ความรักชนะอุปสรรค วีรบุรุษช่วยหญิงงาม ตอนจบของนิยายย่อมแฮปปี้เอนดิ้ง
หลังฝูงชนแซ่ซ้องสรรเสริญ ก็แยกย้ายกระจายตัวประดุจดั่งไม่เคยเกิดเื่ผิดปกติอันใดมาก่อน
ฉินจิ่วเกอไม่ได้จากไป จับจูงศิษย์น้องเล็กนำทางเ้าอ้วนเดินเข้าไปทักทายพี่ชายซ่งเล่ออันใดนั่น
“อา ที่แท้เป็พี่ท่าน ผู้น้อยเมื่อครู่เรียกรั้งท่านไว้น่าเสียดายท่านจากไปรวดเร็วนัก” คนหันหน้ามาเห็นฉินจิ่วเกอใบหน้าของซ่งเล่อยังคงประดับด้วยรอยยิ้มอบอุ่นเป็มิตร
“ฮ่าฮ่า วีรุบุรุษช่วยหญิงงาม รู้สึกเป็อย่างไรบ้าง?” ฉินจิ่วเกอไม่แยแสรอยยิ้มผูกมิตรของอีกฝ่ายกลับเอ่ยวาจาเสียดสีออกมา
“ไม่เลว พบพานความอยุติธรรม ชักดาบเข้าช่วยเหลือเป็เื่สมควรกระทำของพวกเราเหล่าศิษย์สำนักมาตรฐาน” ซ่งเล่อยังซาบซึ้งไม่หายถึงรสชาติการแซ่ซ้องสรรเสริญจากฝูงชนและรอยยิ้มหญิงงาม ความรู้สึกช่างน่าหลงใหลนัก
“น่าเสียดาย” ฉินจิ่วเกอสะบัดผมบนไหล่บ่า “พระคุณหญิงงามยากตอบแทน”
มองดูรอยยิ้มไม่น่าไว้วางใจบนใบหน้าของฉินจิ่วเกอเป็สีหน้าคล้ายคนมองเห็นหนูกินยาเบื่อแถมเ้าหนูตัวนั้นยังหลงคิดไปว่าตนเองกำลังรับประทานขนมหวานะโโลดเต้นด้วยความดีอกดีใจ
ยามลดศีรษะซ่งเล่อก็มองเห็นศิษย์น้องเล็กที่กำลังถูกฉินจิ่วเกอจับจูงมือน้อยเอาไว้ สีหน้าแย้มยิ้มของนางยังคงส่อแววเย้ยหยันในคราวเคราะห์ของผู้อื่นอยู่อย่างนั้น
พวกมันคงเป็พี่น้องกันกระมังแต่ไฉนรอยยิ้มถึงได้ชวนให้ผู้คนตีตัวออกห่างเช่นนี้ ช่างไม่น่าไว้ใจเอาเสียเลย
ซ่งเล่อกวาดตามองอีกรอบพลันพบเห็นเ้าอ้วนน่าตายที่ยืนประดับฉากอยู่ เ้าพระคุณรุนช่องเป็ชายที่อุบาทว์ตุ๊ต๊ะอะไรเช่นนี้
“จริงสิเ้าลองสำรวจตัวเองดูหน่อยไหมว่ามีอะไรตกหายไปบ้างหรือเปล่า”ฉินจิ่วเกอห้ามรอยยิ้มเอาไว้สุดกำลังมันไม่ใช่คนประเภทเห็นคนตกน้ำยังโยนหินตามลงไปซ้ำจึงพยายามฝืนตัวเองไม่ให้ะเิหัวเราะออกมา
“แหวนมิติข้า!” ซ่งเล่อร่ำร้องก่อนหันมาถลึงตาใส่ฉินจิ่วเกอด้วยแววตาขุ่นเคือง “เ้าเห็นแล้วไฉนไม่รีบบอก!”
