บทที่ 5 เพลิงพฤกษาและเงาอสูร
เมืองหลัวเฟิงตั้งอยู่บริเวณชายขอบของเขตเมืองชั้นสามในทวีปเหนือโดยพื้นที่นี้ล้อมรอบด้วยป่าเขาและธรรมชาติที่สมบูรณ์ส่วนป่าอสูรที่ใกล้เมืองหลัวเฟิงที่สุดอยู่ห่างออกไปประมาณสองร้อยลี้
จ้าวหลินใช้เวลาเดินทางประมาณสามวัน กว่าจะถึง เป้าหมายการเข้าป่าอสูรครั้งนี้คือ้าหาสมุนไพรเพื่อช่วยการบ่มเพาะ และขัดเกลาเพื่อยกระดับพลังของตัวเอง
จ้าวหลินใช้เวลาประมาณสี่วันเขามาถึงยังหมู่บ้านเล็กที่ตั้งอยู่ก่อนเข้าป่าอสูรซึ่งห่างจากป่าอสูรห้าสิบลี้ มักจะเป็ที่รวมตัวของผู้ฝึกยุทธก่อนเข้าป่าอสูร
สาเหตุที่หมู่บ้านนี้มีขนาดเล็กและยังกล้าอยู่บริเวณนี้ส่วนมากจะเป็กิจการของผู้ฝึกยุทธ ระดับสองปราณก่อเกิด หรือ ระดับสามปราณรวมจิต ประชากรจึงไม่มากเพราะชาวบ้านที่ไม่ใช่ผู้บ่มเพาะไม่กล้าอาศัยอยู่ที่นี้
ในตอนเย็นวันที่สี่ จ้าวหลินมาถึงโรงเตี้ยมแต่ไม่ค่อยจะมีคน มีสองชั้น ชั้นล่างสำหรับร้านอาหาร ส่วนชั้นบนเป็ห้องพักรับรอง
“ยินดีต้อนรับขอรับ” เสียงของเสี่ยวเอ้อลอยเข้ามาพร้อมเดินมาอย่างนอบน้อมเข้ามายังจ้าวหลิน
“คุณชายมาที่นี่เพื่อทานอาหาร หรือพักที่นี่ด้วยขอรับ“ เสี่ยวเอ้อถามด้วยความสุภาพ
จ้าวหลินได้ยินเช่นนั้นเขาพยักหน้าแล้วตอบกลับไป“ทั้งสองอย่าง เอาบะหมี่และจัดชุดเนื้อตากแห้งสำหรับเข้าป่าให้ข้าพรุ่งนี้ อ้อ! เ้าช่วยเตรียมกาน้ำร้อนไหว้ในห้องข้า รบกวนเ้าด้วย”
“ได้ขอรับ เชิญคุณชายนั่งก่อนขอรับข้าจะจัดอาหารให้ท่านก่อน และให้คนไปเตรียมห้องพักให้ขอรับ”
ผ่านไปประมาณสิบนาทีจ้าวหลินที่กำลังรับประธานอาหารอยู่นั้นก็ต้องขมวดคิ้ว
เพราะมีหนุ่มสาวอายุราวสิบหกสิบเจ็ดปี กลุ่มนึ่งเดินเข้ามาประกอบด้วยห้าคน ผู้หญิงสองคน และผู้ชายสามคนทั้งห้าคนสวมชุดสีฟ้าอ่อน ที่หน้าอกปักคำว่า พรายฟ้า
“หึ้ ศิษย์สำนักพรายฟ้ามาทำอะไรที่นี่กัน หวังว่าข้าคงไม่เจอเ้าพวกนี้ในป่าอสูรนะ” จ้าวหลินพึมพำในใจ
พวกเขามานั่งอยู่ใกล้กับโต๊ะที่จ้าวหลินกำลังกินบะหมี่อยู่
“เสี่ยวเอ้อ ! เอาอาหารที่ดีที่สุดที่นี้มาสักสี่ห้าอย่าง”เสียงที่หยิ่งยโสดังขึ้นจากชายอายุราวสิบเจ็ดปี นามว่าหลี่หยางอยู่ในขั้นปราณรวมจิตขั้นกลางลักษณะรูปร่างสูงโปร่งผมดำยาวมัดรวบเรียบร้อย ใบหน้าคมคายแต่ดวงตามีแววเย่อหยิ่ง
“พี่หลี่หยางภารกิจเก็บสมุนไพรระดับสาม ครั้งนี้ฝากไว้กับท่านแล้ว”ชายหนึ่งในชิกกลุ่มกล่าวประจบประแจง
