ทั้งสองช่วยกันงานจึงเสร็จไวขึ้นนักพรตแยกตัวไปสวดมนต์บำเพ็ญตน ฟ่านหงอี้เองก็นำตำราโบราณที่ติดตัวมานั่งทบทวนอยู่ในห้องพัก
วันรุ่งขึ้นก็ออกเดินทางมุ่งไปเมืองจงหลางเขาต้องพยายามหาข้อมูลและฝึกฝนตนให้มีความสามารถเพียงพอสักวันเขาจะต้องตามหาและพบหนิงหลงอีกครั้งให้ได้
วันนี้ฟ่านหงอี้ไม่ได้ใช้วิชาเหยียบกระบี่เหาะเหินเดินอากาศไปอย่างเช่นทุกครั้งเขาเดินมาั้แ่เช้า แซกๆ เสียงดังจากป่าทึบด้านข้าง เมื่อได้ยินเสียงผิดปกติจึงหยุดแล้วเดินเข้าไปดูใกล้ๆหลังต้นไม้มีบางอย่างกำลังขยับเขยื้อนเมื่อใช้กระบี่ในมือค่อยๆแหวกกิ่งไม้ออกเขาได้เห็นงูสีดำเหลืองขนาดั์กำลังรัดลำตัวม้าสีแดงเ้าม้าพยายามดิ้นรนอย่างอ่อนแรงเมื่อมันหันมาเห็นเขาเมื่อสบตากันเหมือนมันขอความช่วยเหลือผ่านทางสายตา
“ฮี้ๆๆๆ”
ความรู้สึกในใจตอบรับกระบี่ในมือถูกวาดฟันออกไปทันทีเป้าหมายคือคอเ้างูั์แต่เหมือนมันจะรู้สึกได้ถึงรังสีจิตสังหารของเขามันหลบจึงโดนเพียงถากๆแต่กลับเพิ่มความดุร้ายมากยิ่งขึ้น
“ฟ่อออออ”
ส่งเสียงดังก่อนจะฉกมาอย่างรวดเร็ว เห็นเพียงแสงกระบี่วูบวาบไปมาตามการบังคับของชายหนุ่มกับเงาของงูั์ที่ฉกไปมากลิ่นคาวเืผสมกลิ่นเมือกงูคลุ้งไปทั่วหางที่พันรอบตัวม้าเริ่มคลายตัวออกจังหวะหนึ่งที่กระบี่เฉือนเข้าที่คอลึกจนเืพุ่งออกมาเป็สายในที่สุดงูร้ายก็หมดสิ้นลมหายใจร่างกองอยู่บนพื้น
ม้าดิ้นรนหลุดออกมาได้ทะยานออกมาฟุบตัวอยู่เื้ัชายหนุ่มที่ยืนอยู่
“เ้าโชคดีที่รอดมาได้จากนี้ไปขอให้โชคดี”
พูดจบชายหนุ่มก็เรียกกระบี่กลับมาก่อนจะเช็ดกระบี่ด้วยผ้าสะอาดเก็บเข้าฝักแล้วก้าวเท้าไปตามทางเดิน
“รอด้วย”
“หืม เ้าพูดภาษามนุษย์ได้หรือ”
“ได้แต่ไม่มากนัก”
“เ้าคือตัวอะไร เท่าที่ดูเ้ามีรูปลักษณ์เป็ม้า”
“ข้ามีเชื้อสายเกี่ยวพันกับม้าในแดนมนุษย์เป็เผ่าเพลิง์เกิดเื่บางขึ้นระหว่างทางทำให้หลุดออกจากฝูงก่อนหน้านี้ข้าได้รับาเ็จึงสู้เ้างูชั้นต่ำนั่นไม่ได้ครั้งนี้ได้ท่านช่วยเหลือ ขอบคุณท่านมาก พระคุณที่ช่วยชีวิตข้าต้องตอบแทน”
“ช่างเถอะ ข้าเดินทางไปทั่ว ต่างคนต่างไปเถอะ”
ชายหนุ่มไม่สนใจแต่ม้าสีแดงตัวนั้นก็ดื้อรั้นมากมันพยายามเดินตามทั้งที่ร่างกายมีาแและเท้าที่บวมเป่งตามมาจนในที่สุดชายหนุ่มก็หยุดจนมันเดินตามมาทัน
“เอาเถอะถ้าอยากไปด้วยกัน ข้าจะเดินทางไกลเพื่อไปฝึกฝนตนเอง เ้ามาเป็เพื่อนร่วมทางกับข้าได้แต่เมื่อใดอยากไปเ้าก็สามารถแยกตัวไปได้ข้าไม่ได้ผูกมัดเ้า”
