ถังต้าสี่กำลังจะห้ามบุตรชาย แต่ก็ตระหนักได้ว่าสายไปเสียแล้ว
“ท่านลุง ท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้าไม่เคยเห็นเงินหนึ่งร้อยตำลึง หรือท่านคิดว่าพวกเราพี่น้องจะยากจนข้นแค้นไปตลอด?”
เด็กหญิงมองถังเหวินด้วยสายตาเย็นเยียบ ทันใดนั้นก็สังเกตเห็นว่า บนศีรษะของเขาเริ่มมีพลังงานที่กำลังแปรเปลี่ยนเป็นสีดำอย่างช้า ๆ
นี่คือลางร้าย!
เมื่อเห็นเช่นนี้ ความสงสัยที่ถังฉีมีในใจจึงยิ่งชัดเจนขึ้น
“ทำไม? ข้าพูดอะไรผิด? นางเด็กเหลือขอ ต่อให้พอมีโชคดีสร้างบ้านใหม่ได้ มันก็ต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลไม่ใช่หรือ? หน็อย…ทำเป็นเลี้ยงอาหารดี ๆ ชาวบ้านทุกวัน เจ้าคิดว่าเงินมันลอยมากับลมหรืออย่างไร!”
สีหน้าของถังเหวินบิดเบี้ยวขณะเอ่ยวาจาเสียดสี
ในทุก ๆ วัน กลิ่นหอมของอาหารจานเนื้อลอยอบอวลเข้าไปในบ้าน มันทำให้เขาแทบคลั่ง เหตุใดนางเด็กไม่รักดีและพวกน้อง ๆ ถึงมีเนื้อกินได้ทุกวัน!
บิดาเจ้ากรรมของเด็ก ๆ พวกนี้หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย เด็ก ๆ พวกนี้ควรคุกเข่าอ้อนวอนขอความเมตตาถึงจะถูก!
“ท่านลุงหมายความว่า ข้าไม่ควรตอบแทนน้ำใจของชาวบ้าน แต่ควรมอบสิ่งเหล่านี้ให้พวกท่านอย่างนั้นหรือ?”
รอยยิ้มจาง ๆ เคลือบแฝงบนริมฝีปากของเด็กหญิง
ได้ยินเช่นนั้น ถังต้าสี่พลันพยักหน้ารับโดยไม่รู้ตัว คิดเอาเองว่าในที่สุดหลานสาวก็รู้สำนึกได้เสียที
ทว่าเวลานี้สายไปเสียแล้ว ถังต้าสี่รู้แล้วว่าในบ้านของพวกเขาไม่มีเงินเลย
“หรือว่าไม่ถูก? อย่างไรเสีย พวกเราก็คือครอบครัวของเจ้า เจ้าไม่ควรมอบอาหารดี ๆ และเครื่องดื่มอุ่น ๆ ให้ผู้อาวุโสที่บ้านหรือ?”
เวลานี้ วาจาเหลวไหลของถังเหวินพรั่งพรูออกมาไม่หยุด
ปัจจุบัน ถังเหวินใช้ชีวิตในหมู่บ้านด้วยความหดหู่ เดิมทีเขาต้องการทำงานให้กับราชสำนัก ทว่านายจ้างรู้เรื่องอื้อฉาวที่เกิดขึ้นในครอบครัว จึงไล่เขาออกด้วยถ้อยคำที่เจ็บแสบ
เมื่อกลับมาที่หมู่บ้าน ถังเหวินรู้สึกว่าเขาถูกพวกชาวบ้านหัวเราะเยาะอยู่ตลอดเวลา
เขาจึงโยนความผิดทั้งหมดให้ถังฉี!
หากไม่ใช่ความคิดของเด็กคนนี้ ชาวบ้านคงจับไม่ได้ว่านางเสี่ยวฉินและหลี่ต้ากวงลอบมีสัมพันธ์ลึกซึ้ง และเขาคงไม่ต้องตกที่นั่งลำบากเช่นนี้
ส่วนนางหวัง แม้ตายไปก็ไม่ยอมให้คนเป็นได้อยู่อย่างสงบสุข!
