ใบหน้าของผู้พันหนุ่มออกไปทางหนุ่มลูกครึ่งมากเสียกว่าไปทางเอเชียจ๋าอยู่มาก ผมสีดำขึ้นเงาซอยสั้นเปิดข้างขึ้นนิด ๆ ตามสไตล์ความชอบของชายหนุ่มถูกเซตขึ้นจัดทรงเท่ หากไม่บอกว่าเป็คนไทยนี่คงต้องคิดว่าเขาเป็ลูกครึ่งต่างชาติเป็แน่ คนอะไรใช้คำว่าหล่อได้เปลืองมาก และเขาก็ไม่ได้หล่อเพียงคนเดียว
เขายังพ่วงลูกน้องทั้งสามของเขามาด้วยความหล่อก็ไม่แพ้กันไปเลย พวกเขาทั้งสี่คนมีความเท่และสไตล์การแต่งตัวกันคนละสไตล์ที่แตกต่างกันออกไป แต่มักจะแต่งออกแนวคล้าย ๆ กันซะส่วนใหญ่เพราะกลัวเกินหน้าเกินตากันเองเสียอย่างนั้น
ปืนสั้นถูกเหน็บซ่อนไว้ด้านหลังของขอบกางเกง แว่นตาสีดำที่แขวนอยู่บนเสื้อถูกหยิบออกมาสวมใส่บดบังแสงแดดที่กระทบเข้ามาบนใบหน้าจนแยงตา นาน ๆ ทีเ้าตัวจะออกมาทำภารกิจและเปิดเผยหน้าตาของตัวเองมากขนาดนี้ไหนจะการแต่งตัวสุดเท่นี่อีก ชิวได้อีก
ปกติแล้วพวกเขามักจะใส่ที่คลุมหน้าหรือสวมใส่หน้ากากในการทำภารกิจ ปิดทั้งหน้าเหลือเฉพาะตา แต่ครั้งนี้แตกต่างกันออกไป เป็ครั้งแรกที่พวกเขาเปิดหน้ากันทำภารกิจด้านนอก ทำเอาเหล่าพ่อค้าแม่ค้า สาวเล็กสาวใหญ่กรี๊ดกร๊าดมองพวกเขาทั้งสี่คนตาเป็ประกายวิบวับกันเลยทีเดียว อยากจะเข้ามาทำความรู้จักให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย
แต่ติดที่ว่าเกรงว่าพวกเขาอาจจะเป็ชาวต่างชาติเพราะทรงมันให้และกลัวที่จะสื่อสารกันไม่รู้เื่จึงไม่กล้าเดินเข้ามาทัก
“หัวหน้า นี่เบ้าหน้าฟ้าประทานหรือเปล่าครับเนี่ย หล่อมาแต่ไกลเชียว ดูสิ! สาวเล็ก สาวใหญ่ กรี๊ดกันใหญ่แล้ว” โอเดินลงจากรถมาเอ่ยแซวหัวหน้าของเขาขึ้น
“แหม นายก็พูดเว่อร์ อย่างกับฉันโดนสาวกรี๊ดอยู่คนเดียวนั่นแหละ นายเองก็เหมือนกันนั่นแหละน่า” นเรศสวนกลับไป
“โอ๊ะ! นั่นนะสิครับ ลืมไปว่าผมเองก็หน้าตาดีพอ ๆ กับผู้พันเลย” โอยกมือขึ้นเก๊กท่าหล่อส่งมาให้ชายหนุ่ม
เคนเดินตามเข้ามาสมทบหลังจากล็อกประตูรถแล้วเรียบร้อย
“เฮ้อ กูละหมั่นไส้มันจริง ๆ” ผู้พันส่ายหัวให้ลูกน้องของตัวเองที่ยืนเก๊กท่าหล่อทำท่าโบกไม้โบกมือให้สาว ๆ ที่ยืนดูอยู่แถวนั้น
“แยกย้าย เริ่มภารกิจได้เสร็จแล้ว เดี๋ยวกลับมาเจอกันที่นี่หลังจบภารกิจ”
ทุกคนพยักหน้าก่อนเดินแยกกันเข้าตอกซอยตามพิกัดที่ระบุตำแหน่งที่เคนได้บอกไว้
เคนและโอจัดการหาที่ซุ่มยิงโดยมีโอแบกกระเป๋าขนาดยาวไว้บนหลัง หากมองผิวเผินคงคิดว่าเป็กล่องดนตรีขนาดเล็กเท่านั้นดูไม่ออกว่าเป็กล่องปืนเพราะพวกเขาได้จัดทำพิเศษขึ้นมาเพื่อเก็บปืนไม่ให้คนจับได้โดยเฉพาะ
