เมื่อกางแผนผังของวังหลวงฉบับคัดลอกที่ได้รับมาจากเหยาซู่ออกจางหลงถึงกับตะลึงลาน
พระราชวังลกเอี๋ยงนั้นซับซ้อนกว่าที่เขาคิดเอาไว้มากตำหนักแต่ละหลัง เรียงรายต่อกันหลายสิบตำหนัก ไม่รวมถึงห้องหับต่างๆ ในแต่ละตำหนักเ่าั้ที่เมื่อนับรวมกันแล้วคงมีหลายพันห้อง พริบตานั้นเขาลอบหลั่งเหงื่อเย็นเยียบ ดูท่าเขาจะมองโลกในแง่ดีเกินไปที่ว่าเมื่อเห็นแผนผังแล้วจะมองทะลุถึงห้องลับเก็บสมบัติฮั่นอู่ตี้ได้โดยง่าย
“ฝ่าามองเห็นเบาะแสใดหรือไม่?” เหยาซู่ ที่บัดนี้ได้รับการบอกเล่าถึงการคงอยู่ของสมบัติลับฮั่นอู่ตี้ถามขึ้นเบาๆ ดูท่าผลรับคงไม่ดีนัก เมื่อเห็นสีหน้าของฮ่องเต้
“พระราชวัง...มีความซับซ้อนมากเกินไป”จางหลงส่ายหน้าอย่างอ่อนล้า แต่มันปรากฏขึ้นเพียงชั่วครู่ก็หายวับไปแทนที่ด้วยความเด็ดเดี่ยวดังเดิม ชีวิตก่อนจางหลงเป็นักสู้เขาย่อมไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ แม้จะมีอุปสรรคตรงหน้าก็ตาม
“เช่นนั้นจะทำเช่นไรดีพะย่ะค่ะ?”เหยาซู่เองก็เริ่มกังวลด้วย เมื่อขาดเม็ดเงินสนับสนุนเท่ากับว่าแผนงานที่วางไว้หย่อมชะงักงันไปด้วยนั่นหมายถึงการเข้าถึงตัวตั๋งโต๊ะจะล่าช้าไปอีก
“เื่นี้จำเป็ต้องพักไว้ก่อนมันเป็ไปไม่ได้อยู่แล้วที่จะค้นพบห้องลับได้ง่ายๆ” จางหลงยกน้ำชาขึ้นมาจิบช้าๆในขณะที่สมองทำงานอย่างหนัก จากนั้นเอ่ยถามเหยาซู่ว่า“่นี้มีข่าวอะไรน่าสนใจหรือไม่?”
“ทูลฝ่าา่นี้ไม่มีอะไรน่าสนใจเป็พิเศษ...โจโฉที่ท่านให้จับตาก็ไม่มีความเคลื่อนไหวใด”เหยาซู่ที่ตอนนี้รู้ถึงตัวตนของโจโฉแล้วรายงาน แน่นอนว่าเขาย่อมไม่มีความรู้สึกที่ดีกับคนผู้นี้เพราะหลังจากที่ฮ่องเต้อธิบายถึงแผนการของโจโฉเหยาซู่ย่อมรู้ว่าอีกฝ่ายคิดแค่หลอกใช้เขากับเงาฮูเท่านั้น
“สำหรับตั๋งโต๊ะคงกำลังยุ่งกับการควานหาตัวผู้ที่หมายชีวิตมันอยู่ น่าจะไม่มายุ่งกับเราใน่นี้”จางหลงพิจารณาอย่างรอบด้าน ไม่ว่าเขาจะทำอะไรในตอนนี้ยังต้องชำเลืองดูตั๋งโต๊ะหากพลาดสะกิดความสนใจของมันขึ้น ทุกอย่างก็อาจจะล้มเหลวได้ในพริบตา
“ทูลฝ่าายังมีอีกเื่หนึ่ง” เหยาซู่ประสานมือรายงาน “ผู้น้อยได้ยินจากเหล่าขันทีว่าคืนนี้ใต้เท้าอ้องอุ้น จะมีการจัดเลี้ยงวันเกิดมีการเชิญกลุ่มขุนนางใหญ่ที่ไม่ได้เข้าร่วมกับตั๋งโต๊ะทุกคนพะย่ะค่ะ”
“อ้องอุ้นจัดงานวันเกิด?”จางหลงเลิกคิ้วขึ้นอย่างสนใจ นี่เป็เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์ราชวงศ์ฮั่นความจริงแล้วอ้องอุ้นหาได้มีเจตนาจัดเลี้ยงไม่ทว่ากลับเป็การหาแนวร่วมเพื่อจัดการตั๋งโต๊ะ อย่างไรก็ตามมันจบลงด้วยความล้มเหลวจางหลงจ้องหน้าเหยาซู่อยู่ครู่หนึ่ง แล้วถามว่า “แล้วเหตุใดเ้าจึงต้องรายงานข้า?”
