ทั้งสามมุ่งหน้าตรงเข้าป่าไปโดยไม่คิดหันหลังกลับมามอง ทำเพียงมุ่งตรงเข้าป่าไปอย่างรีบร้อน
ขณะที่ทั้งสามวิ่งออกไปได้ไม่ไกล พลังอำนาจทำลายของคลื่นพายุโลหิตก็แผลงฤทธิ์ เป่าพื้นที่หน้ากำแพงแหลกละเอียดไปในพริบตา รวมถึงกำแพงเมืองสูงใหญ่เองก็หนีไม่พ้นชะตากรรมต้องพังทลายลงมาอย่างน่าใจหาย สร้างความเสียหายเป็วงกว้างกว่า 2 กิโลเมตรรอบๆจุดที่พ่อบ้านหวังเคยยืน
ถึงขอบเขตพลังทำลายล้างของคลื่นพายุโลหิตจะค่อนข้างน่ากลัว แต่กลับไม่มีใครได้รับาเ็จากผลกระทบในครั้งนี้ เนื่องจากการเตือนของบุรุษหนุ่มจากวิหาร การไหวตัวอย่างรวดเร็วของเขาทำให้ผู้อพยพและเหล่าทหารในพื้นที่หนีรอดออกมาได้ทันท่วงที
เมื่อวิกฤตผ่านพ้นไป ทุกสายตาต่างก็จ้องมองพื้นที่ที่โดนทำลายด้วยจิตใจที่ตื่นตระหนก ไม่ว่าจะใบหน้าผู้อพยพหรือแม้แต่ทหารกล้าผู้มีระดับพลังถึงขั้นจอมยุทธต่างก็ซีดเผือด ปากสั่นเครือด้วยความหวาดกลัวต่อภาพตรงหน้า พื้นหญ้าโล่งที่เคยเขียวชอุ่ม กำแพงเมืองสูงใหญ่ที่เคยตั้งตระหง่าน บัดนี้หลงเหลือทิ้งไว้เพียงซากปรักหักพังอันน่าเวทนา
“ต้องแจ้งให้ทางวิหารทราบ” บุรุษหนุ่มผู้กำราบอสูรหนิงหลง ทะยานอย่างรีบร้อนมุ่งหน้ากลับวิหาร เขาต้องรีบรายงานเื่นี้ให้วิหารทราบโดยด่วน เื่ปรมาจารย์หนิงหวงได้ตายจากไป ชาวเมืองและเหล่าลูกศิษย์ของวิหารทุกคนล้วนรับรู้กันมานานแล้ว แต่อยู่ดีๆวิชาประจำตัวของปรมาจารย์หนิงหวงกลับมาปรากฏต่อหน้าอีกครั้ง จะไม่ให้เขาตื่นตระหนกได้อย่างไร วิชานี้เปรียบดั่งป้ายแสดงตัวตนของปรมาจารย์หนิงหวงและยังเป็วิชาที่ไม่เคยถ่ายทอดให้ใคร
“หรือการตายครั้งนั้นจะเป็แค่เื่ตบตา....และรอเวลาเพื่อมาเอาคืน” บุรุษหนุ่มผู้มาจากวิหารครุ่นคิดกับตัวเองตลอดเส้นทางกลับวิหาร เขาเป็ถึงบุคคลระดับสูงในวิหารย่อมรู้ดีถึงเื้ัการตายของปรมาจารย์หนิงหวง
ปรมาจารย์หนิงหวงไม่ได้ตายเพราะฝ่าด้านพลังล้มเหลวตามที่วิหารได้ปล่อยข่าว มีเพียงบุคคลระดับสูงเท่านั้นที่รู้ความจริงในเื่นี้
ซึ่งการปรากฏของคลื่นพายุโลหิตได้สร้างความตื่นกลัวต่อบุรุษหนุ่มจากวิหารเป็อย่างมาก เขาเองก็เป็หนึ่งในกลุ่มคนจำนวนมากที่ลอบสังหารปรมาจารย์หนิงหวง จึงเป็ธรรมดาที่เขาจะหวาดกลัวเมื่อคิดว่าปรมาจารย์หนิงหวงยังมีชีวิตอยู่
ย้อนกลับไปป่าทึบบริเวณตีนเขา ชายสองคนกับหนึ่งอสูรบนหลัง ทะยานอยู่ในป่าลึกอย่างคล่องแคล่วโดยไม่มีทีท่าจะหยุดพัก พวกเขาทะยานขึ้นเขาหวังจะตรงไปที่นัดหมายให้เร็วที่สุด แม้จะเป็ป่าทึบบนดินแดนมนุษย์แต่ในป่าแบบนี้ก็มีอสูรชั้นต่ำอาศัยอยู่ไม่น้อย ตลอดเส้นทางจึงได้เผชิญหน้ากับอสูรอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ไม่ได้เป็อุปสรรคเท่าไรนัก เนื่องจากพ่อบ้านหวังนั้นมีระดับพลังค่อนข้างสูงกว่าพวกอสูรในป่าอยู่หลายขั้น ทำให้การเดินทางของพวกเขาค่อนข้างราบรื่น
