ปี ค.ศ. 2068
ปัจจุบัน
สลัม, กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย
แสงตะวันสีส้มอมแดงยามเช้า สาดส่องอย่างยากลำบากผ่านม่านฝุ่น PM 2.5 หนาทึบ ปกคลุมสลัมราวกับม่านดำ แสงที่ลอดลงมานั้นดูพร่ามัว ท้องฟ้าหม่นหมองและมืดมน ทำให้บรรยากาศโดยรอบดูหดหู่สิ้นหวัง แสงแดดที่เคยส่องสว่างกลับถูกบดบัง จนกลายเป็แสงสลัว ส่องกระทบกับร่างของ ชิดตะวัน ผ่านร่องไม้ผุพัง ที่ถูกนำมาปิดไว้อย่างไม่ใส่ใจมากนัก
หญิงสาววัย 29 ปี สวมเสื้อยืดสีเข้ม กางเกงยีนเก่าและขาด รองเท้าผ้าใบคู่โปรด เต็มไปด้วยรอยขีดข่วนจากการใช้งานอย่างหนัก เธอนั่งอยู่บนขอบเตียงไม้เก่าผุพังอย่างหมดแรง ห้องขนาดเล็กอับชื้นไปด้วยฝุ่น ผนังมีรอยร้าวกับเชื้อราเกาะอยู่ กลิ่นเหม็นเน่าของขยะผสมกับกลิ่นคาวเืลอยเข้ามาในห้องเป็ระยะ
บ้านเรือนในสลัม ถูกสร้างขึ้นจากวัสดุเก่าแก่ทรุดโทรมและหาได้ง่าย ไม้เก่า แผ่นสังกะสี และพลาสติกที่ถูกทิ้ง บ้านบางหลังหลังคารั่วซึมเมื่อยามฝนตกและผนังที่ผุพัง ทำให้การอยู่อาศัยลำบากยิ่งขึ้น ถนนในสลัมแคบและคดเคี้ยว เต็มไปด้วยขยะ น้ำขังส่งกลิ่นเหม็นตลอดเวลา ผู้คนอาศัยอยู่ที่นี่ต้องเผชิญกับความยากลำบากในทุก ๆ วัน
บ้านของชิดตะวันเป็บ้านหลังเล็ก ๆ สร้างขึ้นจากแผ่นสังกะสีและไม้เก่า หลังคาทำจากแผ่นพลาสติก มีรอยรั่วเมื่อยามฝนตก ห้องต่าง ๆ ถูกแบ่งโดยใช้ผ้าม่าน เพื่อความเป็ส่วนตัว ห้องนอนเธอมีเพียงเตียงขนาดเล็ก โต๊ะข้างเตียงสำหรับวางหนังสือและของใช้ส่วนตัว หน้าต่างบานเล็กถูกปิดไว้เพื่อป้องกันฝุ่นพิษ กับพัดลมตัวเก่าที่เคยช่วยคลายร้อน บัดนี้มันกลายเป็เครื่องช่วยกระจายฝุ่นพิษเข้าไปในห้องแทน
ร่างผอมบางของหญิงสาวเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อ จากการฝึกฝนการต่อสู้มาั้แ่เด็ก ผิวสีแทนจากการตากแดด ลม ฝน บ่งบอกถึงวิถีชีวิตที่เผชิญกับความยากลำบาก ใบหน้าเรียวรูปไข่ ดวงตากลมโตสีน้ำตาลเข้ม เปล่งประกายความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว มองไปยังภาพถ่ายครอบครัว ที่วางบนโต๊ะข้างเตียงอย่างเหม่อลอย จมูกโด่งเป็สันรับกับริมฝีปากบางมักเผยรอยยิ้มสดใส ทว่าในวันนี้กลับหม่นหมอง
ถึงแม้ใบหน้าจะเปื้อนไปด้วยฝุ่นละอองและรอยแผลเป็ แต่ก็ไม่อาจบดบังความงามที่ซ่อนอยู่ภายใต้ ผมยาวสีดำขลับถูกมัดไว้หลวม ๆ เผยให้เห็นไรผมชุ่มเหงื่อ ปอยผมบางส่วนหลุดลุ่ยลงมาปรกใบหน้า รอยยิ้มจางปรากฏบนใบหน้า ก่อนจะค่อย ๆ เลือนหายไปพร้อมกับหยาดน้ำตาอุ่นที่ไหลอาบแก้ม
