กู้เจินเหนียงคืออนุที่อายุน้อยที่สุดของหลินเฉิงคุนนางแก่กว่าหลินเซิ่งจิ่งบุตรชายคนโตของเขาเพียงปีเดียวเท่านั้นหลินเฉิงคุนย่อมไม่เต็มใจปล่อยนางไป ส่วนฮูหยินผู้เฒ่าและกัวซื่อนั้น เมื่อคิดได้ว่าจากนี้ไปจะไม่มีคนคอยรับใช้พวกนางจึงยิ่งไม่เต็มใจปล่อยกู้เจินเหนียงไปเช่นกัน
น่าเสียดายที่ผู้คุมหมดความอดทนไปนานแล้ว
สกุลหลินสายหลักไม่ควักเงินทั้งยังก่อเื่ไม่หยุด ผู้คุมย่อมไม่พอใจ
ผู้คุมจับจ้องไปที่สกุลหลินสายหลักก่อนจะเอ่ยเตือน“อย่าก่อเื่อีก มิฉะนั้นบิดาจะไม่ละเว้นพวกเ้า”
พูดจบก็เดินหาวจากไป
กัวซื่อแค่นเสียงเ็า“ข้าว่าพวกเขาเข้าข้างนางแพศยาหลินเสวี่ยจู๋”
“หุบปาก!”ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยเสียงทุ้ม
หลินเสวี่ยหลานเห็นท่านย่ามีสีหน้าไม่ดีนักก็รีบดึงกัวซื่อไปด้านข้าง“ท่านแม่ ตลอดทางมานี้ท่านเสียเปรียบหลินเสวี่ยจู๋ยังไม่พออีกหรือเ้าคะ? ไม่ต้องพูดถึงเื่ที่ว่าหากผู้คุมรู้เข้าก็คงสร้างปัญหาให้พวกเราอีก”
“ทำไม? จะปล่อยให้ครอบครัวเราเสียเปรียบอย่างนั้นหรือ?” กัวซื่อเอ่ยอย่างโกรธเคืองพลางจ้องหลินเสวี่ยหลานเขม็ง
หลินเสวี่ยหลานนวดไหล่ให้มารดาแล้วโน้มน้าวเสียงแ่ “ย่อมไม่อาจเสียเปรียบเ้าค่ะแต่พวกเราต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ ท่านแม่ไม่เห็นหรือว่าพวกเรามักทำสิ่งต่างๆ อย่างโจ่งแจ้งแต่หลินเสวี่ยจู๋กลับสร้างปัญหาในที่ลับ ผู้คนล้วนคิดว่าพวกเราไม่รู้ความ และมองว่านางไร้เดียงสา”
กัวซื่อคิดแล้วก็รู้สึกว่ามีเหตุผลตอนนี้สาเหตุที่ครอบครัวของนางประสบเคราะห์หนักไม่ใช่เพราะถูกหลินเสวี่ยจู๋ทำร้ายหรอกหรือ?
“เช่นนั้นเ้าว่าควรทำอย่างไร?” กัวซื่อกัดฟันถาม
หลินเสวี่ยหลานเอ่ย“หนามยอกเอาหนามบ่ง อยู่เฉยๆ รอโอกาสเ้าค่ะ”
กัวซื่อมีนิสัยใจร้อน ไม่ชอบการรอคอยนางกำลังจะเอ่ยปากแย้งก็ได้ยินฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ย “พวกเ้าสองคนคนหนึ่งเป็กระเป๋าฟาง คนหนึ่งไร้สติปัญญา ฉลาดไม่สู้หลานเอ๋อร์วันหน้าพวกเ้าไปยืนนิ่งๆ อยู่ด้านข้างให้ข้าเสียเมื่อเกิดเื่ก็ฟังหลานเอ๋อร์สั่งการ”
แม้ว่ากัวซื่อจะไม่เต็มใจแต่เมื่อแม่สามีเอ่ย นางก็ไม่ควรโต้แย้ง ทำได้เพียงฝืนเห็นด้วย
หลินเสวี่ยหลานปลอบโยนคนในครอบครัวเสร็จก็หันไปเห็นหลินเสวี่ยจู๋เดินออกจากค่ายพักแรมตามลำพัง จึงตัดสินใจเดินตามไปอย่างเงียบงัน
จากที่นางได้จับตามองหลินเสวี่ยจู๋มาตลอดหลายวันนี้นางรู้ว่าอีกฝ่ายพอมีความสามารถอยู่บ้าง หากนางติดตามหลินเสวี่ยจู๋ไป ไม่แน่ว่าจะหาของกินได้เช่นกัน
ขอเพียงคนสกุลหลินสายหลักมีชีวิตรอดก็ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีโอกาสจัดการครอบครัวของหลินเสวี่ยจู๋
หลินเสวี่ยหลานคิดไปเองว่าตนเองฉลาดแต่กลับไม่รู้ว่าหลินเสวี่ยจู๋เห็นนานแล้วว่านางแอบเดินตามมา