“ผู้อาวุโสหรือ? ผู้อาวุโสที่ทำให้ท่านแม่ข้าต้องอับอายน่ะหรือ? ผู้อาวุโสที่สมคบคิดกับคนนอกจนท่านแม่ต้องสังเวยชีวิตเช่นนี้ ข้าและน้อง ๆ คงไม่ใจดีพอที่จะนับญาติด้วย!”
ถังฉีส่งสายตาเย็นเยียบให้ถังเหวิน ใบหน้าเล็ก ๆ ของเด็กหญิงเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นไม่ครั่นคร้าม
วาจาดั่งมีดแหลมคมฟาดฟันใบหน้าของถังเหวินอย่างโหดเหี้ยม
เมื่อได้ยินคำพูดของถังฉี ชาวบ้านต่างพยักหน้าอย่างเงียบ ๆ
สีหน้าของถังต้าสี่บิดเบี้ยวจนอัปลักษณ์ยิ่งกว่าเดิม
“ถังฉี! จะมากไปแล้วนะ! เจ้ายึดติดอยู่กับอดีต ที่ข้าไม่สามารถเชิดหน้าชูคอได้อีกต่อไป ทั้งหมดเป็นความผิดของเจ้า! ถังฝูเองก็ถูกพักการเรียน หากเขาสอบระดับต้นไม่ผ่านละก็ นั่นก็เป็นเพราะเจ้า! เจ้าคือตัวซวยของตระกูลถังโดยแท้!”
ถังเหวินเกรี้ยวกราด ดวงตาปูดโปนไปด้วยเส้นเลือดสีแดงก่ำ
“สอบระดับต้นอย่างนั้นหรือ?” ถังฉีหัวเราะ
ที่ผ่านมา นางได้ทำความเข้าใจขนบธรรมเนียมและเรื่องราวต่าง ๆ ในสมัยราชวงศ์เป่ยโจว
แม้จะมีคำกล่าวที่ว่า ‘ผู้สูงศักดิ์มาจากครอบครัวที่ต่ำต้อย’ ทว่านี่ไม่ได้หมายถึงถังฝูอย่างแน่นอน!
บางที ในสายตาของคนในบ้านเก่า ถังฝูอาจเป็นความหวังและเป็นตัวแทนของความสำเร็จในอนาคต
แต่ถังฉีได้ยินมาว่า ถังฝูไม่ตั้งใจเรียนที่สำนักศึกษา
เขามักจะงีบหลับและแอบอ่านหนังสือนอกรีต
คนเช่นนี้จะสอบผ่านระดับต้นได้อย่างไร?
“ท่านลุง เหตุใดท่านไม่ไปที่สำนักศึกษาและดูว่าวัน ๆ ลูกชายของท่านทำอะไรบ้าง อย่าว่าแต่การสอบระดับต้นเลย ระดับพื้นฐานยังไม่รู้จะผ่านหรือไม่”
ถังฉีเอ่ยด้วยความกระหยิ่มใจ
หากมีใครสักคนที่มีพรสวรรค์ในการเป็นขุนนาง ถังเจียงอาจจะมีคุณสมบัติมากพอที่จะเป็นได้!
หลังจากที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมาระยะหนึ่ง ถังฉีพบว่าอีกฝ่ายมีความจำที่ยอดเยี่ยม อีกทั้งยังฉลาดหลักแหลมและมีไหวพริบ
หากจะเรียกว่า ‘อัจฉริยะ’ ก็ฟังดูไม่เกินจริง
ทว่า…นางไม่กล้าบอกใครว่าถังเจียงจะสอบได้ในอนาคต
“หืม เด็กบ้านนอกอย่างเจ้าจะไปรู้เรื่องของพวกผู้ชายได้อย่างไร? สมควรมาตั้งคำถามหรือ?”
ถังเหวินมองถังฉีด้วยสายตาดูแคลน ราวกับนางเป็นสิ่งสกปรก
“แน่นอนว่าข้าไม่ใช้ผู้ชาย แต่ข้าก็พอเข้าใจว่าเหตุใดท่านป้าสะใภ้ถึงฆ่าท่านแม่เพื่อผู้ชายคนอื่น”
ถังฉีเอ่ยเสียงเรียบ
นางรู้ดีว่าตีงูต้องตีเจ็ดนิ้ว ตีคนต้องตีที่ใบหน้า
ต่อเมื่อทุบตีจนพวกเขาเจ็บปวดและหวาดกลัวเท่านั้น คนเหล่านี้จึงจะไม่กล้ารังแกนางอีกต่อไป!
