“ พี่หย่งควัน ทางลัดของพี่จะลำบากเกินไปหน่อยหรือไม่ ” หลินลี่กล่าวด้วยน้ำเสียงที่หอบเหนื่อย
“ ใกล้แล้ว ๆ ” หย่งควันกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เบิกบาน
“ นี่ท่านพูดว่าใกล้แล้ว มาสักสองสามชั่วยามแล้วนะ ”
“ ต้องมาเดินขึ้นเขาลงเขาเช่นนี้ พวกเ้ายังสองคนเหลือแรงพูดกันอีกหรือ ” เหวินหยางถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนล้า
“ ฟังเสียงนั่นสิ ใกล้ถึงที่แล้ว ”
เมื่อลองเงียบหูฟังก็เหมือนจะได้ยินเสียงน้ำตกมาแต่ไกล หลินลี่ดีใจรีบสับเท้านำหน้าไปก่อน เหวินหยางเห็นเช่นนี้ก็รีบสับเท้าก้าวตามไป ส่วนหย่งควันใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เดินอย่างสง่าเรียบเฉยไม่สะทกสะท้านแต่อย่างใด
เมื่อหลินลี่ไปถึงใต้น้ำตก ละอองน้ำเย็นๆก็ลอยมากระทบใบหน้า บรรยากาศที่แห่งนี้ร่มรื่นยิ่งนัก หลินลี่รีบใช้สองมือไปัักับผิวน้ำ จากนั้นก็พรมน้ำเบาๆบนใบหน้าและลำคอ ลมที่พัดผ่านมาแค่เบาๆเล็กน้อยก็ทำให้รู้สึกสดชื่นยิ่งนัก เหวินหยางเองก็รีบเดินมาข้างๆแล้วรีบล้างหน้าล้างตาตัวเอง พลางมองไปทางหลินลี่ใบหน้าก็ปรากฏรอยยิ้มเ้าเล่ห์ก่อนที่จะเรียกนาง แต่ไม่ทันนางได้หันมาตอบ เหวินหยางใช้มือข้างหนึ่งวิดน้ำใส่ ใต้น้ำตกบัดนี้ก็เหมือนเกิดาวิดน้ำขนาดเล็ก ช่างเป็อีก่เวลาที่มีความสุขนักของการเดินทาง
หย่งควันที่เดินมาถึงเห็นภาพเช่นนี้ก็หัวเราะออกมาอย่างมีความสุข
“ ถ้าพวกเ้าชักช้า ข้าจะทิ้งพวกเ้าไว้ตรงนี้แล้วนะ ฮ่า ฮ่า ”
ทั้งคู่ได้ยินเช่นนั้นก็เหมือนจะเริ่มวางแผนซุบซิบกันก่อนที่ทั้งคู่วิ่งไปทางหย่งควัน ทันทีที่หย่งควันหันไปหาทั้งคู่ เหวินหยางกับหลินลี่ก็สาดน้ำที่มีอยู่ในมือใส่หย่งควัน แต่ท่าทางทั้งคู่คงต้องผิดหวังเมื่อน้ำที่สาดไปที่ใบหน้าของหย่งควัน พริบตาเดียวก็มีพัดกางออกมาบดบังใบหน้าหย่งควันไว้ ก่อนที่จะสะบัดพัดอีกหนึ่งครา ทำให้น้ำที่อยู่บนพัดก็กระเด็นออกไปจนหมดสิ้น ดูๆแล้วพัดที่หย่นควันถือนั้นก็แปลกยิ่งนัก พัดดูคล้ายกระดาษแต่เมื่อยามโดนน้ำกลับไม่ได้รับความเสียหายจากน้ำแต่อย่างใด
เมื่อทั้งคู่ต้องผิดหวังกับแผนการก็ทำหน้าหงุดหงิด เหลือเพียงหย่งควันที่หัวเราะอย่างมีความสุขแต่เพียงผู้เดียว
เมื่อเดินตามลำธารไปสักพักก็พบเจอกับแม่น้ำสายหนึ่ง หย่งควันพาทุกคนเดินเรียบไปตามแม่น้ำก่อนที่จะเจอชายผู้หนึ่งใส่หมวดฟางนั่งตกปลาอยู่ริมน้ำ หย่งควันเดินเข้าไปแล้วมอบเงินให้กับชายผู้นั้น ชายผู้นั้นรับเงินก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมองหย่งควันแล้วยิ้มให้อย่างอ่อนโยน และเผยให้เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยหนวดเครา ดูๆแล้วอายุก็ราวๆสี่สิบปลายๆท่าทางใจดี
