หยกงามเคียงบัลลังก์

    บทที่ 36 นายได้รับความอัปยศ บริวารสมควรตาย

    บทที่ 36 นายได้รับความอัปยศ บริวารสมควรตาย


    “นายได้รับความความอัปยศ ข้าก็สมควรตาย ฮองเฮาเพคะ พระองค์เป็นผู้บริสุทธิ์ หม่อมฉันขอล่วงหน้าไปก่อน!” เสียงหมัวมัวร้องออกมาเสียงดัง


    แย่แล้ว!


    กู้อวี้เบิกตากว้าง พร้อมแค่นเสียงตะโกนว่า “ขวางนางไว้!”


    แต่สายไปแล้ว ชั่วเวลาดั่งฟ้าแลบ เสียงหมัวมัวพุ่งเอาศีรษะเข้าไปชนผนังสีแดงของตำหนักจิ่งซิ่วโดยใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี


    พลั่ก!!!


    เสียงทึบดังขึ้น พื้นของตำหนักจิ่งซิ่วต้องแปดเปื้อนคราบเลือดอีกครา

    เสียงกรีดร้องดังก้องตำหนัก กู้อวี้ได้ยินเสียงร้องขององค์ชายหกก็ดึงร่างเล็กมากอด และปิดตาของเขาเอาไว้


    กุ้ยเฟยเงยหน้าขึ้นมาสบตากับน้องสาว ทั้งสองรับรู้ได้โดยไม่ต้องเอ่ยวาจาว่าความวุ่นวายครั้งนี้คงสิ้นสุดลงเช่นนี้แล้ว


    ทั้งไม่ชนะและไม่แพ้ ได้แต่กล้ำกลืนความไม่ยินยอมทั้งปวงลงไป


    ฮองเฮารู้สึกเหมือนโลกเคลื่อนไหวช้าลง แม่นมของนาง… เสียงหมัวมัวที่เห็นกันมาแต่อ้อนแต่ออก ปลิดชีพตัวเองเพื่อนาง


    มารดาบังเกิดเกล้าเข้มงวดกับนางตั้งแต่ยังเล็ก ทุกครั้งที่ทำผิดแล้วถูกมารดาลงโทษ ครั้นไปแอบร้องไห้อยู่ในมุมลับตาคน เสียงหมัวมัวก็จะกอดนางไว้ในอ้อมอกและปลอบโยนนาง


    นางรู้ว่าหมัวมัวมีชีวิตอาภัพ เห็นนางเสมือนบุตรสาว ตัวนางเองก็พึ่งพาหมัวมัวเสมือนมารดาคนหนึ่งเช่นกัน


    ยามนี้ หมัวมัวของนางทอดร่างอยู่บนพื้นห่างไปเพียงไม่กี่ก้าว แต่ก็ราวกับห่างกันสุดขอบฟ้า

    เสียงกรีดร้องอลหม่านราวกับค่อย ๆ ไกลออกไป พริบตานั้น โลกของนางกลายเป็นสีแดงฉานท่ามกลางห้วงภวังค์เลื่อนลอย นางได้ยินเสียงเพลงกล่อมเด็กที่หมัวมัวเคยร้องกล่อมเข้านอนเมื่อครั้งยังเล็ก

    อ่อนโยนปานนั้น… สงบปานนั้น

    น่าเสียดาย หลังจากนี้คงไม่อาจได้ฟังอีกแล้ว

    “บังอาจ!” สุรเสียงโกรธกริ้วของฮ่องเต้ดังขึ้น ทำให้เขตแดนที่กั้นนางออกจากโลกที่แสนโหดร้ายใบนี้พลันแตกสลาย 

    “หมัวมัว!”