“ใช่! แล้วสัตว์อสูรระดับรวมจิตไม่ใช่คู่มือพี่หลี่หยางหรอก” ศิษย์ชายอีกคนกล่าวสอดรับประจบอย่างเข้าขา
หลี่หยางที่ได้ยินก็นั่งตัวตรงยืดอกเชิ้ตหน้าเล็กน้อยด้วยความมั่นใจ จากนั้นเขาหันไปที่ศิษย์หญิงกล่าวว่าด้วยเสียงที่อ่อนโยน “ หลานซูเหยียน เ้าไม่ต้องห่วงข้าจะไม่ให้อันตรายเกิดขึ้นกับเ้าแน่”
หลานซูเหยียนได้ยินเช่นนั้นนางไม่ได้ตอบกลับไป แค่พยักหน้า แล้วกล่าวตอบไป “ข้าอิ่มแล้วขอตัวนะ” หลังจากนั้นนางก็ขึ้นห้องพักกับศิษย์หญิงอีกคน
ลักษณะรูปร่างสง่างามผิวขาวเนียนละเอียด ดวงตาสีฟ้าอ่อนแฝงความมั่นใจ ผมยาวมัดเป็ทรงเรียบง่ายบุคลิกเหมือนมาจากตระกูลชนชั้นสูงนิสัยเ็าไม่ค่อยพูด
หลังจากผู้หญิงสองคนกินเสร็จก็ขึ้นห้องพักไปก่อน
ปัก!หลี่หยางหยิบขวดสีขาวขึ้นมาแล้ว
กระแทกลงบนโต๊ะ
"นี่มันอะไร"หนึ่งในนั้นถามขึ้นคนที่เอาขวดขึ้นมาตอบกลับไปว่า
ยาลูกกลอนพิษรัญจวน! "มันจะทำให้คนที่กินเข้าไปเกิดความอยากทางเพศใน่ที่เราเข้าไปในป่าข้าจะหาจังหวะให้หลานซูเหยียน กินยานี้ แล้วข้าจะเล่นกับนางให้สาแกใจใครใช้ให้นางทำตัวหยิ่งดีนัก”
จ้าวหลินที่ได้ยินแลเห็นทุกอย่างได้แต่ส่ายหน้าเขาไม่คิดจะยุ่งอะไรเพราะไม่ใช่เื่ของตัวเอง
หลังจากจ้าวหลินกินอาหารเสร็จก็ขึ้นห้องพักเขาจัดการตรวจสอบอาวุธ โดยมีกระบี่สั้นหนึ่งเล่มมีดสั้นอีกสองแลเตรียมสมุนไพรไล่สัตว์
หลังจากนั้นเขาเอากาน้ำร้อนและห่อสมุนไพรชุดสุดท้ายละลายน้ำดื่ม
“หลังจากข้ากินยาชุดนี้แล้วพิษในตัวข้าก็จะถูกล้างจนหมดข้าก็จะสามารถเดินพลังปราณได้อย่างสะดวก”หลังจากนั้นเขาเริ่มนั่งเดินลมปราณโดยมีฤทยาช่วยในการขับพิษ
ในรุ่งสร่างนั้นเองชึก! จ้าวหลิน กรีดนิ้วตัวเองเืสีดำก็ไหลออกมากว่าถ้วยชา หลังจากนั้นเขาเดินลมปราณ พบว่าตนเองตอนนี้ก้าวมาอยู่ในระดับปราณก่อเกิดแล้วขั้นกลางแล้ว
“เ้าของร่างเดิมก่อนที่จะโดนพิษคงจะกำลังจะทะลวงขั้นปราณก่อเกิดแล้ว หลังจากข้าล้างพิษได้ก็ทะลุมายังปราณก่อเกิดขั้นกลางในทีเดียวตอนนนี้ข้าสามารถใช้ปราณคลุมกับร่างกายในการต่อสู้ได้แล้ว และด้วยความสมารถของข้าสามารถใช้คลุมอาวุธได้ แต่หลังใช้ปราณคงเอือดแห้ง”
หลังจากนั้นเขาก็ไปเอาเสบียงกับเสี่ยวเอ้อแล้วมุ้งหน้าเข้าป่า
ป่าอสูรแบ่งเขตชัดเจนั้แ่ชั้นนอกซึ่งเต็มไปด้วยสัตว์อสูรระดับหนึ่งถึงสองชั้นกลางที่มีสัตว์อสูรระดับสามถึงสี่ และชั้นในที่ว่ากันว่าเป็รังของสัตว์อสูรระดับห้าขึ้นไป