หย่งควันพาทุกคนไปขึ้นเรือลำเล็ก โดยมีชายตกปลาเป็ผู้พายเรือ การเดินทางที่ยากลำบากมาทั้งวันของเหวินหยางและหลินลี่ก็ได้เวลาพักเท้าเสียที
การได้นั่งเรือกินลมชมวิวในสถานที่แห่งนี้เป็อะไรที่น่าประทับใจยิ่งนัก นี่คงเป็ครั้งแรกที่เหวินหยางได้นั่งเรือเช่นนี้
ทั้งหมดนั่งเรือได้มาสักครึ่งชั่วยาม จากแม่น้ำสายหนึ่งก็เข้าสู่ทะเลสาบขนาดใหญ่ มีบ้านเรือนมากมายอยู่ฝั่งขวาของทะเลสาบ ส่วนทางฝั่งซ้ายก็เต็มไปด้วยป่าไม้ไร้ผู้คน
เรือของพวกเขาค่อยๆมุ่งไปยังท่าเรือเล็กๆตรงชายฝั่ง
เมื่อเรือเทียบฝั่ง หย่งควันกล่าวขอบคุณคนพายเรืออย่างนอบน้อม ก่อนที่ทุกคนจะตรงไปยังหมู่บ้าน
“ วันนี้ก็ใกล้ค่ำแล้ว เราพักที่นี่ก่อน พรุ่งนี้ข้าต้องไปงานวิวาห์ของบุตรชายตระกูลฉี พวกเ้าอยากไปด้วยหรือไม่ ” หย่งควันพูด
“ เหตุใดเ้าต้องไปงานวิวาห์ของตระกูลฉีด้วยเล่า ” เหวินหยางถาม
หย่งควันจึงได้อธิบายว่าผู้นำตระกูลฉีกับอาจารย์ของเขาเป็สหายเก่ากัน อาจารย์เลยฝากมาร่วมแสดงความยินดี
เมื่อได้ยินเช่นนี้หลินลี่ที่นึกสนุกก็รีบเสนอไปงานวิวาห์ด้วยกับหย่งควัน เหวินหยางเองก็รู้สึกว่าไม่ค่อยเกี่ยวกับตนเท่าใดนัก แต่เมื่อเป็เช่นนี้ก็ต้องติดตามไปด้วย
เช้าวันถัดมาทุกคนก็เดินทางไปยังบ้านตระกูลฉี เมื่อไปถึงก็พบเจอว่าบ้านตระกูลฉีนั้นใหญ่โตกว่าที่คิดไว้มาก ทุกๆที่ถูกประดับด้วยผ้าแดงและโคมแดง ส่วนทางด้านในมีเสียงดนตรีรื่นเริง ฟังดูคึกคักยิ่ง
เมื่อทั้งสามเดินไปถึงหน้าประตูใหญ่ หย่งควันก็ได้ยื่นบัตรเชิญให้กับคนเฝ้าหน้าประตูก่อนเดินเข้าไปข้างในงาน
เมื่อเดินผ่านประตูใหญ่ไปก็จะเจอลานกว้างที่ถูกจัดวางด้วยโต๊ะและเก้าอี้มากมายไว้รับรองแขก แต่ก็น่าแปลกนักงานท่าทางใหญ่โตเช่นนี้ เหตุใดถึงมีแขกเพียงหยิบมือน่าประหลาดใจเสียจริง
เมื่อเดินไปถึงลานก็มีชายผู้หนึ่งอายุราวห้าสิบกว่าๆเดินเข้ามากล่าวต้อนรับ
“ หย่งควันหรือ โอ้ เ้าดูเติบใหญ่ขึ้นมามากนัก น่ายินดียิ่ง ” ชายผู้นั้นกล่าว
“ คารวะผู้าุโฉี ข้าน้อยหย่งควันเป็ตัวแทนอาจารย์มาร่วมแสดงความยินดีกับท่าน ” หย่งควันตอบพร้อมกับยืนกล่องเล็กๆใบหนึ่งให้
จากนั้นผู้าุโฉีไม่รอช้าเชิญให้ทุกคนไปนั่งที่โต๊ะรับแขก ก่อนที่ผู้าุโฉีจะขอตัวและเดินจากไป
“ ทำไมแขกดูน้อยจัง พี่หย่งควัน ” หลินลี่กระซิบถาม
หย่งควันได้ยินก็เช่นนี้ก็รีบกระซิบตอบคำถามตอบเพื่อคลายข้อสงสัยให้ทั้งสองฟัง