หญิงงามในอ้อมอกบัดนี้วิ่งเตลิดหายไปไหนแล้วไม่อาจทราบคาดว่าแหวนมิติของซ่งเล่อคงไปแล้วไปลับ งมหายังไงก็คงไม่เจออีก
“อมิตตาภพุทธ ทรัพย์สินเงินทองเปราะบางราวเปลือกไข่ปล่อยวางใจจึงสงบสุข ครั้งนี้สูญเงินเพียงหยิบมือ ถือเป็บทเรียนสอนใจ แล้วไปเถอะจำใส่ใจเอาไว้ว่ายุทธภพเรียงรายด้วยภยันตรายภายหน้าภายหลังก็คอยสอดส่องระวังเอาไว้บ้างไม่ใช่พระเอกยังริอ่านทำตัวเป็วีรบุรุษช่วยหญิงงาม ข้าขอมอบคำสั้น ๆ ให้เ้า รนหาที่แท้ๆ”
พูดแล้วก็น่าขันแม้แต่ศิษย์เอกพรรคหลิงเซียวแสนเกรียงไกรอย่างมันจนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีวาสนาได้วัตถุวิเศษอย่างแหวนมิติเลย
ไม่คาดศิษย์ฝ่ายในสังกัดประตูหายนะกระไรนั่นถึงกับมีของมีค่าควรเมืองเช่นนี้อยู่กับตัว ฉินจิ่วเกอถ้าไม่ริษยานั่นจึงจะนับว่าแปลก
เห็นซ่งเล่อตกอยู่ในสภาพเหมือนกลืนอุจจาระลงท้องเยี่ยงนี้ฉินจิ่วเกอรู้สึกเบิกบานใจจนออกนอกหน้า สมน้ำหน้าอยากทำท่าเหมือนมีดวงตางอกเงยอยู่บนหน้าผากดีนัก
“ช่างเถอะ อย่างไรก็เป็แค่แหวนมิติระดับต่ำสุดศิลาิญญาไม่กี่ร้อยก้อนไม่ใช่เื่ใหญ่อะไร” ซ่งมือโบกมือเหมือนไม่ใช่เื่ใหญ่ทว่าท่าทางถือดีล้วนมลายหายสิ้น
ได้ยินวาจานี้ ฉินจิ่วเกอแทบอกแตกตาย
ไอ้หมอนี่มันโผล่มาจากหลุมไหนกัน ศิลาิญญาไม่กี่ร้อยก้อนงั้นเรอะให้ข้าถอนตัวจากตำแหน่งศิษย์พี่ใหญ่ฝ่ายข้าแล้วไปเกาะขาขุมกำลังฝ่ายเ้าเลยดีไหม?
เคราะห์ดีที่ความคิดนี้ของฉินจิ่วเกอไม่ลอยเข้าหูาุโสองเสียก่อน
เกิดมันทราบขึ้นมาว่าศิษย์เอกของพรรคถึงกับมีความคิดพรรค์นี้อยู่าุโสองคงรู้สึกเสียหน้าจนเอาเต้าหู้มากระแทกหน้าตัวเองตายไปแล้ว
“ไม่ใช่ว่าเมื่อครู่ก็บอกไปแล้วหรือว่าผู้น้อยคือศิษย์ฝ่ายในของประตูหายนะซ่งเล่อ”
โดยเฉพาะคำว่าประตูหายนะ มันจงใจเน้นเสียงขณะเดียวกันก็ใช้สายตาถือดีกวาดมองคนทั้งสามไปด้วย
พวกนี้โผล่มาจากหลืบไหนกันถึงได้ไม่หือไม่อือพอได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของค่ายสำนักที่หนุนหลังตนอยู่ช่างน่าขายหน้าอะไรอย่างนี้
ประตูหายนะ เยี่ยมยอดมากงั้นหรือ?
ฉินจิ่วเกอเกาหัวแกรกๆ มองจากสีหน้าไม่เห็นหัวใครในสายตาของซ่งเล่อคงไม่ใช่ว่าเ้าเด็กหน้าขาวนี่จะมีคนหนุนหลังที่แข็งแกร่งอยู่จริงๆ?
ฉินจิ่วเกอเหลียวมองไปด้านข้างพบเห็นเ้าอ้วนยืนอยู่เลยดึงเข้ามากระซิบกระซาบถามความ “เ้าอ้วนน่าตายประตูหายนะมันทำไมหรือ?”
