ครั้นถึงเวลาประมาณสามยามฝ่ายพวกโจหยินนอนหลับสนิทอย่างมิได้ระแวดระวังภัย ลมราตรีพัดโหมแรงขึ้น จูล่งซึ่งซุ่มซ่อนกองทหารเอาไว้ั้แ่เย็นเห็นสบโอกาสสั่งทหารจุดเพลิงชุดผูกหัวลูกธนูระดมยิงเข้าไปในเมืองทั้งสามด้าน แสงไฟลอยลิ่วดั่งห่าฝน ส่งไปเป็เส้นเป็สายละลานเกลื่อนฟ้า คนนั่งยามเห็นความผิดประหลาดนี้ก็วิ่งเข้าไปปลุกโจหยิน
"ท่านโจหยินๆ ตื่นเถิดขอรับ เกิดไฟไหม้ขึ้นแล้วขอรับ" โจหยินงัวเงียลุกขึ้นนั่งแล้วว่ากับนายทหารคนนั้น "เ้านี่ตื่นตูมไปไยกันเล่า ตอนหัวค่ำพวกทหารหุงหาอาหารมีความประมาทจึงเกิดไฟลุกติดขึ้น เกณฑ์คนไปดับเสียก็สิ้นเื่ มิเห็นจำเป็ต้องมาปลุกข้า"
สิ้นคำโจหยินหลังคาหญ้าแฝกแลบ้านเรือนไม้ทั้งปวงก็ติดไฟลุกขึ้น เสียงแตกตื่นดังลั่นอยู่ด้านนอก โจหยินผลาดลุกพรวดออกไปดู เห็นเมืองเปลี่ยนเป็ทะเลเพลิงก็ใ แสงสว่างนั้นดุจดังกลางวัน ร้อนเร่าไปทั้งแขนขาหน้าเนื้อ
"ทหารหนีก่อน หนีออกนอกเมืองก่อน!! " โจหยินสั่งทหารให้ออกจากเพลิงไหม้โดยเร็ว พวกจูล่งก็โห่ร้องลั่นกลองรบสร้างท่าว่าจะบุกมาจากทั้งสามด้าน เหลือเพียงประตูทิศตะวันออกเพียงด้านเดียวที่มิได้ซุ่มทหารทำกลไว้
"ท่านโจหยินรีบขึ้นม้าหนีไปทางประตูตะวันออกก่อนเถอะท่าน แลพวกทหารจะรีบเร่งตามออกไป" นายกองนายหนึ่งลากม้าเขื่องประจำตัวของโจหยินออกมาให้อย่างเร่งรีบ
"ไป!! ทหารทุกนายจงตามข้าออกไปทางประตูตะวันออก" โจหยินมิรีรอรีบะโขึ้นควบม้าหนีเพลิงออกไป พวกทหารยัดเยียดเบียดกันรีบจะออกหนีตามไป เหยียบกันล้มตายเป็อันมาก ที่หนีไม่ทันก็ถูกเพลิงเผาร้องโหยหวยน่าสยดสยองยิ่ง จูล่งให้ทหารโห่ร้องดังขึ้นอีกระรอกเหมือนจะไล่ล่าติดตามเพื่อฆ่าให้ตาย ฝ่ายโจหยินแตกตื่นหนีไปมิได้สงบ
บิฮองและเล่าฮองซึ่งซุ่มพลอยู่เห็นฝ่ายโจหยินแตกมาแล้วตามแผนก็เข้ารุกไล่สกัด ฆ่าฟันทหารโจหยินล้มตายเป็อันมาก พวกนั้นตื่นกลัวลนลานหนีกันกระจัดกระจายจนระส่ำระสาย พอตีสามเศษก็มาถึงลำน้ำแปะโห ทหารทั้งปวงก็พากันลงจะข้ามน้ำไปยังอีกฟากหนึ่ง