งานมงคลครั้งนี้เ้าสาวเป็ลูกของหัวหน้าพรรคมารพรรคหนึ่ง แต่สิบกว่าปีก่อนพรรคมารนี้ก็ถูกกวาดล้างไปแล้ว เหลือบุตรสาวกับสาวใช้คนหนึ่งที่หนีรอดไปได้ ทั้งสองหลบซ่อนตัวมาหลายปี แต่เื่ก็แตกเพราะว่าบนแขนของเ้าสาวนั้นมีตราสัญลักษย์ของพรรคมารอยู่ เมื่อมีผู้คนพบเห็นก็ทำให้ทั้งคู่ถูกไล่ล่า สาวใช้ที่เลี้ยงดูเสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ส่วนเ้าสาวนั้นได้รับาเ็สาหัสก่อนที่บุตรชายของตระกูลฉีจะพบเข้าแล้วพามารักษา ภายหลังทั้งคู่ก็ตกหลุมรักกัน เื่ทั้งหมดผู้าุโฉีก็รับรู้ และไม่ได้ถือสาเื่ในอดีต จึงได้จัดงานแต่งวันนี้ขึ้นมา ทั้งหมดนี้ก็เลยเป็ที่มาของแขกที่มีน้อย บางส่วนก็รังเกียจ บางส่วนก็หวาดกลัวเมื่อมีการกล่าวถึงคนพรรคมาร
เหวินหยางกับหลินลี่ได้ฟังเช่นนี้ก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ และรู้สึกเห็นใจคู่บ่าวสาวคู่นี้ยิ่งนัก
เมื่อถึงเวลาพิธีกราบไหว้ฟ้าดิน ก็ปรากฏชายกลุ่มหนึ่งบุกเข้ามาในงาน ชายกลุ่มนี้คล้ายชาวยุทธสำนักใดสำนักหนึ่ง เพราะทุกผู้คนแต่งกายด้วยชุดเดียวกัน
ผู้คนในงานก็เริ่มแตกตื่น ผู้าุโฉีเองก็รีบไปซักถาม ก่อนจะได้ใจความว่า คนกลุ่มนี้เป็คนของสำนักสองกระบี่ ซึ่งพวกเขา้าตัวของเ้าสาวเพราะสำนักสองกระบี่นั้นมีความแค้นฝั่งลึกกับพรรคมารที่ล่มสลายมาช้านาน
“ ผู้าุโฉี ท่านก็รู้ดีแก่ใจว่าเ้าสาวนั้นเป็นางปีศาจ เหตุใดจึงทำเช่นนี้ ” ชายผู้หนึ่งกล่าว
“ เื่ราวก็ผ่านมานานแล้ว หญิงสาวผู้นี้ก็ไม่ได้รับรู้เื่ราวในดอีตที่เกิดขึ้น เหตุใดพวกท่านไม่ปล่อยให้นางมีชีวิตใหม่เล่า ” ผู้าุโฉีพยายามอธิบาย
“ รีบส่งตัวนางมารมาดีกว่า จะเป็ประโยชน์แก่คนในตระกูลของท่าน ”
“ ศิษย์พี่ไม่ต้องพูดมากแล้ว บุกเขาไปชิงตัวนางมารมาเลยดีกว่า ” ชายผู้หนึ่งพูดขึ้นมา จากนั้นก็มีสี่ห้าคนวิ่งเข้าไปเพื่อหวังจะบุกชิงตัวเ้าสาว
ชายสี่ห้าคนเมื่อพุ่งตัวไปถึงหน้าห้องพิธี ไม่ทันไรก็ลอยกระเด็นออกมาพร้อมกับเสียงะโไล่หลังตามมา
“ ใครกล้ามาชิงตัวเ้าสาวของข้า ผ่านศพข้าไปก่อน ”
เ้าบ่าวรีบะโเข้ามาตรงลานกว้างพร้อมที่จะรับมือกับคนกลุ่มนั้น
สำนักสองกระบี่ทั้งหมดก็เริ่มจู่โจมเข้าใส่เ้าบ่าว ทำให้การต่อสู้ที่ชุลมุนก็ได้เริ่มต้นขึ้น หย่งควันเห็นเช่นนี้ก็มีท่าทีจะยืนขึ้นไปขัดขว้าง แต่ก็ถูกผู้าุโฉีจะจับแขนเสื้อไว้แล้วส่ายหัวให้อย่างช้าๆ หย่งควันรับรู้เจตนาดีของผู้าุโที่ไม่อยากให้เข้าไปยุ่ง เพราะเกรงว่าจะเดือดร้อนไปด้วย
เ้าบ่าวฝีมือนั้นก็ยอดเยี่ยมยิ่งนัก แม้ต่อสู้เพียงลำพังแต่ก็สามารถต้านคนเ่าั้ได้ เมื่อสถานการณ์เป็เช่นนี้ ผู้คนของสำนักสองกระบี่ก็ล้อมเ้าบ่าวเอาไว้ จากนั้นก็เริ่มโจมตีด้วยค่ายกล พอเหตุการณ์เป็เช่นนี้ก็ดูเหมือนว่าทางฝั่งเ้าบ่าวคงจะต้านได้อีกไม่นาน