ภายในห้องสี่เหลี่ยมแคบและอับชื้น ชิดตะวันนั่งนิ่ง มองไปยังเตียงไม้เก่าที่ส่งเสียงลั่นเบา ๆ ทุกครั้งที่ผู้เป็แม่ขยับกาย
หญิงวัยกลางคนผู้เป็ที่รักนอนอยู่บนนั้นด้วยสภาพอ่อนแรง ใบหน้าแดงก่ำจากพิษไข้ เหงื่อซึมตามไรผมสีเทาแซมขาวลีบแบนและแห้วกรอบ ริ้วรอยลึกตามดวงหน้า บ่งบอกถึงชีวิตที่ผ่านความเหนื่อยยากมาไม่น้อย
เสื้อผ้าที่หล่อนสวมเป็เพียงผ้าผืนเก่าสีซีดจาง และขาดวิ่นตามรอยตะเข็บ หญิงสาวมองภาพตรงหน้า ดวงตาสั่นไหวด้วยความเป็ห่วง
อาการของแม่ทรุดหนักลงเรื่อย ๆ นับั้แ่ฝุ่นพิษเริ่มปกคลุมเมือง จากอาการไอแห้ง ๆ ที่เคยเป็เพียงเล็กน้อย กลับกลายเป็ไอรุนแรงปนเื ผิวของแม่ซีดขาวราวกับกระดาษ เส้นเืใต้ิัเริ่มเปลี่ยนเป็สีคล้ำเขียว สายตาเหม่อลอย ดั่งถูกความตายแตะต้อง
เสียงไอรุนแรงดังขึ้นขัดจังหวะ ผู้เป็แม่ไออย่างต่อเนื่องจนหายใจลำบาก ร่างกายสั่นเทา ความกังวลแผ่ซ่านในหัวใจของหญิงสาวร่างสูง อาการป่วยของแม่แย่ลงกว่าที่เป็อยู่
“แม่ไหวไหมคะ?” เธอเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
หญิงวัยกลางคนพยายามพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นนั่ง แต่ทว่ากลับไม่สำเร็จ เธอไอออกมาอีกครั้งอย่างรุนแรง
“แม่ไม่เป็ไรจ้ะ แค่ไอนิดหน่อย” น้ำเสียงอ่อนแรงเอ่ยตอบผู้เป็ลูกสาว
“หนูจะพาแม่ไปหาหมอนะคะ” ชิดตะวันเอ่ยเสียงแ่ ในแววตาแฝงไว้ด้วยความแน่วแน่
“ไม่เป็ไรจ้ะ แม่แค่...” หล่อนพูดได้เพียงเท่านั้น ก่อนจะสะดุ้งไอตัวโยน รุนแรงยิ่งกว่าคราวก่อนจนทำให้ร่างผอมบางของหล่อนสั่นสะท้าน
ชิดตะวันรีบคว้าแก้วน้ำบนโต๊ะข้างเตียงแล้วยื่นให้แม่ทันที เมื่อเห็นหล่อนไอจนแทบทรงตัวไม่อยู่
“ดื่มน้ำก่อนนะคะ” เธอเอ่ยด้วยความเป็ห่วง
เธอรับแก้วน้ำไปแนบริมฝีปาก จิบช้า ๆ พยายามกลั้นอาการไอที่พวยพุ่งขึ้นจากอก ทว่าความพยายามนั้นก็ไร้ผล
“ตะวัน...” เสียงแ่เบาราวสายลมรำพึงดังขึ้น
“คะ?” ชิดตะวันขานตอบทันทีด้วยความกังวล
“แม่...” คำพูดหลุดจากริมฝีปากแห้งผากได้เพียงแค่นั้น ก่อนที่ร่างของผู้เป็แม่จะทรุดลงในภวังค์ไร้สติ
“แม่! แม่คะ!” ชิดตะวันเรียกผู้เป็แม่ด้วยเสียงสั่นพร่า เธอเขย่าร่างที่ไร้การตอบสนองเบา ๆ ทว่าหล่อนยังคงแน่นิ่ง น้ำตาไหลพรากก่อนเสียงสะอื้นจะทะลักออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ หญิงสาวไม่รู้เลยว่าควรทำอย่างไรต่อไปในสถานการณ์อันโหดร้ายนี้
