ตอนที่ 21 :ของสามสิ่งที่คนตายฝากไว้
เสียงไก่ขันดังมาจากท้ายหมู่บ้านตอนที่หลินซูเหยาลืมตาขึ้น
ฟ้ายังไม่สว่างเต็มที่
ลมเช้าลอดผ่านรอยแตกของผนังกระท่อมจนปลายจมูกเย็นเฉียบแต่เธอไม่รู้สึกง่วงแม้แต่น้อย
สายตาเหลือบไปยังตะกร้าใบใหญ่ซึ่งถูกเลื่อนกลับมาวางชิดผนังั้แ่เมื่อคืน
ใต้ตะกร้านั้นมีหีบเหล็กฝังอยู่
เมื่อคืนปลายช้อนกระทบโลหะดังเพียง“กึก” ครั้งเดียว เธอก็หยุดมือทันที กระท่อมหลังนี้อยู่ใกล้ทางเดินเกินไปกลางคืนเงียบจนเสียงขูดดินไม่กี่ครั้งก็อาจเรียกความสนใจจากคนที่เดินผ่านได้
หลินซูเหยาลุกจากที่นอนพับผ้าห่ม แล้วก่อไฟต้มน้ำ
โจ๊กข้าวฟ่างที่เหลือจากเมื่อคืนถูกอุ่นจนเดือดเธอตักใส่ถ้วยแล้วมองอยู่ครู่หนึ่ง
ในชีวิตก่อนอาหารเช้าของเธออาจเป็กาแฟกับแซนด์วิชระหว่างประชุมหรือมื้อเช้าในโรงแรมระหว่างเดินทางไปดูโครงการ แต่หลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โจ๊กอ่อนๆ กลับกลายเป็อาหารที่กระเพาะของร่างนี้รับได้ดีที่สุด
เธอไม่ได้รังเกียจมัน
เพียงเริ่มรู้สึกว่าวันนี้น่าจะเป็วันที่ควรมีอะไรดีกว่าเดิมสักหน่อย
หลินซูเหยาหลับตาเข้าไปในห้างหยิบนมกล่องเล็กออกมาหนึ่งกล่อง เทใส่ถ้วยเคลือบที่ล้างสะอาดแล้วแล้วเก็บบรรจุภัณฑ์กลับเข้าไปทันที
เธอจิบช้าๆ เพียงครึ่งถ้วย
หวานกว่าที่คิด
หลังจากกินของจืดมานานรสธรรมดาในโลกเดิมกลับอร่อยจนเธอต้องหยุดอยู่สองวินาที
“ถือว่าให้รางวัลก่อนทำงานหนักก็แล้วกัน”
เธอกินโจ๊กจนหมดล้างถ้วย แล้วเดินไปลงกลอนประตู
จากนั้นจึงลากตะกร้าออกคุกเข่าลงตรงพื้นดินข้างผนัง
ช้อนเหล็กถูกหยิบขึ้นมาอีกครั้ง
ดินชั้นบนถูกขูดออกเมื่อคืนแล้ววันนี้จึงง่ายกว่าเดิม ไม่นาน ขอบเหล็กสีดำคล้ำก็โผล่ขึ้นมา
หลินซูเหยาวางช้อนใช้มือปัดดินออกจากฝากล่อง สนิมกินตามมุม แต่ตัวกล่องยังแน่น
ปลายนิ้วแตะหูหิ้วเย็นเฉียบ
ความเจ็บแปลบแล่นขึ้นตรงฝ่ามือชั่วขณะทั้งที่าแของเด็กอายุสิบสี่หายไปนานแล้ว
เธอชะงักเพียงครู่ก่อนจับหูเหล็กแล้วออกแรงดึง
กล่องไม่ขยับ
“หนักเหมือนกันนี่”
หลินซูเหยาเปลี่ยนท่าขุดดินด้านข้างเพิ่มอีกเล็กน้อย ก่อนสอดมือเข้าใต้หูจับทั้งสองข้าง
คราวนี้กล่องค่อยๆ หลุดขึ้นมา
ก้นเหล็กลากผ่านดินส่งเสียงครืด
เธอรีบหยุด
ฟัง
ด้านนอกมีเพียงเสียงลมกับเสียงคนไอจากบ้านไกลๆ
จึงลากกล่องขึ้นวางบนผ้ากระสอบเก่าแล้วนั่งหอบอยู่สองสามครั้ง
ร่างกายดีขึ้นกว่าตอนเพิ่งฟื้นมาอย่างเห็นได้ชัดแต่การยกของหนักยังทำให้หัวใจเต้นเร็วเกินไป
หลินซูเหยามองแขนตัวเอง
ข้อมือยังเล็กเสื้อฝ้ายเก่ายังหลวม แต่ไม่ได้รู้สึกเหมือนกระดูกจะหักเพียงเพราะออกแรงอีกแล้ว
อย่างน้อยสิ่งที่กินเข้าไปตลอด่ที่ผ่านมาไม่ได้สูญเปล่า
เธอหลับตาอีกครั้งชั่วพริบตาก็เข้าไปในห้าง หยิบกุญแจทองเหลืองจากตู้ล็อกเกอร์แล้วกลับออกมา
