"ด... เดี๋ยว! หยุดก่อน!"
บริการส่งความอบอุ่นถึงบ้านประสาอะไร ถ้าไม่มีคนอยู่ถึงกับจะะเิประตูทิ้งเลยเรอะ? นี่มันจะอบอุ่นเกินเบอร์ไปแล้ว!
ในใจของสืออวี่ตอนนี้ เหมือนมีฝูงอสูรกินเหล็กนับหมื่นตัววิ่งควบตะลุยผ่าน พร้อมกับคำสามคำที่ผุดขึ้นมาในหัว...
ซวยแล้วตู!
สาเหตุก็คงหนีไม่พ้นเื่ที่เขาไปปากดีโม้หน้ารูปปั้นหินจนแตกนั่นแหละ
ในที่สุดก็โดนเช็กบิลจนได้...
จริงๆ สืออวี่ก็พอจะเดาจุดจบนี้ได้อยู่แล้ว หากการปรากฏของดินแดนลับส่งผลกระทบวงกว้างจริงๆ สาเหตุต้นตอต้องถูกตรวจสอบอย่างละเอียดแน่นอน
แม้สถานที่อย่างเขตนิคมจะไม่มีกล้องวงจรปิด แต่ในโลกที่มีพลังเหนือธรรมชาติ การจะตามหาคนสักคนไม่ใช่เื่ยากเลย
การตรวจจับกลิ่นอาย การทำนาย การย้อนเวลา...
ล้วนเป็ความสามารถโกงๆ ที่สิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติบางจำพวกเชี่ยวชาญกันเป็ปกติ
“เกลียดความขี้สงสัยของตัวเองชะมัด…”
สืออวี่บ่นอุบ รู้สึกเกลียดนิสัยตัวเองเข้ากระดูกดำ สุดท้ายเขาก็จำใจลากสังขารอันห่อเหี่ยวเดินไปเปิดประตู
ถ้าเป็อย่างที่แพทย์หนุ่มคนนั้นบอก เหตุการณ์ครั้งนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่เื่ร้ายแรงอะไร
แถมเขาก็ไม่ได้ทำผิดกฎหมายด้วย ถ้าหลักฐานสาวมาถึงตัว มีอะไรก็พูดไปตามความจริงแล้วกัน
“ยอมเปิดประตูสักทีนะ”
ทันทีที่สืออวี่แง้มประตู เสียงเ็าจากด้านนอกก็ทำเอาเขาชะงักไปทันที
ภาพตรงหน้าไม่ได้มีเ้าหน้าที่รัฐยืนออกันเป็กองทัพอย่างที่คิด
แต่กลับ... มีแค่คนเดียวเท่านั้น
แถมคนคนนี้ก็ไม่ใช่คุณป้าจอมเฮี้ยบอย่างที่จินตนาการไว้ แต่เป็หญิงสาวหน้าตาดีที่ดูอ่อนเยาว์กว่ามาก น่าจะอายุแค่ยี่สิบต้นๆ เท่านั้น
“นั่นมัน... สิงโตปีศาจวายุ?!”
สืออวี่สนใจเธอได้ไม่นาน สายตาก็ถูกตัวอะไรบางอย่างข้างกายเธอดึงดูดไปทันที
สิงโตปีศาจวายุที่กำลังขู่ฟ่ออย่างดุร้าย ท่าทางมันพร้อมจะะเิประตูบ้านเขาให้กระจุยจริงๆ!
สิงโตปีศาจวายุเป็สิ่งมีชีวิตที่มีรูปลักษณ์คล้ายลูกผสมระหว่างสิงโตและสุนัข ความสูงเวลานั่งปาเข้าไปเกือบสองเมตร ขนสีขาวฟูฟ่องตัดกับดวงตาสีฟ้าเย็นเยียบ
บริเวณลำคอ แขนขา ลำตัว และหางยาว มีลวดลายเมฆสีดำพาดผ่าน ดูน่าเกรงขามเป็พิเศษ
—
[ชื่อ]: สิงโตปีศาจวายุ
[ธาตุ]: ลม
[ระดับเผ่าพันธุ์]: ???
[สกิล]: ???
—
เนื่องจากระดับของสืออวี่ยังต่ำมาก เขาจึงเข้าไม่ถึงข้อมูลของสิ่งมีชีวิตระดับสูง ตอนอยู่โรงเรียนเขาท่องจำได้เพียงข้อมูลเผ่าพันธุ์ระดับเริ่มต้นเท่านั้น
ส่วนเ้าสิงโตปีศาจวายุตัวนี้ เห็นได้ชัดว่าเป็ตัวตึงระดับสูง สืออวี่เคยเห็นแค่ในรูป แต่ไม่เคยศึกษาข้อมูลเชิงลึก
อย่างไรก็ตาม ในบรรดาระดับเผ่าพันธุ์ทั้งหลายได้แก่ เหนือสามัญ ขุนพล ราชัน จักรพรรดิ ผู้พิทักษ์ และตำนาน...
