บทที่ 15 บททดสอบสุดท้าย
ผ่านไปกว่าสิบเดือน
ทรัพยากรบ่มเพาะทั้งหมดถูกเหล่าเด็กน้อยใช้ไปจนหมดสิ้นตำราถูกทำความเข้าใจทุกเล่ม เด็กน้อยทั้งห้าได้ก้าวมาสู่ระดับ์มีสองคนเข้าใกล้ระดับเทวะ นั่นคือเด็กชายที่สร้างความสนใจให้ราชันพยัคฆ์ขาวกับอีกคนเป็เด็กสาวผู้เคยกล่าวว่า ‘จิงจิง ข้ากลัว’ ให้ราชันพยัคฆ์ขาวได้ยิน
เกือบสิบปีมานี้เด็กสาวผู้นี้ก้าวผ่านความกลัว ความเ็ป ความทรมาน ทำให้จิตใจนางแข็งแกร่งขึ้นแต่น่าแปลกที่ความน่ารัก เฉกเช่นเด็กคนหนึ่งของนางไม่ได้หายไปเหมือนเด็กคนอื่น
“ถึงเวลาบทดสอบสุดท้าย”เสียงราชันพยัคฆ์ขาวดังก้องในพื้นที่ฝึกฝน เด็กทั้งห้ายังไม่ทันตั้งตัวก็ถูกพลังลึกลับชักนำไปจากสถานที่ฝึกฝนสู่หุบเหวลึกแห่งหนึ่ง
.
.
.
ณหุบเหวลึกแห่งหนึ่ง
เด็กทั้งห้าต่างใและสับสนไปชั่วครู่เมื่อตกอยู่ภายใต้ความมืดมิดกะทันหัน โชคดีเด็กทั้งห้ายังไหวตัวทันใช้พลังสร้างแสงสว่างไปรอบด้านทันใดนั้นศีรษะของอสรพิษเกล็ดม่วงได้เผยต่อสายเด็กทั้งห้าสร้างความหวาดหวั่นไม่น้อย เพราะศีรษะของมันคล้ายกับงูจงอางเพียงมีขนาดใหญ่และเป็สีม่วง
ไม่นานร่างยาวหนาพอจะรัดพันขุนเขาลูกหนึ่งได้เผยต่อเด็กทั้งห้า พวกเขาจึงเห็นเกล็ดสีม่วงขนาดใหญ่สะท้อนแสงแวววาวถึงเกล็ดจะดูงดงามน่าดึงดูด ทุกคนยังคงอยู่ในท่าระมัดระวังไม่มีใครกล้าลดการป้องกัน
“จนกว่าจะครบหนึ่งปีพวกเ้าต้องร่วมมือฆ่ามันให้ได้ ไม่งั้นก็ต้องอยู่ฝึกอีกสิบปี”เสียงาาพยัคฆ์ขาวดังลั่น เด็กทั้งห้าได้ยิน แต่ไม่คิดตอบสนองเสียงผิดกับอสรพิษเกล็ดม่วงที่มองไป้าด้วยความแค้นเคืองใจเป็ผลมาจากราชันพยัคฆ์ไปจับมันมาโยนใส่เหวลึก ทั้งยังคอยเฝ้าไม่ให้มันหลบหนีออกมา
ซี่ ซี่ ซี่
อสรพิษเกล็ดม่วงส่งเสียงขู่อย่างไม่สบอารมณ์ไม่นานมันก็เลือกหันมามองเด็กทั้งห้า ราวกับกำลังจะระบายความแค้นใจทั้งหมดใส่
“ไม่ดีแล้วสายตามันดูไม่ปกติ” เด็กชายคนหนึ่งพูดเสียงสั่น เด็กชายอีกคนพลันร้องเตือนขึ้นมา เพราะรู้ว่าไม่สามารถสู้กับอสรพิษเกล็ดม่วงได้หากไม่ใช้วิธีหลอกล่อดึงดูดความสนใจ
“คอยหลบอย่าถูกมันโจมตีใส่”
“แยกกันไปคนละทาง” จิงจิงะโด้วยใบหน้าเคร่งขรึมทุกคนพลันแยกกันไปคนละทางทันที
“จิงจิง เสี่ยวผิง เว่ยคอยหลอกล่อมันไว้ ข้ากับลี่ลี่ จะหาจังหวะทำลายดวงตาของมัน”เด็กชายผู้เป็ที่สนใจของราชันพยัคฆ์ขาว นาม ‘หานเจ๋อ’ะโบอกทุกคน ทุกคนพยักหน้าและเปลี่ยนการเคลื่อนไหว โดยเฉพาะลี่ลี่ที่ได้เปลี่ยนการเคลื่อนไหวตามหานเจ๋อ เพราะทั้งสองมีพลังบ่มเพาะสูงกว่าอีกสามคน
“ลี่ลี่รอจังหวะโจมตีพร้อมกัน”หานเจ๋อเตือนเหมือนกับเป็ผู้นำ ก่อนจะะโไปบนลำตัวอสรพิษเกล็ดม่วงลี่ลี่ะโตามหานเจ๋อทันที แต่อยู่คนละด้าน