เ้าอ้วนน่าตายพอได้ยินคำถามก็ลูบผมบนศีรษะที่สั้นเตียนพร้อมทำหน้าเหรอหราประกอบไปด้วยอยู่ในพรรคมาสิบกว่าปี นอกจากก้มหน้าก้มตาฝึกวิชาเวลาที่เหลือก็หมดไปกับการตามตื๊อหรงเคอเคอ ประตูหายนะอะไรนั่น มันไม่รู้จักจริงๆ
“ประตูหายนะหรือศิษย์พี่? ข้าไม่รู้จักหรอก ข้ารู้จักแต่ติ่มซำที่เรียกเค้กข้าวหายนะรสชาติดียิ่งเชียวล่ะ”
พอได้พูดถึงของกิน เ้าอ้วนน่าตายก็น้ำลายไหลหยดย้อยไม่ได้รู้เลยว่าคนอื่นกำลังมองมันเหมือนมองหมูตอนอวบอ้วนที่ห่ออยู่ในแผ่นเกี้ยวตัวหนึ่ง
“ที่แท้ก็ขายเค้กข้าวนี่เอง สำหรับมนุษย์อย่างเราอาหารถือว่าสำคัญยิ่งชีพ มิน่าเด็กน้อยซ่งเล่อถึงได้มีท่าทีอวดโอ้จองหองขนาดนี้”ฉินจิ่วเกอพลันรู้แจ้งขึ้นมา เห็นอีกฝ่ายเอาชื่อมาอวดอ้างอยู่ครึ่งค่อนวันนึกว่าเก่งกล้ามาจากไหน ที่ไหนได้กลับเป็โรงงานผลิตอาหารแล้วเ้าจะใช้ชื่อสะท้านภพะเืปฐีอย่างประตูหายนะไปทำไมกัน
ซ่งเล่อบัดนี้ยืนตัวสั่น มือไม้กำสั่นแน่น
บ่งบอกว่าที่พวกมันกระซิบกระซาบกัน ล้วนลอยเข้าหูมันจนหมดแล้ว
ศิษย์น้องเล็กที่หลบอยู่ด้านข้างมาตลอดจนถึงบัดนี้ก็ยังไม่พูดอะไรแต่พอได้ยินคำว่าประตูหายนะเท่านั้นั์ตาของนางก็ฉายแววหวาดกลัวอย่างที่ยากจะพบเห็น รีบมุดเข้าไปหลบอยู่หลังฉินจิ่วเกอพร้อมกระซิบเตือนอีกฝ่าย
“ประตูหายนะคือหนึ่งในสี่พรรคใหญ่ของฝ่ายมนุษย์ขุมกำลังกล้าแกร่งอย่าบอกใคร”
“กล้าแกร่งขนาดไหน?” ฉินจิ่วเกอยังไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็ส่วนหนึ่งของโลกนี้ความรู้เบื้องลึกเื้ัของค่ายสำนักต่างๆ จึงขาดแคลนอยู่บ้าง
ศิษย์น้องเล็กย่นจมูก ผมแกละบนหัวส่ายไหวไปมาแม้แต่เสียงยังอ่อนวัยยิ่ง “ประตูหายนะคือผู้นำของสี่พรรคใหญ่คาดว่ายอดฝีมือขอบเขตหมื่นวิถีจะนั่งแท่นบัญชาการอยู่นอกจากพวกเฒ่าพิสดารที่อายุอานามปาเข้าไปนับพันปีกับทายาทตระกูลเก่าแก่พวกนั้นแล้วประตูหายนะก็คือขุมกำลังสูงสุดของฝ่ายมนุษย์”
“ไอหยา ร้ายกาจปานนั้นเชียว?” น้ำเสียงของฉินจิ่วเกอเริ่มแหบแห้งขึ้นมาหลังต่อล้อต่อเถียงกันอยู่ตั้งนานกลับกลายเป็ว่าเ้าหนุ่มหน้าขาวนี่นอกจากจะหล่อเหลากว่าตน ระดับฝีมือสูงล้ำกว่าตนแม้แต่ผู้หนุนหลังยังต่างชั้นกันเหมือนเอาซอกเขามาเปรียบกับูเาหิมาลัย
“ที่แท้เป็ศิษย์ผู้สูงส่งจากประตูหายนะนี่เอง เสียมารยาทแล้วๆ”ฉิ่นจิ่วเกอตอบสนองด้วยท่าทีที่คนทั่วไปทำกัน สับสวิตช์จากหน้ามือเป็หลังมือปฏิบัติต่อซ่งเล่อด้วยความเคารพยกย่องโดยอัตโนมัติ
ซ่งเล่อดื่มด่ำกับการตอบสนองเช่นนี้นัก ใช่แล้วนี่จึงจะเป็ท่าทีตอบสนองที่คนปกติควรมีทัศนคติลบหลู่สบประมาทประตูหายนะของฉินจิ่วเกอและเ้าอ้วนน่าตายก่อนหน้าต่างหากที่ผิดปกติ
“หามิได้ๆ” ซ่งเล่อแสร้งทำเป็ปฏิเสธ แต่พอลืมตามองอีกครั้งกลับพบว่าฉินจิ่วเกอลากจูงศิษย์น้องเล็กเดินไปไกลนู่นแล้ว
“สหายผู้สูงส่ง ท่านจะรีบร้อนไปไหนกัน เอาเป็ว่าพวกเราหาที่นั่งคุยกันก่อนเป็อย่างไร?”
