ตำหนักจิ่วเซียว
ท่ามกลางเสียงพิณที่บรรเลงขับขานอย่างอ่อนหวานและกลิ่นหอมกรุ่นของสุรารสเลิศ ตำหนักจิ่วเซียวในยามค่ำคืนดูราวกับสรวง์บนดิน แสงเทียนสว่างไสวสะท้อนกับอาภรณ์ไหมสีสันสดใสของเหล่านางรำที่กำลังร่ายรำอย่างชดช้อยอยู่กลางห้องโถงกว้าง
โจวเหยียนเอนกายพิงพนักเก้าอี้บุแพรพรรณอย่างเกียจคร้าน ในมือถือจอกสุราหยกขาวที่มีโฉมงามข้างกายคอยรินเติมให้ไม่ขาดสาย สหายและเหล่าขุนนางหนุ่มที่แวดล้อมต่างสรวลเสเฮฮา ชื่นชมความมั่งคั่งและรสนิยมอันสุนทรีย์ของเ้าของจวน
“ท่านอ๋องช่างมีวาสนาหญิงงามนัก นางรำกลุ่มนี้ช่างอ่อนช้อยตรึงตาข้ายิ่ง!” สหายคนหนึ่งกล่าวพลางหัวเราะร่า
ในขณะที่บรรยากาศกำลังสนุกสนาน กู้ซานก็เร้นกายเข้ามาด้านหลัง เขาโน้มตัวลงกระซิบรายงานข่าวบางอย่างที่ข้างหูของเหวินอ๋องด้วยน้ำเสียงแ่เบา
“ทูลท่านอ๋อง... ครบสิบวันแล้วพ่ะย่ะค่ะ นางยังมีชีวิตอยู่”
มือที่กำลังชูจอกสุราขึ้นจิบชะงักไปครู่หนึ่ง โจวเหยียนเลิกคิ้วขึ้นสูง ดวงตาฉายแววประหลาดใจก่อนจะเปลี่ยนเป็รอยยิ้มมุมปากที่ดูพึงพอใจอย่างยิ่ง
“หนูตัวน้อยของข้า... อึดกว่าที่คิดไว้เสียจริง”
เขาวางจอกสุราลงแล้วหันไปสั่งการกู้ซาน
“ดูแลนางให้ดี อย่าให้นางตายเสียก่อนล่ะ เมื่อนางฟื้นตัวแล้ว ให้พามาพบข้าที่ตำหนักทันที”
กู้ซานคิ้วกระตุกเล็กน้อย เป็ท่านอ๋องแท้ๆ ที่ออกคำสั่งส่งนางไปตายเช่นนั้น แต่วันนี้เขากลับดีใจที่นางรอดมาได้ แถมยังสั่งห้ามนางตายอีก!
“พ่ะย่ะค่ะ” กู้ซานรับคำสั่งด้วยความสับสนก่อนจะถอยออกไปอย่างเงียบเชียบ
เหวินอ๋องหันกลับมาหาเหล่าสหายด้วยท่าทีสำราญใจยิ่งกว่าเก่า เขาโบกมือเบาๆ เป็สัญญาณให้หญิงงามที่คอยปรนนิบัติข้างกายลุกขึ้น
“ไปเถิด... วันนี้เปิ่นหวางอารมณ์ดียิ่งนัก พวกเ้าจงไปปรนนิบัติสหายของข้าให้เต็มที่ อย่าให้ใครต้องกลับบ้านด้วยความเหงาหงอย”
เหล่าสาวงามเ่าั้แม้จะแสดงรอยยิ้มกว้างออกมา ทว่าในดวงตาแต่ละคนกลับฉายแววเสียดายและน้อยเนื้อต่ำใจอย่างปิดไม่มิด
พวกนางต่างรู้ดีว่าเหวินอ๋องผู้นี้แม้จะชื่นชอบการห้อมล้อมด้วยหญิงงาม เลี้ยงดูสตรีนับร้อยไว้ในจวนเพื่อความสำราญ ทว่าไม่เคยมีสตรีคนใดเคยได้เข้าไปอยู่ในพื้นที่ส่วนตัวของเขาจริงๆ เสียที
…
อีกด้านหนึ่งของจวน ร่างของมู่อันหรานถูกหามกลับมายังเรือนพักบ่าวในสภาพอิดโรย ท่ามกลางความแปลกใจของบ่าวรับใช้ที่เห็นว่านางยังมีชีวิตรอด
ไม่มีใครเข้าใจเลยว่าสตรีตัวเล็กๆ ที่ถูกล่ามโซ่และต้องอดข้าวอดน้ำถึงสิบวัน เหตุใดถึงไม่กลายเป็ศพเฝ้าเรือนสำนึกตนไปเสีย แต่ภายใต้รังสีอันน่าเกรงขามที่แผ่ออกมาจากตัวนางในยามนี้ กลับไม่มีบ่าวคนใดกล้าเอ่ยปากถามความจริงแม้แต่คนเดียว
