บทที่ 71
ปลาหมอตายเพราะปาก
“แล้วมันจะไปยากอะไรเล่า! ฉันไม่สนใจอะไรทั้งนั้น! ฉันจะถามนายอีกครั้ง นายจะปล่อยเขาไป หรือ ไม่?”
ดวงตาของจูเฉิงเปล่งประกายราวกับคบเพลิง และจ้องมองหลี่จุนที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างเลือดเย็น
แต่หลี่จุนนั้นก็เก็บความอ่อนแอในตัวเขาได้อยู่หมัดแล้ว ณ ตอนนี้ สายตาที่เฉียบคมนั้นเองก็ไม่หลบการเพ่งมองนั้นด้วย จนราวกับว่าตอนนี้ทั้งสองคน มีกระแสไฟฟ้าที่มองไม่เห็นกำลังวิ่งผ่านกันทางสายตาไปแล้ว
“นายท่านจู ผมคิดว่า นายท่านน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับผู้นำคนเก่าของพวกเรา พูดคุยกันแบบปัญญาชนก็น่าจะเข้าใจได้ เพราะงั้นผมหวังว่า นายท่านก็จะไม่ทำให้พวกเราลำบากใจกับเรื่องนี้มากเกินไป ไม่เช่นนั้นแล้ว...”
“แค่ก แค่ก!”
จูเฉิงส่งเสียงรบกวน
“เป็นหมาตระกูลเย่ที่ยังคงเสแสร้งไม่เปลี่ยนเลยนะ นี่ยังมีหน้ามากล้าพูดถึงเจ้านายเก่าอีกเหรอ? เท่าที่ฉันรู้มา เจ้านายของนายก็ตายเพราะแผนที่นายวางไว้ไม่ใช่หรือไง? ไม่งั้นแล้วนายคงไม่ได้เขยิบขึ้นมาเป็นเสาหลักของคฤหาสน์มังกรมรกตหรอก แล้วทีนี้ยังไงต่อล่ะ? กล้าที่จะมายืนต่อหน้าฉันแล้วข่มขู่ฉันด้วยเหรอเนี่ย? หา”
หลังจากได้ยินประโยคนี้ มันก็เหมือนแผลใจที่ไม่สามารถปิดได้มิดถูกเปิดเผยออกมาอีก ใบหน้าของหลี่จุนนั้นเหมือนถูกฉีกไปหมด และแววตาของเขามันก็เยือกเย็นขึ้นมา
“นายท่านจู นายมีปากอยากจะเอาไว้กินอะไรก็ได้ตามใจปากนั่น แต่อย่าเอามาพูดเรื่องไร้สาระจะดีกว่าน่า บางสิ่งบางอย่างพูดพล่อยๆแบบไม่มีหลักฐานไม่ได้หรอกนะ”
จูเฉิงแสยะยิ้มและพูดต่อ “ฉันพูดจริงนา ฮ่าๆๆๆ หลักฐานที่ว่าเนี่ย เอาเป็นให้ฉันพูดเรื่องสารเลวที่ตระกูลเย่ทำดีหรือเปล่า? ไม่เอาน่า เลิกพูดเรื่องไร้สาระกันดีกว่า ฉันจะให้เวลานาย 3 นาทีเพื่อให้นายปล่อยพวกฉันไป ไม่งั้นแล้วคุณเสาหลักแห่งคฤหาสน์มังกรมรกต ฉันจะเป็นฝ่ายไม่ปล่อยนายไปจนกว่าจะเช้าพรุ่งนี้แน่ๆ!”