นเรศและอินเดินไปอีกซอยและเจอกับพวกมีพิรุจยืนออกันอยู่หลายคนอยู่ภายใน เขาและลูกน้องส่งซิกให้กันหลบคนละทาง มาถึงก็โบ๊ะบ๊ะเข้ากับแก๊งเสพยาเลยหรือนี่ พวกนั้นกำลังเสพกันอยู่พอดี ดีที่ในซอยขนาดเล็กตรงนี้ไม่มีผู้คนทำให้ชายหนุ่มจัดการกับกลุ่มพวกนั้นได้ง่ายโดยการเอาตัวเองเข้าไปเป็ตัวล่อ
ชายหนุ่มชอบจัดการโดยไม่ใช้อาวุธอยู่แล้วอีกอย่างมีอินมาด้วยสบายหายห่วง ผู้พันหนุ่มส่งสัญญาณให้ลงมือทันที รีบเสร็จรีบกลับใกล้ถึงเวลานอนกลางวันของเขาแล้ว
“พวกพี่ทำอะไรกันอยู่เหรอ ฉันขอร่วมวงด้วยคนสิ” นเรศเดินเข้าไปเอ่ยทักทายกลุ่มเสพยายกมือขึ้นโบกให้พวกกลุ่มเสพยาสี่หน้าคนที่กำลังมั่วสุม ทุกคนหันมามองที่เขาเป็ตาเดียว
ทางด้านอินหลบตัวอยู่ข้างกำแพง ปล่อยให้หัวหน้าเขาลงมือไป ส่วนเขาพร้อมช่วยเหลือเสมอหากหัวหน้าเอ่ยปาก ปล่อยให้หัวหน้าของเขาได้ออกแรงซ้อมมือสักหน่อยหักจากที่หากหายไปนาน
“มึงเป็ใครวะ เข้ามาทำอะไรที่นี่” หนึ่งในสมาชิกเสพยาเอ่ยขึ้น
“ก็นั่นนะสิ ฉันเป็ใครดี” ผู้พันหนุ่มเอ่ยปากยียวนกวนประสาท
“อย่ามาเล่นลิ้นกับพวกกูนะเว้ย เฮ้ย พวกเราจัดการมัน”
“โว้ว ๆ พี่ชายใจเย็น ๆ สิ ฉันแค่หลงทางเดินเข้ามาในซอยเลยถามพี่ชายว่าทำอะไรกันอยู่แค่นั้นเอง” ผู้พันหนุ่มยกมือทั้งสองข้างขึ้นบอกพวกเสพยาไปเพื่อให้อีกฝ่ายตายใจว่าเขาแค่หลงเข้ามาจริง ๆ
“มึงแต่งตัวไม่ใช่คนที่นี่ มึงเป็ใคร บอกกูมานะใครส่งมึงมา หัวหน้าส่งมึงมาจัดการกับพวกกูใช่ไหม” หนึ่งในสมาชิกกลุ่มเสพยาถามขึ้นก่อนจะหยิบมีดสั้นจากด้านหลังของขอบกางเกงตัวเองออกมาชี้มาทางนเรศ
หืม? ที่พวกนี้พูดหมายถึงใครน่ะ ผู้พันนเรศขมวดคิ้วขึ้นด้วยความสงสัยอยู่ภายในใจ
“ที่พวกแกพูดหมายถึงใครเหรอ ฉันไม่เห็นรู้จัก ฉันก็แค่หลงเข้ามาเองอะ พวกพี่ใจเย็น ๆ สิ วางมีดลงก่อน ฉันแค่จะถามทางออกไปทางไหน” นเรศยังคงตีหน้าซื่อพูดจาถ่อมตนเอ่ยถามออกไปอย่างใจเย็น
คนพวกนี้เมื่อเสพยาเข้าไปแล้วอาจมีอาการประสาทหลอนคุมคลั่งได้ ชายหนุ่มต้องระมัดระวังตัวทุกฝีก้าวภัยจะเข้ามาหาตัวเมื่อไหร่ก็ไม่รู้
“เฮ้ย พวกเราคุณมิจจี้ส่งมันมาแน่เลยวะ รีบจัดการมันเลยเถอะ ไม่จัดการมันตอนนี้เราต้องโดนคุณมิจี้ฆ่าแน่”
มิจจี้ ใครอีกฟะ? นเรศสบถอยู่ชื่อมิจจี้ออกมาภายในใจ พูดอะไรของมัน เขาไม่เห็นรู้เื่
จากนั้นกลุ่มแก๊งเสพยาก็เข้ามาล้อมตัวของผู้พันหนุ่มเอาไว้
“จัดการมัน” หนึ่งในนั้นสั่งลูกน้องให้จัดการเขา
“เอ๊า ยังไม่ทันได้คุยกันเลย ใจเย็น ๆ ดิพี่ชาย ฉันมาเที่ยวนะไม่ได้มาหาเื่พวกพี่” ยังไม่ทันที่ผู้พันหนุ่มจะพูดจบคนที่ถือมีดก็พุ่งตัวเข้าหาในทันที โดยใช้มีดแทงไปมั่วซั่วและมีผู้พันหนุ่มเด้งตัวหลบซ้ายหลบขวากวนประสาทคนถือมีดจนหมอนั่นทนไม่ไหว ะโบอกให้ทุกคนรุมเข้ามาพร้อมกันทีเดียว
ย๊า! ตายซะ!