ซ่งเล่อรู้สึกว่าคนผู้นี้น่าสนใจเป็อย่างยิ่งยังไม่ต้องพูดถึงเื่อื่นเอาแค่มุมมองที่มีต่อมรรคาการฝึกยุทธ์และวิถีชีวิตของผู้คนรวมถึงท่าทีตอบสนองอันเฉยเมยยามได้ยินคำว่าประตูหายนะก็เพียงพอที่จะทำให้มันโดดเด่นต่างไปจากคนธรรมดาลิบลับแล้ว
ด้วยเหตุนี้ซ่งเล่อจึงเกิดความคิดที่จะทำความรู้จักเป็สหายไว้การมีเพื่อนฝูงรอบตัวย่อมเป็เื่ที่ดี
ไม่ได้รู้เลยว่าฉินจิ่วเกอยามนี้กำลังคิดอะไรอยู่ในใจในเมื่อเ้าเด็กนี่ทำแหวนมิติหาย ยามไปรับประทานอาหารร่วมกัน ใครเล่าจะเป็คนจ่าย?
นี่คือประเด็นสนทนาที่คอขาดบาดตายยิ่งแถมในกระเป๋าของศิษย์พี่ใหญ่ยามนี้ยังว่างเปล่าจนน่ากลัว
“ตอนนี้ข้าไม่หิว” ฉินจิ่วเกอตอบกลับท่าทีจริงจังยิ่งกว่าอะไรทั้งสิ้น
“งั้นไปหาที่พักผ่อนหย่อนใจกันหน่อยดีหรือไม่”ซ่งเล่อมองไปทางเ้าอ้วนน่าตายอย่างระมัดระวัง พบเห็นสีหน้าอีกฝ่ายไม่ทราบอดมื้อกินมื้อมาหรืออย่างไร สภาพเหมือนหมูขาดน้ำแล้วอย่างนี้ยังเรียกว่าไม่หิวได้อีกหรือ
“เื่นั้น..” หัวสมองของฉินจิ่วเกอแล่นหวือ พยายามขบคิดหาวิธีสีหน้ากระอักกระอ่วนแสดงออกว่ากำลังถังแตก
“พวกเราไม่มีเงิน” ในขณะที่บรรยากาศกำลังจับตัวแข็งค้างศิษย์น้องเล็กพลันโพล่งขึ้นกลางปล้อง ปิดประตูตอกฝาโลงเสร็จสรรพ
เ้าอ้วนน่าตายยกมือปิดหน้า อา น่าขายหน้าอะไรเช่นนี้สีหน้าฉินจิ่วเกอยิ่งด้านชาจนไม่รู้สึกอันใด
อา คนเรา ยิ่งฝืนทำอะไรเกินตัว ยามถูกจับได้ก็ยิ่งเสียหน้าช่างโง่งมโดยแท้
“ในเมื่อข้าเป็คนเอ่ยปาก ข้าก็ต้องเป็เ้ามืออยู่แล้วไหนเลยจะต้องรบกวนกระเป๋าของท่านทั้งสามด้วย” ซ่งเล่อพลันเข้าใจขึ้นมาดูท่าในยุคสมัยนี้ วีรบุรุษมากมายต้องเสียท่าให้กับเงิน
“แล้วไป ไยเ้าไม่รีบพูดให้เร็วกว่านี้เล่า” ฉินจิ่วเกอหัวเราะร่าท่าทางเหมือนแมวแก่ดักขโมยน้ำผึ้ง “งั้นมัวรออะไรอยู่ยังไม่รีบพาพวกข้าไปที่โรงเตี๊ยมที่แพงที่สุดในเมืองซวนอู่แล้วให้ศิษย์น้องสี่ของข้าคนนี้ทานเนื้อทานปลาให้พุงกางให้ศิษย์น้องเล็กคนสวยของข้าละเมียดอาหารคาวหวานแสนโอชะให้หนำใจ”
เ้าอ้วนน่าตายและศิษย์น้องเล็กรีบผงกศีรษะเห็นชอบ ศิษย์พี่ใหญ่ครั้งนี้พูดจาได้น่าฟังมาก
