จางฝูลู่ชะโงกหน้าออกไปทางหน้าต่างก็เห็นชายคนหนึ่งกำลังวิ่งหนีกลุ่มชายฉกรรจ์ประมาณสามคนที่แต่งกายคล้ายคนของทางการ
ชายคนที่เป็นฝ่ายวิ่งหนีทั้งปัดและชนของตามทางจนล้มกระจัดกระจายเพื่อขวางทางให้คนกลุ่มนั้นวิ่งตามตนเองให้ช้าลง
เมื่อเห็นว่าชายคนนั้นวิ่งผ่านหอชิงอ้ายไปแล้วจางฝูลู่จึงกลับเข้ามาเล่าให้เฉินอี้ฟัง “คงเป็นทหารจากกองรักษาเมืองไล่จับโจรน่ะ”
เฉินอี้พยักหน้า
กองทหารรักษาเมืองคือทหารส่วนหนึ่งที่ถูกกระจายออกมาจากหัวเมืองที่อยู่รอบๆ เมืองหลวงเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย
หัวเมืองแต่ละที่มีระยะทางห่างจากเมืองหลวงราวสี่ร้อยลี้เมืองซุนฉือห่างจากหัวเมืองตะวันออกเพียงหนึ่งร้อยลี้จึงมิแปลกที่เมืองซุนฉือจะมีผู้คนอาศัยอยู่ค่อนข้างมาก
แต่ถึงแม้คนจะมากเมืองซุนฉือกลับมิค่อยมีเหตุร้ายแรงอันใดเกิดขึ้นบ่อยนัก
ยิ่งหมู่บ้านหลี่เคิงที่เฉินอี้และจางฝูลู่อาศัยอยู่ก็ยิ่งมิต้องพูดถึง
ถึงแม้จะมีระยะห่างจากเมืองซุนฉือเพียงหกลี้แต่กลับเป็นสถานที่ที่เงียบสงบราวกับเขตอารามก็มิปาน
เห็นทีโจรที่ถูกไล่ล่าในครั้งนี้อาจจะเป็นคนต่างถิ่น มิใช่คนในเมืองนี้กระมัง
เยว่ไหลเซียงที่กำลังเดินขึ้นบันไดเพื่อไปหาคุณชายหนุ่มน้อยทั้งสองที่รออยู่ในห้องได้ยินเสียงเอะอะโวยวายในห้องโถงก็ชะงักเท้า
แต่ยังมิทันจะได้ตั้งตัวชายคนหนึ่งผมเผ้ากระเซิง เหงื่อกาฬแตกพลั่ก ซ้ำในมือยังถือมีดเปื้อนเลือดเล่มหนึ่งก็วิ่งตรงมาทางเยว่ไหลเซียง
นางกรีดร้องและพยายามหลบออกให้พ้นทางแต่จนใจด้วยอยู่ระหว่างทางบนบันไดจึงทำได้เพียงย่อกายลงพลางทิ้งกล่องในมือของตนและยกมือขึ้นกุมศีรษะด้วยความหวาดกลัว
โชคดีที่ชายคนนั้นมิได้สนใจนางมันวิ่งผ่านเยว่ไหลเซียงขึ้นไปบนชั้นสองและพยายามหาที่ซ่อนตัว
ขณะนั้นเองชายสามคนแต่งกายด้วยชุดของกองทหารรักษาเมืองก็วิ่งเข้ามาในหอชิงอ้ายส่งผลให้เกิดความแตกตื่นขึ้นกับคนในห้องโถงทันที
ทหารทั้งสามคนแยกย้ายกันออกตามหาแม่เล้าสาวรีบเข้ามาหาหนึ่งในสามคนนั้นที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าและขอร้องให้เขาทำการตรวจค้นแต่อย่าได้รบกวนให้ลูกค้าของนางต้องเดือดร้อน
ทหารนายนั้นดูเหมือนจะมิได้ฟังที่นางพูดเลยสายตาคมของเขามองกวาดไปทั่วร้านและไปหยุดอยู่ที่เยว่ไหลเซียงที่นั่งตัวงออยู่บนบันได
เขาก้าวยาวๆออกไปเพียงไม่กี่ก้าวก็ถึงตัวเยว่ไหลเซียงพลางถามว่าเห็นคนร้ายถือมีดมาที่นี่หรือไม่ เยว่ไหลเซียงที่หน้าตาตื่นตกใจจนน้ำตาคลอชี้นิ้วที่ยังสั่นขึ้นไปที่ชั้นสอง
ชายคนนั้นก้าวกระโดดขึ้นไปบนบันไดไม่กี่ครั้งก็ถึงระเบียงชั้นสอง
บนชั้นสองจะมีห้องโล่งเป็นโถงเล็กๆเข้าไป ด้านข้างทั้งสองฝั่งมีห้องเรียงรายอยู่ ประตูทุกบานปิดสนิท
เขากวาดตามองประตูทุกบานอย่างรวดเร็วและมองเห็นรอยเลือดจางๆ ติดอยู่ที่ประตูบานหนึ่ง ซึ่งเป็นห้องที่อยู่ด้านในสุด
เขาตรงรี่ไปที่ประตูบานนั้นและผลักบานประตูเข้าไปอย่างแรง
จางฝูลู่กับเฉินอี้ที่อยู่ในห้องได้ยินเสียงผู้หญิงกรีดร้องต่างก็รู้สึกตกใจ