“ทูลฝ่าาผู้น้อยคิดว่า นี่น่าจะเป็โอกาสดีในการหาแนวร่วมพะย่ะค่ะ” ขันทีสนองพระโอษฐ์กราบทูลไปตามที่คิดขุนนางเหล่านี้หากสามารถดึงตัวเข้าร่วมได้ ย่อมจะกลายเป็ฐานอำนาจในวันข้างหน้าและจะทำให้การโค่นล้มตั๋งโต๊ะเกิดขึ้นเร็วยิ่งขึ้น มิคาดจางหลงตอบว่า
“เ้าคิดง่ายเกินไปงานชุมนุมขุนนางใหญ่เช่นนี้ ตั๋งโต๊ะย่อมจับตาอย่างใกล้ชิดการกระทำของอ้องอุ้นในครานี้ ถือว่าสุ่มเสี่ยงมาก”จากนั้นเหยาซู่เห็นรอยยิ้มที่ลึกลับ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของฮ่องเต้ ทรงตรัสว่า “แต่ไม่ว่าอย่างไรท่านอ้องอุ้นนับว่าเป็ขุนนางจงรัก รับใช้ต้าฮั่นมาหลายสมัย มีผลงานมากมายเขาจัดงานวันเกิดทั้งที ข้าจะไม่อวยพรได้อย่างไร”
จางหลงหยิบม้วนหนังสือไม้ไผ่ตรงหน้าแล้วยื่นส่งให้กับเหยาซู่ กล่าวว่า
“นี่เป็หนังสือที่ตกทอดกันมาั้แ่ยุคชุนชิวภายในบันทึกเื่ราวาระหว่างแคว้นอู๋กับแคว้นเยว่ เ้าจงห่อหนังสือเล่มนี้อย่างดีที่สุดแล้วส่งไปเป็ของขวัญอวยพรอ้องอุ้น จำไว้ว่าจะต้องรอให้แเื่ทุกคนกลับบ้านให้หมดก่อนจึงจะมอบให้เขาได้ อย่าลืมว่าหูตาของตั๋งโต๊ะจับตาดูพวกเราอยู่”
“ฝ่าางานเลี้ยงขุนนางผู้ใหญ่สมควรจัดหาของขวัญมีค่ากว่านี้เพื่อสร้างความประทับใจให้พวกเขา เหตุใดจึงทรงพระราชทานเพียงแค่หนังสือเล่มเดียว?”เหยาซู่เก็บความสงสัยไม่ไหวถามออกมา อย่าว่าแต่ขุนนางใหญ่ระดับอ้องอุ้นเลยเมื่อสมัยเขารับราชการที่อำเภอเสี้ยนอัน ของขวัญที่ถูกมอบให้กับระดับนายอำเภอยังมีค่ากว่านี้
“เหยาซู่...สิ่งที่ข้า้านั้นไม่ใช่การดึงตัวเหล่าขุนนางเข้าร่วมแต่เป็การใช้งานพวกมัน...เอาเถอะ อธิบายในตอนนี้เ้าก็คงไม่เข้าใจทำตามที่ข้าบอกแล้วรอดูดีกว่า” จางหลงโบกมือเบาๆเหยาซู่ไม่กล่าวกระไรอีกเขาเริ่มรู้สึกคุ้นเคยกับลักษณะนิสัยในส่วนนี้ของฮ่องเต้มากขึ้นพระองค์ไม่ชอบอธิบายอะไรกับเขาในตอนแรก แต่ไม่นานเขาก็จะรู้แจ้งทุกอย่างเอง แม้ความสงสัยจะมีอยู่เต็มอกแต่ไม่ได้ทำให้เหยาซู่เกิดความคลางแคลงใจในตัวฮ่องเต้ตรงกันข้ามกับเริ่มรู้สึกถึงความคุ้มค่าที่ลงทุนร่วมกับพระองค์
เหยาซู่เพียงหวังว่ามันจะทำให้เขาเข้าถึงตัวตั๋งโต๊ะได้เร็วขึ้น!
โจโฉหยิบกาสุราขึ้นมารินลงจอก น้ำสีแดงอำพันส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วห้องบ่งบอกว่านี่เป็สุราเลิศรสชนิดหนึ่ง เขายกจอกสุราขึ้นดื่มรวดเดียว รสััร้อนแรงดังเปลวไฟก็แล่นไปทั่วร่างนี่เป็สุราหมักแบบที่เรียกว่า หวงจิ่ว ปกติแล้วสุราประเภทนี้ราคาแพงอย่างยิ่งปกติแล้วมักใช้รับรองแขกสำคัญเท่านั้นนึกไม่ถึงว่าอ้องอุ้นจะใช้สุราชนิดนี้รับแขกในงานเลี้ยงนับว่าเป็คนที่มือเติบอย่างยิ่ง
ทว่าโจโฉไม่ได้มาที่นี่เพื่อดื่มสุรา...
โจโฉนึกทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้โจลู่ส่งข่าวถึงการนัดหมายชุมนุมของเหล่าขุนนาง ที่มีแิต่อต้านตั๋งโต๊ะคราวนี้เป็การจัดเลี้ยงครั้งใหญ่เพื่อฉลองวันเกิดของอ้องอุ้น โจโฉหอบของขวัญมีค่าติดมือเข้าร่วมด้วยงานเลี้ยงวันเกิดครานี้นับว่าเป็เพียงฉากหน้าอย่างที่โจโฉคาดการณ์ไว้เพราะแท้จริงแล้วจะเป็การวิพากษ์การเมือง เพียงเริ่มต้นดื่มสุราจอกแรกอ้องอุ้นก็สาธยายความเลวทรามของตั๋งโต๊ะและพรรคพวกทั้งเรียกร้องให้เหล่าขุนนางร่วมมือกันจัดการกับทรราช
มิคาดว่าเหล่าขุนนางแม้แสดงออกถึงความเกลียดชังจอมโฉดทว่าเมื่อเอ่ยถึงการลงมือ กลับไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปากสักคนต่างพากันร้องห่มร้องไห้ต่อชะตากรรมของต้าฮั่นเงียบๆ โจโฉที่หมายจะได้แนวร่วมในการจัดการตั๋งโต๊ะพลันผิดหวังขีดสุดกับคนเหล่านี้ แหกปากหัวเราะลั่น กล่าวว่า “พวกท่านเกิดเป็ลูกผู้ชายแต่คร่ำครวญหวนไห้ราวสตรี จงพากันหลั่งน้ำตาให้มากเข้าไว้เถิด ดีร้ายตั๋งโต๊ะอาจจะจมน้ำตาของพวกท่านตายก็เป็ได้”คำพูดนั้นหมายจะปลุกใจให้ได้คิด แต่เหล่าขุนนางไหนเลยจะมองออก พากันชี้หน้าด่าว่าโจโฉหาว่าดูถูกพวกตนอ้องอุ้นที่เป็เ้าภาพ ก็ออกปากขับไล่ด้วยถ้อยคำหยาบคายโจโฉในยามขุ่นแค้นจึงสะบัดหน้าจากมาเลิกล้มความตั้งใจในการหาแนวร่วมจากขุนนางเหล่านี้ ด้วยมองเห็นแล้วว่าธาตุแท้ของพวกมันเป็อย่างไร
ทว่าเพียงก้าวเท้าออกจากห้องโถงจัดเลี้ยงคนของอ้องอุ้น ก็มาเรียกไว้ แล้วเชิญเขามาที่ห้องหนังสือทั้งจัดสุราอาหารที่ดีกว่าในงานเลี้ยงเตรียมให้ ทำให้เขาเกิดความงุนงงสงสัยคิดไม่ออกว่าท่าทีนี้ของอ้องอุ้นหมายความว่าอย่างไร
เกือบหนึ่งชั่วยามที่เขานั่งรอในห้องหนังสือขณะกำลังจะหมดความอดทนจากไป ประตูห้องก็ถูกเปิดออก คนผู้หนึ่งก้าวเข้ามาในห้องเขาคืออ้องอุ้น คนผู้นี้รูปร่างผอม ใบหน้าตอบ อยู่ในชุดลำลองเรียบง่ายแต่ยังไม่อาจบดบังสง่าราศีของอดีตมหาอุปราชผู้สำเร็จราชการในสมัยฮั่นเลนเต้(ฮั่นหลิงตี้:ผู้เขียน)ได้
“รบกวนใต้เท้าโจให้รอนานหรือไม่?”อ้องอุ้นเมื่อมาถึงก็ประสานมือคารวะ ทำให้โจโฉสับสนเล็กน้อยเหตุการณ์ในห้องโถงเขาถูกอ้องอุ้นบริภาษด้วยถ้อยคำดูิ่หลายคำอีกฝ่ายแสดงท่าทีชัดเจนว่าไม่ได้้าคบหา เหตุใดในตอนนี้จึงเปลี่ยนท่าทีเป็คนละคน?
