นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

    ตอนที่ 36 การทำงาน

             

            ตอนที่ 36 การทำงาน

             

             

            “ประจำตำแหน่งหรือยัง” เสียงดุดันอันต่างจากภาพลักษณ์ก่อนหน้าของหัวหน้าเมย์ดังขึ้นจากหินเรืองแสงขนาดเล็กในมือของนิทาน

             

            “แนวหน้าหน่วยหนึ่ง ประจำตำแหน่งเรียบร้อยครับ” เสียงของนภาดังขึ้นตามมาในเวลาไม่นาน

             

            “แนวหน้าหน่วยสอง ประจำตำแหน่งเรียบร้อยค่ะ” เสียงของคาซาดังขึ้นหลังจากนั้น

             

            “แนวหลัง ฉันกับเตวันเข้าประจำตำแหน่งแล้ว” หัวหน้าเมย์ตอบกลับ

             

            “นิทาน พบเป้าหมายหรือยัง” หัวหน้าเมย์ถามผ่านศิลาส่งผ่าน

             

            นิทานขณะนี้หมอบตัวอยู่ในเงามืดบนหลังคาของตึกธรรมดา ๆ แห่งหนึ่ง ตำแหน่งของนิทานนั้นอยู่ข้างเครื่องประดับหลังคาขนาดใหญ่ เงามืดขนาดใหญ่ช่วยทำให้ร่างของนิทานยากแก่การมองเห็น

             

            คีตานอนหมอบอยู่ข้างถนนโดยไม่มีอะไรปิดบังร่างกาย เพียงนอนแอ้งแม้งพลิกตัวไปมาอย่างเกียจคร้าน เป็นเพียงสัตว์อสูรขี้เกียจตัวหนึ่ง กลมกลืนไปกับบรรดาสัตว์คู่หูตัวอื่นที่เดินไปมา

             

            ขณะที่กลิ้งอาบแดดอย่างมีความสุข คีตาพลันสูดจมูก แผ่พลังอาณาเขตออกไปครอบคลุมพื้นที่กว้างรอบตัว

             

            นิทานหลับตาลงรับข้อมูลที่ส่งผ่านมาจากคีตา เมื่อได้รับข้อมูล นิทานจึงจดลงในหัวพลางส่งสัญญาณตอบกลับ

             

            “ทั่วตึกมีทั้งหมด 12คนครับ ชั้น 1 ประจำการอยู่ 8คนทั่วทั้งชั้น มีผู้เรียนรู้ 2คน สมควรเป็นระดับ 1คำ ชั้น 2 มี 4คน จับกลุ่มกันอยู่ในห้องเดียว ทั้ง 4คนเป็นผู้เรียนรู้ทั้งหมด หนึ่งในนั้นสมควรเป็นระดับ 3คำ” นิทานร่ายยืดยาว บอกรายละเอียดและข้อมูลของกลุ่มคนที่อยู่ภายในตึก

             

            “แล้วหลักฐานที่เราต้องการล่ะ”

             

            “ในห้องชั้น 2 ที่มีผู้เรียนรู้อยู่ 4คน มีเอกสารเยอะมากครับ อาจจะเป็นแผนการดักปล้นขบวนสินค้าก็ได้”

             

            “แค่นั้นไม่มากพอหรอกนะ ฉันเชื่อใจสายของฉัน แต่อย่างน้อยเราต้องมีข้ออ้างที่สมควรกับการบุกเข้าโจมตีด้วย” หัวหน้าเมย์ขมวดคิ้ว

             

            “ในห้องมีผ้าแพรกุหลาบเพลิงขาวอยู่ครับ กุหลาบเพลิงขาวเป็นพืชอนุรักษ์ เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ วัตถุที่ถูกถักจากใยของกุหลาบเพลิงขาว ย่อมเป็นวัตถุผิดกฎหมาย สมควรมากพอเป็นข้ออ้างในการบุกจับกุมครับ” นิทานอธิบายต่อ

