ลู่เหยียนชูยังไม่ทันจะได้พูดอะไรผู้จัดการส่วนตัวที่โกรธจัดจนเส้นเลือดในสมองเต้นตุบๆ ก็โพล่งขึ้นมาอีกว่า“บอกฉันมาเดี๋ยวนี้เลยนะว่าผู้ชายคนนั้นเป็นใคร พวกนายแอบคบกันจริงหรือว่ามันยังไงกันแน่”
รูปถ่ายเหล่านั้นถูกคนเดินถนนโพสต์ลงในแอปเสี่ยวหงชูก่อนที่บรรดาแอคเคานต์การตลาดจะรีบคาบข่าวไปแชร์ต่ออย่างรวดเร็วกว่าผู้จัดการจะเห็นเข้า เรื่องก็แพร่สะพัดไปทั่วทุกหนแห่งแล้ว
ตั้งแต่ลู่เหยียนชูเข้าวงการมานอกจากช่วงที่เพิ่งเข้าวงการใหม่ๆ ที่เคยถูกลากไปสร้างกระแสคู่จิ้นแล้วหลายปีมานี้เขาแทบจะไร้ข่าวลืออื้อฉาวมาโดยตลอดถ้าไม่เตรียมตัวรับบทบาทใหม่ก็คือสิงอยู่แต่ในกองถ่ายเรียกได้ว่าเป็นจอมขยันแห่งวงการบันเทิงและเป็นท่านเทพผู้ทรงศีลของบรรดาแฟนคลับเลยทีเดียว
ผู้จัดการนึกไม่ถึงเลยจริงๆตัวเขาเพิ่งจะเดินทางไปถึงต่างประเทศได้ไม่ทันไรลู่เหยียนชูก็หาเรื่องใหญ่มาเซอร์ไพรส์เขาทันที
“พวกเราไม่ได้คบครับ” ลู่เหยียนชูเหลือบมองจี้ทิงแวบหนึ่งพลางลดเสียงลงเล็กน้อย “คนคนนั้นคือจี้ทิง”
ขงอวี่ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะอ้าปากค้างราวกับนึกขึ้นได้เขาไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคนในรูปถึงดูคุ้นหน้าคุ้นตา “ก็นึกว่าใครที่แท้ก็เด็กที่สมองมี...”
“ครับ เขาเอง” ลู่เหยียนชูสังเกตเห็นจากหางตาว่าจี้ทิงมองมาทางนี้จึงชิงเอ่ยขัดขึ้นเสียก่อน
ขงอวี่แทบไม่อยากจะเชื่อว่าสถิติข่าวลือเป็นศูนย์ของลู่เหยียนชูจะมาพังทลายลงเพราะจี้ทิง“ไม่ใช่สิ แล้วพวกนายไปลงเอยด้วยกันแบบนั้นได้ยังไง?”
“เรื่องมันยาวครับ ตอนนี้เรายังมีธุระนิดหน่อยไว้เดี๋ยวผมค่อยเล่ารายละเอียดให้ฟังทีหลังนะ”
“ไม่ต้องมาทีหลังแล้ว ไม่มีเรื่องไหนสำคัญไปกว่าการทำ PR อีกแล้ว ฉันเตรียมการทุกอย่างไว้เรียบร้อยนายรีบพาจี้ทิงกลับไปที่ถนนซั่งเหวินเดี๋ยวนี้เลย”
“เรื่องนี้ยังต้องรบกวนเขาอีกเหรอครับ?”
ขงอวี่ตอบกลับอย่างเสียไม่ได้“ก็แหงน่ะสิ ไม่งั้นฉันจะบอกให้นายพาเขามาด้วยทำไมล่ะ”
ลู่เหยียนชูเงียบไปอึดใจหนึ่ง“งั้นผมต้องถามจี้ทิงก่อน”
ผู้จัดการบ่นพึมพำต่ออีกไม่กี่ประโยคเขาถึงได้ลดโทรศัพท์ออกจากหู
ลู่เหยียนชูหันไปมองจี้ทิงพลางระบายยิ้มอย่างอ่อนใจ “ผู้จัดการโทรมาบอกว่าเราสองคนถูกคนถ่ายรูปตอนจับมือกันตอนนี้มันกำลังขึ้นเทรนด์ค้นหายอดนิยมอยู่น่ะ”
จี้ทิงพอจะเดาเรื่องราวทั้งหมดได้จากการสนทนาเมื่อครู่เขาจึงเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “คนเรามักจะต้องจ่ายค่าตอบแทนให้กับการกระทำที่วู่วามของตัวเองเสมอ”
“อืม นายพูดถูกแล้วล่ะ”
ทั้งที่เป็นการยอมรับผิดด้วยท่าทีนิ่งขรึมทว่าลู่เหยียนชูกลับอดไม่ได้ที่จะหลุดขำออกมา เขารู้สึกว่าจี้ทิงน่าสนใจมากทั้งที่อายุเพียงสิบเก้าปี แต่คนคนนี้กลับมีกลิ่นอายของความสุขุมเยือกเย็นเกินวัย