“ใต้เท้าโจไม่จำเป็ต้องคิดมากเหตุการณ์ในห้องโถงข้าจำเป็ต้องทำเช่นนั้น เพื่อไม่สร้างพิรุธให้กับขุนนางคนอื่นๆสังเกตออก อีกทั้งยัง้าสนทนากับท่านตามลำพังจึงแสร้งออกอุบายไล่ท่านออกไปก่อน” ใบหน้าของอ้องอุ้นประดับด้วยรอยยิ้มบางๆ ราวกับคาดเดาความคิดของโจโฉออก
“ใต้เท้าอ้องอุ้นกล่าววาจาเกรงใจไปแล้ว”โจโฉประสานมือตอบ ตอนนี้เขานับว่าเข้าใจเจตนาของอีกฝ่ายแล้ว
“ใต้เท้าเมิ่งเต๋อในห้องโถงเมื่อครู่ ข้ากล่าวถึงความเลวทรามของตั๋งโต๊ะทั้งเชิญชวนให้เหล่าขุนนางร่วมมือกำจัดมัน มิคาดคนเหล่านี้กลับได้แต่พากันร่ำไห้มีเพียงท่านที่ต่างออกไป ข้าใคร่ขอทราบเหตุผลว่าทำไมท่านจึงหัวเราะออกมาเช่นนั้น?” อ้องอุ้นกล่าวเข้าประเด็นทันที
“เรียนใต้เท้าอ้องขอกล่าวตามตรง เดิมทีข้าเข้าร่วมงานเลี้ยงของท่านเพื่อหวังกระตุ้นให้เหล่าขุนนางร่วมมือกันกำจัดตั๋งโต๊ะคนผู้นี้ไม่อาจถูกกำจัดได้หากท่านลงมือเพียงลำพังแต่เหล่าขุนนางทำให้ข้าผิดหวังนัก จึงหัวเราะเย้ยหยันออกมาให้กับทั้งตนเองและชะตากรรมของราชวงศ์ฮั่น” กล่าวจบแสร้งถอนหายใจหนักหน่วงส่วนหนึ่งเพื่อทำให้อ้องอุ้นเกิดความสนใจ แต่ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นเพราะแผนสังหารในคราก่อนของตนล้มเหลวเพราะคิดวางแผนง่ายเกินไป
“ขออภัยที่ข้าต้องถามตรงๆข้าได้ยินมาว่า ท่านสนิทสนมกับตั๋งโต๊ะจนสามารถเข้านอกออกในที่พำนักของมันได้ ทั้งตั๋งโต๊ะเองก็มอบหมายงานสำคัญให้ท่านอยู่เสมอกล่าวได้ว่ามีความสัมพันธ์ที่ดี เหตุใดตอนนี้กลับคิดอยากจะกำจัดมันขึ้นมา?”อ้องอุ้นถามอย่างคลางแคลงใจ เขายังคงไม่ไว้วางใจโจโฉนัก จริงอยู่อ้องอุ้นเชื่อว่าอีกฝ่ายไม่น่าจะจงรักภักดีกับตั๋งโต๊ะแต่ก็มีท่าทีเหยียบเรือสองแคม หากไม่แน่ใจจริงๆ อ้องอุ้นจะไม่ยอมร่วมมือด้วยเด็ดขาดมิเช่นนั้นหากพลาดพลั้งขึ้นมา ชีวิตคนในตระกูลอ้องสองร้อยกว่าชีวิตจะต้องพลอยรับชะตากรรมไปด้วย
“ใต้เท้าอ้องไม่รู้อะไรที่ข้าเข้าร่วมกลุ่ม ตีสนิทกับพวกมัน หาได้เป็เพราะข้ามักใหญ่ใฝ่สูงหรือคิดร้ายต่อราชวงศ์ฮั่นไม่” โจโฉกล่าวอย่างฉะฉานไม่ติดขัด“แต่ที่ข้าต้องเข้าร่วมกับมัน เป็เพราะว่าข้า้าที่จะเข้าใกล้ตัวมันยังไงล่ะ”
“ท่านหมายความว่า...?”อ้องอุ้นเบิกตาโพลง ฉุกใจคิดขึ้นมาทันที
“เป็อย่างที่ใต้เท้าอ้องคิดข้ามีแผนที่จะสังหารตั๋งโต๊ะจริงๆ” โจโฉยอมรับตรงๆ จากนั้นแสร้งปั้นหน้าเป็หนักใจแล้วกล่าวต่อโดยยกอ้างเหตุการณ์ของเงาฮูว่า“เพียงแต่เมื่อเข้าใกล้ตัวมันแล้ว ข้าถึงได้เข้าใจว่าการลอบสังหารมันนั้นไม่ง่ายหาไม่ใต้เท้าเงาฮูคงทำสำเร็จั้แ่เมื่อหลายวันก่อนแล้ว”
“ไม่ง่ายอย่างไรขอท่านเมิ่งเต๋อชี้แนะ” อ้องอุ้นประสานมืออีกครั้งเหตุการณ์เงาฮูลอบสังหารนั้นสะท้านทั่วเมืองหลวง อีกทั้งเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นสดๆร้อนๆ จึงไม่มีผู้ใดในเมืองหลวง ที่ไม่รู้จัก
“เรียนใต้เท้าอ้องตั๋งโต๊ะนั้นเวลาไปไหนมาไหน ย่อมห้อมล้อมไปด้วยเหล่าองครักษ์ โดยเฉพาะลิโป้ที่แทบจะอยู่ข้างกายเป็เงาตามตัวมันเลยก็ว่าได้ดังนั้นการจะฝ่าทหารเหล่านี้เข้าถึงตัวมันนับว่ายากเย็นยิ่งนัก” โจโฉอธิบายแล้วกล่าวต่อว่า “แต่ในตอนนี้ข้านับว่าเป็คนสนิทของตั๋งโต๊ะผู้หนึ่งสามารถเข้านอกออกในที่พำนักของมันได้ง่ายดาย การเข้าถึงตัวมันนั้นจึงไม่ใช่ปัญหาต่อไปทว่า...ใต้เท้าอ้องอุ้น ท่านรู้หรือไม่ว่า ทั้งยามหลับและตื่น ตั๋งโต๊ะมักสวมเสื้อเกราะวิเศษตัวหนึ่งไว้ดาบกระบี่ธรรมดายากระคายผิว แม้ข้าจะเข้าถึงตัวมันได้ แต่กลับไม่มีอาวุธที่ดีพอจะฆ่ามันให้ตายในคราเดียว