“ดี ตามท่านว่า”
“เ้ามีชื่อหรือไม่”
“ไม่มี”
“งั้นข้าเรียกเ้าว่าหงไท่”
ชายหนุ่มเรียกยาวิเศษสำหรับรักษาาแออกมาให้หงไท่เพียงเปิดกระปุกยาออกมากลิ่นหอมอ่อนๆ ก็โชยไปทั่ว
“ยาระดับสูง ท่านมีมิติเก็บของหรือ”
“ไม่มี”
“แล้วเ้านำมันมาจากไหน ทั้งตัวเ้าไม่มีห่อสัมภาระใดๆเลย”
หงไท่พยายามเอาหัวดุนไปทั่วรอบๆตัวชายหนุ่มหาสิ่งของ
“เป็เวทย์เรียกของ สิ่งของที่เรียกมาล้วนเป็ของที่เพื่อนคนพิเศษมอบให้ข้า”
“เ้าเป็นักเวทย์หรือ”
"ไม่น่าใช่ ข้าฝึกไว้เพื่อความสะดวกสบาย ไม่ได้เก่งมาก(ความจริงคือเขาเองก็ไม่รู้ว่าเวทย์ที่ได้ร่ำเรียนมาทั้งหมดอยู่ในระดับใดและไม่เคยต่อสู้กับใครสักคน)
“ตอนแรกข้ามองว่าเ้าเป็นักกระบี่เพราะเ้าควบคุมกระบี่ได้ถึงระดับจิตกระบี่อาจารย์ของเ้าต้องเก่งมากแน่ๆ”
ฟ่านหงอี้ นิ่งไปเขาเรียนจากตำรามีเพียงไม้เรียวของนางเท่านั้นที่ค่อยฟาดยามที่เขาฝึกผิดพลาดเขาตกอยู่ในภวังค์ย้อนนึกถึงภาพเก่าๆที่ผ่านมา
“ท่าน ท่านจะให้ข้าเรียกท่านว่าอะไร นายท่านหรือไม่”
“ไม่ต้อง หากไม่มีคนเ้าสามารถเรียกข้าว่าหงอี้ก็ได้หากอยู่กับชาวบ้านทั่วไปเ้าก็ไม่ต้องพูดกับข้า ป้องกันความวุ่นวาย”
“ได้”
หลังจากทายาเรียบร้อยแผลที่มีเืไหลซึมอยู่ก็หยุดไหลแผลขนาดเล็กก็ปิดสนิทเหลือเพียงรอยจางๆ ก่อนที่ทั้งสองจะเดินทางไป หงไท่ถามขึ้นมาว่า
“หงอี้งูตัวนั้นอยู่มานานมากในตัวมันแม้ไม่มีผลึกสัตว์อสูรแต่ดีของมันน่าจะทำยาได้หากนำไปขายเ้าก็จะเงินจำนวนไม่น้อยเชียวนะ”
“เ้ารู้จักเงินด้วยหรือ แม้ข้าไม่ขาดเงินแต่ว่านำไปทำยาก็น่าสนใจไม่น้อย”
“เ้าอย่าได้ดูถูกข้านะ ข้าอายุสองร้อยกว่าปีแล้วพวกมนุษย์อายุสั้นสายตาไม่กว้างไกลเลยสักนิดเชอะ”
“ได้ๆ เ้ารู้มาก รอข้าสักครู่”
เขาเก็บดีงูขนาดใหญ่ลงในโถกระเบื้องปิดฝาสนิทแล้วร่ายมนต์เก็บมันหายไปต่อหน้าหงไท่ที่มองอย่างสนใจ
“เ้าเก็บของได้ด้วย หากเป็ข้าล่ะเ้าเก็บเข้าไปได้ไหม”
“เก็บเ้านี่นะ ข้าไม่แน่ใจ ข้ายังไม่เคยเก็บสิ่งที่มีชีวิตและมีขนาดใหญ่ขนาดเ้าด้วย”
ทั้งสองเดินไปคุยกันไปตามทาง
เป้าหมายคือ เมืองจงหลางอยู่ห่างออกไปสามร้อยลี้เพราะมีหงไท่การเดินทางจึงใช้เวลาเพียงสองวันก็มาถึง
จุดที่ฟ่านหงอี้ยืนอยู่ด้านหน้าคือผาสูงชันที่ก้มมองลงไปเห็นเพียงสีเขียวของต้นไม้และได้ยินเสียงสัตว์คำรามมาเบาๆในที่สุดเขากับหงไท่ก็มาถึงเมืองที่จะเป็จุดเริ่มต้นของเขา