    ฮองเฮากรีดร้องเสียงแหลม โผเข้าหาศพของแม่นม ครั้นเห็นรอยแตกบนศีรษะเสียงหมัวมัวมีเลือดทะลักออกมาไม่หยุด นางพลันใช้มือกดเอาไว้ แต่ก็ไร้ความหมาย

    ดวงเนตรของฮองเฮาแดงก่ำดุจโลหิต ยามเห็นว่าเสียงหมัวมัวลืมตาค้างไว้ครึ่งหนึ่ง เป็นการตายตาไม่หลับ เพราะยังคงเป็นห่วงเป็นใยนาง

    ไม่! จะแพ้ไม่ได้ ถึงจะโศกเศร้าสิ้นหวังเพียงใดก็ไม่อาจปล่อยให้หมัวมัวตายเปล่า

    นางใช้มือที่เต็มไปด้วยเลือดปิดตาให้แม่นม ขณะที่น้ำตาหลั่งรินเป็นสาย

    นางพยายามข่มความเคียดแค้นอันท่วมท้นในใจ หันไปหาฮ่องเต้ด้วยใบหน้านองน้ำตา และกล่าวอย่างโศกาอาดูร

    “ฝ่าบาท หม่อมฉันก็ต้องโขกศีรษะตายอยู่ตรงนี้ด้วยใช่ไหมเพคะ ถึงจะรักษาศักดิ์ศรีสุดท้ายของฮองเฮาเอาไว้ได้”

    “สามหาว!” ฮ่องเต้ขว้างถ้วยชาทิ้งเสียงดังเพล้ง เศษกระเบื้องแตกกระจายไปทั่ว

    “คนในวังฆ่าตัวตายมีโทษประหารเก้าชั่วโคตร ใครก็ได้ มาลากศพนางออกไป หลังเฆี่ยนเสร็จ ให้ตากแดดทิ้งไว้สิบวัน ครอบครัวเก้าชั่วโคตรห้ามเก็บไว้แม้แต่คนเดียว”

    เหล่าขันทีเข้ามายกศพเสียงหมัวมัวทั้งที่มีฮองเฮากอดเอาไว้แน่น ปากนางพร่ำพูดว่า “ไม่ได้ ไม่ได้ หมัวมัว”

    เหล่าขันทีไม่สนใจการขัดขืนของฮองเฮา ต่างใช้กำลังแยกนางกับศพของเสียงหมัวมัวออกจากกันด้วยสีหน้าปราศจากความรู้สึก

    ฮองเฮาหมอบอยู่บนพื้นด้วยสภาพน่าเวทนา หันไปทางประตูตำหนักร้องไห้อย่างปวดร้าว ไม่เหลือเค้านายแห่งวังหลังโดยสิ้นเชิง


    เช่นเดียวกับที่จัดการศพของโจวเป่าหลิน ขันทีสองคนเข้ามาเช็ดทำความสะอาดคราบเลือดบนพื้น ในไม่ช้า ตำหนักจิ่งซิ่วที่งดงามก็คืนสู่สภาพเดิมอีกครั้ง

    “โจวเป่าหลินใจดำอำมหิต วางยาพิษกุ้ยเฟย มีความผิดไม่อาจอภัย คนในตระกูลห้ารุ่นให้เนรเทศไปเป็นทาสที่ชายแดน”

    “หัวหน้าหมอหลวงจ้าวไม่ถ่องแท้วิชาแพทย์ ให้ขับออกจากสำนักหมอหลวง ให้หมอหลวงหลินรับตำแหน่งหัวหน้าหมอหลวง”


    “พระราชทานสมญานาม ‘เจา’ ให้กุ้ยเฟย”

    “ฮุ่ยเฟยเลื่อนตำแหน่งเป็น ‘เต๋อเฟย’”

    สุดท้าย ฝ่าบาทยังตรัสว่า “หมัวมัวของวังฉางชุนกระทำความผิดร้ายแรง ฮองเฮาขาดความเข้มงวดกวดขัน ลงโทษให้กักบริเวณในวังฉางชุน หกตำหนักให้อยู่ในความดูแลของเต๋อเฟยชั่วคราว รอจนกุ้ยเฟยสุขภาพดีขึ้นแล้วค่อยส่งต่อให้กุ้ยเฟย”

    กู้อวี้ลอบเหยียดยิ้มเย็น ขาดความเข้มงวดกวดขัน? ฮ่องเต้ทำเช่นนี้แสดงว่าไม่คิดจะเอาผิดเรื่องเครื่องหอมประสานใจและฉางเย่อีกแล้ว

    เมื่อเสียงหมัวมัวตายไป ความสงสัยในพระทัยฮ่องเต้เป็นได้เพียงความสงสัย ไม่อาจร้องขอความจริงได้อีก