ข้าได้ยินว่าท่านมีกระบี่สั้นเล่มหนึ่งคือกระบี่เจ็ดดาว ตกทอดมาั้แ่ยุคชุนชิว แม้ไม่เทียบเท่าศาสตราวุธในตำนานที่สร้างโดยปรมาจารย์หลอมกระบี่แต่อานุภาพก็เพียงพอกับการฟันเหล็กให้ขาดดังฟันหยวก ฆ่าคนไม่เห็นเืขอเพียงข้ามีกระบี่เล่มนี้ในมือย่อมสามารถที่จะสังหารโจรฏตั๋งโต๊ะได้อย่างง่ายดาย” โจโฉบอกถึงความ้ามาตรงๆกระบี่เจ็ดดาวในความของอ้องอุ้น ไม่ใช่เื่ที่เป็ความลับแต่ประการใดเพราะเป็ที่ทราบว่าเมื่อร่ำสุราเมามายได้ที่อ้องอุ้นมักจะเอากระบี่เล่มนี้ออกมาอวด ทั้งร่ายรำให้เพื่อนฝูงเห็นเป็ประจำ
“กระบี่วิเศษนั้นมีอยู่แต่ตั๋งโต๊ะเพิ่งผ่านการถูกลอบสังหารมา ไหนเลยมันจะปล่อยให้ท่านเข้าใกล้ได้ ผู้ใดก็รู้ว่ามันเป็คนมากระแวงไม่ไว้ใจผู้อื่นยกเว้นตัวเอง” อ้องอุ้นเองแม้จะชอบในอุบายของโจโฉ แต่ก็ยังมีเื่ที่คลางแคลงใจอยู่เช่นกันควรทราบว่าการลอบสังหารในครานี้จะต้องสำเร็จเท่านั้นหากล้มเหลวเกรงว่าจะยิ่งทำให้อำนาจของตั๋งโต๊ะแข็งแกร่งและมั่นคงยิ่งขึ้นเพราะหลังจากจะไม่มีผู้ใดกล้าลงมืออีก
“ในสายตาของคนทั่วไปอาจมองว่าอันตรายแต่ข้ากลับมองว่าเป็โอกาส ใต้เท้าอ้องลองคิดดู หากท่านเป็ตั๋งโต๊ะที่เพิ่งโดนลอบสังหารมาหมาดๆ จะคาดคิดหรือไม่ว่าจะมีผู้อื่นลงมือซ้ำ?”โจโฉกล่าวอย่างมั่นอกมั่นใจ อ้องอุ้นตรองอยู่ครู่ก็เห็นว่าคำพูดของอีกฝ่ายมีเหตุผลน่าฟัง จึงบอกให้โจโฉรอสักครู่ ส่วนตัวเขาเดินไปยังโต๊ะหนังสือ หยิบเอากล่องไม้รูปทรงยาวประมาณเชียะเศษออกมาส่งมอบให้โจโฉ(1 เชียะยาว 33.33 เซ็นติเมตร : ผู้เขียน) ภายในกล่องนี้คงเป็กระบี่เจ็ดดาวในตำนานไม่ผิดแล้ว
โจโฉเปิดกล่องไม้ออกภายในบรรจุด้วยกระบี่สั้นสีเงินเล่มหนึ่ง ซึ่งแผ่รังสีเย็นเยียบออกมาตลอดเวลาเพียงคาดคะเนจากสายตาคร่าวๆ ความคมกริบของมันน่าจะสามารถผ่าเหล็กกล้าได้ไม่ยากเมื่อเขาใช้มือลูบััเบาๆ ที่ตัวกระบี่ ก็พบว่ามันเฉียบราวก้อนน้ำแข็ง นับว่าเป็ยอดศัตราวุธอย่างแท้จริง
“นี่เป็กระบี่เจ็ดดาวที่ตระกูลของข้าเก็บรักษามานาน สมัยชุนชิวมันเคยเป็ของนักฆ่าลือนามผู้หนึ่งนึกไม่ถึงว่าหลายร้อยปีผ่านไป มันจะยังถูกใช้เพื่อการลอบสังหารอีกครา”อ้องอุ้นอธิบายด้วยน้ำเสียงที่สะทกสะท้อน จากนั้นกล่าวว่า “โจโฉก่อนที่ข้าจะมอบกระบี่เล่มนี้ให้ท่าน อยากให้ท่านตอบคำถามข้าสักข้อหนึ่ง”
“เชิญใต้เท้าอ้องถามมาได้เลยขอรับ”โจโฉประสานมือ
“ภารกิจลอบสังหารจอมทรราชครานี้แม้สำเร็จหรือล้มเหลวก็ตาม ทว่าชีวิตท่านจะต้องตกอยู่ในอันตรายอย่างเลี่ยงไม่ได้ เมิ่งเต๋อท่านไม่กลัวหรือ?”สีหน้าของอ้องอุ้นเครียดเคร่ง ดวงตาวาววับจับที่ใบหน้าของฝ่ายตรงข้ามเขม็ง
“ใต้เท้าอุ้นข้านั้นย่อมกลัวตายเฉกเช่นปุถุชนทั่วไป แต่ก็จำเป็ต้องทำหากปล่อยให้ตั๋งโต๊ะทำการหยาบช้าเรื่อยไปอีกไม่นานราชวงศ์ฮั่นที่ก่อตั้งมาสี่ร้อยกว่าปี ย่อมถึงกาลอวสานเป็แน่ เช่นนั้นแล้วแม้ข้าจะกลัวตาย แต่ก็ขอกระทำการเพื่อบ้านเมืองสักครั้งขอรับ” โจโฉปั้นหน้าให้ดูเที่ยงธรรมแม้ว่าความจริงแล้วเขาย่อมไม่ได้ทำเพื่อบ้านเมืองอย่างที่พูดไปเขาทำราชการมาหลายปี ยังมีตำแหน่งเป็แค่ขุนนางเล็กๆการลอบสังหารตั๋งโต๊ะทั้งตอนที่หลอกใช้เงาฮู และการลงมือเองในคราวนี้หากสำเร็จมันจะเป็ใบเบิกทางสู่ตำแหน่งที่ใหญ่และทรงอำนาจกว่าเดิมอีกทั้งยังเป็การฝากชื่อของเขาไว้ในประวัติศาสตร์ด้วยนับว่าเป็การยิงธนูดอกเดียวแต่ได้นกสองตัวเลยก็ว่าได้
โจโฉยังมีความทะเยอทะยานส่วนตัวเขาปราถนาที่จะอยู่เหนือทุกคนในแผ่นดิน เป็เอกอัครมหาเสนาบดีเช่นเดียวกับเซียวเหอต้นราชวงศ์ฮั่นฉะนั้นหาก้าทะยานฟ้าในคราเดียว เขาจะต้องทำภารกิจนี้ให้สำเร็จ
“ถ้าเช่นนั้นกระบี่เจ็ดดาวเล่มนี้ ขอมอบให้ท่านใช้งานชั่วคราวและขออวยพรให้ท่านประสบความสำเร็จกอบกู้ราชวงศ์ฮั่นจากเงื้อมมือของตั๋งโต๊ะให้จงได้” อ้องอุ้นหยิบกระบี่ยื่นส่งให้โจโฉรับมาด้วยมือที่สั่นเทา ดวงตาของเขาเป็ประกาย ความรู้สึกเหมือนกับ์ประทานอาณัติเพื่อกอบกู้แผ่นดินให้....