“หลบเก่งนักใช่ไหม พวกเรามีคนตั้งเยอะฆ่ามันสิวะ อ่อนฉิบ เข้าไปพร้อมกันเลย” หนึ่งในหัวโจกของกลุ่มพูดขึ้น ชี้มือมาทางนเรศ
“ฝีมือพวกพี่นี่ดีกันมากเลยนะเนี่ย แทงไม่โดนฉันสักแอะ” ร่างสูงยังคงพูดกวนประสาทปั่นไปเรื่อย ๆ
พึ่บ พึ่บ พับ พับ ปลายมีดแทงออกมาทีไรก็วืดทุกที นเรศยังคงสนุกอยู่กับการหลบซ้ายทีหลบขวาที จนลูกน้องอย่างอินผู้ซุ่มดูเหตุการณ์ท้อใจรอหัวหน้าของตัวเองจัดการเ้าพวกนั้น แต่เ้านายเขากลับไม่ยอมลงมือสักที ลูกน้องหนุ่มทนไม่ไหวจนต้องออกตัวมาช่วยเตะต่อยด้วยอีกแรงจนพวกเสพยาสี่ห้าคนล้มลงไปกองกันกับพื้น นอนร้องโอดโอยด้วยความเ็ป
“มีน้ำยาแค่นี้หรือไงวะ อวดเก่งฉิบ!” อิน นาวาโทเอ่ยออกมาก่อนเตะไปที่พวกนั้นสองสามที ปืนสั้นเก็บเสียงถูกหยิบออกมาจากเอวด้านหลังของทหารหนุ่มก่อนยิงไปสองสามที เ้าพวกนั้นก็สิ้นลมหายใจไปเป็การปลิดชีพที่โเี้ตามสไตล์ของพันโทหนุ่มอย่างอิน
“ผู้พันเนี่ย ใจอ่อนจริงนะครับ ต้องให้ผมออกโรงอยู่เรื่อยเลย” อินหันไปพูดกับหัวหน้าของเขา ซึ่งตอนนี้นั่งลงไปเปิดเสื้อของพวกเสพยาที่ตายแล้วออกมาดู หยิบเก็บมีดที่พวกนั้นพกไว้ติดมือมาด้วย
“ขอซ้อมมือก่อนไม่ได้หรือไง นายนี่ใจร้อนไปไหนกันเล่า”
“อะโหย ทีก่อนหน้าบนรถใครกันที่บ่นตลอดทางว่าอยากทำภารกิจเสร็จเร็ว ๆ แล้วจะรีบกลับไปนอนกลางวันล่ะครับ ไอ้ผมก็อุตส่าห์ช่วยสนองให้เร็ว ๆ หัวหน้าจะได้กลับไปนอนเร็ว ๆ ไงครับ”
“เออน่ะ”
ครืน ครืน เสียงวิทยุสื่อสารบนหูของผู้พันหนุ่มดังขึ้น
“พิราบดำหนึ่งเรียกจากัวร์ ทางด้านนี้เคลียร์หมดแล้วครับ กลับไปเจอกันที่รถนะครับ” เคนพูดใส่วิทยุสื่อสารขนาดเล็กที่ติดไว้บนหูของเขาออกมา
“จากัวร์รับทราบ กำลังไปเดี๋ยวนี้” ผู้พันหนุ่มเอ่ยตอบลูกน้องกลับไป
“จัดการด้วยนะ” นเรศหันไปบอกกับอินลูกน้องของเขาให้จัดการที่เหลือด้วย
“ครับ”
หลังจากจัดการศพพวกแก๊งเสพยาเสร็จแล้ว พวกเขาจึงกลับไปที่รถของตัวเอง และไม่คิดว่าจะเคลียร์ได้ไวขนาดนี้ มันแปลก ปกติมันไม่ง่ายขนาดนี้เหมือนกับมีคนคอยสั่งการเอาไว้ก่อนหน้าเลยว่าจะมีคนเข้ามาจัดการ ผู้พันหนุ่มยังคงเก็บความสงสัยของตัวเองเอาไว้ภายในใจเดินไปขึ้นรถกลับฐานทัพของตัวเอง