    กู้ซื่อจื่อผิดหวังต่อผลลัพธ์เช่นนี้ยิ่งนัก แต่เรื่องมาถึงขั้นนี้ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้อีก

    ครั้นทราบว่าฮ่องเต้ทรงไม่คิดจะค้นตำหนักอีกแล้ว ฮองเฮาก็ถอนหายใจออกมา แต่เมื่อคิดถึงเสียงหมัวมัวที่ตายเพื่อนางก็รู้สึกโศกเศร้าเสียใจจนหมดสติไป

    ฮ่องเต้ตรัสจบก็จากไปพร้อมสีพระพักตร์มืดครึ้มโดยไม่เหลียวแลฮองเฮาบนพื้นแม้ชั่วขณะเดียว

    นางกำนัลวังฉางชุนหามฮองเฮากลับไปอย่างระมัดระวัง เหล่าสนมแยกย้ายไปด้วยสีหน้าหลากอารมณ์


    ในที่สุดวังจิ่งซิ่วก็สงบลง

    กู้อวี้ประคองกุ้ยเฟยกลับเข้าห้องด้านใน จัดให้กุ้ยเฟยนอนบนแท่นบรรทม องค์ชายหกกำชายอาภรณ์ของกุ้ยเฟยไว้แน่น

    กุ้ยเฟยนอนลงไปแล้วก็กล่าวกับเด็กชายตัวน้อย “คงตกใจมากสินะ แม่ไม่ดีเอง”

    องค์ชายหกกดคางลง แต่จากนั้นก็ส่ายหน้า พูดเสียงสะอื้น “เสด็จแม่อย่าจากข้าไปนะ”

    ผู้เป็นมารดากล่าว “แม่ไม่ไปจากเจ้าอยู่แล้ว อีกไม่นานก็จะหายดี เจ้าสบายใจได้”

    เด็กชายตัวน้อยค่อยเช็ดน้ำตา

    นางเอ่ยปลอบเขาต่อไปว่า “ถังเอ๋อร์ แม่เหนื่อยแล้ว อยากพักผ่อนสักหน่อย เจ้ากลับไปพักผ่อนกับแม่นมก่อนเถอะนะ”

    องค์ชายหกกล่าวเสียงงึมงำ “ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้ข้าค่อยมาคารวะเช้าเสด็จแม่”

    กุ้ยเฟยตอบ “ดี แม่จะเตรียมของว่างไว้รอเจ้า”


    เด็กชายตัวน้อยเดินตามแม่นมจากไป เดินหน้าหนึ่งก้าวหันกลับมาสามทีแบบนั้น


    “พี่สาวกับองค์ชายหกสนิทสนมกันดีจริง ๆ” กู้อวี้กล่าว

    “อิจฉารึ” กุ้ยเฟยเอ่ยเย้า


    “ใช่แล้ว นอกจากความอิจฉา ยังรู้สึกอุ่นใจแทนพี่สาวด้วย ตอนที่องค์ชายหกมาอยู่ข้างกายพี่สาว เด็กน้อยก็พอรู้เดียงสาแล้ว ข้ากลัวว่าเขาจะอาลัยอาวรณ์มารดาผู้ให้กำเนิดจนมีช่องว่างกับท่าน” กู้อวี้พูด

    นางสนิทสนมกับพี่สาวตั้งแต่เล็ก ต้องมาเห็นพี่สาวอ่อนโยนใส่ใจเด็กคนอื่นเช่นนี้ก็อดรู้สึกโหวง ๆ  ในใจไม่ได้

    “เด็กคนนี้ว่าง่ายจิตใจดี เสียก็แต่ขี้ขลาดไปหน่อย ชั่วชีวิตนี้พี่สาวคงไม่ได้มีลูกของตัวเองแล้ว ในเมื่อข้าได้เลี้ยงดูเขาไว้ข้างกายก็ย่อมต้องดีต่อเขาทั้งกายใจ เขายังเป็นเด็กที่กตัญญูรู้คุณคนหนึ่ง” กุ้ยเฟยกล่าวเสียงนุ่มนวล