ถ้อยคำที่ทรงพลังของจูเฉิงนั้นทำให้อู๋ตี้ที่ถูกมัดอยู่กับเก้าอี้นั้นรู้สึกโล่งใจ ดูเหมือนว่าวันนี้เขาจะปลอดภัยแล้วแน่ๆ
“เรื่องนี้มันไม่มีทางเลือกมาตั้งแต่ต้นแล้ว”
หลี่จุนก้มหน้าต่ำด้วยสีหน้ามืดมน เขาเริ่มก้าวเดินออกมาข้างหน้าทันที
เมื่อเห็นท่าทีแบบนั้น จูเฉิงเองก็เตรียมรับการปะทะอยู่เหมือนกัน ถึงแม้ว่าเขาจะยังใจเย็น แต่มือของเขานั้นก็กำหมัดแน่นแล้ว
ชายชุดดำคนอื่นๆ เมื่อเห็นหลี่จุนเริ่มเดิน พวกเขาเองก็ค่อยๆเดินตามด้วย
อย่างไรก็ตาม คนเหล่านี้ยังไม่ได้รับคำสั่งอะไร เพราะงั้นพวกเขาจึงยังไม่กล้าพุ่งนำไปก่อนและใช้วิธีกระจายไปรอบๆแทน
“นายคือหลี่จุนสินะ?”
ทันใดนั้น เสียงของหลานเสวี่ยก็ดังขึ้นมา
“จงอยู่ใกล้พนาลัย จงอยู่ไกลเพลิงพิศาล แม้นวารีก็อย่าไหลตาม พื้นดินดานแม้หมอบคลานก็ไม่ใช่เรื่องดี ทำตามสิ่งเหล่านี้ได้ นายจะพบกับทางออกที่ดีกับชีวิตนายเอง แต่โชคร้ายหน่อยนะ เหมือนว่านายจะโดนห้อมล้อมไปด้วยไฟไปเสียแล้ว แถมน้ำที่จะใช้ดับไฟเองก็ยังอยู่ไกลมากๆเสียด้วย ฉันเกรงว่าหากทุกสิ่งทุกอย่างยังคงเป็นแบบนี้ ชะตานายคงจะใกล้ถึงฆาตเสียแล้วล่ะ”
หลี่จุนหยุดก้าวเท้าต่อในทันใด ดวงตาของเขาเปิดกว้างและใบหน้าก็เริ่มซีดเผือด
“นั่นคือ นายหญิงหลานแห่งชะตาสวรรค์ที่เขาร่ำลือกันงั้นเหรอ?”
ภายในตงหลิง มันมีข่าวลือที่อยู่ในวงการชนชั้นสูงที่ไม่อาจทราบที่มาได้ ว่า 1 ในคนเหล่านั้น หลานเสวี่ยคือผู้ที่มีความสามารถพิเศษ เธอเป็นนายหญิงคนโตของตระกูลหลาน ผู้ที่รู้จักกันในนามโชคชะตาแห่งสรวงสวรรค์!
หากยึดตามเรื่องเล่าเหล่านั้น ตั้งแต่ที่หลานเสวี่ยอายุได้ 3 ขวบ เธอได้ไปชี้ที่ขอทานคนหนึ่งและพูดขึ้น “นี่คือชะตาชีวิตของนาย มันน่าเสียดายที่นายจะไม่สามารถคืนสู่สรวงสวรรค์ได้อีก มันเป็นเรื่องที่น่าเศร้า เพราะนายจะไม่สามารถกลับไปยังที่ที่นายจากมาได้”
หลังจากที่เธอลั่นวาจาออกไปแล้ว ครึ่งชั่วโมงต่อมา ขอทานคนนั้นก็ล้มลงไปบนถนนและตายลงไปในที่สุด
สิ่งที่น่าอัศจรรย์ยิ่งกว่านั้นก็คือ สำนักข่าวได้รายงานในภายหลังว่าขอทานคนดังกล่าวนั้น แท้จริงแล้วคือเจ้าชายแห่งอาราเบีย เขานั้นพ่ายแพ้ในการต่อสู้แย่งชิงราชบัลลังก์จึงได้หนีมาที่นี่ ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาเฝ้าดูและหาโอกาสที่จะกลับไปอาราเบียเพื่อแย่งชิงบัลลังก์เขากลับมา แต่ทว่าดันต้องมาตายในที่ต่างถิ่นนี้แทน
หลายๆเรื่องเล่าต่างคล้ายๆกัน ที่ว่าหลานเสวี่ยจะมอบคำทำนายให้กับคนบางคนที่ได้พบเจอ และทุกๆครั้งที่คำทำนายนั้นหลุดออกมาแล้ว ไม่มีใครเคยได้จบดีๆ