กุญแจดอกเดิม
ดอกที่ซ่อนอยู่หลังอิฐตรงคั่งของบ้านพ่อแม่และถูกพบั้แ่ก่อนเธอจะได้บ้านคืนเสียอีก
เสียบเข้ารู
พอดี
มือจับหัวกุญแจแล้วหมุน
ไม่ไป
หลินซูเหยาขมวดคิ้ว
ลองอีกครั้ง
ยังไม่ขยับ
“สามปีในดินถ้าเปิดง่ายสิแปลก”
เธอลุกไปหยิบน้ำมันเล็กน้อยแตะตรงรูล็อกแล้วรอ
เสียงไก่ขันดังขึ้นอีกรอบด้านนอกเริ่มมีเสียงคนเดิน
หลินซูเหยาเหลือบมองประตู
หากมีใครมาเคาะตอนนี้—
ก๊อกก๊อก
มือเธอหยุดทันที
“ซูเหยาตื่นหรือยัง”
เสียงป้าเจิ้ง
หลินซูเหยามองหีบตรงหน้าก่อนรีบลากผ้ากระสอบมาคลุมแล้วเลื่อนตะกร้าบัง
“ตื่นแล้วค่ะ!”
เธอเปิดประตูเพียงครึ่งบาน
ป้าเจิ้งยืนอยู่ด้านนอกพร้ะกร้าเล็กในมือมีหมั่นโถวสองก้อน
“วันนี้จะย้ายเข้าบ้านใช่ไหม”
“ค่ะเลิกงานแล้วจะขนของเที่ยวสุดท้าย”
“ฉันนึกว่าเธอจะเริ่มั้แ่เช้าเอานี่ไปกินระหว่างทาง”
หลินซูเหยารับมา
“เมื่อวานก็ช่วยฉันทั้งวันแล้ววันนี้ยังเอาของมาให้อีก”
“หมั่นโถวสองก้อนทำให้บ้านฉันจนหรือไง”
ป้าเจิ้งพูดแล้วชะโงกมองด้านใน
หลินซูเหยายืนขวางประตูอยู่พอดี
อีกฝ่ายหยุดไปนิดหนึ่ง
“มีอะไรหรือเปล่า”
“ไม่มีค่ะฉันกำลังจัดของ”
ป้าเจิ้งมองเธออีกครั้งก่อนพยักหน้า
“งั้นรีบย้ายเสียบ้านอิฐอุ่นกว่าที่นี่เยอะ กลางคืนลมแบบนี้เดี๋ยวป่วย”
“ค่ะ”
หญิงวัยกลางคนหมุนตัวจะกลับก่อนหันมากำชับอีกครั้ง
“กินด้วยอย่าเอาแต่ทำงาน”
“รู้แล้วค่ะ”
หลินซูเหยายืนรอจนเสียงฝีเท้าห่างออกไปจึงปิดประตู
ลากตะกร้าออก
กุญแจยังเสียบอยู่
เธอจับหัวกุญแจแล้วลองหมุนอีกครั้ง
กึก
ครั้งนี้กลไกด้านในขยับ
หลินซูเหยานิ่งก่อนค่อย ๆ ยกฝาหีบขึ้น
กลิ่นกระดาษเก่ากับกลิ่นผ้าที่ถูกปิดไว้นานลอยออกมา
เธอมองเข้าไป
ไม่มีเงิน
ไม่มีทอง
ไม่มีเครื่องประดับ
ในหีบมีของอยู่เพียงสามอย่าง
สมุดปกผ้าสีน้ำเงินเข้มหนึ่งเล่ม
ผ้าเช็ดหน้าสีอ่อนพับอยู่ด้านข้าง
และเสื้อเด็กตัวเล็กมากหนึ่งตัว
หลินซูเหยามองอยู่ครู่หนึ่ง
คนที่ค้นบ้านของพ่อแม่คงผิดหวังหากเห็นของพวกนี้
แต่เธอกลับไม่รู้สึกผิดหวังเลย
มือหยิบสมุดขึ้นมาก่อนขอบกระดาษเหลืองตามอายุ ปกไม่มีชื่อ ไม่มีข้อความ
เธอพลิกดูแต่ยังไม่เปิด
สายตากลับถูกผ้าเช็ดหน้าดึงไปเสียก่อน
ตรงมุมผ้ามีดอกไม้สีม่วงปักอยู่
มือของเธอหยุดกลางอากาศ
หลินซูเหยาหยิบผ้าขึ้นมากางออกเพียงครึ่งหนึ่ง
ดอกไม้ตรงมุมปรากฏชัดเต็มตากลีบเล็กสีม่วงอมครามเรียงซ้อนกัน กิ่งโค้งอ่อนไปด้านหนึ่ง
ภาพหนึ่งวาบขึ้นมา
ห้างในโลกเดิม
หญิงชราคนหนึ่งยืนถือกระถางต้นไม้
“ต้นนี้เรียกจื่อหลัน”
หลินซูเหยาก้มมองผ้าอีกครั้ง
ปลายนิ้วแตะตรงกลีบดอกเบาๆ
ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ผ้าเก่ายังคงเป็ผ้าเก่า
แต่ลายปักนั้นเหมือนดอกไม้ในความทรงจำมากเกินไป
“จื่อหลัน...”