             

            “ยอดเยี่ยม” นิทานรู้สึกได้ถึงเสียงหัวเราะของหัวหน้าเมย์ที่ดังผ่านศิลาส่งผ่าน

             

            “หน่วยหนึ่ง นภากับกีออน พวกนายบุกเข้าประตูหน้าตรง ๆ ได้เลย หน่วยสอง คาซา เธอกับเรนบุกเข้าทางหน้าต่างชั้นสอง รอจังหวะที่เกิดความวุ่นวายจากหน่วยหนึ่ง”

             

            “หน่วยหนึ่ง เป้าหมายของพวกนายคือก่อความวุ่นวายให้มากที่สุด จับกุมคนที่คิดหนี หน่วยสอง เธอมีหน้าที่ถ่วงเวลาผู้เรียนรู้ 4คนในห้องนั้นพร้อมกับปกป้องเอกสารบนโต๊ะประชุมด้วย ฉันกับเตวันจะบุกจากประตูหลัง รีบตามขึ้นไปสมทบ”

             

            “รับทราบ!” เสียงตอบรับดังประสานกันจากทุกหน่วย

             

            “นิทาน นี่เป็นภารกิจแรกของนาย นายรออยู่ข้างนอกคอยตรวจจับสถานการณ์โดยรวมไว้ ถ้ามีใครหลบหนีออกมาได้ นายเข้าจับกุมด้วยตัวเองได้เลย” หัวหน้าเมย์สั่ง

             

            “ครับ” นิทานตอบ

             

            “เอาล่ะ เราจะเริ่มปฏิบัติการใน 3 2 1” หัวหน้าเมย์นับเลขถอยหลังผ่านศิลาส่งผ่าน

             

            "0!"

             

            เมื่อถึงเลขศูนย์ นภาและกีออนที่ประจำอยู่ประตูหน้า พุ่งตัวไปที่ประตูพร้อมกับเตะประตูตึกเข้าไปอย่างแรง ฝ่าเข้าไปในตัวตึกท่ามกลางเสียงเอะอะ และอารามตกใจของชาวเมืองโดยรอบ

             

            “ใครวะ!”

             

            “รีบขึ้นไปแจ้งหัวหน้าเร็ว มีคนบุกรุก!”

             

            “ซวยแล้วไง ฉันจำไอ้หมอนั่นได้ หน่วยพิทักษ์เมือง!”

             

            เสียงเอะอะโวยวายดังขึ้นเป็นชุด ๆ ในห้องโถงของชั้น 1 เหล่าอันธพาลมากหน้าหลายตาต่างกรูกันออกมาจากห้องมารวมตัวกันที่โถงใหญ่ เผชิญหน้ากับนภาและกีออน

             

            “ฉันกับเตวันจะเข้าตัวตึกแล้ว คาซา ลุย!” หัวหน้าเมย์สั่ง

             

            สิ้นเสียง ประตูหลังก็ระเบิดออกอย่างแรง หอกด้ามยาวปักลึกฝังลงไปในผนัง ประตูและเครื่องเรือนมากมายที่ขวางทางต่างแหลกเละ เหลือเพียงเศษไม้ระเกะระกะตามพื้น

             

            เตวันก้าวเข้าสู่ตัวตึกท่ามกลางฝุ่นควัน สอดส่องรอบตัวให้แน่ใจว่าไม่มีศัตรูคนไหนหลบซุ่มอยู่ เมื่อมั่นใจแล้วจึงมุ่งหน้าสู่บันไดด้านหลังห้อง ตะลุยขึ้นสู่ชั้น 2 พร้อมกับหัวหน้าเมย์

             

            เพล้ง!