งานเลี้ยงเลิกราแเื่จากไปกันหมดสิ้นแล้ว รวมถึงแขกพิเศษอย่างโจโฉด้วย...
ขณะที่อ้องอุ้นกำลังเตรียมตัวจะเข้านอนบ่าวรับใช้ก็เข้ามารายงานว่า “นายท่าน บัดนี้มีกงกง(หมายถึงขันที : ผู้เขียน)จากวังหลวง มารอพบท่านอยู่ จะให้พบหรือไม่ขอรับ?”
“กงกง?”อ้องอุ้นทวนคำ รู้สึกว่าแปลกประหลาดนัก ด้วยเวลานี้ดึกสงัดโดยทั่วไปผู้คนมักไม่มาขอพบในเวลานี้ แต่คำว่า “วังหลวง” นั้นดึงดูดใจอ้องอุ้นจึงตัดสินใจว่าจะไปพบสักครา
ภายหลังจัดแจงเสื้อผ้าให้เรียบร้อยอ้องอุ้นเดินไปยังห้องรับรองแขก เมื่อเห็นอาคันตุกะในชุดดำขลิบแดงอันเป็เครื่องแบบของขันทีในราชวงศ์ฮั่นอ้องอุ้นก็ยิ่งประหลาดใจหนัก กล่าวทักไปว่า “เหยากงกง ที่แท้เป็ท่าน?”
“ใต้เท้าอ้องอุ้น”เหยาซู่ประสานมือคารวะ ปั้นหน้ายิ้มให้
“เหตุใดเหยากงกง้าพบข้าในเวลานี้?”อ้องอุ้นขมวดคิ้ว รู้สึกจับต้นชนปลายไม่ถูกควรทราบว่าเหยาซู่เป็ขันทีสนองพระโอษฐ์ของฮ่องเต้ ปกติต้องอยู่รับใช้ใกล้ชิดอีกประการหนึ่งคือแม้เขากับเหยาซู่จะรู้จักกันแต่ก็หาได้มีการคบหาหรือสนิทสนมคุ้นเคยกันแต่ประการใดไม่ แล้วเหตุใดเหยาซู่จึง้าพบกับเขา?อ้องอุ้นคาดเดาไม่ถูกเลยจริงๆ
อย่างไรก็ตามอ้องอุ้นนับว่าเป็จิ้งจอกเฒ่าตัวหนึ่งเขาลอบปรายตาให้คนรับใช้ทันที หากมีอะไรไม่ชอบมาพากลแม้แต่นิดเดียวเขาจะส่งสัญญาณพิเศษที่รู้กันเฉพาะสำหรับคนในจวน จากนั้นจะมีคนนับสิบที่กรูกันเข้ามาสับร่างของเหยาซู่ให้แหลกเป็เืเนื้อเลอะเลือน(หมายถึงแหลกเป็ชิ้นๆ สำนวนจีน : ผู้เขียน)
เหยาซู่ย่อมสังเกตท่าทางของอ้องอุ้นออกแต่ไม่กล่าวเปิดโปงประการใด เพียงทำหน้าที่ที่ฮ่องเต้มอบหมายมาให้สำเร็จเท่านั้น เขาหยิบเอากล่องของขวัญที่ห่ออย่างประณีตขึ้นมาแล้วส่งให้อ้องอุ้นกล่าวว่า
“ใต้เท้าอ้องอุ้นฝ่าาทรงทราบว่าท่านจัดงานเลี้ยงวันเกิด จึงทรงประทานของขวัญมาให้กับท่านขอให้ท่านมีความสุข” เหยาซู่อวยพรตามที่จางหลงเสี้ยมสอนไว้
“ขอบพระทัยฝ่าา”อ้องอุ้นประสานมือคารวะ แล้วรับกล่องของขวัญนั้นมาถือไว้ จากนั้นกล่าวถามเหยาซู่ด้วยความคลางแคลงใจว่า“ว่าแต่เหตุใดเหยากงกงจึงมิเข้ามาที่งานเลี้ยงเสียั้แ่เมื่อหัวค่ำ จักได้ร่วมดื่มกินให้สำราญ?”