เป้าหมายของจ้าวหลินคือเขตชั้นกลางเพื่อหาสมุนไพรระดับสามหรือสี่
จ้าวหลินเดินเข้าสู่เขตแรกของป่าอสูรอย่างมั่นใจและรอบคอบด้วยความสามารถที่มีจากการบ่มเพาะพลังและประสบการณ์ในอดีตของเขาทำให้การเคลื่อนไหวในป่านี้เป็เื่ง่ายขึ้นเขารู้ดีว่าไม่จำเป็ต้องพึ่งพาการต่อสู้กับสัตว์อสูรเพื่อผ่านไปได้อย่างปลอดภัย
เขาใช้สัญชาตญาณและความรู้จากการฝึกฝนมาอย่างยาวนานในการเลือกเส้นทางที่ดีที่สุดหลบเลี่ยงสัตว์อสูรที่อยู่ในเขตนี้อย่างมีกลยุทธ์ แทนที่จะเลือกต่อสู้กับพวกมันเขาใช้ทักษะและความรู้ที่มีในการอ่านสภาพแวดล้อมพิจารณาเส้นทางที่สัตว์อสูรไม่ค่อยเข้าไปหรือที่มีการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติซึ่งจะช่วยให้เขาผ่านเขตนี้ไปได้โดยไม่ต้องต่อสู้
ในบางครั้งเขาก็ใช้สมุนไพรที่เขามีในตัวในการดึงดูดสัตว์อสูรที่อยู่ไกลออกไปด้วยกลิ่นของสมุนไพรจากรากไม้หรือใบที่มีพลังสะท้อนหรือล่อสัตว์ที่้าเข้าใกล้ไปในทิศทางอื่นเพื่อให้เขาสามารถเคลื่อนไหวผ่านไปได้โดยไม่ต้องเผชิญหน้ากับอันตราย
เขาใช้เวลาสามวันในการผ่านป่ายาวกว่าร้อยลี้
เมื่อจ้าวหลินก้าวเข้าสู่เขตชั้นกลางของป่าอสูรบรรยากาศรอบตัวเขาก็เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนทิวทัศน์ของป่าที่เคยเงียบสงบในเขตแรกเริ่มเต็มไปด้วยความหนาทึบของต้นไม้ใหญ่ที่สูงขึ้นและกิ่งไม้ที่ทอดยาวไปข้างหน้าภายใต้เงาของต้นไม้ที่หนาทึบ แสงแดดแทบจะไม่สามารถทะลุผ่านลงมาได้ทำให้พื้นที่ในป่านี้ดูมืดมัวและเย็นเยียบ
เสียงของใบไม้ที่ปลิวไปตามลมและเสียงกระซิบของลำธารเล็กๆที่ไหลผ่านพาดบนพื้นดิน ทำให้บรรยากาศรอบข้างมีความเงียบสงัดแต่ก็เต็มไปด้วยความตึงเครียดจ้าวหลินสามารถรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของพลังงานรอบตัวที่เริ่มเข้มข้นขึ้นสัตว์อสูรที่อยู่ในเขตนี้ไม่ได้มีพลังน้อยเหมือนในเขตแรกแต่พวกมันก็ยังคงหลบซ่อนตัวอยู่ในที่มืด ไม่ค่อยเผยตัวให้เห็น
ภายในป่าชั้นกลางของป่าอสูรอากาศยิ่งชื้นหนาแน่นกลิ่นดินที่เปียกน้ำผสมกับกลิ่นหญ้าสดและไม้เก่าคละคลุ้งจนััได้ถึงความดิบของธรรมชาติเสียงลมพัดผ่านยอดไม้ดังก้องคล้ายเสียงกระซิบแห่งป่า ขณะเดียวกันเสียงคำรามเบาๆจากสัตว์อสูรที่อยู่ไกลออกไปก็ก้องสะท้อนมาให้จ้าวหลินได้ยิน