             

            เสียงกระจกแตกดังขึ้นเมื่อร่างของคาซาพุ่งตัวทะลุกระจกเข้าสู่ห้องประชุมใหญ่ในชั้น 2 เรนขยายร่างให้ตัวใหญ่เทียบเท่าอินทรีเมฆาลม กรงเล็บแหลมเกาะบริเวณไหล่ทั้ง 2 ของคาซา พาเหินพุ่งเข้าไป

             

            เมื่อร่อนตัวลงสู่พื้น คมมีดสายลม น้ำแรงดันสูง คมดาบขนาดใหญ่ และหินผาหนาหนัก ก็เทสาดเข้าใส่คาซาอย่างรวดเร็ว

             

            เรนที่เตรียมพร้อมไว้อยู่แล้วหมุนตัวสะบัดขนปีกไปรอบด้าน ขนปีกเมื่อสัมผัสกับการโจมตีก็ระเบิดออก กลายเป็นม่านควันขนาดใหญ่บดบังทุกสายตาของผู้เรียนรู้ทั้ง 4

             

            คาซาฉวยโอกาสพุ่งตัวแหวกฝ่าวงล้อม คว้าเอกสารทั้งหมดบนโต๊ะยัดลงกระเป๋าข้างอย่างรวดเร็ว สองมือปรากฏค้อนที่ห่อหุ้มไว้ด้วยสายลม สายลมม้วนปั่นอย่างรุนแรงจนค้อนพลันขยายขนาดกลายเป็นค้อนศึกยักษ์

             

            คาซาควงค้อนศึกสายลมเหวี่ยงฟาดใส่ผู้เรียนรู้ผู้ร่ายคมมีดสายลมคนหนึ่งที่ยังคงมึนงงกับสถานการณ์อันฉุกละหุก

             

            อันธพาลคนนั้นกระเด็นออกไปกระแทกกำแพงอย่างรุนแรง ลมหมุนบนค้อนพลันมารวมตัวกันที่ด้าม ขยายขนาดกลายเป็นแผ่นหนา คาซาเปลี่ยนค้อนสายลมกลายเป็นโล่ขนาดยักษ์ หันตัวไปป้องกันน้ำแรงดันสูงที่โจมตีเข้ามา

             

            น้ำแรงดันสูงถูกป้องกันไว้ได้อย่างฉิวเฉียด ขณะเดียวกันนั้นเองที่แขนสองข้างของอันธพาลถือดาบปรากฏขึ้นด้านหลังของคาซา แต่ร่างของอันธพาลคนนั้นกลับปรากฏขึ้นทางด้านขวาของคาซาในสภาพไร้แขน เหวี่ยงตัวเตะ

             

            การโจมตีประกบของอันธพาลถือดาบผู้มีความสามารถถอดแขนนั้นมาอย่างรวดเร็วพร้อม ๆ กับน้ำแรงดันสูงอย่างไร้รอยต่อ บีบให้คาซาไม่สามารถตั้งรับพร้อม ๆ กัน

             

            แต่ที่ไวที่สุดกลับเป็นเรน เรนในร่างนกยักษ์โฉบตัวเข้าใส่แขนทั้ง 2ที่ถือดาบ พลันสะบัดขนเข้าใส่อันธพาลไร้แขนทางอีกด้าน แรงกระแทกปะทะให้ดาบนั้นหลุดจากมือ ขนนกที่สะบัดออกระเบิดขึ้นอีกครั้งอย่างจังใส่อันธพาลไร้แขน

             

            หลังอันตรายชุดแรกผ่านไป คมมีดสายลมพุ่งเข้ามาอีกครั้งพร้อมกับอันธพาลอีกคนที่ยังคงระเบิดน้ำแรงดันสูงใส่คาซาอย่างต่อเนื่อง อันธพาลคนสุดท้ายที่ได้รับผลกระทบจากระเบิดขนนกของเรนพลันตั้งหลักได้ หินผาขนาดใหญ่เริ่มลอยวนอยู่รอบตัวอันธพาลผู้นั้น อันธพาลมองคาซาด้วยสายตามุ่งร้ายพลางรวบรวมหินผา

             

            ตูม!