“ใต้เท้าอ้องท่านเองก็น่าจะรู้ว่า มหาอุปราชนั้นจับตาดูท่านกับเหล่าขุนนางอยู่หากข้าปรากฏตัวในงาน ตั๋งโต๊ะจะคิดอย่างไร?” เหยาซู่แสร้งปั้นหน้าเคร่งเครียดขณะอธิบายจากนั้นกล่าวต่อว่า“แน่นอน หากเขาคิดแค่ว่าข้าสุมหัวรวมกับพวกท่านก็คงไม่เป็ไรทว่าหากเขาคิดว่าฝ่าาเองก็เป็พวกเดียวกับท่าน เกรงว่า...” กล่าวไว้แค่นั้นแล้วเหยาซู่ก็ถอนหายใจหนักหน่วงสีหน้าปรากฏแววเครียดขรึมชนิดที่ว่าหากจางหลงมาเห็นคนต้องยกนิ้วให้กับความสามารถในการตีบทได้แตกกระจุย
“ที่เหยากงกงพูดก็นับว่าจริงอยู่” อ้องอุ้นพยักหน้าเห็นด้วยหากตั๋งโต๊ะรู้ว่าฮ่องเต้เลือกคบหากับกลุ่มขุนนางที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามไม่แน่ว่าอาจจะถอดพระองค์ออกจากบัลลังก์เหมือนกับที่เคยทำกับเล่าเปียน(หองจูเปียนพี่ชายของเหี้ยนเต้ : ผู้เขียน)ก็เป็ได้
“ใต้เท้าอ้องเมื่อได้รับของขวัญอวยพรจากฝ่าาแล้วข้าก็นับว่าหมดหน้าที่ เช่นนั้นขอลาท่านตรงนี้เลยก็แล้วกัน” เหยาซู่ประสานมือแล้วถอยกายออกไปทันที อ้องอุ้นขยับปากหมายร้องเรียกไว้ แต่ร่างของอีกฝ่ายก็ลับหายไปราวเงาผีจึงถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วกล่าวรำพึงว่า “กงกงผู้นี้นับว่ามีวิชาตัวเบาล้ำเลิศไปมาไร้ร่องรอยราวกับิญญาก็มิปาน”
อย่างไรก็ตามไม่นานอ้องอุ้นก็หันความสนใจมาอยู่ที่กล่องในมือ เขาเดินไปที่โต๊ะหนังสือวางมันลงแล้วใช้มือแกะผ้าห่อ ก่อนจะเปิดกล่องใม้ออกอย่างแ่เบาแต่แล้วก็แปลกใจยิ่ง ด้วยข้างในกล่องเป็เพียงแค่ม้วนหนังสือไม้ไผ่เล่มหนึ่งเท่านั้น
“ม้วนหนังสือ?”อ้องอุ้นขมวดคิ้ว เหตุใดฮ่องเต้จึงพระราชทานม้วนหนังสือไม้ไผ่ให้เขาคนผู้นี้เป็ขุนนางที่รับราชการในราชวงศ์ฮั่นมาตลอดชีวิตย่อมทราบดีว่าของพระราชทานหากไม่ใช่เครื่องปั้นดินเผาล้ำค่าหรือเครื่องหยกก็มักจะเป็แก้วแหวนเงินทองเสียมากกว่า การพระราชทานหนังสือเป็ของขวัญวันเกิดแทบจะไม่เคยมีมาก่อนเลยด้วยซ้ำ
อย่างไรก็ตามอ้องอุ้นหยิบหนังสือเล่มนั้นออกมาดูตัวหนังสือที่หัวม้วนเขียนด้วยลายมืองามวิจิตว่า “บันทึกาแคว้นอู๋แคว้นเยว่ยุคชุนชิว”โดยไม่รู้ตัวอ้องอุ้นพลันคลี่หนังสือออกอ่าน
“ในยุคชุนชิวแคว้นอู๋กับแคว้นเยว่ถือเป็ศัตรูคู่แค้นแคว้นอู๋ที่มีกำลังทหารเหนือกว่าสามารถทำศึกชนะแคว้นเยว่ จับตัวเยว่อ๋องโกวเจี้ยนกลับสู่แคว้นอู๋เป็ตัวประกัน เยว่อ๋องโกวเจี้ยนนั้นมีความคิดที่จะกู้ชาติอยู่เสมอจึงแสร้งทำตัวเป็ยอมอ่อนน้อมให้อู๋อ๋องตายใจ ทว่ากลับลอบเตือนตัวเองอยู่ตลอดเวลาด้วยการนอนบนเตียงฟืนแข็งกระด้างและลิ้มชิมดีสัตว์รสขมอยู่เสมอ เพื่อกระตุ้นเตือนตัวเองถึงความขื่นขมของชนชาติ
ครานั้นอู๋อ๋องทรงไม่สบายด้วยโรคความเย็นแทรกซึมหมอผู้ใดก็ไม่สามารถรักษาได้ มิคาดเยว่อ๋องโกวเจี้ยนเสนอตัว ชิมอุจจาระของอู๋อ๋องต่อหน้าผู้คนนับร้อยในท้องพระโรงจากนั้นกราบทูลว่าอู๋อ๋องเป็โรคความเย็นแทรกซึม ขอเพียงดื่มสุราร้อนแรงและหมั่นทำตัวให้อุ่นอยู่เสมอ ก็จะหายจากโรค อู๋อ๋องทดลองทำตาม นึกไม่ถึงว่าอาการป่วยหายเป็ปลิดทิ้งอู๋อ๋องดำริว่าเยว่อ๋องโกวเจี้ยนมีใจภักดีต่อตนเอง ถึงขั้นกล้าชิมอุจจาระต่อหน้าขุนนางทั้งปวงจึงปล่อยตัวกลับแคว้นเยว่ไป
เมื่อกลับมาถึงแคว้นเยว่เยว่อ๋องโกวเจี้ยนสั่งให้เตรียมการเพื่อการล้างอาย กู้ชาติคืนจากแคว้นอู๋ทันทีมีการดำเนินการเกณฑ์ไพร่พลฝึกอาวุธปฏิรูปการกสิกรรมเพื่อเก็บรวบรวมเสบียงสำหรับการทำศึก นอกจากนั้นเยว่อ๋องโกวเจี้ยนยังได้ส่งสาวงามนามไซซีและเจิ้งตัน ไปให้กับอู๋อ๋องเพื่อมอมเมาและทำหน้าที่สอดแนมความลับในแคว้นอู๋เพื่อส่งกลับมายังแคว้นเยว่ อู๋อ๋องลุมหลงสาวงามจนละเลยราชกิจเป็เวลาถึง 13 ปี ที่เยว่อ๋องโกวเจี้ยนสะสมไพร่พล เสบียงอาหารในขณะที่แคว้นอู๋กลับอ่อนแอลง ในที่สุดเยว่อ๋องกรีฑาทัพบุกแคว้นอู๋ทำศึกล้างแค้นได้สำเร็จ อู๋อ๋องเชือดคอตายไปพร้อมกับการล่มสลายของแคว้นอู๋”
เนื้อความในม้วนหนังสือจบลงเพียงเท่านั้น แม้เป็ถ้อยคำเรียบง่ายแต่ในใจของอ้องอุ้นกลับกระจ่างแจ้งประการหนึ่ง
“หรือว่าฝ่าาคิดชี้แนะวิธีจัดการกับจอมทรราชตั๋งโต๊ะลุ่มหลงมัวเมาในสุรานารี หากเลือกใช้อุบายสาวงามกับมันย่อมสามารถเข้าถึงตัวของมันได้”อ้องอุ้นรำพึงรำพัน แต่แล้วก็ส่ายหน้า “ฝ่าายังเป็เพียงเด็กน้อยวัยเก้าชันษาเท่านั้นไหนเลยจะชี้แนะกลอุบายลึกซึ้งเช่นนี้ได้ หรือว่าจะต้องมียอดคนคอยให้ความช่วยเหลือ?...ไม่ว่าอย่างไรก็ตามน่าเสียดายที่โจโฉกำลังจะไปสังหารตั๋งโต๊ะ เกรงว่าอุบายนี้คงไม่จำเป็ต้องใช้ออก”กล่าวจบม้วนหนังสือเก็บลงกล่องตามเดิม แล้วเตรียมตัวเข้านอน
แน่นอนว่าหากอ้องอุ้นสามารถมองเห็นอนาคตคงไม่สามารถข่มตาหลับได้ลง...