"ท่านโจหยินถ้าพวกเราข้ามไปฟากโน๊นได้ก็พ้นเขตของพวกมันแล้วขอรับ"
"สั่งทหารให้รีบข้ามไป อย่าชักช้าเดี๋ยวพวกมันตามมาทันพวกเราจะแย่" โจหยินชักม้าลุยน้ำลงไปหวังจะข้ามไปอีกฝั่งโดยเร็ว
ฝ่ายกวนอูคุมทหารอยู่ทางต้นน้ำสั่งทหารพังทำนบเสีย น้ำที่กักกั้นอยู่ก็ไหลบ่าทะลักลงมาด้วยความแรง ฝ่ายโจหยินได้ยินเสียงคลื่นน้ำหลากมาแต่ไกล ใรีบสั่งทหารหนีขึ้นฝั่งบ้างทันบ้างไม่ทันถูกกระแสน้ำเชี่ยวกรากกระแทกเอาสีข้างลำตัว บ้างจมมิดหัวหายสาบสูญไปในคลื่นน้ำ
"ถอยก่อน!! ถอยยย" โจหยินชักม้าหนีขึ้นมาบนฝั่ง ม้าถูกกระแสน้ำพัดเอา แต่ยังยันแรงเอาไว้ด้วยกำลังโจหยินจึงรอดตายมาได้
"เดี๋ยวไฟ เดี๋ยวน้ำ ต่อไปจะเจออะไรอีกหรือไม่" เคาทูลากสังขารเหนื่อยหอบพ้นจากลำน้ำขึ้นมา
"อย่าถามให้มากเลยเคาทู พวกเรารีบไปจากที่นี่กันก่อน เ้าขงเบ้งวางแผนร้ายนัก ข้าอยากจะจับมันมาแล่เนื้อถลกหนังเสียจริงๆ" โจหยินว่า
ยังไม่ทันจะได้ตั้งตัวหรือพักเหนื่อย กวนอูโห่ร้องคุมทหารไล่ฟันลงมา โจหยินใเป็อันมากรีบพาทหารถอยร่นลงมาจนไปเข้าเขตตำบลทุ่งพกบ๋อง เตียวหุยซึ่งรอคอยอย่างกระวนกระวาย ทวนแหลมในมือสั่นด้วยความอยากออกรบ เืในกายร้อนฉ่าๆ เหมือนเนื้อต้องกระทะน้ำมันร้อน พักเดียวเสียงตะลีตะลานของพวกศัตรูก็มาถึง เตียวหุยดีใจเป็อันมากรีบควบม้าเข้าประจันหน้าจนพวกทหารออกติดตามมาแทบไม่ทัน
"ไอ้พวกโจรถ่อย ขี้ข้าโจโฉ วันนี้เป็วันตายของพวกเ้า!!" เตียวหุยตวาดดังลั่นควบม้าเข้าหา
โจหยิน โจหอง เคาทู เห็นพยายมเตียวหุยตีกระหนาบเข้ามาก็ใสุดขีด ด้านหลังมีกวนอูไล่ลาตามมา ด้านหน้าด้านข้างมีกองทหารเตียวหุย จนมิมีจิตใจจะสู้รีบสั่งพวกทหารที่เหลือรอดหนีไปโดยเร็วด่วนที่สุด เตียวหุยมีใจคิดอยากสู้รบฆ่าฟันเร่งนำทหารออกติดตาม แต่คนหนีไม่มีใจสู้ ยิ่งตามก็ยิ่งหนี ยิ่งหนีก็ยิ่งตาม ไม่นานก็คลาดสายตาหายไป
"โถ่ เื่หนีนี่ไวจริงๆ เ้าพวกนี้" เตียวหุยสบถออกมาด้วยความอ่อนใจ ทั้งที่ไฟในการต่อสู้มีอยู่เต็มเปี่ยมจนล้นทะลักออกมาปุดๆ แต่อีกฝ่ายกลับไม่มีอยู่เลยแม้แต่สักนิดเดียว