เขาเดาว่าเผ่าพันธุ์ของเ้าสิงโตปีศาจวายุน่าจะอยู่ในระดับขุนพล
“โฮก———”
สิงโตปีศาจวายุแยกเขี้ยวยิ้มทักทาย (แบบสยองขวัญ)
“ขอแนะนำตัวก่อน ฉันชื่อ ลู่ชิงอี จบปริญญาเอกสาขาโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยกู่ตู และเป็สมาชิกสมาคมโบราณคดีแห่งตงหวง” ลู่ชิงอีเงยหน้าขึ้นสบตาสืออวี่
“ฉันอยากสอบถามข้อมูลบางอย่างจากเธอ หวังว่าจะได้รับความร่วมมือ”
ด็อกเตอร์ด้านโบราณคดี?
แถมยังมาจากมหาวิทยาลัยกู่ตู... หนึ่งในเก้าวิทยาลัยชั้นนำ?
สืออวี่มองหญิงสาวตรงหน้าแล้วรู้สึกปวดตับขึ้นมา
ผู้หญิงดีๆ คนหนึ่ง นอกจากจะดูเ้าเล่ห์นิดๆ แล้ว ทำไมถึงคิดสั้นไปทำงานอะไรพรรค์นั้นนะ ทำอาชีพอื่นไม่ได้หรือไง โบราณคดีมันไส้แห้งโว้ย!
“สืออวี่ครับ อาชีพว่างงาน สถานะผู้ฝึกอสูรฝึกหัด... เชิญเข้ามาข้างในก่อนครับ”
หลังจากอีกฝ่ายแนะนำตัว สืออวี่ก็มั่นใจแล้วว่าเป็เื่อะไร
ั้แ่ข้ามโลกมา เื่เดียวที่เขาไปพัวพันกับโบราณคดี ก็มีแต่เื่รูปปั้นหินนั่นแหละ
สืออวี่เปิดประตู เตรียมใจรับการสอบสวนอย่างหดหู่ จากนั้นเขาก็นำทาง ดร.ลู่ เข้ามาในลานบ้าน
ในเวลานั้น เ้าอสูรกินเหล็กไหวตัวทัน พับเก็บแผ่นเหล็กอย่างเรียบร้อย แล้วแอบไปซุ่มดูอยู่หลังต้นไม้
ส่วนหนอนไหมเขียวก็มุดกลับเข้ากรงนก ทำเนียนราวกับไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับโลกภายนอก
เมื่อเข้ามาในลาน สายตาของลู่ชิงอีและสิงโตปีศาจวายุพุ่งเป้าไปที่อสูรกินเหล็กหลังต้นไม้และหนอนในกรงนกเป็อันดับแรก ก่อนจะหันกลับมาโฟกัสที่สืออวี่
“ฉันขอพูดตรงๆ เลยแล้วกัน เื่ที่รูปปั้นหินของสมาคมผู้ฝึกอสูรถูกทำลาย เกี่ยวข้องกับเธอใช่ไหม”
“ฉันไม่ได้มีเจตนาร้าย เธอไม่ต้องกังวล”
“ฉันแค่อยากรู้ว่า เธอได้ยินเสียงที่ส่งออกมาจากรูปปั้นหินนั่นหรือเปล่า?”
สืออวี่เลิกคิ้ว “รูปปั้นหินนั่นเป็สิ่งมีชีวิตเหรอครับ?”
การย้อนถามแบบนี้ ถือเป็การยอมรับกลายๆ
ลู่ชิงอีส่ายหน้า “ไม่ รูปปั้นหินเป็วัตถุไม่มีชีวิต พร์ของเธอคือสื่อจิต ตามความเข้าใจของเธอ การสื่อจิตน่าจะใช้สื่อสารกับสิ่งมีชีวิตได้เท่านั้นใช่ไหม”
สืออวี่พยักหน้า เขาเคยค้นข้อมูลเื่นี้แล้ว แต่น่าเสียดายที่ไม่พบอะไรใหม่
“แต่ทุกอย่าง... มีข้อยกเว้น”
“วัตถุไม่มีชีวิตบางอย่างที่แบกรับความศรัทธา ความเชื่อ ปณิธาน และอารมณ์ความรู้สึกของสิ่งมีชีวิตจำนวนมหาศาล เมื่อผ่านการขัดเกลาจากกาลเวลา ก็มีความเป็ไปได้ที่จะให้กำเนิดจิติญญาขึ้นมา”
“แต่จิติญญาที่ว่านี้เป็แิที่จับต้องไม่ได้ ไม่เกี่ยวข้องกับชีวิต จิตใจ หรือิญญาผีสาง ในวงการโบราณคดีเราเรียกมันว่า ร่องรอยแห่งประวัติศาสตร์ และร่องรอยพวกนี้ มีเพียงผู้ที่มีพร์พิเศษส่วนน้อยมากๆ เท่านั้นที่มีโอกาสได้ยิน”
“ดังนั้น ผู้ฝึกอสูรที่พร์สื่อจิตประเภทนี้ วงการโบราณคดีจึงเรียกพวกเขาว่า... ผู้สดับเสียงแห่งประวัติศาสตร์”
สืออวี่ชี้ตัวเอง “หมายความว่า... ผมคือผู้มีพร์พิเศษที่ว่านั่น?”