             

            เสียงระเบิดดังลั่นโดยมีต้นตอมาจากกำแพงทางฝั่งประตู กำแพงทั้งแถบพังทลายลงเหลือเพียงซากปรักหักพัง ท่ามกลางฝุ่นควันปรากฏร่างเงาสองร่าง

             

            เงาร่างหนึ่งสะบัดคทาของตน อันธพาลที่ปลดปล่อยน้ำแรงดันสูงพลันปลิวกระเด็นออกไป อีกมือหนึ่งที่ยังว่างชี้ไปทางอันธพาลไร้แขน ร่างของอันธพาลไร้แขนพลันลอยตัวเข้าติดกับกำแพงราวกับโดนคนลากคอเสื้อไปอย่างแรง

             

            หอกด้ามยาวพุ่งฝ่าฝุ่นควันทะลวงทำลายคมมีดสายลมขนาดใหญ่ที่พุ่งเข้าหาคาซา หลังทำลายคมมีดสายลมลงแล้ว พลังยังไม่หยุดลงแค่นั้น แรงทะลวงพาหอกด้ามยาวพุ่งเข้าปักเข้าร่างของอันธพาลผู้ร่ายคมมีดสายลม

             

            ร่างของหัวหน้าเมย์พุ่งเข้าจู่โจมอันธพาลคนสุดท้ายที่กำลังมึนงงกับเหตุการณ์ตรงหน้า หมัดขวาตรงซัดเข้าหน้าของอันธพาลผู้นั้น พัดพาสติให้หลุดลอยไปพร้อมกับหินผารอบตัวที่ตกลงสู่พื้น

             

            คาซาไม่รอช้าพุ่งเข้าซ้ำใส่อันธพาลผู้ปลดปล่อยน้ำแรงดันสูง ร่างนั้นยังไม่ทันลุกขึ้นหลังจากโดนเตวันซัดปลิวไป ก็พบเข้ากับค้นศึกมหึมาที่เหวี่ยงฟาดอย่างเต็มแรง สิ้นสติไป

             

            เรนประสานงานอย่างลื่นไหล ขยายปีกของตน ขนบนปีกพลันแน่นหนาขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนสะบัดซัดใส่อันธพาลไร้แขนผู้ถูกตรึงไว้กับกำแพงโดยเตวัน 

             

            อันธพาลไร้แขนสีหน้าซีดเซียวเมื่อเห็นพยุหะขนนกมากมายที่พุ่งมาทางตน มันไม่อาจขยับกายไปไหนได้เลยภายใต้พลังของตาเฒ่าคนนั้น

             

            "ตูม! ตูม! ตูม! ตูม!"

             

            เสียงระเบิดเป็นชุดดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ร่างของอันธพาลไร้แขนกลายเป็นไร้พลัง ร่อแร่ร่วงลงกับพื้นอย่างหมดสภาพ

             

            “ยังพอไหวนะคาซา” หัวหน้าเมย์ฉีกยิ้ม

             

            “ยังดีอยู่ค่ะหัวหน้า เกือบไปแล้วเหมือนกันค่ะ” คาซาเป่าปาก

             

            เธอสลายค้อนศึกสายลมพลางลุกขึ้นยืนตั้งหลักอีกครั้ง คาซาล้วงลงไปในกระเป๋าหยิบเอกสารปึกใหญ่ขึ้นมาพลิกดูคร่าว ๆ

             

            คิ้วของคาซาขมวดลงในขณะที่ตรวจสอบเอกสาร

             

            “มีอะไรรึเปล่า?” หัวหน้าเมย์ที่พลันสังเกตเห็นสีหน้าของคาซาถามขึ้น

             

            “มีปัญหานิดหน่อยค่ะ เอกสารพวกนี้เกี่ยวข้องกับขบวนสินค้าจริง แถมยังละเอียดมากด้วย ไม่ว่าจะเป็นจำนวนสินค้า ประเภทสินค้า เส้นทางเดินทาง จำนวนผู้คุ้มกัน เรียกได้ว่าละเอียดจนน่ากลัวเชียวค่ะ” คาซาขมวดคิ้ว