หลังลอบปาดเหงื่อเย็นบนหน้าผาก ซ่งเล่อก็บอกออกมาว่า“แน่นอนว่าไม่มีปัญหา พี่ฉินท่านช่างเป็คนเปิดเผยถึงอกถึงใจอะไรเยี่ยงนี้”
“หามิได้ๆ ที่จริงข้ามักบอกกับตัวเองว่าเกิดเป็คนไม่ควรเถรตรงจนเกินไป แต่ทำอย่างไรได้ในเมื่อข้าเกิดมาเป็เช่นนี้ครั้งนี้เป็เ้าพาข้าไปเลี้ยงที่โรงเตี๊ยม คราวหน้าให้ข้าเลี้ยงเ้าคืนเท่านี้ก็ถือว่าหายกันแล้ว”
ฉินจิ่วเกอเดินนำทางตัวปลิวทำท่าเหมือนตัวเองเป็เ้ามือซ้ำยังเลือกโรงเตี๊ยมที่ดูราคาแพงโอ่อ่าที่สุดในละแวกนี้อีกต่างหาก
ที่หน้าประตู มีหญิงเรียกแขกจำนวนหลายสิบชีวิตกำลังยืนกวักไม้กวักมือมาทางมันอาภรณ์สีแดงจัดจ้านเผยให้เห็นตรงนั้นนิดตรงนี้หน่อย
ในเมื่อซ่งเล่อเป็ศิษย์ประตูหายนะ งั้นตนก็ไม่ต้องเกรงใจแล้วต่อให้ถึงตอนนั้นเกิดไม่มีเงินจ่ายขึ้นมา ก็ยังไปทวงถามถึงที่ได้
“ไม่ดูหรูหราแพรวพรายไปหน่อยหรือ?” แม้แต่เ้าอ้วนยังรู้สึกว่าไม่เหมาะสมอยู่บ้าง
พอเห็นว่าโรงเตี๊ยมแห่งนี้ตกแต่งได้อลังการงานสร้างประหนึ่งปลูกสร้างขึ้นจากทองคำ มันก็เกิดประหม่าขึ้นมาจนวางมือวางไม้ไม่ถูก
แต่ศิษย์น้องเล็กกลับรักษาท่าทีไว้ได้เหมือนฉินจิ่วเกอคนย่างกรายเหมือนนางพญา แอ่นอกเชิดศีรษะ แลดูเป็สตรีมีราศีขึ้นมาทันที
“ไม่ใช่ปัญหาโรงเตี๊ยมิติ่งเป็โรงเตี๊ยมที่มีชื่อเสียงที่สุดในเมืองซวนอู่อาหารของที่นี่ล้วนน่าลิ้มลองทุกอย่าง” ซ่งเล่อไม่ใส่ใจไม่นานก็ได้ห้องส่วนตัวชั้นบนก่อนพาคนทั้งสามขึ้นไป
“ไม่ทราบพี่ฉินมาเมืองซวนอู่ด้วยจุดประสงค์ใด? หากท่านประสบปัญหาอะไร คนในเมืองนี้ยังต้องไว้หน้าข้าอยู่บ้างดังนั้นให้อ้างชื่อข้าได้เลย” หลังรินสุราด้วยความคล่องแคล่วซ่งเล่อกลับไม่ได้หยิบตะเกียบขึ้นมาลงมือรับประทานอาหารในทันทีแต่กลับส่งยิ้มรอดูปฏิกิริยาของอีกฝ่าย
ฉินจิ่วเกอเคยรับมือกับเื่ทำนองนี้มานักต่อนักแน่นอนว่าย่อมไม่ยอมตกเป็ฝ่ายเสียเปรียบ
มันเองก็รินสุราครึ่งแก้ว สองมือวางพาดไว้บนเข่าไม่ได้สนใจว่าอาหารตรงหน้าจะน่ารับประทานเพียงใด
ส่วนเ้าอ้วนน่าตายและศิษย์น้องเล็กนั้นต่างคนต่างก็ไม่ยอมปล่อยให้มือว่าง หยิบจับอะไรได้ก็ยัดเข้าใส่ปากหมด