ส่วนจิงจิง เสี่ยวผิงเว่ย ปลดปล่อยเคล็ดวิชาโจมตีใส่อสรพิษเกล็ดม่วงเป็การดึงดูดความสนใจไม่ให้มันมีโอกาสหันไปสนใจหานเจ๋อกับลี่ลี่
อสรพิษเกล็ดม่วงรู้ว่าตัวมันถูกเด็กห้าคนที่มีพลังบ่มเพาะในระดับ์มีหรือสัตว์เทวะมีชีวิตมายาวนานนับพันปีเช่นมันจะยอมได้
ฟ่อ ฟ่อ ฟ่อ
อสรพิษเกล็ดม่วงส่งเสียงน่ากลัวร่างกายขนาดมหึมาเริ่มเคลื่อนไหว กลิ่นอายเทวะปะทุออกจากร่างดัง ปึ้งส่งร่างเด็กทั้งห้ากระเด็นไปคนละทิศคนละทาง
อึดใจต่อมาเด็กทั้งห้าสามารถตั้งตัวได้จากประสบการณ์ที่สั่งสมมา แต่ศีรษะขนาดใหญ่ของอสรพิษเกล็ดม่วงได้มองไปยังจิงจิงมันแลบลิ้น ขนตัวเตรียมจู่โจมนางคนแรก
เสี่ยวผิงกับเว่ยเห็นจิงจิงตกเป็เป้าหมายของอสรพิษเกล็ดม่วงทั้งสองไม่รอช้า เร่งเปลี่ยนลมปราณเป็เปลวเพลิงปล่อยใส่อสรพิษ
ฟุ่ม ฟุ่ม
เปลวเพลิงสองลูกกระทบร่างอสรพิษเกล็ดม่วงและหายไปทันทีน่าเสียดายที่ไม่สามารถสร้างแม้แต่รอยขีดข่วนบนเกล็ดมันได้แต่โชคดีที่มันเลิกสนใจจิงจิง หันไปมองเสี่ยวผิงสลับกับเว่ย
“เว่ยหลบเร็ว”เสี่ยวผิงส่งเสียงเตือนพลางเคลื่อนไหวหลบหลีกบางอย่างเมื่อเห็นท่าทางแปลกๆของอสรพิษ เว่ยสับสนกับสิ่งที่ได้ยินอนิจจาปลายหางของอสรพิษเกล็ดม่วงได้ฟาดมายังแผ่นหลังของเขาแล้ว
เปรี้ยง!
เสียงปลายหางอสรพิษเกล็ดม่วงปะทะเข้ากับแผ่นหลังของเว่ยดังสนั่นร่างของเขาลอยหายไปในความมืดพร้อมกับเสียงหวีดหวิว ไม่กี่ลมหายใจเสียง ปึง! ปัง! ก็ดังมาพร้อมเสียงกระอักเื แล้วหายเงียบไป
แต่ในเวลาเช่นนี้ไม่มีใครให้ความสนใจเว่ยกับเสี่ยวผิงยิ่งแล้วใหญ่ เพราะอสรพิษเกล็ดม่วงพุ่งชกเขาเป็เป้าหมาย จิงจิงหานเจ๋อ และลี่ลี่ต้องคอยหลบปลายหางกับลำตัวของมัน
“ไม่มีคนไปรักษาเว่ยพวกเราแย่แน่”หานเจ๋อบอกทุกคน เขากลัวว่ายิ่งจำนวนคนลดน้อยลงโอกาสเอาชนะอสรพิษเกล็ดม่วงยิ่งหายไป บวกกับความระมัดระวังและเกล็ดทั่วร่างเป็สิ่งที่ยากสำหรับการเอาชนะ
“พี่เจ๋อพี่เปลี่ยนตำแหน่งไปหลอกล่อมันไว้ ข้าจะไปดูเว่ย” ลี่ลี่ะโขึ้นขณะหลบหางอสรพิษเกล็ดม่วง
“ไม่ได้ พวกเรามีสี่คนยังมีโอกาสสักพักเว่ยก็ฟื้นตัวเอง”หานเจ๋อะโหลบปลายหางและโจมตีใส่อสรพิษเกล็ดม่วงด้วยคลื่นปราณ
“ไม่ได้ ยังไงพวกเรายากจะหาโอกาสโจมตีจุดอ่อนมันสู้พี่เปลี่ยนตำแหน่ง ให้เว่ยกลับมาร่วมมือได้มีโอกาสมากกว่า” ลี่ลี่กล่าวจบก็เคลื่อนไหวหลบเสียงการโจมตีของอสรพิษเกล็ดม่วงและออกไปจากขอบเขตการต่อสู้โดยไม่รอให้ใครพูดอะไร
หานเจ๋อเห็นลี่ลี่ออกไปพลันรู้สึกไม่สบอารมณ์จนแสดงผ่านสีหน้าแต่มันก็หายไปอย่างรวดเร็ว
“ล่อมันเอาไว้อย่าให้มันไปสนใจลี่ลี่”หานเจ๋อะโเสียงผ่านปราณ ดังกังวานไปทั่วหุบเหว เสี่ยวผิงกับจิงจิงพลันเปลี่ยนรูปแบบการเคลื่อนไหวให้ผสานกับหานเจ๋อ
