เรือนสี่ประสานตระกูลเสิ่นเงียบงันลมเหนือพัดผ่านช่องหน้าต่างกระดาษสาดังหวีดหวิวหอบเอากลิ่นของน้ำแข็งและเถ้าถ่านจากเตาผิงคละคลุ้งไปทั่วบริเวณโถงทางเดินไม้กระดานที่ถูกขัดจนขึ้นเงาความหนาวแทรกซึมเข้าสู่ิัแม้จะสวมเสื้อผ้าหลายชั้น
เถาอิ่งในวัยห้าหนาวนั่งอยู่บนเบาะรองนั่งบุนวมภายในเรือนทิศเหนือของตนเองร่างเล็กถูกห่อหุ้มด้วยเสื้อคลุมขนจิ้งจอกสีขาวบริสุทธิ์ปลายนิ้วเล็กป้อมที่จับพู่กันขนกระต่ายเย็นเฉียบจนต้องขยับตัวเข้าหาเตาผิงเธอขีดเขียนเส้นสายดำขลับลงบนกระดาษข้าวอย่างสะเปะสะปะ ทว่าสมาธิไม่ได้อยู่ที่โต๊ะเตี้ยตรงหน้า
ดวงตากลมโตดำขลับหลุบมองผ่านบานประตูที่เปิดแง้มไว้หูเล็กเงี่ยฟังเสียงกระซิบกระซาบของพวกสาวใช้ที่เดินสับเท้าไปมาด้วยความเร่งรีบอยู่ด้านนอก
"นายท่านสั่งให้เตรียมห้องพักที่เรือนตะวันออก"เสียงของสาวใช้คนหนึ่งแว่วมาตามลม พร้อมกับเสียงถอนหายใจ
"เด็กคนนั้นช่างน่าสงสารนักเพิ่งจะหกขวบแท้ๆ"
"เบาเสียงลงหน่อยเถิดหากใครได้ยินเข้าจะกลายเป็เื่ใหญ่ ราชสำนักเพิ่งจะ..."
เสียงพายุหิมะที่พัดกรรโชกแรงกลบประโยคสุดท้ายของพวกนางไปจนหมดก้อนฝ้ายจุกอยู่ที่ลำคอเถาอิ่ง หัวใจดวงน้อยโหวงเหวงแปลกประหลาดบรรยากาศในจวนวันนี้ทำให้เธอหายใจลำบากขึ้น
ภาพเมื่อเช้าตรู่ตอนที่เธอวิ่งไปหาบิดาที่ห้องหนังสือผุดขึ้นมาแสงสลัวสาดส่องให้เห็นรอยย่นลึกที่หัวคิ้วของเขา เส้นผมสีดอกเลาปรากฏชัดที่ขมับบ่ากว้างที่เคยตั้งตรงยามสวมชุดเกราะกลับลู่ตกลงเขามองออกไปนอกหน้าต่างด้วยดวงตาที่กร้านเหนื่อย ไม่หันมาสบตาเธอแม้แต่น้อย
เด็กน้อยทิ้งพู่กันลงบนกระดาษปล่อยรอยหยดหมึกสีดำสนิทซึมลึกจางหายไป เธอใช้มือเล็กยันพื้นลุกขึ้นยืนก้าวเท้าสั้นเดินเตาะแตะออกไปที่ระเบียงไม้เกล็ดสีขาวบริสุทธิ์ร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้าที่มืดครึ้มปกคลุมหลังคากระเบื้องดินเผาและพื้นลานกว้างจนกลายเป็สีขาวโพลน ลมปะทะพวงแก้มจนตึงชา
เสียงบานประตูไม้ทาสีแดงเข้มด้านหน้าจวนถูกผลักออกอย่างเชื่องช้าเสียงบานพับโลหะเสียดสีกันดังก้อง ผ่านม่านหิมะที่ปลิวว่อนร่างของเด็กผู้ชายคนหนึ่งก้าวเข้ามา ลมพัดชายเสื้อคลุมสะบัด เขาตัวเล็กและผอมบางเสื้อคลุมสีเข้มที่สวมอยู่ดูบางเบาเกินกว่าจะทานทนลมเหนือหิมะเกาะพราวอยู่บนเส้นผมสีดำขลับและลาดไหล่แคบ ทว่าเขาไม่สั่นสะท้านไม่ยกมือขึ้นกอดอกเพื่อหาความอบอุ่น ไม่แม้แต่จะกวาดสายตามองหาที่หลบหิมะใต้ชายคาเขายืนหลังตรงอยู่กลางลานหิมะนั้น
แขนเล็กทั้งสองข้างกอดกล่องไม้ใบเก่าสีเข้มไว้แนบอกข้อศอกและข้อนิ้วของเขาซีดขาวไร้สีเืเขาเงยหน้าขึ้นมองสถาปัตยกรรมเรือนสี่ประสานที่ยิ่งใหญ่ดวงตาของเขามืดมิดและแห้งผาก ไม่มีความหวาดกลัวไม่มีความเศร้าโศกโวยวายตามประสาเด็กที่เพิ่งสูญเสีย มันเป็ความว่างเปล่าที่ลึกสุดหยั่ง
สัญชาตญาณผลักดันให้เถาอิ่งก้าวเท้าออกไปข้างหน้า
