ในขณะที่ฉินเทียนอ้ำอึ้งแม้มีคำพูดหมื่นแสนแต่ก็ไม่รู้จะออกปากกับหญิงชราผู้นี้อย่างไร ในใจของหญิงชราก็ร้องเต้นนั่นเพราะก่อนที่นางจะประสบเหตุเคราะห์กรรมในครั้งนี้ "หนึ่งเนตรพยากรณ์" ผู้ได้ชื่อว่าเป็ผู้หยั่งรู้ลิขิตฟ้าดิน ได้บอกกล่าวบางสิ่งบางอย่างต่อนางไว้
หญิงชราย้อนนึกถึงคำพูดของหนึ่งเนตรพยากรณ์ 'ในยามที่เคราะห์ภัยปรากฏถึงอาสัญ จะปรากฏซึ่งคู่ชีวิตของตัวเ้า วาสนาชายหญิง สามีนิจนิรันดร์ เขาจะโอบอุ้มเ้า ช่วยแบกรับซึ่งบาปกรรมแต่ปางก่อน เป็ผู้นำวิถีตัวเ้าสู่เส้นทางอันชอบธรรม' วันนั้นหญิงชรายิ้มเยาะหนึ่งเนตรพยากรณ์คิดว่าสิ่งนี้เป็เพียงถ้อยคำเหลวไหลของเขา
นางรู้ว่าหนึ่งเนตรพยากรณ์รู้ดีว่านางเป็สตรีเช่นไร ความแค้นฆ่าล้างตระกูลหมื่นชีวิตใช่สิ่งที่จะลบเลือนได้ง่ายดาย พันปีมานี้นางทำทุกสิ่งอย่างหวังเพียงเพื่อการแก้แค้น ศัตรูของนางคือกลุ่มตัวตนที่อยู่เหนือสุดของแดนดินอันกว้างใหญ่แห่งนี้ ความยิ่งใหญ่ของคนเ่าั้เหล่าผู้ฝึกตนสามัญไม่มีวันได้รับรู้และไม่มีวันเข้าใจ เหนือขอบเขตตราสัญญาลักษณ์จิติญญาสีแดงคือขอบเขตฤทธาของพวกมันแม้วันนี้จะผ่านไปหลายพันปี แต่ตัวนางก็ยังไม่ได้ทำอะไรเป็ชิ้นเป็อันกับพวกต่ำทรามนั่น
นางยอมเข้าสู่วิถีมาร ทั้งหมดทั้งมวลก็เพื่อแก้แค้น นางใช้เวลาไม่ถึงพันปี ผลักดันตัวเองสู่ตราสัญญาลักษณ์จิติญญาสีแดง ทั้งหมดทั้งมวลก็เพื่อการแก้แค้น
แต่วันนั้นหนึ่งคำพูดของหนึ่งเนตรพยากรณ์กับทำให้นางครุ่นคิด "ให้บาปเคราะห์ของเ้า ให้บุรุษผู้นั้นแบกรับแทนเถอะ ถึงอย่างไรตัวเ้าก็ไม่มีวันทำสำเร็จ แต่สำหรับมหาบุรุษผู้นั้นหาใช่ ชะตาของเขาพร้อมแบกรับมัน"
ในวันนั้นนางต่อล้อต่อเถียงหนึ่งเนตรพยากรณ์ หากให้ผู้อื่นแบบรับแทนนาง แก้แค้นแทนนางแล้วไฟในใจของนางเล่าจะมีวันสงบมีวันดับมอดหรือ หากแต่หนึ่งเนตรพยากรณ์ก็ตอบกลับด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ "ดับสิ แถมดับสิ้น เมื่อหัวใจของเ้าชุ่มฉ่ำด้วยเมตตา คุณธรรมในใจก็ส่องสว่างเพลิงแค้นที่ร้อยรัดก็พันดับมอด"