คิดจะมาจับผิดหรือ? หลินเสวี่ยจู๋เผยรอยยิ้มหยอกเย้าออกมา
นางจงใจเดินอย่างเชื่องช้าหันซ้ายหันขวาเป็ครั้งคราว สุดท้ายก็พบรังนกบนต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง
นางถูมือเข้าด้วยกัน ก่อนจะเอามือกอดลำต้นแล้วพยายามปีนต้นไม้ปีนไปได้ครึ่งทางนางก็หยุดแล้วหอบหายใจอย่างหนัก
นางลอบเก็บไข่ในรังนกเข้ามิติอย่างลับๆจากนั้นนำไข่เน่าออกมาสองสามฟองแล้วใส่เข้าไปแทนนั่นคือไข่ที่ผู้คุมแห่งศาลต้าหลี่วางแผนที่จะปาใส่รถแห่นักโทษของหยวนซิวตอนเดินขบวนที่ถนน
ยามที่นางเก็บเสื้อผ้าของคนพวกนั้นเข้ามาในมิตินางก็เก็บไข่เน่าติดมือมาด้วย เพราะนางยึดมั่นในแิที่ว่าของไร้ประโยชน์ย่อมมีคุณค่าในสักวัน
ตอนนี้ดูเหมือนนางเป็คนซุกซนไปแล้ว
ไข่เน่านับว่ามีประโยชน์มากในตอนนี้!
หลังจากจัดแจงเสร็จเรียบร้อยแล้วนางก็หยุดพักครู่หนึ่งก่อนจะปีนขึ้นไปอีกครา เมื่อไปถึงยอดไม้ก็ส่งเสียงอุทานแล้วแสร้งทำเป็พลั้งมือรังนกจึงร่วงลงพื้น
นางเห็นหลินเสวี่ยหลานที่ซุ่มอยู่ไม่ไกลนักรีบพุ่งมาที่โคนต้นไม้หลินเสวี่ยหลานเอามือรับรังนกไว้ทัน ก่อนจะยื่นมือเข้าไปหยิบไข่เน่าที่อยู่ในนั้น โยนรังนกทิ้งแล้วรีบวิ่งหนีไปโดยไม่แม้แต่จะทักทายนาง
หลินเสวี่ยจู๋เบะปาก ก่อนจะใช้ความคิดย้ายรังนกเข้าไปในมิตินำมันออกมา แล้ววางกลับไปบนกิ่งไม้อีกครา
กว่านางจะค่อยๆไถลลงมาจากต้นไม้ หลินเสวี่ยหลานก็หายไปนานแล้ว นางยักไหล่ จากนั้นเร่งความเร็วกลับมาที่ค่ายพักแรม
ในเวลานี้คนส่วนใหญ่ยังคงนอนหลับแม้แต่หยวนซิวก็ยังพิงต้นไม้งีบหลับ
ลู่โม่รับหน้าที่เฝ้ายาม เขานั่งอยู่ข้างกองไฟตามลำพังกำลังย่างกระต่ายป่าสองตัวที่จับได้เมื่อคืนนี้อย่างเงียบงัน
เมื่อเห็นหลินเสวี่ยจู๋ เขาก็พยักหน้าทักทายอย่างเขินอาย
หลินเสวี่ยจู๋อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจเป็อีกวันที่ทุกคนต้องพยายามเพื่อความอยู่รอด
นางหยิบเกลือถุงเล็กๆออกมาแล้วส่งให้ลู่โม่เพื่อโรยบนเนื้อกระต่าย ส่วนตนเองตักน้ำในลำธารมาหนึ่งหม้อ แล้ววางหม้อลงบนกองไฟเพื่อต้มไข่แต่สายตากลับเหลือบมองหลินเสวี่ยหลานเป็ครั้งคราว
เห็นเพียงหลินเสวี่ยหลานนำดินมาพอกไข่เน่าแล้วฝังไว้ใต้กองไฟการเคลื่อนไหวคล่องแคล่ว ไม่ให้ความรู้สึกว่ากำลังลอกเลียนแบบวิธีทำอาหารของหลินเสวี่ยจู๋แม้แต่น้อย
หลินเสวี่ยจู๋หรี่ตาลงอย่างขบขัน
สมกับเป็นางเอกจริงๆความสามารถในการเรียนรู้นับว่าสูงยิ่งนัก สภาพจิตใจเองก็ยอดเยี่ยม
ไม่เพียงแต่สามารถลอบเรียนรู้ทักษะการเอาชีวิตรอดอย่างไร้สุ้มเสียงเท่านั้นยังเอาผลงานของผู้อื่นไปเป็ของตนเองได้อย่างสงบนิ่งอีกด้วย
หลินเสวี่ยจู๋หาวหวอด นางหยิบไข่นกที่เพิ่งต้มจนสุกออกจากหม้อแล้วกลับไปนอนต่อบนกองฟาง
ในขณะที่กำลังกึ่งหลับกึ่งตื่นกลิ่นหอมของเนื้อก็ลอยเข้าจมูกเป็ระยะ
หลินเสวี่ยจู๋พลิกตัวด้วยความพึงพอใจพลิกตัวอีกครั้ง และอีกครั้ง...