โทรศัพท์สั่นครืดคราดสองครั้งขงอวี่ทำงานได้อย่างรวดเร็วทันใจ เขาส่งแผนการจัดการสื่อมาให้ทันที
ลู่เหยียนชูอ่านคร่าวๆจนจบ ก่อนจะมองจี้ทิงด้วยสายตารู้สึกผิด “ถึงแม้จะเป็นความผิดของฉันคนเดียวแต่ตอนนี้ฉันอาจจะต้องรบกวนนายมาช่วยกันแก้ไขปัญหาหน่อยนะ”
จี้ทิงไม่ได้พูดอะไรจากนั้นลู่เหยียนชูจึงยื่นโทรศัพท์ไปให้ “ถ้านายรู้สึกลำบากใจไม่ต้องตกลงก็ได้นะ เดี๋ยวฉันจะลองหาวิธีอื่นดู”
จี้ทิงหลุบตามองหน้าจอเขาอ่านข้อความเหล่านั้นจบในพริบตาเดียว
วิธีที่ขงอวี่คิดคือให้ทั้งสองคนกลับไปยังสถานที่เดิมหาร้านอาหารสักร้านเพื่อนั่งทานข้าวร่วมกับคนอื่นๆจากนั้นจะให้ปาปารัสซี่ที่นัดแนะไว้คอยถ่ายรูปทั้งหมดขอเพียงจงใจอำพรางเรื่องเวลาให้พร่าเลือนก็จะสามารถอ้างได้ว่าเป็นการพบปะสังสรรค์ของกลุ่มเพื่อนตามปกติ
ส่วนเหตุการณ์ริมถนนนั้นถูกแต่งเรื่องขึ้นใหม่ว่าจี้ทิงดื่มจนเมาในระหว่างงานเลี้ยงและเดินสะเปะสะปะออกมาจากร้านด้วยความมึนงงลู่เหยียนชูที่กังวลเรื่องความปลอดภัยจึงต้องฝืนดึงตัวเขาขึ้นรถไป
ในเวลาสั้นๆขนาดนี้กลับคิดคำอธิบายที่ไร้ช่องโหว่ได้ผู้จัดการคนนี้คงจะใช้สมองจนสุดกำลังเลยทีเดียว
หลังจากจี้ทิงอ่านจบเขาก็ไม่ได้ตอบตกลงในทันที ทว่าลอบคิดในใจว่า : [ถ้าฉันไม่ตกลงอีกฝ่ายก็ต้องขอตัวไปจัดการเรื่องนี้ก่อน]
[แต่เวลาของฉันมีค่ามากกว่านั้น จะมาเสียเวลาไปกับลู่เหยียนชูไม่ได้]
ลู่เหยียนชูชะงักไปครู่หนึ่งนี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เขามีชื่อเสียงที่สัมผัสได้ถึง‘ความรังเกียจ’ จากผู้อื่นอย่างชัดเจนเช่นนี้แต่มันกลับไปสะกิดต่อมหัวเราะของเขาเข้าอย่างบอกไม่ถูก
จี้ทิงเงยหน้าขึ้นเห็นอีกฝ่ายกำลังกลั้นขำจนตัวสั่นอยู่หลังกำปั้นเขาไม่ได้ใส่ใจว่าอีกฝ่ายขำเรื่องอะไร จึงเอ่ยเรียบๆ“แผนนี้ ผมตกลงจะร่วมมือด้วยครับ”
ลู่เหยียนชูกระแอมเบาๆพลางคลี่ยิ้ม “ขอบคุณนะ”
สิบกว่านาทีต่อมาทั้งสองก็มาถึงร้านอาหารส่วนตัวแห่งหนึ่งบนถนนซั่งเหวิน
เมื่อเข้าไปในห้องรับรองสมาชิกคนอื่นๆ ก็มาถึงล่วงหน้าแล้ว ซึ่งทั้งหมดคือทีมงานจากบริษัทต้นสังกัด
“คุณจี้ครับ เดี๋ยวคุณแค่นั่งทานข้าวไปตามปกติ พยายามอย่าตื่นเต้นแล้วก็ไม่ต้องจงใจมองคุณลู่นะครับ”
จี้ทิงพยักหน้า“ครับ”
ส่วนลู่เหยียนชูนั้นไม่ต้องรอให้ใครมาสั่งแค่นั่งลงตรงนั้นเขาก็ดูเป็นธรรมชาติจนไร้ที่ติแล้ว
ในขณะที่ทีมงานกำลังเช็กมุมกล้องกับปาปารัสซี่ที่อยู่ตึกฝั่งตรงข้ามลู่เหยียนชูก็หยิบไอแพดสำหรับสั่งอาหารส่งให้จี้ทิง “นายลองเอาไปดูสิว่าอยากทานอะไร”
จี้ทิงไม่ได้รับไว้“อะไรก็ได้ครับ”
ลู่เหยียนชูไม่ได้รู้สึกว่าการถูกปฏิเสธนั้นเป็นเรื่องน่าขายหน้าเขาพูดด้วยรอยยิ้มละไม “ฉันจำได้ว่าเมนูมังสวิรัติของที่นี่ทำออกมาได้ไม่เลวเลยอาหารจานเด็ดของที่นี่เป็นหน่อไม้ มา...”