แม้ว่าเด็กหญิงจะไม่กลัวที่ต้องเจอกับปัญหา แต่ก็ไม่อยากให้คนเหล่านี้สร้างปัญหาให้นางตลอดทั้งวัน
“ฮ่าฮ่าฮ่า…”
ทันทีที่ถังฉีพูดจบ ชาวบ้านที่ไร้ความปรานีบางคนถึงกับหัวเราะร่า
ถังเหวินรู้สึกราวกับมีม้านับหมื่นตัวห้อตะบึงอยู่เหนือศีรษะ...
“เจ้า…เจ้า!”
เขาชี้นิ้วไปที่ถังฉี ทว่าไม่อาจพูดได้จบประโยค
“เป็นอะไรไป ท่านลุง? ท่านว่าข้าพูดผิดหรือ?”
ถังฉีมองถังเหวินด้วยแววตามีนัย
“ก็ใช่น่ะสิ นางเด็กเหลือขอ! เจ้าก็แค่พูดพล่ามไปเรื่อย ร้อยตำลึงอะไรกัน ในบ้านโทรม ๆ ของเจ้ามีอยู่แค่ไม่กี่อีแปะ!”
ทันใดนั้น ถังเหวินก็ตระหนักได้ว่า…เขาหลุดปากพูดออกไป
สายตาของทุกคนพลันจับจ้องมาที่เขา
สีหน้าของผู้นำตระกูลดุดันขึ้นทันที
เพราะเขาเองก็รู้ดีว่าถังฉีถูกขโมยเงินไปมากน้อยเพียงใด
“ท่านพ่อ เชื่อข้าเถอะ ในบ้านโทรม ๆ นั่นไม่ได้มีเงินมากมายเลย ทุกอย่างล้วนเป็นคำโกหกของนางเด็กเหลือขอ นางพยายามจะยุแยงให้เกิดความขัดแย้งระหว่างพวกเราพ่อลูก!”
เมื่อพูดจบ ถังเหวินก็มองถังต้าสี่ผู้เป็นบิดาราวกับต้องการการยอมรับ
“หุบปาก!”
ถังต้าสี่พลันตบหน้าบุตรชายฉาดใหญ่ ราวกับพยายามจะทำให้เขาได้สติ
“เจ้าพูดจาเหลวไหลอีกแล้ว ข้าบอกแล้วอย่างไรว่าเมื่อคืนอย่าดื่มเยอะ แต่เจ้าก็ไม่ฟัง กลับไปเดี๋ยวนี้!”
สีหน้าของถังต้าสี่เปลี่ยนไปทันที เขาตะโกนโวยวายและพยายามจะลากถังเหวินกลับ
“ช้าก่อน!”
ผู้นำตระกูลที่นิ่งเงียบมาตลอด ในที่สุดก็เอ่ยขึ้น
ถังฉีรู้ดีว่านางได้รับคำตอบที่ต้องการจากปากของถังเหวินแล้ว
ดังนั้นนางจึงไม่เอ่ยอะไรต่อ เพียงเฝ้ามองพ่อลูกด้วยสีหน้าเย้ยหยัน
“ผู้นำตระกูล ท่านมีอะไรจะพูดหรือ? ถังเหวินเมามากแล้ว ข้าจะพาเขากลับไปสร่างเมาที่บ้าน!”
ถังต้าสี่หันกลับมามองผู้นำตระกูล ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มเสแสร้ง
“ฉีเอ๋อร์ไม่เคยบอกว่าเงินหายไปไม่กี่อีแปะ แล้วถังเหวินรู้ได้อย่างไร?”
ผู้นำตระกูลเอ่ยอย่างช้า ๆ ทำให้พวกชาวบ้านตระหนักได้เช่นกันว่ามีบางสิ่งไม่ชอบมาพากล
“ผู้นำตระกูล หรือว่าโจรที่ปล้นบ้านของฉีเอ๋อร์คือถังเหวิน?”
********************************