ขณะเดียวกัน เสียงกรีดร้องก็ดังขึ้นจากด้านนอก ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าหนักหน่วงกระแทกพื้น เสียงร้องดังระงมไปทั่วสลัม ทั้งโหยหวนและน่ากลัว ชิดตะวันรีบวิ่งไปยังหน้าต่าง แล้วมองออกไปด้านนอก สิ่งที่เห็นทำให้เืในกายเย็นเฉียบ ก่อนจะขนลุกไปทั้งตัว ผู้คนในสลัมกำลังวิ่งหนีตายกันอลหม่านอย่างไม่รู้ทิศทาง บางคนล้มลงกับพื้นทำท่าทางหายใจไม่ออก บางคนดิ้นทุรนทุรายรุนแรง และถูกทำร้ายโดยบางสิ่งที่เหมือนมนุษย์แต่ทว่าไม่ใช่
สิ่งเ่าั้มีใบหน้าบิดเบี้ยวผิดรูป ดวงตาซึ่งครั้งหนึ่งเคยมีชีวิตชีวา บัดนี้กลับกลายเป็ดวงตาว่างเปล่า แดงก่ำและขุ่นมัว ร่างกายของพวกมันซูบผอมจนเห็นกระดูก แถมเต็มไปด้วยาแฉีกขาดน่าสยดสยอง พวกมันเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วและดุร้าย ยามเมื่อแสงแดดส่องกระทบร่างผอมแห้งนั้น เผยให้เห็นรายละเอียดอันน่าสะพรึง เพียงแวบแรกที่ได้เห็น เธอก็รับรู้ได้ทันที จากประสบการณ์การดูหนังนับไม่ถ้วนในอดีต เธอกำลังเผชิญหน้ากับ
ซอมบี้
ชายคนหนึ่งกำลังชักกระตุกอยู่กลางถนน ลมหายใจเขาหอบกระชั้น ดวงตาเบิกโพลง เส้นเืปูดโปนทั่วใบหน้า หลังจากนั้นเขาก็เริ่มส่งเสียงคำรามต่ำ ก่อนจะกระโจนใส่หญิงชราที่พยายามหนีเอาตัวรอด เืสาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณ หญิงชราผู้นั้นกรีดร้องสุดเสียง ก่อนร่างของเธอจะถูกฉีกกระชาก เสียงกระดูกแตกหักดังทั่วตรอก ความโกลาหลแผ่ขยายอย่างรวดเร็ว ผู้คนกรีดร้องต่างวิ่งหนีเอาชีวิตรอด
เมื่อพิจารณาเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างถี่ถ้วน ชิดตะวันรู้ได้ทันทีว่ามีบางสิ่งผิดปกติแฝงอยู่ในฝุ่น PM 2.5 ที่ปกคลุมสลัมมานานหลายเดือน มันทำให้ผู้คนกลายเป็ซอมบี้
ภาพที่ปรากฏต่อสายตาทำให้เข่าเธอแทบทรุด ซอมบี้นับสิบตัวกำลังไล่ล่าเหยื่ออย่างบ้าคลั่ง พวกมันพุ่งเข้าหาเป้าหมายด้วยความเร็วฉับพลัน ก่อนจะฉีกกระชากร่างมนุษย์ด้วยฟันแหลมคม กัดกินพวกเขาอย่างโเี้ เสียงเนื้อฉีกขาด เสียงกรีดร้องโหยหวนด้วยความเ็ป ดังระงมทั่วไปบริเวณ สะท้อนในโสตประสาทจนหัวใจสั่นระรัว หญิงสาวยืนกำมือแน่น เธอหันขวับกลับไปหาแม่ ที่ยังนอนหมดสติอยู่ด้วยความร้อนรุ่มในอก
“แม่คะ...ตื่นขึ้นมาเถอะค่ะ” เสียงกระซิบของเธอสั่นเครือด้วยความหวาดหวั่น มือเรียวเขย่าร่างนั้นเบา ๆ หวังว่าความอุ่นจากัั จะสามารถดึงผู้เป็แม่กลับมาจากขอบเหวแห่งความมืดมิดได้
ชิดตะวันต้องรีบปลุกแม่ให้ฟื้นขึ้นมา ก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป เพื่อพาหล่อนออกจากขุมนรกที่กำลังกลืนกินทุกสิ่งรอบตัว