             

            “งั้นก็ดีแล้วนี่ที่เราขัดขวางพวกมันไว้ได้ทันน่ะ” หัวหน้าเมย์ตอบ

             

            “ปัญหาอยู่ตรงที่ความละเอียดนี่ล่ะค่ะ ถึงจะละเอียดขนาดนี้แต่กลับไม่มีร่องรอยของคนให้ข้อมูลเลย เรียกได้ว่าเหมือนพวกอันธพาลกลุ่มนี้หาข้อมูลพวกนี้มาได้ด้วยตัวเอง ซึ่งเห็น ๆ อยู่ว่าไม่มีทางเป็นไปได้”

             

            “ฝีมือแค่นี้ พวกมันไม่มีปัญญาสืบข่าวระดับนั้นได้เองหรอก” หัวหน้าเมย์ขมวดคิ้วพลางมองไปที่อันธพาลที่กองอยู่บนพื้น

             

            “เรื่องสอบปากคำคงต้องยกให้เป็นหน้าที่ของหน่วยสนามล่ะนะ ถึงจะคาดหวังไม่ค่อยได้ก็เถอะ” หัวหน้าเมย์อ่านเอกสาร พลางมองไปที่อันธพาลที่สลบไสลไม่ได้สติ

             

            “หากมีตัวการอยู่เบื้องหลังอย่างที่คุณคิด พวกมันไม่มีทางทิ้งร่องรอยในดวงจิตให้สืบเสาะง่าย ๆ อยู่แล้ว เผลอ ๆ อาจจะติดต่อกันแบบไม่เห็นหน้าเลยก็ได้” เตวันพูดขึ้น

             

            “อย่างน้อย ๆ เราควรตรวจสอบตึกนี้ให้ทั่วนะคะ อาจจะมีเอกสารลับอื่น ๆ หรือเบาะแสที่สามารถสืบสาวไปถึงคนให้ข้อมูลก็ได้”

             

            “อืม เดียวเราเริ่มค้นตัวตึกกันเลย เตวัน เรียกหน่วยสนามมาช่วยค้นกับสอบถามชาวเมืองที่อาศัยอยู่รอบ ๆ หน่อย คาซาเริ่มค้นได้เลย เริ่มจากห้องนี้ เดียวฉันจะลงไปช่วยนภากับกีออน” หัวหน้าเมย์จัดแจง

             

            “หัวหน้าครับ มีปัญหานิดหน่อย” เสียงของนิทานดังขึ้นจากศิลาส่งผ่าน

             

            “มีรถม้า 2คันมุ่งหน้ามาทางนี้ด้วยความเร็วสูงครับ ข้างในมีคนรวมกัน 16คน เป็นผู้เรียนรู้ทั้งหมดครับ สมควรไม่มีคนไหนสูงกว่าระดับ 2คำ” นิทานอธิบาย รถม้าขนาดใหญ่สองคันแล่นผ่านหน้าคีตาที่นอนอาบแดดอยู่ข้างถนนด้วยความเร็วสูง พลันหักเลี้ยวมุ่งหน้าเข้าสู่ตัวตึก

             

            คีตาเมื่อได้รับสัญญาณจึงเดินเข้าไปในตรอกอย่างเงียบเชียบ เมื่อหลบสายตาคนแล้วจึงกระโจนขึ้นสู่หลังคา ออกวิ่งไล่รถม้า

             

            “มีปัญหาล่ะสิ ให้จัดการพวกนั้นน่ะไม่ใช่ปัญหา แต่ถ้าพวกมันเน้นก่อความวุ่นวายชิงทำลายหลักฐานล่ะเราลำบากแน่” หัวหน้าเมย์ขมวดคิ้ว

             

            “เตวัน ติดต่อหน่วยสนามรึยัง”

             