เป้าหมายแรกของจ้าวหลินในครั้งนี้คือการค้นหาสมุนไพรระดับสามที่เรียกว่า"เพลิงพฤกษา"ซึ่งว่ากันว่ามันเป็สมุนไพรที่มีคุณสมบัติช่วยเร่งการบ่มเพาะพลังปราณและขจัดสิ่งเจือปนในพลังปราณได้อย่างมีประสิทธิภาพลักษณะเด่นของมันคือดอกสีแดงเพลิงที่ปลายก้านและก้านของมันที่ดูเหมือนลำต้นไม้เล็กๆ เปล่งประกายสีส้มเหมือนแสงไฟ
จ้าวหลินรู้ดีว่าเพลิงพฤกษา ไม่ได้เติบโตในที่ใดก็ได้มัน้าพื้นที่ที่มีแสงแดดส่องถึงแต่มีความชื้นสูง และที่สำคัญมันมักถูกเฝ้าโดยสัตว์อสูรที่แข็งแกร่ง ด้วยคุณสมบัติที่ล้ำค่าพืชชนิดนี้จึงดึงดูดทั้งผู้ฝึกยุทธและสัตว์อสูร
หลังจากเดินลึกเข้าไปในป่าจ้าวหลินเริ่มสังเกตสิ่งรอบตัวเขาเดินตามแนวทางที่มีแสงแดดส่องลงมาระหว่างยอดไม้หนาแน่นและมีร่องรอยการไหลของน้ำใต้ดินเมื่อมองไปรอบๆ เขาสังเกตเห็นจุดหนึ่งที่มีไอน้ำลอยขึ้นมาจากพื้นราวกับว่ามีแหล่งน้ำร้อนซ่อนอยู่
"แสงแดดชัด ความชื้นสูง อาจจะเป็ที่นี่" เขาพึมพำ
เมื่อเดินเข้าไปใกล้เขาเห็นพื้นที่โล่งเล็กๆ บริเวณกลางโขดหินใหญ่ ในจุดนั้นดอกไม้สีแดงสดที่ปลายก้านเปล่งแสงเหมือนเปลวเพลิงปรากฏอยู่ มันคือลักษณะของ เพลิงพฤกษาที่เขาตามหา
แต่ในทันทีที่จ้าวหลินก้าวเข้าใกล้ดวงตาของเขาก็จับสังเกตบางสิ่งที่ผิดปกติ รอยกรงเล็บลึกบนต้นไม้ใกล้เคียงและรอยเท้าขนาดใหญ่บนพื้นดินทำให้เขาหยุดชะงัก
"สัตว์อสูร...น่าจะเป็ผู้เฝ้าสมุนไพรต้นนี้"
เสียงคำรามต่ำดังมาจากด้านหลังโขดหินจากเงามืดปรากฏร่างของ หมาป่าเพลิงคราม สัตว์อสูรระดับรวมจิตขั้นต้นร่างของมันใหญ่กว่าหมาป่าทั่วไปขนสีครามที่ดูเหมือนจะเปล่งแสงสลับกับเปลวไฟสีฟ้ารอบตัวของมันทำให้ดูน่าเกรงขาม
จ้าวหลินไม่แปลกใจกับการปรากฏตัวของหมาป่าเพลิงครามเขาเตรียมใจไว้แล้วสำหรับการเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรในเขตชั้นกลางแต่เขาก็ไม่คิดจะประมาท เขาจ้องมองหมาป่าเพลิงครามด้วยสายตาเยือกเย็น
"ดูเหมือนว่าเ้าจะไม่เต็มใจให้ข้าพาสมุนไพรต้นนี้กลับไปง่ายๆ สินะ"จ้าวหลินกล่าวเสียงเบา ก่อนที่จะย่อตัวลงต่ำและดึงกระบี่สั้นออกมาจากฝักความเย็นของโลหะในมือเขาทำให้จิตใจสงบนิ่งยิ่งขึ้น เขาตรวจสอบสภาพรอบๆและวางแผนการต่อสู้อย่างรวดเร็ว
