปด้านหลังอย่างห้ามใจไม่อยู่ เพราะเมื่อครู่เธอรู้สึกเหมือนมีสายตาอำมหิตจ้องมองมาที่ตนเองตลอดเวลา
ฉีอวี้ก็ไม่คาดคิดว่าหญิงสาวผู้นี้จะเงยหน้าขึ้นมาอย่างกะทันหัน ทำให้มือของเขาที่ค้างอยู่กลางอากาศก่อนหน้านี้เพื่อที่จะััเส้นผมของเธอถูกดึงกลับมาอย่างอึดอัด จากนั้นเขาก็พยายามข่มความรู้สึกหายใจไม่เป็จังหวะของตัวเอง
“นี่คุณเป็อะไร? หรือรู้สึกไม่ค่อยสบายหรือเปล่า?”
“ไม่มีอะไรค่ะ แค่รู้สึกหนาวนิดหน่อย”
ฉีอวี้สังเกตเห็นริมฝีปากของเธอซีดขาวทำให้เขาได้สติในทันที เขาจึงรีบถอดเสื้อนอกของตัวเองออกและนำมาคลุมไหล่ให้เธออย่างสุภาพ
ทว่าน้ำหนักและความอบอุ่นที่เพิ่มขึ้นบนไหล่ก็ทำให้ลู่จั่นเหยียนได้สติกลับมา เมื่อเธอมองเห็นอย่างชัดเจนว่าผู้ชายตรงหน้าที่แสดงความเป็ห่วงเป็ใยออกมาเป็ใคร เธอจึงยิ้มขอโทษและเอ่ยออกมาทันที
“ขอโทษนะ ฉันคงจะดื่มมากไปจริง ๆ”
เพราะเธอดื่มเหล้าไม่เก่ง จนทำให้พ่อแม่และน้องสาวล้อเลียนอยู่เสมอ
แน่นอนว่าก่อนดื่มเหล้านั้นเธอก็เป็แค่ส่วนหนึ่งของโลกใบนี้ แต่เมื่อได้รับความมึนเมาจากเหล้าแล้วทำให้โลกทั้งใบก็เป็ของเธอในทันที!
จู่ ๆ หญิงสาวก็พลันคิดถึงคนในครอบครัวที่จากไปอย่างไม่มีวันกลับ ทำให้รู้สึกได้ถึงความเ็ปราวกับถูกเข็มทิ่มแทงที่หัวใจอีกครั้ง
“ไม่เป็ไร ผมหวังว่าแอลกอฮอล์จะช่วยให้คุณระบายความไม่สบายใจออกมาได้ทั้งหมดมากกว่า”
เมื่อลู่จั่นเหยียนสบตากับดวงตาแสนอ่อนโยนของชายหนุ่มตรงหน้า จึงทำให้หญิงสาวรีบหลบสายตาไปทันที
เพราะตอนนี้เธอไม่ได้รู้สึกไม่มีความสุข แต่กลับเป็ความเ็ปและความเกลียดชัง ซึ่งสองอย่างนี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่แอลกอฮอล์จะช่วยระบายออกมาได้
แน่นอนว่าผู้คนที่อยู่ตามบาร์มักจะมีคนหลากหลายประเภทเสมอ และตอนนี้ก็มีผู้ชายที่ไม่หวังดีจำนวนหนึ่งผิวปากใส่เธออย่างไม่หยุดหย่อน ทำให้ลู่จั่นเหยียนขมวดคิ้วเล็กน้อยและรีบลุกขึ้นอย่างโซเซจากเก้าอี้สูงหน้าบาร์
“ฉันอยากกลับบ้านแล้ว”
“ได้ เดี๋ยวผมจะไปส่งคุณเอง”
ฉีอวี้ลุกขึ้นทันทีและจะยื่นมือออกไปจับแขนเธอ แต่ในวินาทีสุดท้ายที่เขาตัดสินใจเปลี่ยนกลับมาจับไหล่ของเธออย่างสุภาพแทน
แสงนีออนกะพริบวูบวาบที่ประตูทำให้ลู่จั่นเหยียนซึ่งกำลังสร่างเมาเริ่มมึนหัวอีกครั้ง จากนั้นเธอก็ถูกใครบางคนเดินชนจากด้านหลังจนร่างกายแสนบอบบางเซไปซบเข้ากับอกแกร่งของฉีอวี้พอดี
“ระวัง!”
ฉีอวี้ก็ไม่ทันได้คิดอะไร แต่เขากลับใช้แขนทั้งสองข้างโอบรอบเอวเธอเอาไว้ตามสัญชาตญาณ อีกทั้งใบหน้าที่ดูสงบนิ่งก่อนหน้านี้ก็แปรเปลี่ยนเป็ความร้อนรนและความห่วงใยทันที
เขารีบใช้สายตากวาดดูทั่วร่างของหญิงสาวั้แ่ศีรษะจรดเท้าทั่วทั้งตัว แต่ก็ยังไม่สามารถคลายความกังวลออกไปได้
“เจ็บตรงไหนหรือเปล่า?”
“ไม่ค่ะ ฉันไม่เจ็บตรงไหนเลย”
ลู่จั่นเหยียนเงยหน้าขึ้นและส่งยิ้มให้เขาเพียงเล็กน้อย แม้ว่าเธอจะมีอาการมึนเมาจากฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ แต่ร่างกายของเธอก็ยังถือว่ามีสัญชาตญาณที่จะออกจากอ้อมกอดของฉีอวี้ทันที
ทั้งสองคนที่เพิ่งผละออกจากกันไปกลับไม่รู้เลยว่าเหตุการณ์เมื่อครู่นี้ทั้งหมดได้ตกเข้าไปอยู่ในสายตาของฉีส่าวฉิงั้แ่ต้นจนจบ และดูเหมือนว่าจะกลายเป็ความเข้าใจผิดคิดว่าเธอ้ายั่วยวนอีกฝ่ายด้วยการโผเข้าไปหา
“ถ้าไม่มีอะไรก็ดีแล้ว งั้นไปขึ้นรถเถอะ”
ทหารที่ขับรถมาส่งพวกเขาทั้งสองได้ขับมาจอดรออยู่ที่หน้าประตูเรียบร้อยแล้ว ฉีอวี้ที่เพิ่งจะเปิดประตูรถ แต่กลับถูกอีกมือหนึ่งจับเอาไว้ในทันที
เมื่อเขาหันกลับไปมองก็พบว่าเป็ฉีส่าวฉิงที่ฉีกยิ้มมาหาพร้อมกับดวงตาที่กำลังมองมือใหญ่ของตนเองบนไหล่ของหญิงสาวข้างกาย จากนั้นก็เอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริง
“พี่ชายของผมนี่ช่างเป็สุภาพบุรุษจริง ๆ เลยนะ ขนาดดึกดื่นป่านนี้แล้ว แต่ก็ยังสามารถไปส่งผู้หญิงที่เมาเหล้าให้กลับบ้านได้…”
“เพราะถ้าหากเป็ผม… คงจะหาโรงแรมนอนและสนุกสนานกันทั้งคืนอย่างสบายใจไปแล้วละ!”
[1] สวมหมวกเขียว เป็สำนวนจีนที่หมายถึง ‘การสวมเขา’ หรือ การที่ฝ่ายหญิงมีชู้โดยที่ฝ่ายชายไม่ระแคะระคาย