“ หยุดนะ !! ” เสียงน้อยๆะโออกมาจากหน้าห้องพิธี
เ้าสาวใช้มือข้างหนึ่งเปิดผ้าคลุมหน้าออก ปรากฏให้เห็นสตรีผู้หนึ่งประดับไปด้วยเครื่องแป้งปากแดง นับเป็สตรีที่สวยผู้หนึ่ง ในมืออีกข้างนางถือกระบี่ไว้แล้ววางบนบ่าของตนเอง น้ำตานางที่เริ่มไหลรินทั้งซ้ายขวา มือไม้ก็เริ่มสั่น เ้าบ่าวเห็นเช่นนี้ก็กำลังพยายามจะพุ่งตัวเข้าไป แต่ก็ถูกเ้าสาวหยุดห้ามไว้
“ ท่านพี่อย่าเข้ามานะ ” เ้าสองพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
ด้วยความเป็ห่วงเ้าบ่าวก็หยุดเท้าไว้แล้วพยายามอ้อนวอนให้เ้าสาวใจเย็นลง
“ ขอบคุณผู้าุโฉีที่เข้าใจและเมตตาข้า ข้าทราบซึ้งใจยิ่งนัก ”
“ ท่านพี่ ข้ามีความสุขมาก ข้ามีความสุขจริงๆ หากชาติหน้ามีจริง ขอให้ข้าได้เคียงข้างท่าน อย่าเป็เฉกเช่นนี้อีกเลย ” เ้าสาวยิ้มให้พร้อมน้ำตา ั์ตานั้นเศร้าสร้อยสุดอาลัย
สิ้นประโยคกระบี่ที่อาบไปด้วยเืก็ค่อยๆตกลงสู่พื้นเบื้องล่าง ร่างน้อยๆก็ล่องลอยไปตามประสงค์ของฟ้าดิน หนึ่งกระบี่นี้ได้พรากเ้าสาวไปตลอดกาล
เ้าบ่าวรีบพุ่งตัวเข้าไปรับเ้าสาวไว้ ก่อนจะร้องเรียกเ้าสาวอย่างโหยหา แต่ทว่าจะร้องเรียกเพียงใดเ้าสาวก็ไม่หวลคืนกลับมา บรรยากาศในงานวิวาห์บัดนี้กลับกลายเป็งานที่โศกเศร้ายิ่งนัก
เหวินหยางที่เห็นเหตุการณ์เองก็หดหู่ใจยิ่งนัก ส่วนั์ตาของหลินลี่ก็เริ่มปรากฏน้ำตาทั้งสองข้าง หย่งควันทำได้เพียงโกรธเคืองตนเอง หากเพียงเข้าไปขัดขว้างไว้ บางทีผลอาจจะไม่ออกมาเช่นนี้
ไม่ทันไรเ้าบ่าวก็หยุดร่ำไห้ ใบหน้ากลับเต็มไปด้วยรอยยิ้มช่างประหลาด เ้าบ่าวค่อยๆอุ้มร่างเ้าสาวเดินไปอย่างช้าๆมุ่งตรงไปยังกลางลาน เ้าบ่าวมองเ้าสาวด้วยรอยยิ้มก่อนที่จะกระซิบข้างหูของนางเบาๆ ก่อนจะวางตัวนางลงอย่างช้าๆ แล้วล้มตัวลงไปนอนกอดนางไว้ ภาพที่เห็นทำให้ผู้คนต้องยิ่งหดหู่ใจยิ่งขึ้นไปอีก
หลังจากเ้าบ่าวล้มไปกอดเ้าสาวสักพักหนึ่งก็มีเืไหลนองเต็มพื้น ผู้าุโฉีเข้าใจสถานการณ์ทันที รีบร้องเรียกและเข้าไปหาบุตรชายของตน เมื่อพลิกตัวบุตรชายของตนเองก็ปรากฏมีดสั้นปักอยู่กลางอก ผู้าุโฉีร้องไห้เสียใจอย่างมาก ส่วนผู้เป็ฮูหยินที่อยู่ห่างๆก็เป็ลมล้มพับไปกับพื้น บัดนี้ผู้คนในตระกูลฉีก็ตกอยู่ในความโศกเศร้า บัดนี้งานวิวาห์ก็เต็มไปด้วยเสียงร้องไห้โหยหวนดังไปทั่ว
คนของสำนักสองกระบี่เมื่อเห็นเช่นนี้ก็พากันเดินจากไป ทิ้งเื่ราวโศกเศร้าไว้เพียงด้านหลัง เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เหวินหยางนึกคิดถึงวัยเด็กที่พ่อแม่ต้องจากไปทำให้เข้าใจความโศกเศร้าครั้งนี้เป็อย่างดี