"ท่านเตียวหุยๆ" นายทหารของเล่าปี่ตามมาแจ้งข่าว "ท่านเล่าปี่และท่านขงเบ้งแจ้งให้ท่านเตียวหุยรีบกลับไปรวมกันที่ข้างลำน้ำแปะโหขอรับ" เตียวหุยรับทราบก็รีบควบม้ากลับมา
เรือแพถูกสร้างเตรียมไว้สำหรับขนส่งข้ามลำน้ำ ทั้งชาวบ้านก็ช่วยกันสร้างทำจึงมีจำนวนเพียงพอ ทั้งหมดช่วยกันขนย้ายสัมภาระทั้งม้าและคนพากันถ่อแพข้ามฟากรีบไปเมืองอ้วนเซีย เมื่อข้ามมากันครบหมดแล้วขงเบ้งจึงสั่งให้บิต๊กเผาเรือแพพวกนั้นทิ้งเสียทั้งหมด มิให้ทหารเหล่าอื่นได้ใช้ประโยชน์แลติดตามคณะเล่าปี่ได้อีก
ฝ่ายโจหยินรวมทหารที่แตกพ่ายรีบเร่งกลับไปรายงานแก่โจโฉถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น โจโฉโกรธจัดทุบโต๊ะปังใหญ่ให้รีบยกทหารตามมาจนถึงเมืองซินเอี๋ย เร่งทหารให้ทำทางข้ามแม่น้ำแปะโห จากนั้นจึงจัดกองทัพแปดกองตามเล่าปี่ไปเพื่อทำลายให้สิ้นซากทั้งเล่าปี่ ขงเบ้ง และเมืองอ้วยเซีย
"ท่านโจโฉได้โปรดใจเย็นเอาไว้ก่อน การฆ่าเล่าปี่นั้นง่าย การครองใจประชานั้นยาก ถ้าหากท่านยกกองทหารไปเหยียบเมืองอ้วนเซียแล้ว ประชาชนก็จะถือว่าท่านเป็ศัตรูต่อไปภายหน้าจะทำการก็ยากลำบาก ขอท่านโปรดผ่อนปรนเอาใจประชาราษฎ์เสียก่อนมิให้เดือดร้อน ขอให้ท่านส่งคนไปเกลี้ยกล่อมเล่าปี่ให้มาอยู่เป็พวกท่านเสียก่อน ถ้าหากแม้เล่าปี่มิมาเหล่าประชาราษฎ์ก็มิได้โทษท่านหากจะยกทัพไปแลเห็นว่าท่านเป็ผู้มีน้ำใจเสียอีกด้วย แต่หากเล่าปี่ยินยอมเพราะถึงคราอับจนท่านโจโฉก็จะได้หัวเมืองเกงจิ๋วมาโดยไม่ต้องรบ" เล่าหัวที่ปรึกษาคนสำคัญแจ้งแก่โจโฉ ด้วยเล่าหัวนั้นเป็ห่วงชีวิตของชนผู้ไม่เกี่ยวข้อง
"แล้วเ้าว่าข้าควรจะส่งใครไปพูดกับเล่าปี่" โจโฉย้อนกลับมาถาม
"ชีซี"
"ไม่ได้ ชีซีนี้เมื่อก่อนอยู่ด้วยเล่าปี่ เพราะข้าใช้อุบายจึงได้ตัวมาซ้ำร้ายเพราะอุบายนั้นทำให้แม่ของชีซีถึงแก่ความตาย ถ้าหากส่งชีซีไปมีหรือจะหวนกลับมาหาข้าอีก มิวายจะกลายเป็ส่งยอดกุญซือให้เล่าปี่ใช้งานอย่างนั้นหรือ" โจโฉว่าแก่เล่าหัว