ตอนเดินขึ้นมาฉินจิ่วเกอได้ถ่ายทอดหลักการบนโต๊ะอาหารให้แก่เ้าอ้วนไว้แล้วเป็การเฉพาะทั้งนี้เพื่อรับประกันว่าศิษย์ฝ่ายในพรรคหลิงเซียวจะไม่ตกเป็ฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ
“เ้าอ้วนขอถามหน่อยเ้าว่าหัวใจสำคัญของการทานอาหารที่เ้าไม่ได้เป็คนออกเงินเองคืออะไร”
“ทานของแพง เอาให้คุ้ม” เ้าอ้วนตอบรวบรัดตรงประเด็นในใจมันถือมีดเอาไว้เตรียมที่จะถลุงเ้าแกะอ้วนพีจากประตูหายนะผู้นี้ให้หมดตัว
“ไม่ๆๆ นั่นเป็แค่กลยุทธ์ชั้นเลว ให้ศิษย์พี่ชี้แนะเ้าทุกครั้งที่ทานของของคนอื่น มีอยู่สองข้อที่ต้องจำไว้”
เ้าอ้วนประสานมือ “เชิญพี่ใหญ่ชี้แนะ”
“ไร้ยางอาย ไร้ยางอายให้ถึงที่สุด จำสองข้อนี้ไว้ไม่เกี่ยงว่าจะเป็ในด้านของความรักหรือชีวิตเพียงจำสองข้อนี้แล้วทุกอย่างจะราบรื่นเองโดยอัตโนมัติ”
เ้าอ้วนน่าตายลูบคางใช้ความคิดแล้วตอบว่า “ศิษย์พี่ใหญ่ข้าเข้าใจแล้ว ไว้ทานเสร็จเมื่อไหร่ ข้าจะหอบหิ้วโต๊ะเก้าอี้พวกนี้กลับไปด้วยศิษย์พี่ศิษย์น้องผู้าุโภายในพรรคทุกคนจะได้รับอานิสงค์ร่วมกัน”
ยกมือตบบ่าเ้าอ้วนน่าตายด้วยความอิ่มเอมใจ พลางคิดในใจว่าเ้าเด็กนี่หน่วยก้านไม่เลวเลยจริงๆ
เมื่อเตรียมแผนรับมือไว้ก่อนแล้ว ฉินจิ่วเกอจึงสบายหายห่วงนั่งกินลมชมวิวโดยไม่สนว่าอาหารตรงหน้าจะยั่วยวนเพียงไร
“ข้าได้รับมอบหมายจากาุโภายในพรรคให้มาซื้อหาหญ้าจิติญญาแสงจากที่นี่พี่ซ่งในเมื่อท่านเป็เ้าถิ่น คงทราบว่าของที่ข้าตามหามีราคาค่างวดเท่าใดกระมัง?”
หญ้าจิติญญาแสงเป็โอสถวิเศษระดับสองหาก้าซื้อย่อมไม่ใช่เื่ยากเกินกำลัง
แต่ซ่งเล่อกลับขมวดคิ้วทันทีที่ได้ฟังก่อนจะเอ่ยด้วยความแปลกใจอยู่บ้าง “หญ้าจิติญญาแสง? เมื่อไม่กี่วันก่อน ได้ยินว่ามีคนมากว้านซื้อไปจากละแวกนี้จนหมดทั้งยังไม่ใช่แค่ละแวกนี้ แต่ยังรวมถึงละแวกร้อยลี้โดยรอบพี่ฉินท่านมาได้ผิดเวลาจริงๆ เกรงว่าท่านคงจะต้องกลับไปมือเปล่าเสียแล้ว”
“ว่าอะไรนะ?” ฉินจิ่วเกอใช้มือจับคางตัวเองไม่ให้ตกกระแทกขอบโต๊ะได้ทันตามองตรงไปทางซ่งเล่อด้วยความไม่อยากเชื่อ!