    หลายปีก่อนพี่สาวแท้งบุตรไปคนหนึ่งเพราะการต่อสู้ในวังหลัง ส่งผลกระทบต่อร่างกายมาตั้งแต่ครานั้น หมอหลวงกล่าวว่าชีวิตนี้คงยากจะมีบุตรได้อีก

    ผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ในปีนั้นก็คือฮองเฮา

    คิดถึงเรื่องวันนี้ แววตากู้อวี้ก็หม่นหมองลง

    “ฮองเฮามีตระกูลสวีหนุนหลัง ฝ่าบาทไม่สะดวกจะฉีกหน้า แต่ก็ทำให้นางเสียหายสาหัสเหมือนกัน เสียงหมัวมัวข้างกายนางชั่วร้ายที่สุดแล้ว มีจุดจบเช่นนี้ถือว่ากรรมตามสนอง อีกอย่าง ถึงจะไม่ได้ค้นตำหนัก แต่เมล็ดพันธุ์แห่งความสงสัยก็ฝังไว้ในพระทัยฮ่องเต้แล้ว รอจนมันงอกรากแตกหน่อออกมากลายเป็นต้นไม้ใหญ่ ตอนนั้นก็คือเวลาตายของฮองเฮา” กุ้ยเฟยกล่าว

    “ข้าแค่ไม่อยากจะยอมรับ” กู้อวี้กล่าวทั้งน้ำตา

    “ผลลัพธ์เช่นนี้ถือว่าไม่เลวแล้ว เจ้าดูสิ นอกจากอำนาจดูแลหกตำหนักของฮองเฮาจะมาอยู่ในมือข้า ข้ายังได้รับสมญานามอีกต่างหาก ฮุ่ยเฟยเลื่อนขั้นเป็นเต๋อเฟย เต๋อเฟย เสียนเฟย ฮุ่ยเฟย ซูเฟย แม้สี่ตำแหน่งนี้จะไม่แบ่งแยกสูงต่ำ แต่เต๋อเฟยก็มาเป็นอันดับแรก หมอหลวงหลินก็ได้เป็นหัวหน้าหมอหลวง วันหน้าไม่จำเป็นต้องกลัวว่าจะมีคนจากสำนักหมอหลวงมาลงมือกับพี่สาวแล้ว” กุ้ยเฟยกล่าว

    กู้อวี้ทราบว่าพี่สาวกำลังปลอบใจตนเองจึงฝืนยิ้มออกมา

    กุ้ยเฟยกลับไม่รับน้ำใจ กล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “ยิ้มได้ขี้เหร่กว่าร้องไห้เสียอีก อัปลักษณ์จริง ๆ”

    กู้ซื่อจื่อคลายยิ้ม กล่าวอย่างเคร่งขรึม “ต่อไปพี่สาวอย่าเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงอันตรายอีกจะได้ไหม”


    อีกฝ่ายเก็บรอยยิ้มล้อเล่นกลับไป พลางกล่าวอย่างจริงจังว่า “ได้ พี่สาวรับปากเจ้า”

    กู้อวี้เช็ดน้ำตาตรงหางตาพลางพูดว่า “งานชุมนุมปราชญ์เตรียมการเรียบร้อยแล้ว ฝ่าบาททรงพอพระทัยยิ่ง พี่สาว เชื่อข้านะ ในไม่ช้าข้าก็จะรับช่วงต่อจวนเจิ้นกั๋วกงกลายเป็นกำลังสนับสนุนของพี่สาวแล้ว”

    ดวงตาของกุ้ยเฟยรื้นน้ำ มองน้องสาวที่มีสีหน้ามุ่งมั่น ทราบว่านางตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่าจะเข้าสู่ราชสำนัก จึงกล่าวอย่างทอดถอนใจ “ข้าเชื่อเจ้า แต่เจ้าอยู่ในราชสำนักฝ่ายหน้าจะต้องรักษาตัวให้ดี ครานี้พวกเราทำให้ฮองเฮาบาดเจ็บสาหัส ตระกูลสวีคงไม่ยอมเลิกราแต่โดยดี”


    “ตกลง” กู้อวี้พยักหน้า


    คล้ายกับเรื่องหยกงามเคียงบัลลังก์ ที่คุณอ่าน