เธอต้องปกป้องแม่ของเธอ
ผู้เป็แม่สะดุ้งตื่นขึ้นมาพร้อมเสียงไอที่หนักหน่วงกว่าเดิม เสียงไอแห้ง ๆ กลายเป็ครืดคราด คล้ายกับมีของเหลวข้นเหนียวกำลังอุดตันในลำคอ ร่างกายของหล่อนบิดเกร็งด้วยความเ็ป ดวงตากะพริบถี่พยายามปรับโฟกัสกับเสียงกรีดร้องด้านนอก สายตาเริ่มพร่าเลือน ขอบริมฝีปากเปลี่ยนเป็สีม่วงคล้ำ เสียงหายใจของหล่อนกลายเป็เสียงฟ่อแหลมต่ำ คล้ายเสียงของสัตว์ป่าในยามจวนสิ้นใจ ชิดตะวันกำมือแน่น หัวใจหล่นวูบ เธอรู้ดีว่ามันคือสัญญาณของสิ่งที่เคยเห็นมาแล้ว กับผู้ติดเชื้อข้างนอก
“แม่คะ เราต้องออกไปจากที่นี่กันแล้วค่ะ!” เสียงของหญิงสาวสั่นเครือด้วยความหวาดหวั่น
ทว่าผู้เป็แม่กลับไม่ได้ตอบ เธอเพียงจ้องมองลูกสาวด้วยแววตาเลือนราง พยายามต่อสู้อย่างเงียบงันกับบางสิ่งที่คุกคาม ภายในร่างกาย มือของหล่อนสั่นกระตุกเป็ระยะ เสมือนกำลังยื้อยุดกับความเปลี่ยนแปลงที่ไหลบ่าเข้ามา
เสียงไอแหบพร่าดังขึ้นอีกครั้ง หนักหน่วงและทรมาน หล่อนพยายามลุกขึ้นแต่ก็ไร้เรี่ยวแรงพยุงตัว ชิดตะวันจึงรีบเข้าไปพยุงแม่ให้ขึ้นมาพาดบนหลัง ทั้งสองคนอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้แล้ว เสียงคำรามต่ำและฝีเท้าที่กระทบพื้นอย่างรวดเร็ว กำลังใกล้เข้ามาทุกที ราวกับนรกกำลังคลี่คลุมทุกสิ่ง
ทันใดนั้น ซอมบี้ตัวหนึ่งก็โผล่พรวดพราดเข้ามาในบ้าน หญิงสาวเบิกตากว้าง รีบวางแม่ลงให้นั่งพิงเตียงดังเดิม ก่อนจะลุกพรวดขึ้น ควานหาดาบคาตานะที่พ่อเคยมอบไว้ตรงช่องว่างใต้เตียง เมื่อปลายนิ้วััด้ามดาบ เธอคว้าขึ้นมาอย่างมั่นคง ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แล้วดึงดาบออกมาจากฝักด้วยเสียงแกร่งกร้าวของโลหะ
ซอมบี้ผู้หิวกระหายคำรามลั่น พุ่งเข้ามาโจมตีด้วยความรวดเร็ว เธอเบี่ยงตัวหลบฉับพลัน เสี้ยววินาทีแห่งความเป็ความตาย ก่อนจะสะบัดดาบฟันฉับเข้าที่ลำคอมัน ร่างซอมบี้ทรุดฮวบลงกระแทกพื้นแน่นิ่ง
เธอหอบหายใจถี่เล็กน้อย แล้วหันกลับไปมองแม่ของตนที่นั่งซบอยู่บนเตียงด้วยความเป็ห่วง ชิดตะวันก้มลงตรวจอาการหล่อนอีกครั้ง เธอรู้แล้วว่าต้องทำอย่างไรต่อจากนี้ จะต้องปกป้องแม่และช่วยคนอื่น ๆ ที่ยังรอดชีวิต
“หนูจะปกป้องแม่เองต่อจากนี้เองค่ะ...” หญิงสาวเอ่ยคำมั่นหนักแน่น ก่อนจะพยุงผู้เป็แม่ขึ้นพาดหลัง พลางใช้มือข้างเช็ดน้ำตา สูดลมหายใจลึก แล้วออกเดินไปยังประตูบ้าน
สลัมแห่งนี้อาจกลายเป็ขุมนรก แต่ทว่าเธอจะไม่มีวันยอมให้มันพรากบุคคลผู้เป็ที่รักไปเด็ดขาด