[หน่อไม้เหรอ? ไม่กิน]
ลู่เหยียนชูหักเลี้ยวความคิดทันควันเขาเปลี่ยนคำพูดได้อย่างไหลลื่นเป็นธรรมชาติต่อ “...มาจากแหล่งผลิตที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะงั้นวันนี้ไม่สั่งดีกว่าเนอะ”
ทีมงานที่อยู่ใกล้ที่สุดหันขวับมามองราวกับเห็นผี...คุณลู่เป็นอะไรไปเนี่ย เล่นทอล์กโชว์อยู่คนเดียวเหรอ?
หลังจากฟังเสียงในใจผ่านไปหลายรอบลู่เหยียนชูก็พบว่าจี้ทิงไม่ใช่แค่คนเลือกกินธรรมดาแต่ดูเหมือนว่าอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับผัก เขาจะไม่แตะเลยแม้แต่นิดเดียว
สุดท้ายเขาจึงสั่งเมนูเนื้อรสเลิศไปสองสามอย่างส่วนเมนูที่เหลือก็ปล่อยให้ทีมงานเป็นคนเลือก
เมื่ออาหารมาครบทุกคนก็นั่งประจำที่โดยมีการจัดวางให้ใครคนหนึ่งนั่งแทรกกลางระหว่างทั้งสองคนไว้
จี้ทิงทานอาหารไปตามปกติอย่างที่พวกเขาบอกทว่าทานไปได้เพียงครู่เดียว ทีมงานที่อยู่ข้างๆ ก็โน้มตัวมากระซิบ“คุณจี้ครับ รบกวนจิบไวน์สักหน่อยนะครับ”
จี้ทิงให้ความร่วมมือด้วยการยกแก้วไวน์แดงขึ้นมาจิบอึกหนึ่ง
เมื่อทานเสร็จเรียบร้อยปาปารัสซี่ฝั่งตรงข้ามก็ส่งรูปภาพกลับมาให้ลู่เหยียนชูตรวจสอบก่อน
เวลา13.00น. ปาปารัสซี่ปล่อยวิดีโอ ‘แอบถ่าย’ ออกมาและแอคเคานต์การตลาดที่บริษัทเลี้ยงไว้ก็รีบลงสนามเพิ่มกระแสความร้อนแรงทันที
เรื่องแบบนี้ทางค่ายไม่ควรออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นการเน้นย้ำให้ดูมีพิรุธจนเกินไป
เดิมทีผู้จัดการวางแผนไว้ดิบดีคิดว่าพายุข่าวเรื่องการจับมือน่าจะสงบลงได้แต่เขากลับคาดไม่ถึงว่าพวกชาวเน็ตจะหันมาเปิดประเด็นถกเถียงกันเรื่องอื่นแทนเสียอย่างนั้น
[แม่เจ้า... ตระกูลของลู่เหยียนชูนี่ทำบุญด้วยอะไรนะทำไมน้องชายที่เป็นญาติห่างๆ กันถึงได้หน้าตาดีขนาดนี้?]
[ในวิดีโอเหมือนจะมีทีมงานของอวิ๋นเหออยู่สองคนนะฉันเคยเห็นตอนไปเยี่ยมกองถ่ายเรื่องเส้นทางแห่งเกียรติยศลู่เหยียนชูตั้งใจจะให้น้องชายเซ็นสัญญาเข้าบริษัทด้วยหรือเปล่าเนี่ย?]
[นานๆ ทีจะเห็นคนหน้าตาสะอาดสะอ้านขนาดนี้ อย่าบอกนะว่าจะเข้าวงการบันเทิงโธ่เอ๊ย ลู่เหยียนชู นายมันเลอะเลือนจริงๆ]
คอมเมนต์ที่บอกว่าลู่เหยียนชูเลอะเลือนนั้นกลายเป็นไวรัลขึ้นมาทันทีหลายคนกลับคาดหวังให้จี้ทิงเข้าวงการและพากันเข้าไปรุมด่าเจ้าของคอมเมนต์นั้นให้หุบปากไปเสีย
ฟางเจี๋ยเดินออกมาจากห้องทำงานของจี้เยี่ยนจื๋อเดิมทีเขาตั้งใจจะเอาเอกสารไปส่งที่แผนกการเงินแต่กลับเห็นเลขาอีกคนกำลังเล่นมือถืออยู่
เขาก้าวเข้าไปเคาะโต๊ะสองครั้ง“เวลาทำงานยังกล้าอู้อีกเหรอ อยากถูก...”
ยังไม่ทันขาดคำอีกฝ่ายก็เงยหน้าขึ้นด้วยอาการเหม่อลอย ก่อนจะหันหน้าจอโทรศัพท์มาทางเขา“ฟางเจี๋ย นี่คือคุณชายรองใช่ไหม?”