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา หลังจากที่ตระกูลหลานรู้แน่ชัดแล้วว่าทายาทคนโตของตระกูลมีความสามารถพิเศษที่ต่างจากคนทั่วๆไป แต่เธอไม่สามารถทำนายได้ทุกคน มีเพียงบางคนเท่านั้นที่ถือเป็นคนพิเศษที่เธอจะสามารถบอกชะตาชีวิตของเขาได้
ตระกูลหลานพยายามอย่างมากเพื่อจะปิดเรื่องนี้เป็นความลับเอาไว้ และไม่ให้หลานเสวี่ยใช้พลังนี้อีกง่ายๆ ทั้งนี้ก็เพื่อปกป้องเธอนั่นแหละ
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าเรื่องนี้จะถูกปิดไม่ให้คนทั่วๆไปรู้แล้วก็จริง แต่ว่าไม่มีกำแพงใดที่ไร้รูภายในตงหลิงหรอก โดยเฉพาะที่มีเหล่าตระกูลใหญ่อีก 3 ตระกูลที่เหลือยืนจ้องอยู่นั่นน่ะ เรื่องนี้มันไม่ใช่ความลับอีกต่อไปแล้ว
เพราะว่าพลังดังกล่าวนั้นมีความน่ากลัวอยู่นิดหน่อยสำหรับคนทั่วๆไปที่ได้รับรู้ ดังนั้นพวกเขาจึงเก็บความผิดพลาดนี้ไว้และไม่ยอมพูดถึงมันขึ้นมาง่ายๆ
แต่ในตอนนี้ หลานเสวี่ยได้พูดโชคชะตาของหลี่จุนออกไปแล้ว และมันก็ทำให้หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นมาทันที
คำพูดของหลานเสวี่ยนั้น ถึงแม้ว่ามันจะฟังดูลึกลับ แต่มันก็ไม่ได้ยากเกินกว่าที่จะเข้าใจได้หากไตร่ตรองดีๆ ดังนั้นแล้วมันจึงน่ากลัวไม่ต่างอะไรกับการรู้ว่าภัยพิบัติร้ายแรงๆกำลังจะเกิดขึ้นเลย เพราะสิ่งที่รู้มานั้น ก็คือชะตาชีวิตที่ตัวเขาเองจะต้องประสบในต่อจากนี้ไปนั่นแหละ
และหลานเสวี่ยนั้นก็เหมือนจะเดาความคิดเขาได้ เธอจึงพูดต่อ “มีไม่กี่คนหรอกนะที่จะได้รับคำทำนายจากฉันน่ะ 1 ไม่ก็ 2 คนจาก 100 คนเท่านั้น แต่สำหรับนาย นายไม่ใช่ 1 ใน 100 หรือ 2 ใน 100 คนที่กล่าวมาข้างต้น เพราะงั้นฉันจะยกเว้นให้เป็นกรณีพิเศษ ฉันจะแนะนำให้สักนิดสักหน่อยละกันว่าให้เข้มงวดกับทุกๆสิ่งอีกสักหน่อย ไม่งั้นแล้วนายมาถึงจุดนี้ได้ยังไง นายก็จะต้องไปเหมือนกับที่นายทำไว้กับเขานั่นแหละ”
ครั้งนี้หัวใจของหลี่จุนก็แทบจะช็อกไปเลย ความลับที่ถูกซ่อนไว้นั้นมันยิ่งทำให้หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นราวกับจะสามารถระเบิดออกมาได้ทุกเวลา
“อย่ามาพูดไร้สาระที่นี่น่า! เธอจะไปรู้ชะตาชีวิตคนอื่นได้ยังไง! ไอ้เรื่องที่พูดน่ะ มันก็แค่เรื่องปาหี่ใช่ไหมล่ะ!”
เขากลัวมากขึ้นเรื่อยๆ และเพื่อปกปิดความกลัวนั้น มันไม่มีวิธีอื่นแล้วนอกจากจะตะโกนหยุดเธอเอาไว้
“อุ๊บส์ เหมือนแมวที่โดนเหยียบหางแล้วขนลุกขนพองขู่ใส่เลยแฮะ ทำไมจู่ๆก็ส่งเสียงก้าวร้าวออกมาแบบนั้นซะล่ะ?”