เสียงหลุดจากริมฝีปาก
ทันใดนั้นภาพอีกภาพแทรกเข้ามาสั้น ๆ
มือของเสิ่นชิงหลันวางผ้าผืนนี้ลงบนฝ่ามือเด็กหญิง
เสียงของแม่ไม่ชัด
มีเพียงรอยยิ้มกับสีม่วงตรงมุมผ้า
แล้วภาพก็หายไป
หลินซูเหยามองผ้าในมือ
จากแม่หรือ?
เธอพับมันกลับอย่างระวัง
สายตาจึงเลื่อนไปยังของชิ้นสุดท้าย
เสื้อเด็ก
เล็กมาก
ผ้ายังสะอาดไม่มีคราบ ไม่มีร่องรอยการซัก
เธอหยิบขึ้นมาดูเพียงครู่เดียวก่อนวางกลับตรงเดิม
มือชะงักอยู่บนผ้าตัวเล็กนั้นนิดหนึ่ง
แต่ยังไม่ตามความทรงจำที่แวบขึ้นมา
หลินซูเหยาหยิบผ้ากระสอบเก่ามาเช็ดฝุ่นรอบกล่องอีกครั้งแล้วมองรอยดินบนพื้น
ตอนเย็นเธอต้องย้ายออกจากกระท่อมอย่างถาวร
ถ้าทิ้งหลุมไว้แบบนี้คนที่เข้ามาภายหลังย่อมเห็นทันทีว่าเคยมีอะไรถูกฝังอยู่
เธอจึงตักดินกลับลงไปทีละน้อยใช้ก้นช้อนกดให้แน่น แล้วเอาฝุ่นแห้งจากมุมห้องโรยทับ
ยังเห็นสีต่างอยู่บ้างแต่ไม่น่าดึงสายตาคนที่ไม่ได้ตั้งใจหา
ทำเสร็จก็ล้างมือในกะละมัง
น้ำเย็นจนปลายนิ้วชา
หลินซูเหยามองมือที่สะอาดขึ้นแล้วนึกถึงห้องน้ำในห้าง
อีกไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น
คืนนี้เธอจะไม่ต้องยืนล้างมือด้วยน้ำเย็นในกระท่อมที่ลมลอดอีก
แค่คิดก็ทำให้อารมณ์ดีขึ้นนิดหนึ่ง
บ้านอิฐยังเก่าและไม่มีอะไรหรูหราแต่สำหรับคนที่นอนฟังเสียงคนเดินผ่านหน้าประตูทุกคืนความเป็ส่วนตัวมีค่ากว่าเฟอร์นิเจอร์แพง ๆ ในชีวิตก่อนเสียอีก
ด้านนอกมีเสียงคนเรียกกันไปทำงาน
เวลาไม่พอแล้ว
หลินซูเหยาเก็บผ้ากับเสื้อกลับเข้าที่แล้วหยิบสมุดปกน้ำเงินขึ้นมาอีกครั้ง
ครั้งนี้เปิดหน้าแรก
ลายมือของหลินจิ้นกั๋วปรากฏบนกระดาษสีเหลือง
บรรทัดแรกเขียนว่า
“วันนี้ชิงหลันบอกว่าเรากำลังจะมีลูก”
มือของหลินซูเหยานิ่ง
เสียงคนเดินผ่านหน้ากระท่อม
เสียงเรียกกันไปทำงาน
เสียงเด็กวิ่ง
เสียงหมาเห่า
หมู่บ้านเริ่มตื่นแล้ว
แต่สายตาของเธอยังคงอยู่บนลายมือนั้น
คนที่ตายไปหลายปี
เพิ่งเริ่มพูดกับเธอผ่านหน้ากระดาษเป็ครั้งแรก