“เป็อย่างไรบ้าง?”จางหลงเงยหน้าขึ้นถาม เมื่อร่างของเหยาซู่ปรากฏขึ้นตรงหน้า
“ทูลฝ่าาทุกประการราบรื่นดีพะย่ะค่ะ?” ขันทีสนองพระโอษฐ์ประสานมือกราบทูล “แต่ก็เป็อย่างที่ทรงคาดการเอาไว้รอบจวนของอ้องอุ้น มีหูตาของตั๋งโต๊ะอยู่เต็มไปหมดผู้น้อยจึงใช้วิธีการส่งมอบของขวัญหลังงานเลี้ยง”
“อ้องอุ้นเป็ขุนนางผู้ใหญ่แต่กลับทำอะไรสุ่มเสี่ยงเช่นนี้ คาดว่าคงจะมีเื่ราวเื้ัเป็แน่”จางหลงส่ายหัวเบาๆ เขาคาดเดาว่าที่อ้องอุ้นทำเช่นนี้ คงเพราะได้ข่าวอ้วนเสี้ยวเ้าเมืองปุดไฮกำลังรวบรวมไพร่พลจากหัวเมืองต่างๆเพื่อเตรียมบุกเข้าสู่นครหลวงทำศึกกับตั๋งโต๊ะ อ้วนเสี้ยวน่าจะมีการนัดหมายอะไรบางอย่างกับอ้องอุ้นเป็ต้นว่าให้คนข้างในคอยช่วยประสานเสริมอีกแรกหนึ่ง จึงเป็เหตุให้อ้องอุ้นต้องหาแนวร่วมโดยเร็วที่สุดแต่ก็นึกไม่ถึงว่าเหล่าขุนนางทั้งหลายหวาดกลัวตั๋งโต๊ะมากเกินไปไม่มีผู้ใดกล้าลงมือยกเว้นโจโฉ คาดว่าเป็สาเหตุสำคัญว่าทำไมอ้องอุ้นเลือกที่จะใช้วิธีการผสานเสริมด้านในด้วยการสังหารตั๋งโต๊ะ
จางหลงยิ้มที่มุมปาการะหว่างพันธมิตรกวนตง(กองทัพ 18 หัวเมือง : ผู้เขียน) กับตั๋งโต๊ะถือว่าเป็เหตุการณ์ที่เขารออยู่พอดี!
ตามประวัติศาสตร์และนิยายสามก๊กทุกฉบับกล่าวตรงกันว่าเมื่อกองทัพของพันธมิตรกวนตง บุกเข้ามาถึงนครลกเอี๋ยง ตั๋งโต๊ะสู้ไม่ได้ก็บีบบังคับพาเหี้ยนเต้ย้ายเมืองหลวงไปยังเตียงฮัน (ฉางอัน : ผู้เขียน) ส่วนนครลกเอี๋ยงนั้นตั๋งโต๊ะสั่งให้เผาทิ้งอย่างไม่ใยดีเมื่อทัพพันธมิตรกวนตกยกเข้ามาถึงนครลกเอี๋ยงก็พบเพียงแค่ซากที่มอดไหม้เป็เถ้าถ่านของเมืองหลวงเท่านั้น ที่เลวร้ายยิ่งกว่าคือภายในเมืองเต็มไปด้วยซากศพของชาวเมืองที่ไม่สามารถอพยพออกไปได้นับว่าเป็หลักฐานแสดงให้เห็นถึงจิตใจอำมหิตของตั๋งโต๊ะ
ศึกครานี้แม้จะนำมาซึ่งโศกนาฏกรรมมากมายแต่จางหลงมองเห็นโอกาสบางประการหากเขาสามารถวางหมากที่ดีในกระดาน่เวลาดังกล่าวได้ การจะกำจัดใครบางคนก็ไม่ใช่เื่ยาก
เขาจะกำจัดใคร?แน่นอนว่าไม่ใช่ตั๋งโต๊ะ ตาแก่จอมโฉดนั้นหวาดระแวงต่อทุกสิ่งทุกอย่าง ย่อมจะไม่หลงกลง่ายๆทั้งยังมีลิโป้เฝ่าอยู่ข้างกายเป็เงาตามตัว การจะสังหารตั๋งโต๊ะได้นั้นมีสองวิธีหนึ่งต้องให้ลิโป้เป็คนลงมือ สองต้องมีกำลังทหารเหนือกว่า รุมรบจนฝ่าเข้าไปถึงตัวมันเท่านั้นนอกจากนี้แล้วแทบเป็ไปไม่ได้เลย
ดังนั้นจางหลงไม่คิดที่จะกำจัดตั๋งโต๊ะแต่เป็ลิยูต่างหากที่เขา้าฆ่าทิ้ง!