จูเฉิงเยาะเย้ยเขาพร้อมกับเปรียบเปรยตัวเขาได้อย่างชัดเจนอีกด้วย
สีหน้าของหลี่จุนเปลี่ยนจากซีดเป็นเขียวและเปลี่ยนจากเขียวเป็นเทา ในตอนนี้ทั่วทั้งหน้านั้นของเขานั้นมีหลากหลายอารมณ์มากๆจนไม่สามารถแยกแยะได้ และท้ายสุดก็สติแตกกลายเป็นเหมือนศพที่ไม่ยอมตายแล้วลุกออกมาจากโลงใหม่
“ไปเอาตัวมันมา! วันนี้จะไม่มีใครในที่นี้ได้ออกไปทั้งนั้น!”
เสียงกัดฟันดังขึ้นก่อนมันจะตามมาด้วยคำสั่ง สีหน้าของหลี่จุนนั้นดุร้ายขึ้นทันใด เขากลายเป็นเครื่องจักรสังหารต่อหน้าทุกคนไปแล้ว
เหล่าชายชุดดำที่อยู่รอบๆ เมื่อได้รับคำสั่งก็กระโจนเข้าไปราวกับตั๊กแตนและบางคนก็หยิบเอามีดพกออกมาด้วย
“โอ้ พวกนายกล้าทำแบบนี้งั้นเหรอ?”
แววตาของจูเฉิงนั้นเยือกเย็น และใบหน้าของเขาก็ยังคงไร้ความกลัวเช่นเดิม เขาเขยิบนิดหน่อยและมาอยู่ด้านหน้าของหลานเสวี่ยเพื่อขัดขวางการบุกทะลวงนั้น
ในขณะเดียวกันนั้นเขาก็ตวัดแขนขวาขึ้นด้วย มันปรากฏเป็นแสงวิ้งวับเล็กๆมากมายในเวลาเดียวกันและพุ่งเข้าหาอู่ตี้
มีดเล่มเล็กๆที่มากับแสงพวกนั้นเข้าตัดเชือกที่มัดตัวอู๋ตี้ไว้อย่างแม่นยำไม่ว่าจะเป็นเอว หรือเท้า และมีดเหล่านั้นไม่ได้ทำให้อู๋ตี้บาดเจ็บแต่อย่างใด ช่างแม่นยำยิ่งนัก
“น้องชาย อีกฝั่งหนึ่งคนเยอะกว่า ดูเหมือนว่านายจะต้องพยายามขึ้นมาอีกหน่อย เพราะงั้นอย่าซ่อนพลังนั่นไว้เลย”
เสียงของจูเฉิงลอยตามลมมา แต่นั่นกลับทำให้หัวใจของอู๋ตี้เต้นแรงราวกับรัวกลอง
ถ้าทำได้ฉันคงจัดการคนพวกนี้ไปนานแล้ว! นั่นเพราะตัวเขาเองไม่ได้แลกยาเสริมสมรรถนะใดๆไว้เลย ในการที่จะต้องเผชิญหน้ากับชายชุดดำที่อาวุธครบมือกันเช่นนี้ เขาควรจะทำอย่างไรดี
มองไปยังชายชุดดำที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆเหล่านั้น อู๋ตี้ก็ได้แต่บ่นตัวเองอยู่ในใจ เขาไม่น่าทำแบบนั้นที่ร้านบ้านไม้เก่าเมื่อตอนนั้นเลย อยากจะฆ่าตัวเองชะมัด แบบนี้จะทำยังไงดีล่ะ!