จางฝูลู่จึงคิดจะเปิดประตูออกไปดูแต่ทันทีที่เปิดประตูห้อง เท้าของใครบางคนก็ถีบสวนเข้ามาที่ท้องของจางฝูลู่จนเขากระเด็นไปนอนจุกอยู่กับพื้น
ชายที่ก้าวเข้ามาปิดประตูอย่างรวดเร็วมันมองปราดไปที่จางฝูลู่และเฉินอี้เมื่อชายคนนั้นเห็นเฉินอี้ที่ใส่หมวกมีผ้าคลุมปิดบังใบหน้าท่าทางอ้อนแอ้นบอบบางก็นึกว่าเป็นสตรีจึงปรี่เข้าไปหาเพื่อหวังจับไว้เป็นตัวประกัน
จางฝูลู่ที่โดนลูกถีบไปเมื่อครู่ยังมิทันหายจุกดีเห็นชายคนนั้นถือมีดตรงไปหาเพื่อนของตนก็รีบยันกายลุกขึ้นจากพื้นและร้องห้ามเสียงดัง
เฉินอี้ที่ยังคงนั่งอยู่ที่เก้าอี้ได้ยินทั้งหมดตั้งแต่ต้น เมื่อเสียงฝีเท้าที่เข้ามาหาตนมิใช่เสียงฝีเท้าของจางฝูลู่มือที่จับไม้เท้าก็เกร็งขึ้นทันที
แม้จะมองไม่เห็นแต่ความชำนาญในการฟังเสียงของเขา เขามั่นใจมากในระดับหนึ่งเลยทีเดียว
เมื่อเสียงฝีเท้าเข้ามาได้ระยะเฉินอี้ก็ตวัดไม้เท้าเข้าส่วนสำคัญของคนผู้นั้นได้อย่างพอดิบพอดี
ชายคนนั้นยังมิทันจะเข้าถึงตัวของเฉินอี้ก็ถูกไม้เท้าเหวี่ยงเข้ามาเต็มรักจนเข่าอ่อน ต้องยกมือขึ้นกุมด้วยความเจ็บปวด
เมื่อเสียงหัวเข่ากระทบพื้นดังปึก! เฉินอี้ก็ตวัดไม้เท้าอีกที คราวนี้เหมือนโดนอะไรแข็งๆ ดัง โป๊ก!และตามด้วยเสียง ตุบ!
จางฝูลู่ที่ลุกขึ้นยืนตัวงอมองท่าตวัดไม้เท้าด้วยความคล่องแคล่วของเฉินอี้ที่เข้าเป้าทุกดอกของเขาแล้วก็เสียวสันหลังวาบ
ตวัดครั้งแรกเข้าหว่างขาตวัดครั้งที่สองเข้าศีรษะ นี่มันจอมยุทธ์แล้ว มิใช่คนตาบอดแล้ว
จางฝูลู่ยืนอึ้งมองเพื่อนอยู่ครู่หนึ่งประตูก็ถูกผลักเข้ามาอย่างแรงจนเขาสะดุ้งเฮือกอีกรอบ
ชายคนที่ผลักประตูเข้ามาในห้องแต่งกายด้วยชุดของกองทหารรักษาเมือง
เขายกมือถือดาบไว้ข้างหนึ่งสายตาก็มองไปทั่วห้อง และไปหยุดอยู่ที่คนร้ายที่นอนกองอยู่กับพื้น
เขารีบเดินไปเก็บมีดที่คนร้ายใช้เป็นอาวุธจากพื้นและหันมากล่าวขอบคุณจางฝูลู่ที่ช่วยจับคนร้ายเอาไว้ได้
จางฝูลู่อึกๆอักๆ และบอกว่าอันที่จริงเขามิใช่คนที่จัดการกับคนร้ายและหันไปมองเฉินอี้ชายคนนั้นจึงหันไปมองตามพลางมีสีหน้าประหลาดใจ แต่ยังมิทันได้กล่าวอันใดทหารอีกสองคนก็ตามเข้ามาในห้องและช่วยกันจับคนร้ายที่ยังไม่ได้สติมัดเอาไว้จากนั้นจึงพากันหิ้วปีกคนร้ายออกจากห้องไปโดยมีแม่เล้าเดินตามพลางก่นด่าคนร้ายไปตลอดทาง
เยว่ไหลเซียงวิ่งสวนเข้ามาในห้องและตรงรี่ไปหาเฉินอี้พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงและตกใจ
“คุณชาย เมื่อครู่คนร้ายหนีเข้ามาอยู่ในห้องนี้หรือเจ้าคะท่านเป็นอันใดหรือไม่เจ้าคะ”
“มิเป็นอันใด ขอบใจแม่นางเยว่ที่เป็นห่วง” เฉินอี้ตอบ
ทหารคนแรกที่ยังยืนอยู่ในห้องหน้ากระตุกไปเล็กน้อยเมื่อครู่เขาว่าจะเดินเข้าไปขอบคุณแล้ว แต่ถ้าหากมิใช่ว่าถูกขัดจังหวะจากลูกน้องและเยว่ไหลเซียงเสียก่อนเขาคงเสียหน้าไม่น้อยเพราะเขานึกว่าคนผู้นี้เป็นสตรี
“ข้ามีนามว่าจินลี่หยาง หัวหน้ากองทหารรักษาเมืองขอขอบคุณคุณชายทั้งสองที่ช่วยจับคนร้ายเอาไว้ได้” ทหารคนนั้นกล่าวขึ้น
“อ๊ะ! ท่านคือหัวหน้ากองทหารรักษาเมืองคนใหม่ที่เพิ่งย้ายมาเมื่อไม่กี่วันก่อนใช่หรือไม่เจ้าคะ”