ข้อมูลที่ได้ระหว่างทางทำให้เขารู้ว่าในเมืองนี้เป็เมืองขนาดใหญ่ที่มีสำนักใหญ่น้อยอยู่เป็จำนวนมากที่เปิดรับลูกศิษย์ที่อยากเข้าสู่เส้นทางการฝึกสัตว์อสูรและการล่าสัตว์อสูร
สำนักใหญ่มีสองสำนักที่มีชื่อเสียงและมีจำนวนศิษย์มากคือสำนักหานจง และสำนักฉู่อวี้
ป่าเ้าอสูรมักมีสัตว์อสูรปรากฏกายออกมาให้เป็เป็ครั้งคราวด้านข้างมีหุบเขาสุสาน (เป็ที่ฝังซากสัตว์อสูรและคนพลาดพลั้งเสียชีวิตจากสัตว์อสูรชาวเมืองมีหลากหลายอาชีพทั้งคนที่ทำมาค้าขายทั่วไป ทำอาชีพปลูกพืชผัก เลี้ยงสัตว์
สำนักหานจงตั้งอยู่ในเมืองจงหลาง มองดูก็คล้ายเป็เสาหลักของเมืองไปโดยปริยายส่วนสำนักฉู่อวี้ ที่ตั้งอยู่ในหุบเขาลึกหลังหุบเขาสุสาน เดินทางเข้าไปยากยิ่ง
ในแต่ละปีจะมีการเปิดรีบสมัครศิษย์ใหม่เพื่อคัดเลือกเข้าสำนักเพื่อให้เกิดความเสมอภาคทุกสำนักไม่ว่าเล็กใหญ่ก็จะมาตั้งโต๊ะที่ลานกลางเมืองเพื่อรอคนสมัครเข้าสำนักปีนี้เหลือเวลาอีกเพียงสิบวันก็จะปิดรับสมัครแล้วแต่ละสำนักก็จะเริ่มทำการทดสอบเฟ้นหาคนที่จะผ่านเกณฑ์เข้าเป็ศิษย์
ด้านนอกทางเข้าประตูเมืองเต็มไปด้วยชาวเมืองที่ตั้งแผงขายของ เป็แผงเล็กๆดูเหมือนเป็การตั้งชั่วคราวเขาพาหงไท่เดินเข้าไปร้านหนึ่งที่ด้านหน้ามีโต๊ะว่างสองตัวไม่มีลูกค้าในร้านเ้าของเห็นเขาตรงเข้าไปก็รีบเดินออกมา
“ข้า้าน้ำสะอาดสำหรับม้าของข้า”
“ได้ขอรับ เชิญท่านเลือกที่นั่ง”
เขานั่งลงสักครู่เ้าของร้านก็เดินมาพร้อมถาดใส่กาน้ำชาและถ้วยน้ำชา แล้วยืนยิ้มมองดูชายหนุ่ม
“ผู้คนขายของเยอะมากจริงๆ”
“ท่านคงมาจากต่างเมืองสินะ ่นี้ของทุกปีจะมีร้านค้ามาตั้งแบบนี้ เพราะคนจากต่างเมืองที่มาสมัครเรียนมีมากมายข้าเองก็เหมือนกันปกติรับจ้างทั่วไปแต่พอใกล้ถึง่นี้ของปีก็ต้องจับจองที่ตั้งเพิงขายน้ำชากับของว่างปีนี้ได้ที่ไม่ค่อยดีนัก ไม่ทราบว่าท่าน้าของว่างดื่มกับชาด้วยหรือไม่”
“ท่านมีอะไรบ้าง”
“ร้านข้ามีซาลาเปาไส้เนื้อ ไส้ผัก หมั่นโถว เซาปิง กับถั่วต้มท่าน้าบ้างไหมขอรับ”
“เอาซาลาเปาไส้ผัก กับถั่วต้มแล้วกัน”
“ได้แล้วๆ ซาลาเปาร้อนๆ ที่บ้านข้าทำเองนะท่านลองชิมดูข้ารับรองอร่อยที่สุด”
ซาลาเปาใบขาวอวบสี่ลูกมีควันลอยขี้นส่งกลิ่นหอมพร้อมกับจานใส่ถั่ววางลงตรงหน้าเ้าของที่ดูจะว่างมากยังยืนอยู่ด้านข้างรอการลงมือชิมของชายหนุ่มมือจับซาลาเปาขึ้นมาแต่ยังไม่ลิ้มลองก่อนจะหันไปชวนคุย
“เถ้าแก่ ในเมืองนี้ ข้า้าหาที่พักข้าควรไปที่ใด”
“เื่นี้ไม่ยากพอท่านเข้าประตูเมืองไปถนนเส้นหลักจะมีโรงเตี๊ยมมากมายตั้งอยู่ท่านสามารถเดินเลือกได้มากมาย เพียงแต่ว่า่นี้ราคาห้องค่อนข้างจะแพงมาก โรงเตี๊ยมชั้นหนึ่งท่านต้องจ่ายขั้นต่ำห้องละห้าตำลึงเงินสำหรับการพักคนเดียวส่วนม้าของท่านก็ต้องจ่ายเงินด้วยเช่นกันสำหรับโรงเตี๊ยมชั้นสองราคาก็จะลดลงมาแต่ก็ต้องมีอย่างน้อยหนึ่งตำลึงเงินส่วนม้าก็เช่นกันท่านดูจากสีของธงที่อยู่ด้านหน้าชั้นหนึ่งจะใช้ธงสีแดง ชั้นสองจะใช้ธงสีเหลืองดูไม่อยาก”
“โรงเตี๊ยมที่ค่อนข้างเงียบ คนน้อยๆ มีบ้างหรือไม่”
“น่าจะหายากอยู่นะท่าน ปกติ่นี้เรียกได้ว่าเต็มเกือบทุกที่ อ่อ ท่านลองท้ายถนนเลี้ยวซ้ายไปมีโรงเตี๊ยมเก่าๆที่ไม่ค่อยมีคนไปพัก เ้าของเป็คนแปลกๆสภาพภายในคนที่เคยพักก็บอกบางเวลามีเสียงแปลกๆ ด้วยนะส่วนราคาไม่ถูกหรอกนะ”
“ขอบคุณที่บอก ซาลาเปาของร้านเถ้าแก่อร่อยมาก รบกวนห่อให้ข้าอีกหกลูก”
“ได้ๆ ข้าบอกแล้วซาลาเปาที่ภรรยาข้าทำอร่อยที่สุด”
ชายหนุ่มจ่ายเงินรับห่อของมาพร้อมกับจูงหงไท่ไปตามทางที่เ้าของร้านชี้ให้ แต่ละแห่งหนาแน่นไปด้วยผู้คนทั้งชายหญิงเขาชินกับการอยู่คนเดียวในที่สุดก็ตัดสินใจเลี้ยวไปทางซ้ายของสุดถนน
สภาพด้านหน้าไม่ต่างกับโรงเตี๊ยมร้างแม้แต่น้อยมันดูผุผังเงียบ(ตามที่้า) ไร้ผู้คนเมื่อเห็นโรงสำหรับม้าจึงพาหงไท่ไปผูกไว้ก่อนจะเดินเข้าไปด้านในมีคนนั่งสองโต๊ะข้าวของและเครื่องใช้ภายในล้วนดูเก่าคร่ำคร่าสีซีดจางบ้างมีรอยด่าง เขาเดินไปหาหลงจู๊ที่กำลังก้มหน้าก้มตาอยู่หลังชั้นไม้
“ข้า้าห้องพัก”
“คืนละหนึ่งตำลึงเงิน ค้างกี่คืนจ่ายล่วงหน้าเท่านั้น”
ฟ่านหงอี้วางเงินบนชั้นไม้ยี่สิบตำลึงเขาประมาณในใจว่าก่อนและหลังการสมัครเข้าสำนักฝึกฝนต้องใช้เวลามากที่สุดไม่เกินสิบห้าวันแต่เผื่อไว้เล็กน้อยเขาไม่อยากไปพักในที่อึกทึกด้านนอก
“นี่ป้ายห้องขึ้นไปชั้นสองซ้ายมือห้องสุดท้าย อาหารและสุรา้าหรือไม่”
“ไม่้า”
อีกฝ่ายไม่ได้พูดมากเมื่อจัดการเื่เข้าพักเรียบร้อยก็เดินขึ้นห้องพักทันทีไม่มีเสี่ยวเอ้อร์มานำทางแปลกอย่างที่เ้าของร้านน้ำชาบอกจริงๆ
รุ่งเช้าเมื่อลงมาจากห้องพักด้านล่างก็ไม่มีใครอยู่นอกจากหลงจู๊ที่นั่งดื่มชาเงียบๆเขาจึงเดินผ่านจะออกไปด้านนอกก็มีเสียงทักขึ้น
“ท่านมาสมัครเข้าสำนักเ่าั้หรือ”
“ใช่”
“อืม เ้ามาจากต่างเมืองเพื่อสมัครเรียนวันนี้ข้าอารมณ์ดีจะเล่าเื่เป็ความรู้ให้เ้าสักหน่อยดีไหมเ้าหนุ่ม”