ยังไม่ทันให้นางได้หยุดพักหายใจ สาวใช้ขั้นสองในชุดสีชมพูสองนางก็ตรงเข้ามาหานาง
“ถ้าเ้าไหวแล้ว ก็ตามพวกข้ามา ท่านอ๋องรอพบเ้าอยู่ที่ตำหนักจิ่วเซียว”
นางถูกสาวใช้สองคนพาไปอาบน้ำชำระล้างร่างกายจนสะอาดเอี่ยมอ่อง แต่เมื่อต้องสลัดทิ้งชุดผ้าป่านสีเขียวสกปรกเพื่อสวมใส่ชุดใหม่ มือที่กำลังจะแตะผ้ากลับชะงักค้าง
“พี่สาว... นี่มันชุดของสาวใช้ชั้นสองมิใช่หรือเ้าคะ ท่านหยิบผิดหรือไม่?” นางเอ่ยถามสาวใช้รุ่นพี่ที่คอยช่วยเหลืออยู่ด้วยความประหลาดใจ
“เจิ้งหมัวมัวเป็คนสั่งให้เ้าสวมชุดนี้ หากมีคำถามก็เก็บไว้ถามนางเองเถิด” อีกฝ่ายตอบด้วยน้ำเสียงเ็า สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยความริษยาและไม่เป็มิตรอย่างไม่ปิดบัง
ร่างเล็กลังเลอยู่อีกหลายอึดใจ ความผิดพลาดของเจิ้งหมัวมัวอาจนำภัยมาสู่นางได้ เพราะแน่นอนว่าสาวใช้ขั้นสามอย่างนางไม่มีสิทธิ์สวมใส่อาภรณ์สีนี้ แต่เสื้อผ้าชุดเดิมก็สกปรกและเหม็นเกินกว่าจะนำกลับมาใส่เข้าเฝ้าท่านอ๋องได้ นางไม่มีทางเลือก จึงจำต้องใส่ชุดนี้มุ่งหน้าสู่ตำหนักใหญ่
…
เมื่อก้าวเข้าสู่ตำหนักจิ่วเซียวอันโอ่อ่า ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือเหวินอ๋องประทับเอนกายอยู่บนตั่งไม้แกะสลัก ท่ามกลางหมู่มวลหญิงงามที่คอยรินสุราพัดวีอยู่รอบกาย เป็ภาพลักษณ์ของบุรุษผู้เสเพลและเสวยสุขในกามรมณ์อย่างถึงที่สุด
“เ้าเก่งกว่าที่ข้าคิดไว้เสียอีก มู่อันหราน” เสียงทุ้มต่ำของโจวเหยียนดังแว่วมาตามลม เขาค่อยๆ วางจอกชาลงพลางกวาดตาสำรวจร่างกายที่ซูบผอมของนางอย่างละเอียด
มู่อันหรานรีบก้มหน้าลงต่ำ ในใจรู้สึกเย็นวาบ บุรุษผู้นี้เกือบจะฆ่านางให้ตายคามือแท้ๆ แต่ยามนี้กลับใช้สายตาชื่นชมราวกับมองดูสัตว์เลี้ยงที่รอดชีวิตจากกรงเล็บพยัคฆ์มาได้
“ในเมื่อเ้าพิสูจน์แล้วว่าตนเองมีค่าพอที่จะอยู่รอดในจวนของข้า จากนี้ไปก็มารับใช้ข้าในตำหนักแล้วกัน”
เด็กสาวชะงักงันถึงขั้นลืมหายใจ ที่แท้เจิ้งหมัวมัวก็ไม่ได้ทำเื่ผิดพลาด แต่กลับเตรียมการทุกลำดับขั้นตอนไว้ตามความพระประสงค์ของบุรุษเบื้องหน้านี้อย่างไม่มีตกหล่น
นางรู้สึกได้ถึงสายตาหลายคู่ที่พุ่งเป้ามาที่นางในทันที รังสีแห่งความไม่เป็มิตรแผ่ซ่านไปทั่วโถงตำหนัก การะโข้ามขั้นจากทาสชั้นต่ำมาเป็สาวใช้ชั้นสองในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งปีเช่นนี้ ย่อมเป็การสะกิดหนามในใจของผู้ที่ไต่เต้ามาอย่างยากลำบาก
“ขอบพระทัยท่านอ๋องที่เมตตาเพคะ” นางคุกเข่าโขกศีรษะรับคำสั่งด้วยความจำใจ เพราะรู้ดีว่าวาสนาครั้งนี้ย่อมแลกมาด้วยความริษยาที่จะตามมาราวีไม่จบสิ้น