            “เรียบร้อยแล้วครับ หน่วยที่ใกล้ที่สุดจะมาถึงในสิบนาที” เตวันตอบ เก็บศิลาส่งผ่านที่ใช้งานลงข้างตัว

             

            “สิบนาที ฉิวเฉียดอยู่นะ ฉันจะลงไปช่วยพลางอธิบายสถานการณ์ให้นภากับกีออนเอง จากนั้นเดียวฉันกับนภาจะออกไปถ่วงเวลาพวกนั้นไว้ที่หน้าตึก พวกเธอก็รีบค้นเข้าล่ะ อย่าให้ใครบุกเข้ามาทำลายหลักฐานชิ้นไหนทั้งนั้น” หัวหน้าเมย์สั่งด้วยเสียงเฉียบขาด

             

            “รับทราบครับ/ค่ะ!” เตวันและคาซาตอบ

             

            “นิทาน คอยรายงานสถานการณ์ให้ด้วย”

             

            “ถ้าเป็นเรื่องถ่วงเวลารถม้า 2คันนั้นละก็ ให้ผมจัดการให้มั้ยครับ” สองตาสีน้ำเงินเข้มของนิทานทอแสงสีอ่อน สองตาจับจ้องไปที่รถม้าที่ควบด้วยความเร็วสูง

             

            “เอาเลยนิทาน ถ่วงเวลาสักสองสามนาทีก็ยังดี” เสียงของหัวหน้าเมย์ดังขึ้นอย่างรีบร้อน ปลายสายมีเสียงปะทะมากมาย คาดว่าหัวหน้าเมย์คงเข้าตะลุมบอนแล้ว

             

            "แต่ถ้าไม่มั่นใจก็อย่ากระโดดลงไปลุยคนเดียวล่ะ ผู้เรียนรู้ 16คน ไม่ใช่เล่น ๆ เลยนะ" เสียงอันรีบร้อนของนภาดังขึ้นจากศิลาส่งผ่านในมือของนิทาน เสียงปะทะอันดุเดือดยังคงแทรกตามมาด้วยเช่นเคย 

             

            แม้ในเวลาฉุกละหุก นภายังรีบเตือนน้องใหม่ไม่ให้ทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลัง

             

            "ไม่ต้องห่วงครับ ผมก็ไม่คิดจะลงไปลุยกับผู้เรียนรู้ 16คนอยู่แล้วล่ะครับ" นิทานหัวเราะ

             

            สิ้นคำพูด นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มของนิทานเรืองแสงเบาบาง จ้องมองไปที่ขาของม้าและผืนดินข้างใต้

             

            เชื่อมโยง!

             

            "ถ้าแค่จะถ่วงเวลาละก็ มีวิธีเยอะแยะไป" เขาฉีกยิ้มเจ้าเล่ห์ขณะสั่งแผนทางจิตให้คีตา

             

            ม้าแผงคอแดงที่ลากรถม้าคันหน้าพลันสะดุดล้มลง พาให้รถลากด้านหลังสั่นสะเทือนคว่ำลงกับพื้น เมื่อรถม้าคันที่ 2เห็นดังนั้นจึงพยายามหลบ แต่ด้วยระยะที่กระชั้นเกินไปจึงล้มลงไปอีกคัน ผู้เรียนรู้ที่อยู่ภายในพลันกระแทกกับผนังอย่างแรง

             

            ฝุ่นควันและเศษซากแผ่นไม้ที่พังลงจากแรงปะทะกระจายไปทั่วพื้นที่

             

            เสียงเอะอะมากมายดังขึ้นจากรถม้าสองคันที่คว่ำลงและชาวเมืองโดยรอบ

             

            ผ่านไปเพียงชั่วครู่เหล่าอันธพาลก็พุ่งตัวออกมารอบรถม้า ตรวจสถานการณ์โดยรอบพร้อมทั้งตั้งกระบวนรอรับการโจมตีไม่คาดฝัน 

             