หมาป่าเพลิงครามกระโจนเข้าใส่จ้าวหลินในทันทีความเร็วของมันเหนือกว่าหมาป่าทั่วไปหลายเท่าเปลวไฟสีฟ้าบนร่างของมันพุ่งไหลออกมาราวกับะเิพลังจ้าวหลินถอยหลังสองก้าวเพื่อหลบหลีกกรงเล็บคมกริบที่เฉียดใบหน้าไปอย่างหวุดหวิด
"ช่างว่องไวจริงๆ..." จ้าวหลินพึมพำ ก่อนที่จะใช้ทักษะปราณคลุมกระบี่ของเขาเปล่งแสงสีเขียวจางๆ คลุมทั่วใบกระบี่ ท่ามกลางบรรยากาศที่กดดันเขายังแสดงถึงความมั่นใจในฝีมือของตัวเอง
หมาป่าเพลิงครามคำรามลั่นอีกครั้งและเริ่มโจมตีด้วยกรงเล็บเพลิงที่พุ่งตรงมาราวกับสายฟ้าจ้าวหลินพลิกตัวหลบเลี่ยงอย่างคล่องแคล่วจากนั้นเขาใช้กระบี่สั้นฟันสวนเข้าไปที่ขาของหมาป่าการโจมตีนี้แม้ไม่ลึกนักแต่ก็สามารถสร้างาแให้มันได้
เสียงคำรามอย่างเ็ปดังสนั่นหมาป่าเพลิงครามถอยหลังเล็กน้อยและเริ่มเดินวนรอบจ้าวหลินร่างของมันแผ่เปลวไฟสีฟ้าออกมามากขึ้นจนพื้นที่รอบข้างร้อนระอุ
"มันกำลังเตรียมการโจมตีครั้งใหญ่..." จ้าวหลินคิดในใจเขารวบรวมพลังปราณของตัวเองเข้าที่กระบี่สั้นจนมันเปล่งแสงเจิดจ้า ก่อนจะค่อยๆเคลื่อนตัวอย่างระมัดระวัง เขาต้องหาช่องว่างเพื่อโจมตีจุดตายของมัน
ทันใดนั้นหมาป่าเพลิงครามก็พุ่งตัวเข้ามาพร้อมกับเปลวไฟที่พวยพุ่งออกมาจากร่างของมันมันเปิดปากกว้างเตรียมงับจ้าวหลินอย่างดุดัน จ้าวหลินก้าวเท้าหลบอย่างเฉียบพลันก่อนที่เขาจะกระโจนขึ้นไปบนอากาศและฟันกระบี่ลงตรงบริเวณหลังของหมาป่า
เสียงของกระบี่ที่ฟันผ่านขนหนาและิัของหมาป่าเพลิงครามดังขึ้นเปลวไฟสีฟ้าบนร่างของมันเริ่มอ่อนแอลงหมาป่าคำรามลั่นอย่างโกรธแค้นและพยายามจะสะบัดตัวเพื่อสลัดจ้าวหลินออก
จ้าวหลินไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดลอยเขาพลิกตัวลงมายืนบนพื้นและรวบรวมพลังปราณที่เหลือทั้งหมดโจมตีไปยังจุดอ่อนของหมาป่าที่บริเวณลำคอด้วยความแม่นยำ
เสียงกระบี่กระทบเข้ากับเนื้อดังสนั่นหมาป่าเพลิงครามคำรามครั้งสุดท้ายก่อนที่ร่างใหญ่โตของมันจะล้มลงกับพื้นเปลวไฟสีฟ้าบนร่างของมันเริ่มหายไป เหลือเพียงกลิ่นควันจางๆ ในอากาศ
จ้าวหลินถอนหายใจยาวร่างกายของเขาเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ เขาเดินเข้าไปใกล้เพลิงพฤกษาและค่อยๆเก็บมันด้วยความระมัดระวัง
หลังจากเก็บเพลิงพฤกษาเสร็จจ้าวหลินเดินทางออกจากจุดนั้นทันทีโดยไม่รอช้าเขาไม่อยากเสี่ยงเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรตัวอื่นที่อาจถูกดึงดูดมาด้วยเสียงการต่อสู้ของเขาก่อนหน้านี้