ภายหลังจากที่จื่อลู่ก้าวเท้าออกจากห้องของเจียงเหอ จิตใจของเขากลับเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย “นี่ข้าต้องลงมือทำเื่อำมหิตเช่นนี้จริง ๆ หรือ? กับเด็กน้อยที่เพิ่งลืมตาดูโลกแท้ ๆ เหตุใดท่านเ้าพรรคถึงออกคำสั่งเยี่ยงนี้ หรือว่าท่านจะล่วงรู้ความลับบางอย่างที่นำไปสู่หายนะเข้าจริง ๆ” แม้ภายในใจจะเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ทว่าในใต้หล้านี้จะมีผู้ใดกล้าขัดโองการของท่านเ้าพรรคได้? เมื่อกลับถึงห้องพักอันเงียบสงัด จื่อลู่จึงได้แต่นั่งสงบจิตสงบใจบนเตียงไม้หลังเล็กเพื่อเตรียมการใหญ่
“ทำลายจุดกำเนิดพลังปราณ... แล้วโยนทิ้งเข้าสู่ม่านมิติงั้นรึ?” เขายังคงพึมพำกับตนเองด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียดกว่าภารกิจใด ๆ ที่เคยผ่านมา เพราะเป้าหมายในครั้งนี้คือบุตรแห่งจักรพรรดิจิ่นลี่และจักรพรรดินีอวิ๋นเหมย ตัวตนที่สั่นะเืไปทั้งสองดินแดน
ในใต้หล้านี้จิ่นลี่และอวิ๋นเหมย คือยอดฝีมือที่พร์ล้ำเลิศเกินจินตนาการ แม้อายุเพียงร้อยปีเศษ ทว่ากลับบรรลุถึงปราณเทพลิขิตฟ้าทั้งคู่! การบังอาจท้าทายตัวตนระดับนี้ย่อมหมายถึงความตายที่รออยู่เบื้องหน้า “เมื่อภารกิจนี้สิ้นสุดลง ชีวิตข้าก็คงดับสูญตามไป หากเป็เช่นนั้น ข้าต้องเตรียมกำไลข้ามมิติไว้เพิ่มอีกหนึ่งชิ้น เผื่อเกิดเหตุการณ์มิคาดฝันจะได้ลี้ภัยทันท่วงที” เมื่อตัดสินใจได้อย่างแน่วแน่ ร่างของเขาก็ค่อยๆ เลือนหายไปในความมืดมิดอย่างไร้ร่องรอย
************************************************************
ตำหนักที่ประทับ แดนเทพนภา
ภายในห้องพักของสองมหาอำนาจ บรรยากาศกลับปกคลุมด้วยความวิตกกังวล คำทำนายของเจียงเหอยังคงดังก้องอยู่ในใจดั่งลางร้ายที่สลัดไม่หลุด “ข้าขลาดกลัวเหลือเกิน กลัวว่าจะมีสิ่งชั่วร้ายเกิดขึ้นกับลูกของเรา” อวิ๋นเหมยเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“เ้าอย่าได้กังวลไป ที่นี่คือใจกลางวังหลวงแห่งแดนเทพนภา ค่ายกลป้องกันแ่าถึงเพียงนี้ ไม่มีสิ่งใดหาญกล้าเข้ามาสร้างความวุ่นวายได้หรอก” จ้าวดินแดนเทพนภาเอ่ยปลอบโยน แม้ลึก ๆ ในใจของเขาจะเริ่มหวั่นใจตามคำทำนายของสหายรักอย่างเจียงเหออยู่บ้างก็ตาม เมื่อเห็นว่าสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย เขาจึงเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้คู่สามีภรรยาอยู่ตามลำพัง
จิ่นลี่นั่งโอบกอดภรรยาไว้อย่างอ่อนโยน “วางใจเถิดข้าจะสั่งการให้องครักษ์ฝีมือดีมาเฝ้าพิทักษ์ที่นี่ตลอดเวลา” เมื่อเห็นว่าอวิ๋นเหมย เริ่มมีสีหน้าที่ผ่อนคลายลง เขาจึงเอ่ยต่อ “เราทั้งคู่มิได้แตะต้องอาหารมาั้แ่เมื่อวานแล้ว ออกไปหาอะไรกินเสียหน่อยเถิด ปล่อยให้บุตรของเราได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ดูสิ... เขากำลังหลับใหลอย่างเป็สุขยิ่งนัก” อวิ๋นเหมยวางร่างของจิ่นติ้ง ลงบนแท่นบรรทมอย่างแ่เบาด้วยเกรงว่าความอบอุ่นที่ขาดหายจะทำให้เขารู้สึกตัว ก่อนที่ทั้งสองจะพากันเดินออกจากห้องไป
จิ่นลี่สำทับสั่งองครักษ์หน้าห้องให้เฝ้าระวังอย่างเข้มงวดที่สุด พร้อมกำชับให้สาวรับใช้ทั้งสามเข้าไปดูแลข้างในอย่างใกล้ชิด ทว่าในเงามืดที่ไม่มีใครมองเห็น จื่อลู่ ได้ลอบสังเกตการณ์อยู่ตลอดเวลา และบัดนี้คือเวลาที่เขาจะเริ่มเปิดม่านแห่งหายนะ!
“ฟึ่บ ฉึก!!”
มีดสั้นเย็นเยียบพุ่งทะยานผ่านอากาศ ตวัดเข้าลำคอขององครักษ์ทั้งสองอย่างแม่นยำและรวดเร็วดุจสายฟ้า! ทั้งสามสิ้นใจโดยมิอาจส่งเสียงแม้เพียงครึ่งคำ วิชาเร้นกายของจื่อลู่ นั้นบรรลุถึงขั้นไร้เงาไร้กลิ่นอาย แม้แต่ระดับปราณเทพอย่างจิ่นลี่ก็มิอาจล่วงรู้ถึงการคงอยู่ของเขาได้
จื่อลู่ผลักบานประตูเข้าไปภายในห้อง ทันทีที่สาวรับใช้ทั้งสามพบเห็นผู้บุกรุก เขาก็ไม่รอช้า พุ่งเข้าบีบลำคอของสาวรับใช้สองคนแรกจนสิ้นลมในชั่วพริบตา! ทว่าสาวรับใช้คนที่สามกลับตื่นตระหนกจนเสียสติและแผดเสียงร้องออกมา
“กรี๊ดดดดดดดด”
เสียงกรีดร้องนั้นบาดลึกเข้าไปในความเงียบสงัด จื่อลู่ล่วงรู้ทันทีว่าแผนการลอบเร้นพังทลายลงแล้ว! เขาลงมือหักคอสาวรับใช้ในมืออย่างเด็ดขาด ก่อนจะสะบัดมีดสั้นเข้าปักกลางหน้าผากของหญิงสาวคนที่สามเพื่อดับเสียง “บัดซบ! ข้าพลาดเสียแล้ว!” จื่อลู่สบถออกมาด้วยใบหน้าที่ซีดเผือดขณะที่ความโกลาหลกำลังจะเริ่มขึ้น