เมื่อนางได้ยินดังนั้นนางก็ตวาดก้องตอบไปว่าเป็ไปไม่ได้ ไม่มีวันที่นางจะลบเลือนความแค้นในใจนางได้ ภาพของบิดามารดาถูกสังหาร น้องชายหญิงถูกฆ่าอย่างไร้ปรานี ภาพน้องหญิงน้องชายตายต่อหน้านางทั้งน้ำตา นางจะลืมวันนั้นได้อย่างไร ยังไม่นับเด็กเล็กบ่าวรับใช้อีกนับหมื่น และทั้งหมดที่ทุกคนทำเพื่อเพียงให้นางรอดชีวิต และเมื่อเป็เช่นนั้นนางจะลืมความแค้นที่ราวกับเป็ภาพติดตาที่เพียงแค่หลับตาก็นึกถึง ยามฝันก็มีเพียงภาพคนเ่าั้ในวันคืนร้ายๆ ยามถูกฆ่าล้างตระกูลนี้หลอกหลอนได้อย่างไร นางะโถามหนึ่งเนตรพยากรณ์
หนึ่งเนตรพยากรณ์ผู้เถ้าผู้แก่ตอบเพียงสั้นๆ "ก็เพราะเ้าจะรักบุรุษผู้นั้น รักมาเสียยิ่งกว่าตัวเ้าเองอย่างไรละ และเพราะแบบนั้นเ้าสละหมดสิ้นทุกสิ่งได้เพราะเขา"
หญิงชราในวันนั้นนางยืนนิ่งราวกับไม่เชื่อสิ่งที่หนึ่งเนตรพยากรณ์พูด นางไม่เคยรักใคร นางรังเกียจบุรุษมากกว่าสิ่งใด บุรุษต่ำช้า เพราะบุรุษเพศทำให้ครอบครัวของนางหมื่นชีวิตต้องตกตาย เพราะบุรุษเพศพวกนั้นทำให้นางต้องใช้ชีวิตดังเช่นนี้ วาจาทั้งมวลของหนึ่งเนตรพยากรณ์ช่างเหลวไหล
"แม่หนูน้อยลี่อิ่งไม่เชื่อรึ" หนึ่งเนตรพยากรณ์ถามกลับพร้อมหัวเราะเบาๆ "เพราะความงามล้ำแต่วัยเยาว์ เพราะสิบสองเส้นชีพจริญญาหงษา เพราะเหตุนี้ผู้คนมากมายจึงต้องตกตาย เพราะเ้า ตระกูลเ้ายอมตายเพื่อให้เ้ามีชีวิตอยู่ ส่วนคนที่ปรารถนาเ้าก็พร้อมทุ่มทุกสิ่งอย่าง มันคาดหมายว่าหากได้ครองกายก็ครองใจ สิบสองเส้นชีพจริญญาในประวัติศาสตร์แดนดินนี้แทบจะไม่มีใครพบเจอหรือปรากฏมาก่อนอย่างว่าแต่สิบสองเส้นชีพจริญญาเลย แม้แต่สิบเส้นชีพจริญญาก็ไม่เคยมีปรากฏในแดนดินนี้เลยสักครั้ง หากแต่เ้า เ้ากับเป็คนแรกของโลกหล้าใบนี้ที่ได้มันสิบสองเส้นชีพจริญญาหงษา เ้าจึงไม่ใช่แค่สตรีที่งดงามหากแต่ยังเป็สมบัติอันล้ำค่าของโลกใบนี้ บุรุษทุกผู้นางแค่เห็นโฉมก็ปรารถนาจะแย่งชิง โชคดีเราหนึ่งเนตรพยากรณ์เป็เพียงคนไร้เนตร ดวงตาก็บอดมืดมิเช่นนั้นเราก็ปรารถนาจะเห็นโฉมของเ้าสักครั้งครา เราปรารถนาจะเห็นนักความงดงามที่ทำให้โลกใบนี้วุ่นวายเป็เช่นไร ฮะฮาฮา" กล่าวจบหนึ่งเนตรพยากรณ์ก็หัวเราะอีกคราว
"ท่านปู่ไยท่านจึงกล่าวเช่นนี้ มิใช่ท่านปล่อยวางเื่ทางโลกหรอกรึ ไยกลับสนใจความงามต่ำต้อยของสตรีอาภัพผู้นี้"