เมื่อรูปแบบการเคลื่อนไหวเปลี่ยนไปอสรพิษเกล็ดม่วงย่อมสับสนเป็ธรรมดาภายใต้รูปแบบการเคลื่อนไหวมันล้วนถูกโจมตีใส่หลายครั้งจนเกล็ดแผ่นหนึ่งบนร่างมันมีรอยขุ่นมัว
กรี๊ซซซซซซซซ
“อะไร?” ลี่ลี่ที่เคลื่อนไหวหายไปในความมืด กำลังสร้างแสงสว่างจากปราณของนาง หันขวับไปมองยังอสรพิษเกล็ดม่วงนางรับรู้ได้ว่าอสรพิษเริ่มเอาจริงแล้ว
“ต้องรีบเร่งมือ”ลี่ลี่พึมพำกับตัวเอง ก่อนกระจายแสงสว่างเพิ่มไปอีกหลายร้อยเมตรแต่ก็ยังไม่พบเจอขอบเหว ไม่ต้องคิดถึงร่างของเว่ย ซึ่งทำให้ต้องเพิ่มความเร็วในการค้นหา
ผ่านไปกว่าครึ่งชั่วโมง
ในที่สุดลี่ลี่ก็หาร่างเว่ยพบนางรีบตรงเข้าไปหาทันที เพราะร่างของเว่ยนั้นจมอยู่ในผนังของหุบเหวสภาพของเว่ยน่าเวทนาไม่น้อย โลหิตอาบทั่วกาย ิัปริแตกทั่วร่างบางจุดยังเผยให้เห็นกระดูกขาวแตกหักบ่งบอกว่าการกระแทกนั้นรุนแรงเกินกว่าร่างกายของระดับ์จะต้านรับไหวยังดีที่เว่ยมีลมหายใจไม่งั้นลี่ลี่คงคิดว่าเขาตายไปแล้ว
“หมดสติ! าเ็สาหัวไปทั่วร่าง! ไม่รู้ว่าใช้วิชาปลอบประโลมกายร่างกายเว่ยจะหายดีหรือว่าลมปราณจะหมดก่อน” ลี่ลี่พึมพำพลางนำมือไปทานอกเว่ยก่อนเริ่มใช้เคล็ดวิชารักษา ส่งลมปราณผ่านเข้าไปในร่างเว่ย โดยไม่ระวังสิ่งใดเพราะนางไม่มีเวลาให้เสียไปมากกว่านี้ หาไม่แล้วเว่ยคงได้ไปเข้าเฝ้าบรรพบุรุษ
หวื้บ!
ลมปราณของลี่ลี่ไหลเข้าสู่ร่างกายเว่ยไปตามเส้นชีพจรไหลเวียนไปทั่วร่างรักษาอาการาเ็ให้ทุเลาลง
ผ่านไปครู่หนึ่งรอยปริแตกบนร่างเริ่มสมานเข้าหากันกลับสู่สภาพิัปกติอวัยวะภายในเริ่มฟื้นฟู มีเพียงกระดูกในร่างเว่ยสมานตัวได้ช้ากว่าส่วนอื่น
“ช้าเกินไปกระดูกแตกหักหลายจุด เว่ยฝึกวิชากายทองคำกระดูกเป็รากฐานไม่น่าได้รับความเสียหายขนาดนี้” ลี่ลี่เริ่มเอะใจ ก่อนมองสำรวจร่างเว่ยจนไปสะดุดตากับรอยบางอย่างบนผนังที่ร่างเว่ยฝังติด
“แย่แล้ว”ลี่ลี่อุทานเสียงหลง นางสังเกตเห็นรอยคล้ายเกล็ดอสรพิษเกล็ดม่วงเป็ทางยาวจึงเพิ่มแสงสว่างปรากฏว่าร่างของเว่ยนั้นอยู่ในรอยลึกที่มีเกล็ดล้อมรอบ
‘ไม่จริงใช่ไหม!?มันมีสองตัว’ ลี่ลี่อุทานในใจคิดไปนางยิ่งตื่นตระหนก ขนทั่วร่างลุกชัน ใบหน้าตึงเครียด แผ่นหลังหลั่งเหงื่อเย็นเยียบนี่เป็เพราะไม่มีใครสนใจเสียงเว่ยที่เงียบหายไป
เมื่อรับรู้ว่ากำลังตกอยู่ในอันตรายลี่ลี่พลันเพิ่มความระมัดระวังตัว และปลดปล่อยััไปรอบด้านอีกครั้งทำให้นางพบว่ามีอสรพิษอีกตัวกำลังเลื้อยอยู่ในความมืดใกล้ๆไม่กล้าเข้ามาในแสงสว่าง
‘ต้องใช้ค่ายกลรักษา’ลี่ลี่ตัดสินใจกัดหัวแม่มือให้เืไหลแล้วใช้เืวาดอักษรบนร่างกายเว่ย ก่อนอัดลมปราณเข้าใส่อักษรโลหิตให้สั่นไหว
ค่ายกลพลิกชีวิต!