            หากการโจมตีไม่คาดฝันกลับไม่เกิดขึ้น รอบ ๆ มีเพียงชาวเมืองมากหน้าหลายตามามุงดูอุบัติเหตุเพียงเท่านั้น 

             

            เสียงจอแจจากชาวเมืองหลากเผ่าพันธุ์ยิ่งทำให้เหล่าอันธพาลเชื่อสนิทใจว่าที่เกิดขึ้นเป็นเพียงอุบัติเหตุ

             

            เมื่อเห็นว่าเป็นเพียงอุบัติเหตุ เหล่าอันธพาลจึงสบถอย่างเสียอารมณ์พลางช่วยกันพยุงตัวม้าแผงคอแดงขึ้น ผู้เรียนรู้คนหนึ่งมือเรืองแสงสีเขียวอ่อน รักษาบาดแผลแก่ม้าแผงคอแดง พวกอันธพาลต่างมีสีหน้าหงุดหงิดอารมณ์เสีย รีบเร่งผู้รักษาให้รักษาม้าแผงคอแดงโดยไว

             

            เมื่อม้าทั้งสองตัวฟื้นตัวจนสามารถลุกขึ้นได้แล้ว มันกลับสั่นง่ก ๆ อย่างหวาดกลัว ทั้งสองหันไปมองทิศทางเดียวกัน สีหน้าปรากฏความหวาดกลัวราวกับกำลังเผชิญกับสัตว์นักล่า

             

            อันธพาลหันไปมองทิศทางเดียวกับม้าที่ตัวสั่นหวาดกลัวอย่างสงสัย แล้วจึงเห็นหมาป่าขนาดยักษ์สีดำตัวหนึ่งยืนประจันหน้ากับม้าแผงคอแดงทั้งสองในระยะหนึ่งช่วงตึก

             

            หมาป่าขนาดยักษ์สีดำตัวนี้นั้นไม่บุกเข้ามาโจมตี หากกลับแผ่รังสีฆ่าฟันจำนวนมากออกมา แววตาดุร้าย มุมปากไหลเยิ้มด้วยความหิวโหย

             

            ปลายสายตาและรังสีฆ่าฟันคือม้าแผงคอแดงสองตัวนั้นเอง

             

            คีตาพลันแยกเขี้ยวเห่าเสียงดังใส่ม้าที่ยังขวัญเสียจากบาดแผลบนร่าง เสียงเห่าทุ้มแน่นดังขึ้นอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย แม้แต่อันธพาลหลายคนยังอดสะดุ้งตามไม่ได้

             

            เมื่อเห็นหมาป่าขนาดยักษ์ตั้งท่าจะพุ่งเข้าใส่ เสริมด้วยเสียงเห่าขู่อันแสนน่ากลัว พวกมันทั้ง 2จึงสติกระเจิง ส่งเสียงร้องด้วยความหวาดกลัว หลุดจากสายจูงวิ่งควบหนีไปอย่างรวดเร็ว ไม่สนใจซากอานของรถม้าที่ติดอยู่บนหลังแม้แต่น้อย ลากไปด้วยทั้งอย่างนั้น

             

            อันธพาลต่างยังมึนงงกับความโชคร้ายที่เกิดขึ้นเป็นชั้น ๆ พลางมองม้าแผงคอแดงที่สมควรลากรถม้าควบหายไปจากสายตา พอหันกลับมาหมาป่าตัวนั้นกลับหายไปอย่างไร้วี่แวว ไม่แม้แต่จะติดตามม้าสองตัวที่สมควรเป็นเหยื่อของมัน

             

            “รถม้าคว่ำทั้ง 2คัน ไม่มีผู้บาดเจ็บแต่ม้าแผงคอแดงทั้ง 2ตัวที่ลากรถหนีไปแล้วครับ พวกนั้นต้องรีบวิ่งมาสถานเดียว อย่างไวก็ 20นาทีได้ครับ” นิทานพูดด้วยรอยยิ้ม