"อันชีซีนี้เป็ผู้ซื่อสัตย์รักหน้าตาเป็อันมาก หากว่าท่านส่งไปแล้วมิกลับมาก็กลัวจะถูกคนนินทา อย่างไรก็ต้องกลับมาอย่างแน่นอน ท่านอย่าวิตกเลย จงใช้ชีซีไปเถิด" เล่าหัวกล่าว
"ดี งั้นเรียกชีซีมาหาข้า"
ชีซีเมื่อมาถึงก็เห็นเล่าหัวอยู่ก่อนแล้วก็เข้าใจเหตุการณ์ด้วยปัญญาอันชาญฉลาด โจโฉว่าให้ตัวเขาไปเจรจาแก่เล่าปี่ให้ยอมแพ้ เพื่อให้ราษฎรในเมืองอ้วนเซียมิต้องเดือดร้อน หากไม่ยินยอมก็จะยกทัพเข้าไปเหยียบเสียให้ราบ มิให้เหลือรอดแม้แต่เด็กเล็กสักหนึ่งคน ชีซีเมื่อรับคำสั่งก็ขอตัวลาไปเมืองอ้วนเซีย เล่าหัวเองก็คำนับให้ชีซีอย่างมีนัย
เส้นทางจากซินเอียมาอ้วยเซียมิใกล้มิไกล เดินทางมิพักสักอึดใจใหญ่ก็มาถึง เล่าปี่รู้ว่าชีซีมาก็ดีใจเป็การใหญ่ ออกมารับเข้าไปพูดคุยกันด้วยอัธยาศัยไต่ถามถึงความทุกข์ยากลำบากและความเป็อยู่จนพอใจแล้วก็เริ่มเข้าเื่
ชีซีนั่งสงบลงสักครู่หลับตาลงคล้ายกำลังดื่มด่ำกับความสบายใจ สีหน้าแววตาเหมือนนกน้อยกลางท้องฟ้าคราม
"ท่านเล่าปี่ ที่ข้ามาวันนี้ก็ด้วยโจโฉใช้มาเกลี้ยกล่อมให้ท่านยอมแพ้ ซึ่งความจริงแล้วโจโฉนั้นมิได้มีใจรักใคร่เอ็นดูท่าน เพียงแต่ทำเพื่อโอบอ้อมเอาใจประชาราษทั้งหลายให้รักตนเอง และหากแม้ท่านขัดขืนไม่ยินยอมโจโฉจึงค่อยยกกองทัพมาถล่มให้ล้มตาย" ชีซีว่าแล้วก็หยุดลงไปอีก เล่าปี่มีความกังวลเื่นี้มาั้แ่ตอนต้นแล้วมิรู้จะกระทำการสิ่งใดต่อไป ครั้นจะให้ยอมแพ้ก็มิอาจจะกระทำได้
"ท่านขงเบ้ง ท่านมีความเห็นประการใด" ผมนั่งหลบมุมอยู่ั้แ่ชีซีเข้ามาเพราะกลัวถูกรู้ว่าไม่ใช่ตัวจริง ด้วยชีซีและจูกัดเหลียงขงเบ้งนั้นเป็เพื่อนเรียนร่วมสำนักเดียวกันมาั้แ่วัยรุ่น ความผิดปกติเพียงเล็กๆ น้อยๆ อาจทำให้เขาสงสัยได้
"ข้ายังไม่มีความเห็นใดเลย สถานการณ์ตอนนี้ทำได้แค่หนีอย่างเดียวเท่านั้น ทหารต่างกันมากเกินไป สู้ก็ไม่ได้ ตั้งรับก็ไม่ได้ พิชัยาเขียนไว้ว่ากลยุทธ์ที่ดีที่สุดคือกลยุทธ์หนี" ผมพูดไปอย่างงั้นเอง เย่อิงยกน้ำชาเข้ามาตอนนี้นางเองก็คงอยากรู้กาลเป็ไปในภายภาคหน้าเหมือนกัน