เด็กหญิงวิ่งลงจากระเบียงก้าวฝ่ากองหิมะหนาระดับข้อเท้า รอยเท้าเล็กประทับลงบนผืนหิมะสีขาวเป็ทางยาวมุ่งตรงไปยังร่างที่ยืนนิ่งงันอยู่ตรงกลางลานกว้าง
"คุณหนู!หิมะตกหนักแล้วเ้าค่ะ!" เสียงสาวใช้ะโไล่หลังมา แต่เธอไม่ได้หยุดเดิน
เธอหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเด็กชายแปลกหน้าระยะห่างระหว่างพวกเขาเหลือเพียงแค่ความกว้างของ่แขนหิมะยังคงโปรยปรายลงมาคั่นกลาง เถาอิ่งช้อนสายตาขึ้นมองใบหน้าที่ซีดเผือดแก้มของเขาเย็นจัดจนแดงช้ำ
เธอยื่นมือซ้ายของตัวเองออกไปข้างหน้าอย่างช้าๆ
ฝ่ามือเล็กที่อบอุ่นและนุ่มนิ่มััลงบนหลังมือที่หยาบกร้านและเย็นจัดราวกับแผ่นน้ำแข็งของเด็กชาย
วินาทีที่ผิวัักันร่างของเด็กชายสะดุ้งเฮือก เขาหลุบสายตาลงมองมือเล็กที่วางทาบอยู่บนมือของเขาก่อนจะช้อนสายตาขึ้นสบกับเธอ ในดวงตาของเถาอิ่งไม่มีความสมเพชมีเพียงความอยากรู้อยากเห็นที่ใสซื่อบริสุทธิ์
เถาอิ่งกระชับฝ่ามือ ออกแรงดึงเบาๆ
เขาไม่ได้ขัดขืน ไม่ได้ดึงมือกลับเด็กชายยอมให้เด็กหญิงตัวเล็กกว่าจูงมือพาเดินฝ่าหิมะไปอย่างเงียบๆเสียงฝีเท้าสองคู่ย่ำลงบนผืนหิมะดัง กรอบ... กรอบ... ประสานไปกับเสียงลมหนาว
เถาอิ่งพาเขาเดินเลี้ยวไปตามระเบียงทางเดินมุ่งหน้าไปยังสวนทิศใต้ของจวนตระกูลเสิ่น
ที่นั่นกลางลานกว้างที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะสีขาวโพลนต้นท้อขนาดใหญ่ยืนต้นตระหง่านอยู่เพียงลำพัง กิ่งก้านของมันแห้งผาก ไร้ใบเกล็ดหิมะจับตัวเป็ก้อนหนาตามซอกกิ่ง ดูอ้างว้างและโดดเดี่ยวกลางฤดูหนาว
เถาอิ่งปล่อยมือจากเขาเดินเข้าไปหยุดยืนใต้ร่มเงาของต้นท้อที่ว่างเปล่าเธอเงยหน้าขึ้นมองกิ่งก้านเ่าั้ ก่อนจะหันกลับมาส่งยิ้มบางๆ
"ตอนนี้มันกำลังหลับอยู่"เสียงเล็กของเธอเอื้อนเอ่ยฝ่าความหนาว
"แต่ท่านพ่อบอกว่าพอฤดูใบไม้ผลิมาถึง หิมะพวกนี้จะละลายหายไป แล้วดอกไม้สีชมพูเล็กๆก็จะตื่นขึ้นมาบานเต็มต้นเลย มันสวยมากๆ เลยนะ"
เด็กชายทอดสายตามองต้นท้อสลับกับใบหน้าของเด็กหญิงสันกรามของเขานูนขึ้นเล็กน้อย ดวงตาที่เคยวางเฉยเริ่มมีระลอกคลื่นสั่นไหวแต่เขายังคงปิดปากเงียบสนิท
เถาอิ่งล้วงมือข้างที่ว่างเข้าไปในกระเป๋าเสื้อคลุมคลำหาสิ่งของบางอย่าง เมื่อดึงมือออกมา บนฝ่ามือเล็กปรากฏดอกท้อแห้งกรอบดอกหนึ่งสีชมพูของมันซีดจาง กลีบดอกบางส่วนหลุดรุ่ย บอบช้ำตามกาลเวลาแต่ยังคงหลงเหลือกลิ่นหอมจางๆ มันคือสิ่งที่เธอเก็บสะสมเอาไว้จากฤดูกาลที่ล่วงเลย
"ข้าให้เ้า"เธอพูดยื่นฝ่ามือไปตรงหน้า
"เ้าเก็บมันไว้สิ เวลามองมันเ้าจะได้ไม่ลืมว่าฤดูใบไม้ผลิหน้าตาเป็ยังไง"
เด็กชายก้มลงมองดอกท้อที่บอบบางลมหายใจของเขาสะดุดไปชั่วจังหวะหนึ่ง มือขวาที่เคยกอดกล่องไม้ไว้แน่นค่อยๆคลายออกอย่างเชื่องช้า เขายื่นมือที่สั่นน้อยๆ ออกไปข้างหน้าปลายนิ้วััลงบนกลีบดอกไม้แห้งอย่างแ่เบา
เขารับดอกท้อดอกนั้นมาไว้ในอุ้งมือ
เด็กชายเงยหน้าขึ้นมองเถาอิ่งคราวนี้เขาพยักหน้าลงช้าๆ เพียงหนึ่งครั้ง
...