แล้วไอ้ระบบเฮงซวยนี่อีก เป็นบ้าอะไรไป? ชอบใช้งานได้ในเวลาคับขัน ทำไม? ไม่ตายจะใช้ไม่ได้หรือไง? ประสาท
แต่ไม่ว่าเขาจะบ่นหรือด่าตัวเองขนาดไหน ร่างกายของเขานั้นก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย ดูเหมือนว่าระบบแลกเปลี่ยนไขมันนั้นจะหายจากตัวเขาไปโดยสมบูรณ์แล้ว
คมมีดมากมายพร้อมที่จะทิ่มแทงตัวเขาแล้ว อู๋ตี้ที่ได้แต่กังวลนั้นทำอะไรไม่ได้นอกจากยกมือขึ้นคุ้มกะลาหัวไว้แบบไม่ได้ตั้งตัว
*เคร้ง เคร้ง เคร้ง*
เสียงประหลาดๆดังขึ้นก่อนที่อู๋ตี้จะพบว่าเขานั้นยังสบายดีอยู่จึงค่อยๆเงยหน้าขึ้นมา
ในตอนนั้นเอง ดวงตาของเขาก็เห็นเรือนร่างที่งดงามของหญิงสาวผมสีน้ำตาลแดงกำลังถือแส้ยาวกว่า 3 ฟุทด้วยความองอาจ
ครู่ใหญ่ๆเลยที่อู๋ตี้รู้สึกเหมือนตนเองย้อนกลับไปยังสนามรบโบราณที่ซึ่งมีหญิงสาวจากสวรรค์กำลังชโลมตัวลงมาเพื่อช่วยเขาไว้
แต่เมื่อเสียงอันเยือกเย็นดังขึ้นมา ตัวเขาก็ถูกดึงออกจากจินตนาการและกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริงในทันที
“ใช้ไม่ได้ ฉันเริ่มประหลาดใจแล้วว่าฉันคิดผิดหรือเปล่าที่ยอมก่อปัญหาใหญ่เพื่อมาช่วยนายน่ะ”
พูดประโยคนั้นจบ หลานเสวี่ยก็สะบัดแส้และเดินรุกไปด้านหน้าโดยใช้แส้ปัดแกว่งไปมาด้วยเลย ซึ่งมันทำให้พวกชายชุดดำเหล่านั้นไม่สามารถเข้าใกล้เธอได้
อีกฟากหนึ่ง การเคลื่อนไหวของจูเฉิงนั้นเร็วมากๆ เพียงแค่ได้มองมือของเขาขยับมันก็รู้สึกเหมือนตากำลังพร่ามัวเสียแล้ว แสงสีขาวเล็กๆสว่างขึ้นมาอีก และแสงเหล่านั้นก็ปักเข้าไปตามชายชุดดำแบบไม่พลาดเป้าทำให้พวกเขากรีดร้องออกมา
“น้องชาย เป็นอะไรไป? ใช้ความสามารถของนายเร็วๆสิ หรือถ้านายยังไม่พร้อมใช้ ฉันจะเก็บพวกมันไว้ให้ตอนนายพร้อมใช้นะ”
จูเฉิงเองก็พูดขึ้นมาอีก ตอนนี้มันทำให้อู๋ตี้หน้าแดงขึ้นมาจริงๆแล้ว มันเป็นเพราะเขาแสร้งว่าเก่งเมื่อครั้งที่แล้วแท้ๆ ดันไปบอกว่าเป็นผู้ร่ำเรียนศิลปะการต่อสู้ เป็นไงล่ะ ปลาหมอตายเพราะปากแท้ๆ
บ้าเอ๊ย ไอ้ระบบเส็งเคร็ง! คาดหวังอะไรไม่ได้จริงๆเลย!
ไม่สิ พวกนั้นมีจิตใจดีแถมยังพยายามช่วยเขาอย่างหนักอีก เพราะงั้นเขาจะซ่อนตัวอยู่ด้านหลังแบบนี้ต่อไปไม่ได้
คิดได้ดังนั้นอู๋ตี้ก็กัดฟันแน่นและเริ่มก้าวเท้าไปข้างหน้า เขาหยิบเอาเก้าอี้ไม้ที่อยู่ด้านหลังมาถือไว้และวิ่งเข้าไป
ทันใดนั้นเอง เสียงที่คลุมเครือก็ดังขึ้นในจิตใจของเขา
‘ระบบแลกเปลี่ยนไขมัน เริ่มทำงาน!’