ลี่ลี่เปิดใช้ค่ายกลรักษาอย่างเชี่ยวชาญหลังเปิดใช้ค่ายกล นางเลิกสนใจเว่ย เปลี่ยนไปสนใจอสรพิษอีกตัวในความมืดแม้มองไม่เห็นรูปร่าง นางก็สามารถััได้ว่า อสรพิษอีกตัวนี้มีระดับเทวะและตัวเล็กกว่าอสรพิษเกล็ดม่วงหกเท่า
“พี่เจ๋อ เสี่ยวผิงจิงจิง พวกเ้าต้องจัดการอสรพิษตัวนั้นกันเองแล้ว”ลี่ลี่ะโเสียงผ่านลมปราณดังลั่นทั่วหุบเหว แทบทำลายสมาธิทั้งสามเพราะทั้งสามไม่เข้าใจว่าลี่ลี่กำลังทำอะไร
เพียงแต่ไม่นานนักทั้งสามััได้ถึงการต่อสู้ในหุบเหวอีกจุดหนึ่งกับเสียงขู่ของอสรพิษทั้งสามพลันเข้าใจสิ่งที่ลี่ลี่ะโบอก
“เสี่ยวผิง จิงจิงร่วมมือกันโจมตีดวงตา ข้าจะหาทางใช้ปราณกระบี่โจมตีผ่านรอยต่อระหว่างเกล็ด”หานเจ๋อบอกพลางสะบัดมือ ส่งปราณกระบี่ไปปะทะร่างอสรพิษเกล็ดม่วงอย่างยากลำบาก
เสี่ยวผิงกับจิงจิงพยักหน้ารับเริ่มหาโอกาสเข้าใกล้หลังศีรษะอสรพิษเกล็ดม่วง
เคลื่อนกระแทก!
หมุดวารี!
กลับมาทางลี่ลี่
หลังจากบอกทั้งสามคนนางได้ใช้ปราณอีกส่วนหนึ่งสร้างแสงสว่างในระยะร้อยเมตรรอบร่างเว่ยแล้วชักกระบี่สั้นจากแขนเสื้อ หายเข้าไปในความมืดเพื่อสังหารอสรพิษระดับเทวะอีกตัว
‘ไม่ได้มุ่งเน้นรักษาเว่ยยังใช้พลังปราณไปสี่ส่วนพลังปราณหกส่วนที่เหลือต้องวัดดวงว่าเว่ยจะฟื้นสภาพมาช่วยสู้หรือต้องไปร่วมกลุ่มกับพี่เจ๋อ’ ลี่ลี่กล่าวในใจเหมือนกำลังท้าทายโชคชะตา
ฟวับ! เคล้ง!
‘เกล็ดแข็งมาก’ลี่ลี่ร่ำร้องในใจ เมื่อต้องปัดการโจมตีกะทันหันของอสรพิษในเงามืดพร้อมทิ้งระยะห่างไปหลายก้าว เพราะนางมีััยอดเยี่ยมกว่าใคร ทั้งยังฝึกวิชาต่อสู้ในความมืดมาในระดับหนึ่งประกอบกับความสามารถส่วนตัว ประสบการณ์ และวิชาที่ฝึกฝนมานางจึงมั่นใจว่ารับมือกับอสรพิษในเงามืดได้
นอกเหนือจากที่กล่าวมาลี่ลี่ยังคาดเดาว่าอสรพิษในเงามืดอ่อนแอกว่าอสรพิษเกล็ดม่วงที่สู้กับพวกหานเจ๋อเหมือนมันพึ่งก้าวเข้าสู่ระดับเทวะมาหมาดๆ