มื้อค่ำวันนั้น
บรรยากาศในห้องโถงรับประทานอาหารของเรือนหลักเต็มไปด้วยความอึดอัดบนโต๊ะกลมตัวใหญ่ที่ทำจากไม้สลักลวดลายวิจิตร อาหารเลิศรสส่งควันฉุยทั้งปลานึ่งและซุปร้อน แต่ไม่มีใครขยับตะเกียบ
นายท่านเสิ่นนั่งอยู่ที่ตำแหน่งประธานหัวโต๊ะแสงเทียนจากโคมไฟกระดาษสาดส่องลงบนใบหน้าที่ซูบเซียวไหล่ที่เคยตั้งตรงบัดนี้กลับลู่ตกลงอย่างเห็นได้ชัด
เถาอิ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวเล็กข้างมารดาของเธอลอบสังเกตผู้คนรอบกาย
ฝั่งตรงข้ามเด็กชายแปลกหน้าคนนั้นนั่งตัวตรงแหน่วเขาเปลี่ยนมาสวมเสื้อผ้าชุดใหม่ที่สะอาดสะอ้านและหนาขึ้นท่าทางการนั่งของเขาแข็งเกร็ง สายตาจับจ้องเพียงขอบถ้วยข้าวเปล่าๆมือทั้งสองข้างวางประสานกันอยู่บนตัก
"ั้แ่วันนี้เป็ต้นไป..."เสียงของนายท่านเสิ่นทำลายความเงียบ เสียงของเขาแหบพร่า สั่นเครือประโยคแต่ละประโยคถูกเปล่งออกมาอย่างเชื่องช้า เขาหยุดคล้ายกำลังสูดลมหายใจเพื่อรวบรวมความกล้าหาญ
"เขาคือ... เสิ่นเยี่ยนฉือ"
นายท่านเสิ่นหันมามองหน้าเถาอิ่ง
"เยี่ยนฉือจะมาเป็พี่ชายของเ้าเถาอิ่ง เ้าต้องดีกับเขาให้มากๆ เข้าใจหรือไม่"
เด็กหญิงพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย
เธอหันไปมองเสิ่นเยี่ยนฉือเขาไม่ได้แสดงสีหน้ายินดีหรือแข็งขืนต่อสถานะที่ถูกสวมทับ เขายังคงนั่งนิ่งมีเพียงปลายนิ้วมือขวาที่จิกเข้ากับชายแขนเสื้อของตนเองแน่นขึ้นเล็กน้อย
ตลอดทั้งมื้ออาหาร ไม่มีบทสนทนาใดๆเกิดขึ้นอีก มีเพียงเสียงตะเกียบกระทบกับชามกระเบื้องที่ดังขึ้นเป็ระยะ
ค่ำคืนนั้นลมพายุหิมะยังคงพัดกรรโชกอยู่ด้านนอกอย่างบ้าคลั่ง
...
ภายในเรือนทิศเหนือ
บรรยากาศอบอุ่นด้วยไอความร้อนจากเตาถ่าน แสงสีส้มแดงจากถ่านคุๆสาดส่องลงบนพื้นไม้กระดาน
แม่นมชิงกำลังนั่งสางผมที่ยาวสลวยให้กับเถาอิ่งด้วยหวีไม้อย่างเบามือเด็กหญิงนั่งกอดเข่าอยู่บนเตียงเตา เหม่อมองหน้าต่างกระดาษสา
"แม่นม"เถาอิ่งเอ่ย
"เ้าคะคุณหนู?" แม่นมชิงหยุดหวีผม
"ทำไมพี่ชายคนนั้น...เขาถึงกอดกล่องไม้ใบนั้นไว้แน่นจังเลยล่ะ? มันสำคัญมากเลยหรือ?"