ลู่ชิงอีพยักหน้ารับ “การได้ยินเสียงของประวัติศาสตร์ เป็พร์ที่ยอดเยี่ยมมาก ในหน้าประวัติศาสตร์อันยาวนาน มี่เวลาที่ประวัติศาสตร์ขาดหายไปหลายครั้ง ความจริงนับไม่ถ้วนถูกฝังกลบ และโบราณสถานก็คือหนทางหลักที่คนยุคปัจจุบันใช้ทำความเข้าใจอดีต”
“แต่โบราณสถานส่วนใหญ่ มักจะมีพลังเหนือธรรมชาติคอยปกป้อง การจะถอดรหัสหรือค้นหาพวกมันจึงยากลำบากอย่างยิ่ง”
“ทว่าผู้สดับเสียงแห่งประวัติศาสตร์ จะค้นหาหรือไขข้อมูลสำคัญของโบราณสถานได้ง่ายกว่าคนทั่วไปมาก”
“ครั้งนี้ เพราะเธอไปกระตุ้นจิติญญาของรูปปั้นหินเข้า จึงทำให้โบราณสถานเก่าแก่แห่งหนึ่งปรากฏขึ้นมา เื้ัเื่นี้อาจเชื่อมโยงไปถึงความจริงในประวัติศาสตร์ของทุ่งน้ำแข็งแห่งนี้”
สืออวี่เริ่มสังหรณ์ใจไม่ดี “สรุปว่าจุดประสงค์ที่คุณมาหาผมก็คือ...”
ลู่ชิงอี: “เธอมีพร์มาก เป็นักโบราณคดีโดยกำเนิด ฉันอยากจะเชิญเธอ...”
ไม่มีทาง!!! เป็ไปไม่ได้เด็ดขาด!!!
ชาตินี้เขาไม่มีวันกลับไปทำงานโบราณคดีอีกแล้ว หาเงินเล็กๆ น้อยๆ เลี้ยงแพนด้าสักตัว หาแฟนสวยๆ สักคน เลี้ยงแมวน่ารักๆ กับเธอสักตัว ใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์อย่างมีความสุขในเมืองที่ปลอดภัยไม่ดีกว่าเหรอ?
“ขอโทษด้วยครับ... ผมไม่ได้สนใจด้านโบราณคดีเลย”
“ไม่อยากเข้าสมาคมโบราณคดี แล้วก็ไม่อยากไปเรียนมหาวิทยาลัยโบราณคดีด้วยครับ” สืออวี่ปฏิเสธเสียงแข็งด้วยความรู้สึกผิด (นิดหน่อย)
ลู่ชิงอีทำหน้าสงสัย “ใครบอกว่าจะชวนเธอเข้าสมาคมโบราณคดี?”
“หืม? ไม่ใช่เหรอ?”
“ด้วยพร์ระดับเธอ ให้เข้าสมาคมโบราณคดีมันออกจะเสียของไปหน่อย”
“ปัจจุบันทั่วทั้งอาณาจักรตงหวง จำนวนผู้สดับเสียงแห่งประวัติศาสตร์ที่ถูกค้นพบ ถ้ารวมเธอด้วย ก็มีแค่ 11 คนเท่านั้น น้อยกว่าจำนวนผู้ฝึกอสูรระดับตำนาน และยังน้อยกว่าสัตว์อสูรระดับผู้พิทักษ์ในประเทศด้วยซ้ำ เธอรู้ไหมว่านี่หมายความว่ายังไง?”
“ที่ฉันจะเชิญเธอ คืออีกองค์กรหนึ่งต่างหาก”
“อีกอย่าง เธอไม่ต้องรีบปฏิเสธหรอก ผู้ชายน่ะเป็สิ่งมีชีวิตปากไม่ตรงกับใจ... การที่มีพร์นี้ได้ ก็แปลว่าลึกๆ แล้วเธอต้องหลงใหลในศาสตร์แขนงนี้แน่นอน ไม่อย่างนั้นคงไม่ได้ยินเสียงจากรูปปั้นหินหรอก”
ลู่ชิงอีเดินไปใต้กรงนก มองดูหนอนไหมเขียว คำพูดของเธอทำให้สืออวี่รู้สึกจุกจนพูดไม่ออก
ทำไม... ทำไมกัน!?
ทำไมข้ามโลกมาแล้ว ยังสลัดเื่โบราณคดีไม่หลุดอีก?
ไอ้เ้าพร์สื่อจิตที่ดูหน้าซื่อตาใส ไร้พิษสงนี่...
ทำไมถึงมาแทงข้างหลังกันได้ลงคอ!