เหล่าวิหารต่างๆล้วนเก็บพื้นที่เหล่านี้ไว้เป็สถานที่ให้ลูกศิษย์ได้เข้ามาฝึกฝน จึงมีพื้นที่เป็ป่ารกร้างอยู่ไม่น้อยในเขตแดนของมนุษย์ รวมไปถึงป่าทึบที่แห่งนี้เช่นเดียวกัน
“อาจารย์จะไม่เป็อะไรใช่ไหม” หลิ่งซานหันกลับมาถามพ่อบ้านหวังที่วิ่งตามหลังมาติดๆ
“ข้าไม่รู้” พ่อบ้านหวังตอบเพียงสั้นๆพร้อมกับมองหนิงหลงในร่างอสูรด้วยสายตาเ็ปใจ เขาอยู่ดูแลนายน้อยมานานหลายปี จึงเกิดความผูกพันรักใคร่หนิงหลงราวกับเป็บุตรหลานของตนเอง ยิ่งเมื่อเห็นสภาพปางตายของหนิงหลง พ่อบ้านหวังก็ยิ่งรู้สึกเศร้าเสียใจที่เขาฉีกกระดาษนั้นช้าเกินไป
หลิ่งซานได้ยินดังนั้นทำได้เพียงกัดฟันวิ่งต่อไป เขาเองก็อดเป็ห่วงหนิงหลงผู้เป็อาจารย์ไม่ได้เหมือนกัน
ตลอดชีวิตการฝึกยุทธมีหนิงหลงเพียงคนเดียวที่ยอมรับและช่วยฝึกสอนชี้แนะหลิ่งซานจนกลายเป็ผู้ฝึกยุทธได้ในที่สุด ด้วยความเป็คนซื่อตรงไม่มีทางที่เขาจะไม่ซาบซึ้งในบุญคุณของหนิงหลง
ไม่นานทั้งสามก็มาถึงจุดนัดหมาย โดยมีคนในตระกูลของหลิ่งซานมารออยู่ก่อนแล้ว
“ท่านพ่อช่วยอาจารย์ข้าที” หลิ่งซานไม่รอช้ารีบแบกหนิงหลงในร่างอสูรตรงไปหาผู้เป็บิดาทันที
ทุกคนแตกตื่นทันทีที่เห็นหลิ่งซานแบกอสูรวิ่งตรงมา ก่อนจะทันได้ถามไถ่ก็ได้ยินหลิ่งซานบอกว่าเป็อาจารย์ ทุกคนจึงได้สงบจิตสงบใจลงได้บ้างบางส่วน เนื่องจากตลอดเวลาที่เดินทางอพยพมาเมืองใหญ่ ทุกคนค่อนข้างคุ้นเคยกับหนิงหลงเป็อย่างดี จึงไม่มีใครต่อต้านเมื่อเห็นหลิ่งซานวิ่งแบกอสูรเข้ามาในกลุ่ม โดยเฉพาะพ่อแม่ของหลิ่งซาน พวกเขารู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณของหนิงหลงเป็อย่างมากที่ช่วยชี้แนะลูกของพวกเขาจนกลายเป็ผู้ฝึกยุทธสำเร็จ
“เกิดอะไรขึ้น ทำไมคุณชายถึงอยู่ในสภาพนี้ได้” พ่อของหลิ่งซานรีบเข้าพยุงอสูรบนหลังลูกชายลงมาพลางกล่าวถามความเป็มา เขาไม่ได้รู้สึกรังเกียจอสูรตัวนี้เลยสักนิดเมื่อรู้ว่าแท้จริงแล้วอสูรตรงหน้าคืออาจารย์คนเดียวของลูกชายตน
พ่อของหลิ่งซานไม่รอช้ารีบหยิบเอาสมุนไพรต่างๆออกมาทำการรักษาอย่างสุดกำลัง
“อาจารย์โดนผลกระทบของเืปีศาจเล่นงาน” หลิ่งซานกล่าวอธิบายสั้นๆ พร้อมกับช่วยเช็ดเืบนตัวของหนิงหลงออก
ผู้เป็บิดาของหลิ่งซานไม่ได้เข้าใจคำอธิบายนั้นเลยสักนิด เขาไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าเืปีศาจจะส่งผลทำให้มนุษย์กลายเป็อสูรร้ายได้ ถึงจะมึนงงกับคำอธิบายของลูกชาย แต่ก็ไม่ได้เอ่ยถามอะไรออกไปอีก เขาก้มหน้าก้มตาพยายามรักษาอสูรตรงหน้าอย่างสุดกำลัง
ในขณะที่ทำการรักษาอยู่ พ่อบ้านหวังก็นำขบวนรถม้ามุ่งหน้าเดินทางออกจากเขตเมืองไปโดยไร้จุดหมาย ่เวลาาเช่นนี้ ที่พึ่งพิงสุดท้ายก็ตายจากไปนานแล้ว นายน้อยก็ยังมาตกอยู่ในสภาพปางตายอีก
สภาพจิตใจทุกคนตกต่ำจนถึงขีดสุดเมื่อได้รับรู้เื่ราวทั้งหมดของเหตุการณ์ในวันนี้ หากคนอื่นรู้ว่าพวกเขาพาอสูรร้ายที่อาละวาดอยู่หน้ากำแพงเมืองหนีมา คงมีหวังได้เป็ศัตรูกับทั้งอาณาจักรแน่ๆ