แม่นมชิงวางหวีไม้ลงบนตักหญิงวัยกลางคนถอนหายใจแ่เบา
"บางครั้งเด็กน้อยก็ต้องจับสิ่งของไว้แน่นๆ เ้าค่ะ"
"ทำไมล่ะ?"
"เพราะเวลาที่ข้างนอกมันหนาวมากๆคนเราก็ต้องมีของที่เป็ของตัวเองให้กอดเอาไว้...จะได้จำได้ว่าบ้านเคยอยู่ที่ไหน"แม่นมชิงตอบเสียงเรียบง่ายและเป็ธรรมชาติของคนที่ผ่านโลกมามากเธอหยิบหวีขึ้นมาสางผมเด็กหญิงต่อ
"เขาคงมีเื่ให้ต้องจดจำมากมายเหลือเกินเ้าค่ะ"
เถาอิ่งพยักหน้าช้าๆ ไม่ได้เซ้าซี้ถามต่อเธอเอนหลังลงนอนบนหมอนนุ่ม ปล่อยให้แม่นมชิงดึงผ้าขึ้นมาห่มให้จนถึงปลายคาง
...
ในเวลาเดียวกันนั้นที่ห้องพักภายในเรือนตะวันออก
ตะเกียงน้ำมันดวงเล็กถูกดับลงแล้วความมืดปกคลุมไปทั่วบริเวณ เสิ่นเยี่ยนฉือนั่งชันเข่าอยู่บนเตียงไม้เนื้อแข็งแผ่นหลังพิงกับผนังห้องที่เย็นเยียบ เขายังไม่ได้ล้มตัวลงนอน
กล่องไม้เก่าใบนั้นถูกวางไว้อย่างเป็ระเบียบและทะนุถนอมที่หัวเตียงเขาไม่ได้กอดมันเอาไว้แล้ว
ท่ามกลางความมืดมิดมีเพียงแสงสลัวจากหิมะด้านนอกที่สะท้อนผ่านช่องหน้าต่างร่างของเขาฝังตัวอยู่ในเงามืด ในอุ้งมือเล็กๆของเขากำลังประคองดอกท้อแห้งกรอบดอกนั้นไว้อย่างระมัดระวังปลายนิ้วโป้งลูบไล้ไปตามกลีบดอกที่บอบช้ำอย่างแ่เบาที่สุด
ความเ็าและเกราะป้องกันที่เขาสร้างขึ้นมาตลอดวันเพื่อไม่ให้ตัวเองดูอ่อนแอเริ่มผ่อนคลายลง ร่างกายที่ตั้งตรงและเกร็งเขม็งมาตลอดการเดินทางอันยาวไกล ค่อยๆลดความตึงเครียดลงทีละน้อย เขาก้มหน้าลง ซุกจมูกเข้ากับอุ้งมือของตัวเองสูดดมกลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้แห้ง
เขาไม่ได้ร้องไห้ไม่มีน้ำตาสักหยดร่วงหล่น
แต่การได้นั่งจับจ้องดอกท้อดอกนี้ในความเงียบทำให้เขารู้สึกว่าลมหายใจที่สูดเข้าปอดในคืนนี้ไม่ได้มีเพียงแค่กลิ่นของเถ้าถ่านและความเยียบเย็นในสถานที่ที่แปลกแยกและไร้คนรู้จัก กลิ่นของดอกท้อที่ตายแล้วดอกนั้นกลับเป็สิ่งเดียวที่ทำให้เขารู้สึกว่า เขาอาจจะยังมีพื้นที่ให้หยัดยืนได้
...
ในเวลาเดียวกันนั้น ที่เรือนทิศเหนือ
ลมหนาวยังคงส่งเสียงหวีดหวิว เถาอิ่งหลับตาพริ้มหายใจเข้าออกเป็จังหวะสม่ำเสมอในห้วงความคิดของเธอไม่ได้มีภาพของพายุหิมะที่น่ากลัวต้นท้อใหญ่ในสวนทิศใต้ปรากฏขึ้นในความมืดมิด กิ่งก้านของมันยังคงว่างเปล่า
ทว่าในความฝันอันเงียบสงบนั้นดอกสีชมพูเล็กๆ ดอกหนึ่งค่อยๆ ผลิบานออกมาจากปลายกิ่ง ดอกท้อผลิบานร่วงหล่นทับถมบนหิมะ แล้วก็ผลิบานขึ้นมาใหม่หมุนวนเป็วัฏจักรที่ไม่มีใครหยุดยั้งได้
แม้หิมะจะยังไม่ละลายแต่ฤดูใบไม้ผลิได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว