"นายท่าน ข้าไม่ได้ซื้ออะไรเลย ทำไมถึง..."
เมื่อมองไปยังราคาที่แม้จะลดแล้วแต่ก็ยังสูงจนน่าใจนแทบหยุดหายใจ
หวังลี่ซื่อมองจ้าวฉงหย่วนด้วยท่าทางตะกุกตะกัก
จ้าวฉงหย่วนเหลือบมองเอ้อร์หวาจื่อและพวกที่ยืนเฝ้ากองของพูนพะเนินจนแทบมองไม่เห็นตัวคน แล้วมองไปยังรถม้าสองคันที่เต็มไปด้วยห่อของชิ้นใหญ่ชิ้นเล็กนอกหอการค้าตระกูลจ้าวถึงเพิ่งนึกขึ้นได้
ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่ได้ซื้ออะไร แต่เป็เพราะซื้อมากเกินไปต่างหาก
ลำพังแค่นาฬิกาเคลือบเงาที่สามารถคำนวณเวลาได้ เขาก็ซื้อไปถึงสี่สิบเรือน และยังมีกล้องส่องทางไกลที่มองเห็นได้ไกลเกือบหนึ่งร้อยอัน ซึ่งตั้งใจว่าหลังจากกลับไปจะมอบให้แม่ทัพคนสำคัญในกองทัพของแคว้นต้าเฉียนคนละอัน
แต่ปัญหาคือต่อให้พวกเขาซื้อจนเต็มรถม้าสองคันและรวมคนที่ถือไม่ไหวอีกสี่คน ก็ไม่น่าจะต้องใช้เงินถึงหนึ่งแสนเจ็ดหมื่นตำลึงเลย
ภาษีต่อปีของแคว้นต้าเฉียนมีเท่าไหร่กันเชียว
เงินหนึ่งแสนเจ็ดหมื่นตำลึงนี้ เทียบได้กับภาษีอากรเกือบครึ่งปีของอำเภอหนึ่งเลยทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หนึ่งแสนเจ็ดหมื่นตำลึงนี้ยังเป็ราคาหลังจากลดครึ่งหนึ่งแล้ว และหากไม่ลด ราคาจะพุ่งสูงถึงสามแสนสี่หมื่นตำลึงด้วยซ้ำ
ที่สำคัญกว่านั้นคือการออกมาครั้งนี้พวกเขาไม่ได้พกตำลึงเงินมามากมายขนาดนี้ นับรวมทั้งหมดแล้วพวกเขาพกเงินมาเพียงเจ็ดหมื่นตำลึง ซึ่งพอดีสำหรับจ่ายเป็เศษเงินเท่านั้น...
"คือว่าพวกเรา..."
จ้าวฉงหย่วนยืนอยู่ที่เดิม อึกอักอยู่นานแต่กลับพูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว
จะบอกว่ามีเงิน พวกเขาก็มี
จะบอกว่าไม่มีเงิน พวกเขาก็ไม่มีจริง ๆ
เพราะตำลึงเงินที่พกมานั้น พอเพียงแค่จ่ายเศษเงินเท่านั้น...
ไม่ใช่ว่าจ้าวฉงหย่วนเป็คนสุรุ่ยสุร่าย แต่เป็เพราะในหอการค้าตระกูลจ้าวมีของแปลกประหลาดมากมายเหลือเกิน
กล้องส่องทางไกล!
นาฬิกาเคลือบเงา!
ยังมีสบู่หอมที่หอมยิ่งกว่าสบู่ที่ช่างฝีมือที่ดีที่สุดในวังของพวกเขาทำขึ้นมา และน้ำหอมที่ดูธรรมดาแต่กลับมีกลิ่นหอมอบอวลรุนแรง ซึ่งหากนำของเหล่านี้กลับไปพระราชทานให้เหล่าสนมในวังหลัง ไม่ต้องพูดถึงเื่อื่น อย่างน้อยความน้อยเนื้อต่ำใจคงจะลดลงไปได้มากกว่าครึ่งในพริบตา
ส่วนถ้วยหลิวหลีที่ก่อนหน้านี้พวกเขาเห็นว่าเป็ของล้ำค่านั้น เมื่อนำมาเทียบกับของเหล่านี้แล้วก็เป็เพียงขยะชิ้นหนึ่ง
ไม่แปลกใจเลยที่ก่อนหน้านี้ชาวบ้านคนนั้นมองพวกเขาที่เห็นถ้วยแก้วเป็ของวิเศษด้วยสายตาเหยียดหยามว่าพวกเขานั้นเป็คนบ้านนอก
เมื่อเทียบกับกล้องส่องทางไกล นาฬิกาเคลือบเงา และน้ำหอมแล้ว ของพวกนั้นเป็ขยะจริง ๆ ...
แต่ในตอนนี้ปัญหาเหล่านี้ไม่สำคัญ ที่สำคัญคือตำลึงเงินในกระเป๋าของเขาไม่พอ เขาที่เป็ฮ่องเต้ปลอมตัวมาเที่ยวซื้อของ แต่ตำลึงเงินในกระเป๋ากลับไม่พอ!
หากเื่นี้แพร่งพรายออกไป ไม่ถูกผู้คนหัวเราะเยาะจนตายหรือ? แล้วหน้าแก่ ๆ ของจ้าวฉงหย่วนจะเอาไปไว้ที่ไหน?
"ท่านคงไม่มีตำลึงเงินในกระเป๋ากระมัง?"
เมื่อเห็นท่าทางอึกอักของจ้าวฉงหย่วน หลงจู๊ดูเหมือนจะมองออกถึงความลำบากใจจึงก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวและมองจ้าวฉงหย่วนด้วยสายตาไม่เป็มิตร
"เ้า..."
เมื่อเห็นท่าทางไม่สำรวมนี้ หวังลี่ซื่อก็อ้าปากเตรียมจะตวาด แต่เมื่อมองดูสถานการณ์รอบข้างและเห็นชายฉกรรจ์ร่างกำยำหลายคนที่ถือกระบองหนามเดินเข้ามา คำพูดที่กำลังจะออกจากปากก็เปลี่ยนไปทันที เขามองหลงจู๊ด้วยใบหน้าประจบประแจง
"พี่ชายท่านนี้ โปรดฟังข้าก่อน นายท่านของข้าเป็พ่อค้าที่ออกมาซื้อของข้างนอก จะไม่มีตำลึงเงินติดตัวได้อย่างไรขอรับ?"
"งั้นก็จ่ายเงินมา" หลงจู๊ยื่นมือออกมา
หวังลี่ซื่อรีบหัวเราะแห้ง ๆ แล้วกล่าวว่า "ก็เพราะเห็นว่าของในหอการค้าของท่านดีเกินไปน่ะสิขอรับ นายท่านของข้าถูกใจมาก พอไม่ระวังตัวก็เลยเผลอซื้อเพลินจน..."
เมื่อพูดถึงตรงนี้ หวังลี่ซื่อก็มองหลงจู๊ด้วยใบหน้าประจบประแจงยิ่งขึ้น
"ไม่มีเงินก็บอกว่าไม่มีเงิน จะพูดพล่ามทำไม?"
หลงจู๊เลิกคิ้ว มองหวังลี่ซื่อและจ้าวฉงหย่วนด้วยสายตาหยอกล้อ
"ไม่ ๆ ๆ พวกเราพกเงินมาไม่พอขอรับ"
หวังลี่ซื่อส่ายหัวรัว ๆ และก่อนที่หลงจู๊จะได้พูดอะไร เขารีบหยิบตั๋วเงินเจ็ดใบออกจากตัวส่งให้หลงจู๊
"นายท่านของข้ามาโยวโจวเป็ครั้งแรก ดังนั้นตำลึงเงินที่พกมาจึงมีไม่มากนัก ท่านดูสิ หรือเอาแบบนี้ดีหรือไม่ ตำลึงเงินเหล่านี้ซื้อสินค้าได้เท่าไหร่ ท่านก็ให้สินค้าพวกเราเท่านั้นเป็อย่างไรขอรับ?"
หลงจู๊เหลือบมองมัคคุเทศก์ข้างกายอย่างเงียบ ๆ เมื่อเห็นอีกฝ่ายพยักหน้าจึงกล่าวว่า "แขกต่างถิ่นแบบพวกท่านข้าเห็นมาเยอะแล้ว ในกระเป๋าไม่มีตำลึงเงินแต่กลับซื้อของสะเปะสะปะ"
เมื่อได้ยินคำพูดของหลงจู๊ หวังลี่ซื่อและจ้าวฉงหย่วนต่างก็รู้สึกกระอักกระอ่วนใจยิ่งนัก
ช่างน่าอับอายเสียจริง
ทั้งสองคนมีชีวิตมาครึ่งค่อนชีวิต นี่เป็ครั้งแรกที่ถูกตำหนิเช่นนี้
หลงจู๊เห็นว่าจ้าวฉงหย่วนและหวังลี่ซื่อไม่พูดอะไร จึงตัดสินใจหยุดเพียงเท่านี้
"เอาเถอะ เห็นแก่ว่าพวกท่านมาครั้งแรก ข้าจะยอมให้ครั้งนี้แต่ห้ามมีครั้งหน้าอีก"
"ขอรับ ๆ ๆ "
หวังลี่ซื่อดีใจมากรีบส่งตั๋วเงินในมือให้อีกฝ่ายทันที
สองเค่อต่อมา
เมื่อมองดูสินค้าที่ลดลงไปมากกว่าครึ่ง และนึกถึงของแปลกประหลาดเต็มรถม้าสองคันเมื่อครู่ จ้าวฉงหย่วนและหวังลี่ซื่อต่างก็รู้สึกหมดสนุก
"แขกผู้มีเกียรติทั้งสองท่าน ในเมื่อซื้อของเสร็จแล้ว ข้าน้อยจะนำคนมาช่วยขนของของท่านขึ้นรถม้าก่อนนะขอรับ" มัคคุเทศก์ใจดำเดินเข้ามาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
"ลำบากท่านแล้ว"
จ้าวฉงหย่วนตอบกลับอย่างหมดอารมณ์แม้แต่หัวก็ไม่อยากจะเงยขึ้นมอง แต่เมื่อหางตาเหลือบไปเห็นมัคคุเทศก์ใจดำและคนงานของหอการค้าตระกูลจ้าวมีท่าทางตื่นเต้น โดยเฉพาะหลังจากขนของขึ้นรถม้าแล้วก็แทบจะรีบโกยแน่บหนีไป
จ้าวฉงหย่วนก็รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง
"กงกง พวกเราถูกหลอก... อีกแล้วใช่หรือไม่?"
คำว่า ‘อีกแล้ว’ ครั้งนี้ช่างดูมหัศจรรย์ยิ่งนัก เพราะไม่ใช่แค่จ้าวฉงหย่วนที่อึ้งไป แม้แต่หวังลี่ซื่อก็มีสีหน้าตกตะลึง ทำไมถึงเป็ ‘อีกแล้ว’ ล่ะ?
แต่เมื่อมองดูของบนรถม้า หวังลี่ซื่อกลับกล่าวด้วยความเสียดายว่า
"ฝ่าา ข้าคิดว่าวันนี้พวกเราซื้อของได้จุใจมาก น่าเสียดายเพียงอย่างเดียวคือพกตำลึงเงินมาน้อยไป มิเช่นนั้นคงนำกลับไปได้มากกว่านี้พ่ะย่ะค่ะ" หวังลี่ซื่อขยับปากพูด
"ยังจะบอกว่าคุ้มอีกหรือ?" จ้าวฉงหย่วนแค่นเสียง "นั่นคือตำลึงเงินถึงเจ็ดหมื่นตำลึง พระคลังส่วนตัวของข้ามีตำลึงเงินเท่าไหร่กันเชียว?"
"เจ็ดหมื่นตำลึงนั่นคือภาษีอากรเกือบครึ่งปีของอำเภอหนึ่ง เป็เบี้ยหวัดหนึ่งปีของอ๋องชั้นเอกสองคน สามารถเลี้ยงคนสามพันคนได้ครึ่งปี เป็เงินที่ชาวบ้านธรรมดาหาไม่ได้ชั่วชีวิตแต่ตอนนี้ ตำลึงเงินมากมายขนาดนี้กลับซื้อของได้เพียงรถม้าคันเดียว เ้ายังกล้าบอกข้าว่าคุ้มอีกหรือ?" จ้าวฉงหย่วนมองหวังลี่ซื่อด้วยสายตาที่แทบจะมีไฟลุก
"เอ๋? มากขนาดนั้นเลยหรือพ่ะย่ะค่ะ?"
หลังจากคำนวณทุกอย่างนี้ หวังลี่ซื่อก็ใทันที จากนั้นเขาก็มองจ้าวฉงหย่วนด้วยความงุนงง เมื่อครู่พวกเขาเสียเงินไปเจ็ดหมื่นตำลึงเลยหรือ? แล้วซื้อของได้เพียงรถม้าคันเดียว?
ทั้งยังเป็ของที่ดูแปลกใหม่แต่ต้นทุนการทำไม่ได้สูงมากนักด้วย?
"ฝ่าา พวกเราถูกพวกเขา... ถูก..."
หวังลี่ซื่อคลำกระเป๋าที่ว่างเปล่าแล้วชี้ไปยังทิศทางที่มัคคุเทศก์ใจดำพาลูกน้องหนีไปพลางกระทืบเท้าด้วยความร้อนรน!
"เ้าลูกทรพี หลอกคนอื่นก็ช่างเถอะ แต่กล้าหลอกพ่อตัวเอง" สีหน้าของจ้าวฉงหย่วนยิ่งดำทะมึนราวกับถ่าน
ด้วยสายตาของเขาย่อมมองออกว่าหากไม่มีจ้าวติ้งหนุนหลัง พวกพ่อค้าแม่ค้าตัวเล็ก ๆ ในโยวโจวต่อให้มีใจกล้าแค่ไหน ก็ไม่กล้าฟันราคาคนต่างถิ่นขนาดนี้!
"ฝ่าา งั้นพวกเราเอาของไปคืนกันเถิดพ่ะย่ะค่ะ!" หวังลี่ซื่อกล่าวด้วยความแค้นเคือง
เขาผู้เป็ถึงมหาขันทีผู้คุมตราลัญจกร หลายปีมานี้ผ่านมรสุมมานับไม่ถ้วน แต่ทำไมถึงมาเรือล่มในเมืองโยวโจวเล็ก ๆ แห่งนี้ได้
"โธ่เอ๋ย หน้าโง่ ๆ ของข้า" หวังลี่ซื่อโมโหจนตบหน้าตัวเองฉาดใหญ่สองครั้ง
"คืนของ? คืนบ้าอะไรกัน ข้าไม่อาจทนเสียหน้าได้ขนาดนั้น" จ้าวฉงหย่วนสีหน้าเคร่งขรึม
เขาที่เป็พ่อ ถูกหลอกในเขตศักดินาของลูกชาย ทั้งยังถูกหลอกจนไม่เหลือเงินแม้แต่อีแปะเดียว พอรู้ตัวทีหลังแล้วจะให้ไปขอคืนของงั้นหรือ? แล้วหน้าเขาจะเอาไปไว้ที่ไหน?
เขาเดินลงจากขั้นบันไดของหอการค้าตระกูลจ้าว แต่เดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าว จ้าวฉงหย่วนและหวังลี่ซื่อก็ต้องชะงัก
นี่ใช่เมืองโยวโจวที่พวกเขาเพิ่งเดินผ่านมาหรือ? ทำไมตามท้องถนนและตรอกซอกซอยถึงมีรถเข็นบรรทุกโคลนเหลืองเต็มไปหมด?
บางคนกำลังวุ่นกับการเทโคลนเหลืองลงบนถนน บางคนวุ่นกับการปั้นโคลนเหลืองทาลงบนกำแพงที่สร้างจากอิฐสีเขียว และยังมีบางคนที่ปีนขึ้นไปบนหลังคา วุ่นกับการปูหญ้าคาลงบนกระเื้ัคา
"นี่กำลังทำอะไรกัน?" จ้าวฉงหย่วนมีสีหน้ามึนงง
"กระหม่อมก็ไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ" หวังลี่ซื่อก็มึนงงเช่นกัน
ถนนดี ๆ ทำไมถึงทำให้เป็แบบนี้?
ว่างจนไม่มีอะไรทำหรือว่ากินอิ่มจนเกินไปกันแน่?
กระทั่งใน่เวลาที่พวกเขากำลังอึ้งอยู่นั้น ยังมีคนจูงวัวมาแล้วตั้งใจให้วัวถ่ายมูลลงบนถนน จากนั้นก็เหยียบให้แหลกละเอียด
หากไม่ใช่เพราะพวกเขายืนอยู่ไกล มูลวัวคงกระเด็นใส่หน้าพวกเขาไปแล้ว...
"กระหม่อมจะไปถามดูพ่ะย่ะค่ะ"
หวังลี่ซื่อกล่าวจบ จากนั้นก็รีบวิ่งเหยาะ ๆ เข้าไปหาชาวบ้านคนหนึ่งที่กำลังทำงานอยู่ แล้วเอ่ยถามว่า "ท่านกำลังทำอะไรกันอยู่หรือ เมืองดี ๆ เหตุใดถึงต้องทำให้เสื่อมโทรมเช่นนี้เล่าขอรับ?"
"คนต่างถิ่นหรือ?" ชายคนนั้นถามกลับ
"ขอรับ ๆ " หวังลี่ซื่อพยักหน้าถี่ ๆ
"ถุย เื่ของคนในพื้นที่ คนต่างถิ่นอย่าสอดรู้สอดเห็นให้มากนักเลย"
ชายคนนั้นถ่มน้ำลายลงบนฝ่ามือ ถู ๆ แล้วเหวี่ยงพลั่วเหล็กตักโคลนเหลืองทาลงบนกำแพงต่อ
"เอ่อ..."
หวังลี่ซื่อมีสีหน้ากระอักกระอ่วน แล้วหันไปมองจ้าวฉงหย่วนด้วยความจนใจ
ตึง! ตึง! ตึง!
ทันใดนั้น เสียงฆ้องและกลองก็ดังมาจากด้านหน้า
กลุ่มเ้าหน้าที่ในชุดขุนนางเดินออกมาจากฝูงชน ผู้นำกลุ่มตีฆ้องแล้วะโว่า "พี่น้องทั้งหลาย พ่อแม่พี่น้องชาวเมือง ท่านอ๋องจะยอมอยู่ที่โยวโจวของพวกเราต่อไปได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับพวกท่านแล้ว จงออกแรงทำงานให้เต็มที่ ต่อไปนี้ใครกล้าบอกว่าโยวโจวของพวกเราร่ำรวย ข้าจะเย็บรูทวารมัน"
"และั้แ่วันนี้เป็ต้นไป ทุกคืนก่อนกลับบ้านให้ทุกคนไปดื่มน้ำล้างจานในครัวคนละสองชาม น้ำที่ไม่บูดห้ามดื่ม ต้องดื่มน้ำที่บูดแล้วเท่านั้น ยอมให้อาเจียนและท้องเสียสักสองสามวัน ทำให้สีหน้าของตัวเองดูแย่ลงหน่อย"
พูดจบก็ชี้ไปยังชายหนุ่มร่างอ้วนกลมในฝูงชน "เ้าอ้วนตัวดี อย่าหันหนี ข้าพูดถึงเ้านั่นแหละ ั้แ่ตอนนี้ให้เ้าวิ่งรอบเมืองยี่สิบรอบ เมื่อไหร่ที่ผอมแห้งเหมือนกิ่งไม้ เมื่อนั้นค่อยหยุด ไม่ดูเลยว่าในสายตาของฮ่องเต้สุนัขตัวนั้น โยวโจวของพวกเราเป็สถานที่แบบไหน ถึงขั้นเลี้ยงเ้าให้อ้วนท้วนสมบูรณ์ขนาดนี้ได้หรือ? วิ่งไปเดี๋ยวนี้!"
ตึง!
เ้าหน้าที่ผู้นำกลุ่มฟาดฆ้องอีกครั้ง
"ครั้งนี้ท่านอ๋องจะอยู่ที่โยวโจวของพวกเราต่อไปได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับพวกท่านแล้ว! พี่น้องทั้งหลาย ออกแรงทำงานให้เต็มที่!"
หลังจากเ้าหน้าที่ะโสั่ง ชาวเมืองโยวโจวทั้งหมดก็ยิ่งขยันป้ายโคลนเน่าลงบนกำแพงมากขึ้นไปอีก!
ทิ้งให้จ้าวฉงหย่วนและหวังลี่ซื่อยืนมึนงงอยู่เพียงสองคน
เื่ที่พวกเขามาโยวโจว จ้าวติ้งรู้ได้อย่างไร?
ทั้งสองมองหน้ากันพร้อมกับคำถามมากมายที่ปรากฏขึ้นในดวงตาของทั้งคู่
หวังลี่ซื่อเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า "ฝ่าา เป็ไปได้หรือไม่ว่าฮองเฮาได้ส่งข่าวให้ท่านอ๋องทราบล่วงหน้าแล้ว"
"ฮองเฮาหรือ?" จ้าวฉงหย่วนพึมพำกับตัวเอง
หวังลี่ซื่อกล่าวต่อ "ฝ่าา เื่ที่พวกเรามาโยวโจวเดิมทีมีคนรู้น้อยมาก นอกจากฮองเฮาแล้ว ดูเหมือนจะไม่มีใครอื่นอีก อีกทั้งก่อนเดินทางท่านก็เป็คนบอกพระนางด้วยตนเองด้วยพ่ะย่ะค่ะ"
"เอ่อ..." สีหน้าของจ้าวฉงหย่วนแข็งค้าง "แต่เ้าลูกทรพีคนนี้ตอนนี้ไม่ได้มีความเป็อยู่ที่ดีหรอกหรือ?"
"ท่านอ๋องมีความเป็อยู่ที่ดีก็จริง แต่ในฎีกาที่ท่านอ๋องส่งมาไม่ได้เขียนไว้แบบนั้นพ่ะย่ะค่ะ" หวังลี่ซื่อหัวเราะแห้ง ๆ แล้วเอ่ยตอบ
จ้าวฉงหย่วน "..."
ในขณะนั้นเอง ชายหนุ่มในชุดเ้าหน้าที่ศาลาว่าการเดินมาหยุดตรงหน้าจ้าวฉงหย่วน
"ทั้งสามท่านคงจะเป็พ่อค้าต่างถิ่นที่มาเยือนโยวโจวในวันนี้สินะขอรับ ท่านอ๋องมีคำสั่งให้เชิญพวกท่านขอรับ"