เด็กสาวเหลือบมองสตรีที่กำลังนวดเฟ้นไหล่ให้เหวินอ๋องด้วยสายตาสั่นไหว หน้าที่ของสาวใช้ชั้นสองคือการปรนนิบัติใกล้ชิดในตำหนัก ทว่าภาพการคลอเคลียแนบชิดที่ปรากฏเบื้องหน้ากลับทำให้นางรู้สึกหวาดหวั่นจนลำคอแห้งผาก
นางไม่ได้หวังจะมาทำหน้าที่ที่น่าอายเช่นนี้ สิ่งที่นางปรารถนาคือสิทธิ์ในการเข้าออกจวนอ๋องได้อย่างอิสระ ไม่ใช่การกลายเป็ของเล่นชิ้นใหม่บนแท่นบรรทม
“กลับออกไปได้แล้ว รักษาตัวเองให้หายดีเสียก่อน อีกสามวันเ้าค่อยมาเริ่มงาน” เหวินอ๋องสั่งเสียงเรียบ
ซ่งจี้หลิน สตรีโฉมสะคราญที่คลอเคลียอยู่ข้างกายเขาพลันลุกขึ้น ใบหน้าประดับรอยยิ้มงดงามดุจบุปผาแย้มบาน นางเดินตรงมาหามู่อันหรานแล้วก้าวเข้ามาประคองร่างที่ซูบผอมนั้นอย่างอ่อนโยน
“หวังเย่วางใจได้เพคะ หม่อมฉันจะมอบหมายงานให้นางเอง... ตามข้ามาสิ ข้าจะพาเ้าไปเรือนพักใหม่”
มู่อันหรานถูกพามายังเรือนพักขนาดเล็กที่ถูกจัดแบ่งไว้เป็สัดส่วน ไม่ต้องเบียดเสียดอยู่รวมกับใคร ภายในมีเครื่องเรือนครบครัน ทั้งเตียงไม้ โต๊ะเครื่องแป้ง และอาภรณ์ชุดใหม่ไว้ผลัดเปลี่ยนอีกสามชุด ทุกอย่างดูหรูหราจนเกินกว่าที่บ่าวคนหนึ่งจะได้รับ แม้แต่ในจวนสกุลมู่ยามรุ่งเรืองที่สุด ก็ยังไม่เคยให้เอกสิทธิ์แก่ข้ารับใช้ถึงเพียงนี้
ทว่าทันทีที่ประตูเรือนถูกปิดลง... บรรยากาศอบอุ่นเมื่อครู่พลันสลายไปสิ้น
พลั่ก!
ซ่งจี้หลินสะบัดมือที่ประคองอยู่ออกอย่างแรงจนมู่อันหรานเสียหลักล้มลงบนเตียง ใบหน้าที่เคยอ่อนหวานเปลี่ยนเป็เย็นเยียบดุจน้ำแข็ง นางก้าวเข้ามายืนค้ำหัวเด็กสาวพลางแค่นยิ้มหยัน
“เ้าอย่าคิดว่าการได้รับความโปรดปรานเพียงชั่วครั้งชั่วคราวจากท่านอ๋องแล้วจะถือดีจนลืมกำพืดได้” ซ่งจี้หลิน เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเหยียดหยาม สายตาที่กวาดมองมู่อันหรานเต็มไปด้วยความริษยา
“ท่านอ๋องเพียงแค่นิยมชมชอบเื่ที่น่าสนใจแปลกใหม่ก็เท่านั้น แต่หากวันใดที่เ้าทำตัวไร้ค่าและน่าเบื่อ... อีกไม่นานชื่อของเ้าก็จะถูกลบเลือนไปไม่ต่างจากขยะ!”
มู่อันหรานฟังการข่มขู่นั้นด้วยท่าทีสงบนิ่ง นางคิดไม่ผิดที่ว่าต้องมีคนริษยานางอย่างแน่นอน เพียงแต่ไม่เข้าใจว่า การที่เหวินอ๋องประกาศเลื่อนขั้นให้นางนั้น เป็การกลั่นแกล้งนางโดยเฉพาะหรือเป็เพียงความเอาแต่ใจตามปกติของเขา
“ข้าไม่เคยคิดอาจเอื้อมเลยเ้าค่ะ หากมีสิ่งใดที่ข้าทำผิดพลาดไป แม่นางซ่งโปรดเรียกใช้และชี้แนะข้าได้ทุกเมื่อ”
เมื่อเห็นมู่อันหรานแสดงท่าทีนอบน้อมแต่โดยดี ซ่งจี้หลินจึงเบะปากพลางเชิดหน้าขึ้นอย่างผู้ชนะ