"แล้วจะให้ปู่เช่นข้ากล่าวเช่นไรละแม่หนูลี่อิ่ง ปู่ก็แค่สมุดฮะฮาฮา และตัวเ้าเองก็กลั่นแกล้งปู่ไม่น้อยในเมื่อเ้าปรารถนาจะรู้ประสงค์ฟ้า ข้าก็ชี้แจงแถลงให้ หลายร้อยปีก่อนข้าไม่บอกเ้าเพราะจะเป็การขัดขวางการบ่มเพาะ หากแต่เวลานี้ใกล้ถึงฤกษ์ยามแล้ว เ้าจะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่ แต่ทุกสิ่งอย่างถูกลิขิตไว้แล้ว ไม่ใช่ฟ้าลิขิต แต่เป็ตัวเ้าและเขาที่ปรารถนาลิขิตนี้ ส่วนหนี้เืหมื่นชีวิตของตระกูลเ้า จะเชื่อหรือไม่ก็ตาม แต่ข้าบอกได้อย่างเดียวว่าผู้กำหนดชีวิตเป็ตายของพวกมันนั้นมิใช่ตัวเ้าอย่างแน่นอน แต่เป็บุรุษผู้นั้นลี่อิ่ง" หนึ่งเนตรพยากรณ์กล่าวจบก็ถือไม้เท้าก้าวเดินและค่อยๆ หายลับไปดุจเมฆหมอก
ทิ้งให้นางมารผลึกโลหิตจ้องมองภาพแผ่นหลังดุจหมอกควันของมันหนึ่งเนตรพยากรณ์ไว้
กลับมา ณ ห้วงเวลาปัจจุบันนางมารผลึกโลหิตที่บัดนี้มีร่างกายดุจหญิงชราอายุร้อยปีอย่างไม่ทราบสาเหตุ นางจดจ้องพินิจฉินเทียน หากถามว่านางรู้สึกรักรู้สึกชอบบุรุษผู้นี้หรือไม่นั้น ณ ตอนนี้นางก็ตอบได้ทันที นางมิใคร่สนใจไยดีต่อบุรุษผู้นี้แม้แต่น้อย โครงหน้าแม้จะไม่ขี้ริ้วขี้เหร่ หากแต่ช่างปอกเปียกอ่อนแอ รูปร่างก็ผ่ายผอมราวกับไม่ใช่คนฝึกตน ใบหน้าก็ตอบแห้งราวกับคนขาดสารอาหาร แม้ดวงตาจะกระจ่าง ท่วงท่าดูเป็ผู้มีปัญญา หากแต่เมื่อมองเห็นตราสัญญาลักษณ์ที่ยังไม่ขึ้นรูป และเป็เพียงสีขาวจางชืด นางก็ไม่รู้เลยว่าบุรุษผู้นี้มีดีที่ตรงไหนให้นางนั้นได้หลงรักได้ชอบพอตามคำของท่านปู่หนึ่งเนตรพยากรณ์ของนาง
นางจึงใคร่ปรารถนาจะทดสอบบุรุษผู้นี้เสียหน่อย หากไม่ใช่เพราะบุรุษผู้นี้ได้เป็ผู้ช่วยชีวิตนางตามคำพยากรณ์ นอกจากนั้นมันก็นับว่าเป็คนดีคนหนึ่ง ยามนางมองเห็นร่างกายของตัวเองที่เหี่ยวย่น นางก็รู้ตัวเองดีว่า ในตอนนี้ตัวเองนั้นได้รับผลกระทบจากการใช้วิชาต้องห้ามต่อเนื่องมากเกินไป สภาพของนางตอนนี้ก็คงน่าเกลียดน่าดู สภาพเช่นนี้ความงดงามของนางหามีไม่ แต่บุรุษผู้นี้ก็ยังเลือกช่วยเหลือชีวิตนางไว้ นอกจากนั้นทรัพย์สมบัติติดตัวนางบุรุษผู้นี้ก็ไม่ฉกฉวย จึงนับว่าเป็คนมีคุณธรรมที่หาได้ยากผู้หนึ่ง ในส่วนนี้ทำให้นางพอยอมรับบุรุษผู้นี้อยู่บ้าง
แต่ถ้าบอกว่าจะรักจะหลงบุรุษผู้นี้ สำหรับนางไม่มีทาง
"อุ้มข้า" ลี่อิ่งนางมารผลึกโลหิตกล่าว
ฉินเทียนยิ้มแหย่งๆ และหัวเราะเหอๆ ในใจก่อนกล่าว "ท่านจอมยุทธ์หญิงยังเป็สตรีบริสุทธิ์ไร้ราคี บุรุษสตรีนั้นแตกต่างสิ่งนี่อาจจะไม่เหมาะสมนะท่านจอมยุทธ์หญิง..."