ลิยูเป็กุนซือระดับแถวหน้า ที่ตั๋งโต๊ะให้ความไว้วางใจอย่างสูง คนผู้นี้มีสติปัญญาเฉียบแหลมนับว่าเป็กำลังสำคัญผู้หนึ่งที่ช่วยให้จอมโฉดสามารถยึดอำนาจเบ็ดเสร็จในเมืองลกเอี๋ยงได้หากสามารถกำจัดคนผู้นี้ได้ ก็เท่ากับตัดกำลังตั๋งโต๊ะได้กว่าครึ่ง
นอกจากนั้นลิยูยังเป็คนแนะนำให้ตั๋งโต๊ะสังหารเล่าเปียนและพระนางโฮไทเฮาสำหรับจางหลงที่อาศัยในร่างเหี้ยนเต้ หากมองในแง่จารีตประเพณีในขณะนั้น เขากับลิยูจึงนับว่ามีความแค้นล้ำลึกชนิดที่ว่าไม่ขออยู่ร่วมโลกกันแน่นอน นี่ไม่ได้เกิดจากการที่เหี้ยนเต้กับเล่าเปียนมีความรักใคร่กลมเกลียวกันแต่ประการใดทว่าถือเป็ผลพลอยได้ประการหนึ่งเท่านั้น
ทั้งเหตุผลส่วนรวมและส่วนตัวไม่ว่ายังไงลิยูจะต้องตาย
แต่คิดก็ส่วนคิดปัญหาในตอนนี้คือ เขาจะทำอย่างไรจึงจะสามารถหาห้องลับเก็บสมบัติของฮั่นอู่ตี้พบได้ทรัพย์สินเงินทอง ของมีค่าในนั้นคือทุกอย่างของเขาหาก้าที่จะบรรลุเป้าหมายทั้งหมดจะต้องเอาพวกมันออกมาใช้เป็ทุนจัดตั้งกองกำลังส่วนตัวให้ได้เสียก่อน
“ฝ่าามีเบาะแสใดหรือไม่พะย่ะค่ะ?” เหยาซู่ถามเบาๆเมื่อเห็นจางหลงจ้องแผ่นแผนผังวังลกเอี๋ยงนิ่งเงียบอยู่ จางหลงส่ายหน้าเบาๆกล่าวว่า “ข้าใช้เวลาทั้งวันมองแผนผังนี่ กลับยังไม่สามารถค้นพบความพิศดารใดๆของมันได้ ก็ยังคงเป็เพียงแค่แผนผังทั่วไป”
“ทูลฝ่าามีเื่หนึ่งผู้น้อยไม่ทราบจะกราบทูลดีหรือไม่?” เหยาซู่กล่าวอย่างลังเล“ระหว่างที่คัดลอกแผนผังนี้ ผู้น้อยสังเกตว่ามีบางอย่างที่ผิดปกติ”
“เ้าลองว่ามาสิ”จางหลงเริ่มสนใจ
“พระราชวังลกเอี๋ยงคล้ายกับจะมีบ่อน้ำมากเกินไปโดยเฉพาะระหว่างตำหนักแต่ละหลังกลับปรากฏบ่อน้ำขึ้นมามากเกินความจำเป็” เหยาซู่กล่าวอย่างครุ่นคิด “ผู้น้อยเก็บความสงสัยไว้ไม่อยู่ จึงสอบถามใต้เท้าผู้เก็บรักษาเอกสารปรากฏว่านี่หาได้เป็บ่อน้ำที่เพิ่งสร้างไม่ หากแต่มีอยู่แล้วั้แ่สมัยแคว้นฉินเมื่อฮั่นกวงอู่ฮ่องเต้สร้างพระราชวังลกเอี๋ยงทับลงไปก็มิได้มีบัญชาให้ถมบ่อเหล่านี้ จึงยังคงปรากฏบ่อน้ำจำนวนมากหลงเหลือถึงปัจจุบัน”
จางหลงรีบเอาตะเกียงมาส่องแผนผังจากนั้นไล่ดูตามจุดต่างๆ ก็พบตำแหน่งบ่อน้ำเ่าั้ไม่ยาก มันเป็อย่างที่เหยาซู่กล่าวจริงๆบ่อน้ำเก่าเหล่านี้แทรกตัวอยู่ตามตำหนักต่างๆ เพียงแต่ว่าไม่เป็ระเบียบอันใด
โดยกระทันหันจางหลงสังเกตความพิศดารของมันไม่ออก...
หลังจากเพ่งพิจารณาอยู่นานไม่มีผลลัพธ์ใด จางหลงถอนหายใจออกมาเบาๆ มิคาดลมหายใจทำให้กระดาษแผนผังปลิวหล่นลงบนพื้นเมื่อจางหลงคว้ามันขึ้นมาใหม่ก็พลันพบเห็นอะไรบางอย่าง
หากมองจากด้านข้างบ่อน้ำทั้งหมดจะรวมตัวกันเป็กลุ่มดาวเหนือ ซึ่งในยุคปลายราชวงศ์ฮั่นเรียกกลุ่มดาวนี้ว่าดาวราชรถแห่งสรรค์ ส่วนกีบเท้าม้าของราชรถทาบลงไปบนตำหนักหลังหนึ่งส่วนตำแหน่งบ่อน้ำอื่นๆ ไม่มีบ่อไหนเลยที่อยู่ในตำหนักหรือสิ่งก่อสร้างนั่นหมายความว่าจุดสนใจน่าจะอยู่ที่ตรงกีบเท้าม้าจุดเดียวเท่านั้น
จากการศึกษาค้นคว้าหนังสือเก่าหลายเล่มกล่าวตรงกันว่าในยุคราชวงศ์โจว ที่นี่เคยเป็แหล่งคุมขังนักโทษทางการเมืองมาก่อนนี่น่าจะเป็เหตุผลว่าทำไมจึงมีบ่อน้ำอยู่มากมายคาดว่าฮั่นอู่ตี้ที่เลือกลกเอี๋ยงเป็แหล่งเก็บสมบัติย่อมสังเกตเห็นความพิศดารของบ่อน้ำเหล่านี้จึงเลือกเก็บสมบัติไว้ในจุดใดจุดหนึ่งตามตำแหน่งดวงดาวต่อมายุคสมัยเปลี่ยน ฮั่นกวงอู่สถาปนาราชวงศ์ฮั่นตะวันออก ทรงสร้างพระราชวังลกเอี๋ยงทับลงไปห้องลับเก็บสมบัติของฮั่นอู่ตี้จึงถูกฝังลงไปใต้ดินให้ลึกลงไปโดยปริยาย
หรือว่าทางเข้าห้องลับเก็บสมบัติไม่ได้เชื่อมต่อกับห้องใดๆ ในพระราชวังอย่างที่จางหลงเคยเข้าใจหากแต่ทางเข้าก็คือบ่อน้ำ!
เท่าที่รู้ จุดที่คาดว่าจะเป็ทางเข้า อยู่ระหว่างตำหนักหลังหนึ่งที่เป็ที่อยู่สำหรับสนมตำแหน่งเหม่ยเหรินทว่าในตอนนี้เหี้ยนเต้ยังไม่มีแม้แต่ฮองเฮา หมายความว่าตำหนักหลังนั้นเป็ตำหนักที่ยังว่างอยู่เมื่อเป็ตำหนักที่ยังไม่มีผู้ใดย่างกราย ย่อมมีกำลังทหารรักษาการไม่มาก
และนั่นจะเป็โอกาสที่ดีของเขา!