"แล้วนี่ท่านชีซีจะต้องกลับไปหาโจโฉอีกใช่มั้ย" ผมถามบุรุษหนุ่มหน้าขาว หนวดน้อยผู้นั้น
"อันว่านกนั้นเมื่อถูกกักขังในกรงทองย่อมมิชอบใจ แลเมื่อประตูกรงอ้าแง้มโบยบินออกมาได้แล้ว มีหรือจะย้อนกลับเข้าไปใหม่" ชีซียิ้มออกมาอย่างหน้าชื่นตาบาน "ข้าพ้นจากบังคับของโจโฉด้วยอาศัยท่านเล่าหัวร่วมมือวางแผนหลอกให้โจโฉส่งข้ามาเป็ทูตเจรจา แท้จริงเพื่อแจ้งข่าวและเตรียมพร้อมตอบโต้โจโฉฟื้นฟูราชวงค์ฮั่น"
"หือออ ชีซี ที่ท่านพูดมามันหมายความว่ายังไง" ผมทำหน้างง "ท่านไม่กลับไปหาโจโฉแล้วหรือ"
"ไม่แล้ว" ชีซีตอบ
"ไม่กลัวถูกคนนินทาหรือ"
"ไม่แล้ว" ชีซียิ้ม
ไม่ใช่สิ แบบนี้มันไม่ถูกต้อง ชีซีต้องกลับไปหาโจโฉตามประวัติศาสตร์ ถ้าหากมาอยู่กับเล่าปี่ทุกอย่างก็ผิดเพี้ยนไปหมด แล้วเล่าหัวร่วมมือกับชีซีได้ยังไง เล่าหัวจงรักภักดีกับโจโฉมากไม่ใช่หรือไง
"ดีๆ เช่นนี้ดีมาก เดี๋ยวกวนอู เตียวหุยมาแล้วข้าจะบอกว่าท่านชีซีกลับมาอยู่ร่วมด้วยกับพวกเราแล้ว สองคนนั้นต้องดีใจเป็ที่สุดอย่างแน่นอน" เล่าปี่ว่า เย่อิงพลางยิ้มออกมาด้วย มีแค่ผมคนเดียวที่ไม่อยากให้เป็อย่างนั้น เพราะถ้าหากประวัติศาสตร์เปลี่ยนไป หนทางที่จะกลับมายังยุคปัจจุบันได้ก็อาจจะไม่มีอีกเลย
"ท่านเล่าปี่ อย่าพึ่งตื่นเต้นดีใจมากเลย ตัวข้าร่วมมือกับซุนฮก ซุนฮิว เล่าหัว พร้อมทั้งข้าราชการเก่าแก่วางแผนกันมา บัดนี้พวกซุนฮก ซุนฮิว คงยึดเมืองฮูโต๋กำจัดคนของโจโฉที่อยู่ภายในเมืองจนหมดสิ้นไปแล้ว อีกไม่นานข่าวนี้ก็จะล่วงรู้มาถึงหูของโจโฉ เมื่อนั้นมันคงยกกองทัพใหญ่ของมันกลับเข้าไปชำระเสียใหม่ ตอนนี้ฮ่องเต้กำลังตกอยู่ในอันตราย" ชีซีกล่าวถึงแผนการที่พึ่งเกิดขึ้น
"ท่านชีซีหมายความว่าอย่างไร" เล่าปี่สงสัย
"ก็หมายความว่า ถ้าหากโจโฉรู้เื่เมื่อไหร่ ก็จะยกทัพกลับไปตีเอาเมืองฮูโต๋คืนและคงไม่ปล่อยให้ฮ่องเต้มีชีวิตรอดอีกต่อไป" ผมอธิบายซ้ำเข้าไป
"เช่นนั้นท่านชีซี ท่านขงเบ้ง พวกเราจะทำอย่างไรกันดี" เล่าปี่เป็กังวลยิ่งนัก ด้วยแซ่เล่านั้นมีหน้าที่เดียวคือคุ้มครองฮ่องเต้