ในขณะฉินเทียนพูดยังไม่ทันจบคำดี สายตาของหญิงชราหรือก็คือนางมารผลึกโลหิต ก็ทิ่มแทงมาที่ตัวมัน ราวกับกำลังบ่งบอกว่า จะอุ้มดีๆ หรือว่าจะตาย ฉินเทียนยิ้มแหย่งๆ และหัวเราะเหอๆ อีกคราวหนึ่งก่อนจะค่อยๆ เดินไปอุ้มนาง
และในขณะที่ฉินเทียนอุ้มหญิงชราขึ้นมา นางก็หยิบของสิ่งหนึ่งออกมาจากกำไลหยก ฉินเทียนเห็นดังนั้น ก็ตาลุกวาวอยู่ครู่หนึ่งแต่นางมารหรือหญิงชรามิได้ทันสังเกต เหตุที่ฉินเทียนเป็เช่นนี้เพราะนี่เป็ครั้งแรกในโลกใบนี้ที่ตัวมันได้เห็นสมบัติมิติ สิ่งเหล่านี่ติดอยู่ในใจมันมานานแล้ว ด้วยคิดว่าได้มาเกิดใหม่อยู่ต่างโลกต่างมิติทั้งที ข้าก็ควรเป็ตัวตนเด่นดังแบบผู้อื่นบ้าง แต่ในชีวิตนี้นอกจากจะไม่เคยมียอดวิชาให้ฝึกฝน สมบัติวิเศษอุปกรณ์มิติใดๆ ที่เขาเรียกค้านกัน ฉินเทียนก็ไม่เคยเห็นเลยสักครั้ง วันนี้นับว่าได้เปิดหูเปิดตาเป็ครั้งแรก
ของที่หญิงชราหยิบออกมาเหมือนเป็กล่องใส่เม็ดโอสถวิเศษขนาดพอดีคำหนึ่งเม็ด นางหยิบมันโยนเข้าปากตัวเองทันที จากนั้นในไม่ช้าฉินเทียนก็พบว่าพลังิญญาในตัวนางก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว คาดหมายได้ว่าชีวิตนี้ของตัวมันยังไม่เคยเห็นใครมีพลังิญญามากมายถึงเพียงนี้มาก่อน
และเมื่อฉินเทียนสังเกตดีๆ มันก็พบเื่ตื่นตะลึงยิ่ง ตรงกลางหน้าผากของหญิงชราค่อยๆ ปรากฏตราสัญญาลักษณ์สีแดงรูปวิหคโดยที่ด้านล่างของวิหคนั้นมีหนึ่งจุดแต้มเล็กๆ อยู่
'นี่มันตราสัญญาลักษณ์ผู้บ่มเพาะระดับตำนานนิ!!!' ฉินเทียนใ มันพึงเคยเห็นตราสัญญาลักษณ์ิญญาสีแดงเช่นนี้เป็ครั้งแรก แต่สิ่งที่มันใยิ่งกว่าคือหลังจากหญิงชรากลืนโอสถวิเศษเข้าไป ผิวพรรณที่เหี่ยวย่นของนางก็คล้ายจะเต่งตึงขึ้น จากหญิงชราน่าเกลียดที่ราวกับอายุร้อยปี บัดนี้กลายเป็หญิงสูงวัยอายุประมาณสีสิบถึงห้าสิบปีในยุคสมัยเก่าก่อนของชีวิตมันแล้ว
แต่แม้นางจะดูเหมือนสตรีสูงวัย แต่สิ่งหนึ่งที่ฉินเทียนพบคือ รูปร่างและเคราโครงใบหน้าของนางแม้ยามเป็สตรีสูงวัย นางก็ยังทิ้งไว้ซึ่งความงดงามอันลึกล้ำ จนฉินเทียนได้แต่คิดเมื่อยามที่หญิงชราเป็สาวแรกรุ่นนางจะงดงามเพียงใดกัน