“แก๊งๆๆๆๆ...”
เสียงระฆังบาดหูดังขึ้น ปลุกผู้คนที่อยู่ในความฝันให้ตื่น
ท้องฟ้าสลัว แต่ผู้คุมสั่งให้ออกเดินทางแล้วทุกคนจึงจำต้องตื่นอย่างเสียไม่ได้
หลินเสวี่ยจู๋ขยี้ดวงตาที่ง่วงงุนก่อนจะขยับกระดูกสันหลังส่วนคอที่แข็งทื่อ
จู่ๆนางก็รู้สึกถึงอะไรบางอย่างแข็งๆ อยู่ข้างศีรษะ จึงเอามือคลำโดยไม่รู้ตัว
“เฮอะๆ”
เสียงหัวเราะอันเย็นเยียบทำให้นางตื่นเต็มตาเมื่อจ้องมองให้ดีก็พบว่าเป็เฝือกของหยวนซิว
หลินเสวี่ยจู๋ลุกขึ้นนั่งทันทีพลางมองกองฟางที่ตนเองใช้เป็เตียงด้วยความงุนงงเล็กน้อย ตอนนี้มันอยู่ห่างไปประมาณสองเมตร
นางกลิ้งมาจากทางนั้นหรือ? ไข่นกไม่ได้ถูกทับจนแตกใช่หรือไม่นางรีบก้มหน้าลงแล้วหยิบไข่นกในตะกร้าใบเล็กออกมา เมื่อเห็นว่าส่วนใหญ่ถูกทับจนแตกแค่เปลือกก็โล่งอก
จากนั้นนางก็กะพริบตารู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
เหตุใดแผ่นหลังถึงรู้สึกหนาวเย็นเป็ระยะกันนะ?
หรือว่า...
หลินเสวี่ยจู๋ไม่ส่งเสียงนางวางมือบนพื้น ค่อยๆ ไถก้นไปข้างหน้าทีละน้อย จนกระทั่งกลับไปยังกองฟางของตนเอง
เมื่อนั่งอย่างมั่นคงแล้วนางจึงกล้าหันไปเผชิญกับท่าทางคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้มของหยวนซิวแล้วเอ่ยขอโทษอย่างจริงใจ “ล่วงเกินแล้ว”
หยวนซิวจ้องมองนางอย่างเ็าครู่หนึ่งในที่สุดก็ละสายตาไป
หลินเสวี่ยจู๋สูดลมหายใจลึกรู้สึกโชคดีที่ตนเองรอดชีวิตจากภัยพิบัติ
ในเวลานี้นางเห็นหลินเสวี่ยหลานที่อยู่ไม่ไกลกำลังแบ่งไข่ให้กับคนสกุลหลินสายหลัก
นางลืมเื่ที่เพิ่งรอดพ้นจากภัยพิบัติเมื่อครู่ไปทันทีพลางมองครอบครัวนั้นด้วยความสนใจ
ฮูหยินผู้เฒ่า กัวซื่อ และหลินเฉิงคุนที่ได้รับไข่ต่างก็กล่าวชื่นชมหลินเสวี่ยหลาน
เว่ยหงเอ๋อร์กับหลินเซิ่งจิ่งที่ถูกละเลยต่างยุ่งอยู่กับการทำงาน
คนหนึ่งสานรองเท้าฟางของตนเองอีกคนเหลือบมองกู้เจินเหนียงเงียบๆ
กัวซื่อกับหลินเฉิงคุนเคลื่อนไหวรวดเร็วทั้งคู่แกะเปลือกไข่ออกแล้วกัดอย่างไม่อาจรั้งรอได้
“แหวะ...”
เป็กัวซื่อที่อาเจียนออกมาก่อนนางคายไข่ที่กัดเข้าไปออกมา
ต่อมาหลินเฉิงคุนก็รู้สึกถึงความผิดปกติพยายามใช้นิ้วล้วงลำคอสุดชีวิต
ฮูหยินผู้เฒ่าหลินเสวี่ยหลาน และหลินเสวี่ยอีเคลื่อนไหวช้า ยังไม่ทันเอาไข่เข้าปาก ทำได้เพียงมองทั้งสองคนอย่างสงสัย
“คิกๆ”
หลินเสวี่ยจู๋หลุดหัวเราะออกมา
ลุงใหญ่กับป้าสะใภ้ใหญ่ที่รักไข่เน่าอร่อยหรือไม่?
.............................