เมื่อกำลังของหญิงชราเริ่มฟื้นคืน หญิงชราก็วาดมือพร้อมร่ายฤทธิ์ของตัวเอง เกิดเป็โครงร่างอักขระอันซับซ้อนสีโลหิต จากนั้นไม่รู้ทำไมฉินเทียนรู้สึกราวกับถูกคลื่นพลังบางอย่างผ่านร่างไป เพียงชั่วครู่เดียว ด้านหน้าของหญิงชราก็มีจุดสีแดงส่องสว่างมากมาย นับพันหมื่นจุดหนาแน่นแตกต่างกันไป มันขยับเขยื้อนอยู่ตลอดเวลา บ้างเล็กน้อย บ้างก็เคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว
"บูรพาวิถีเปิดโล่งเราจะไปเส้นทางนั้น เ้าจงอุ้นข้าเดินตัดผ่านไป หนึ่งจุดแต้มขาวจาง คิคิ น่าสนใจ" หญิงชราพูดพร้อมมองจ้องไปที่หน้าผากของฉินทีเทียนที่ตอนนี้แสดงตราสัญญาลักษณ์สีขาวจางหนึ่งแต้มที่ยังไม่ขึ้นรูปลักษณ์จิติญญา
"ท่านจอมยุทธ์หญิง แต่ภารกิจสืบค้นของพวกเรายังไม่เสร็จสิ้น ท่านลืมไปแล้วรึ พวกเราต้องตามหานางมารผลึกโลหิตเสียก่อน หากการตามหานางมารยังไม่เสร็จสิ้นผู้ใดหลีกหนีภารกิจมีคำสั่งฆ่าไม่เว้น ท่านจำไม่ได้รึท่านจอมยุทธ์หญิง" ฉินเทียนกล่าวอย่างรีบร้อนเพื่อเตือนความจำของหญิงชรา
หญิงชราหัวเราะคิคิ "ไม่ใช่ว่าเ้ากำลังอุ้มนางมารผลึกโลหิตอยู่หรอกรึ"
.
.
.
สิ้นเสียงของนางมารผลึกโลหิต ฉินเทียนก็รอบร้องะโในใจตัวเองว่า '!!!เชี้ย... ฉิบหายแล้ว' พร้อมมองจ้องไปที่ใบหน้าหญิงชราด้วยดวงตากลมโตที่แทบจะถลนออกมา พร้อมกับรอบด่าป้ายติดประกาศที่เขียนบอกลักษณะของนางมารในใจ
[นางมารผลึกโลหิตงดงามล้มเมืองจันทราเอียงอาย ทวยเทพแย่งชิง ผิวกายนางขาวกระจ่างท่องประกายดุจจันทราเปล่งแสง ใบหน้าเรียวเล็กได้รูป มือเล็ก เท้าเล็ก ั์ตารูปหงส์ทอประกายดุจอัญมณี กลิ่นกายหอมบริสุทธิ์ดุจดอกไม้วสันตฤดูมีเอกลักษณ์ไม่มีผู้ใดเทียบเทียม ราวกับเป็นาง์ในแดนดิน ผู้ใดพบเห็นนางเปิดกระบอกไม้ส่งสารทันที!!!]
นอกจากั์ตารูปหงส์ที่เป็ประกายดุจอัญมณี สิ่งอื่นใดเล่าที่บ่งบอกว่าหญิงชราเป็นางมาร แถมดวงตาเป็ประกายดุจอัญมณี ทำไมมันพวกมันไม่ระบุด้วยว่าเป็ั์ตาสีไพลิน ไอ้เวรเอ๋ย!!! ฉินเทียนได้แต่รอบด่าคนเขียนประกาศในใจ 'หากนางอยู่ในสภาพนี้อีกสิบปีพวกเอ็งก็หาไม่เจอ แต่ตัวข้าตอนนี้สิ...' ราวกับบุรุษที่มีน้ำตาตกใน ปรารถนาจะร้องไห้ก็ร้องไม่ออก 'ไยข้าจึงช่วยชีวิตใครไม่ช่วยไปช่วยนางมารผลึกโลหิตนี่ได้เช่นนี้ จะมีใครดวงตกดวงซวยเท่าข้าอีกหรือไม่ ชีวิตนี้ช่างบัดซบ หากได้เกิดใหม่อีกซักชีวิต ขอข้าเกิดใหม่เป็ลูกเศรษฐีหรือเป็ลูกจอมยุทธ์เก่งกล้าบ้างจะได้หรือไม่ ไยข้าจะต้องทนลำบากตรากตรำอยู่ตลอดแบบนี้'