คืนวันที่สองหลังแต่งงานอวิ๋นอ๋องยังคงไม่ย่างกรายเข้าห้องพระชายาคนใหม่
อาสื่อน่าเหยียนอยู่ในห้องอวิ๋นอ๋องถึงวันรุ่งขึ้นถึงจะจากไปตอนจากไป บนลำคอยังมีรอยม่วงเขียวอยู่เต็ม
คนนอกมองดู อวิ๋นอ๋องโปรดปรานอาสื่อน่าเหยียนมากมีเพียงอาสื่อน่าเหยียนเองที่รู้ถึงความเจ็บปวดในนั้น คอนางถูกบีบจนม่วงคล้ำ เดิมทีอยากบำรุงรักษาสักรอบ ทว่าตอนกลางดึกกลับถูกเรียกไปที่เรือนอวิ๋นอ๋องอีกรอบเฝ้าอยู่นอกประตูของอวิ๋นอ๋องทั้งครึ่งคืนหลัง! “พระชายา ตามธรรมเนียมสามวันกลับไปเยี่ยมบ้านพรุ่งนี้เป็นวันที่ต้องกลับบ้านแล้ว ท่านอ๋องไม่มาหาท่าน ท่านไม่สู้ไปหาท่านอ๋อง รูปโฉมท่านงดงามเพียบพร้อม ท่านอ๋องไม่มีทางไม่ชอบท่าน”อิ่นจูหวีผมให้กู้สุ่ยเย่ว์พร้อมกับเอ่ยขึ้นตามจริงแล้วอิ่นจูเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี
สำหรับเ้าสาวแล้วธรรมเนียมสามวันกลับไปเยี่ยมบ้านนี้สำคัญมาก
สามีภรรยากลับไปเยี่ยมบ้านพร้อมกัน บอกชัดถึงความรักที่สามีมีต่อภรรยา สามีภรรยาสองคนรักใคร่ปรองดองชีวิตหลังแต่งงานจะต้องมีความสุขสมบูรณ์แบบ แต่หากเจ้าสาวกลับไปแค่คนเดียวนั่นก็จะเป็นการแสดงออกว่าสามีไม่ชอบภรรยา บัดนี้ทั้งจวนอ๋องล้วนรู้ว่ากู้สุ่ยเย่ว์ไม่ได้รับความโปรดปรานหากเวลากลับบ้าน อวิ๋นอ๋องไม่ไปด้วยอีก เช่นนั้นทั้งเมืองหลวงก็จะรู้แล้วว่ากู้สุ่ยเย่ว์ไม่ได้รับความโปรดปราน“พระชายา ท่านอ๋องเป็ดวงจันทร์บนฟ้า ถูกหมู่ดารารายล้อมแม้พระชายาจะโดดเด่นสะดุดตา ทว่ามีแต่การเข้าไปอยู่ใกล้ๆท่านอ๋องถึงจะมองเห็นได้ชัดเจน” อิ่นจูเอ่ย
‘ความโดดเด่น’ ของนางกงซุนอี้พบเจอนานแล้ว กู้สุ่ยเย่ว์ไม่เคยคิดเอาใจกงซุนอี้หากว่านางยอมโอนอ่อนอยู่เบี้ยล่าง เขาจะต้องได้คืบจะเอาศอกแน่นอนนางไม่มีทางก้มหัวให้กงซุนอี้แน่นอน
แต่มีเื่หนึ่งที่อิ่นจูเอ่ยไม่ผิดนางจำเป็ต้องให้กงซุนอี้กลับบ้านไปกับนาง กู้เชียนยังมีชีวิตอยู่หากจวนตระกูลกู้ยังรุ่งโรจน์เช่นเดิม ความแค้นนางไม่มีทวงคืนสำเร็จ
“พระชายา พระชายาอาสื่อน่าฝั่งนั้นส่งคนมาเพคะ” บ่าวรับใช้เข้ามารายงานใบหน้าอิ่นจูฉายแววสงสัยแปลกใจ
เมื่อคืนวาน อาสื่อน่าเหยียนพาคนบุกเข้าห้องพระชายาขวางพระชายาอยู่ในห้อง เห็นชัดว่าผู้มาประสงค์ร้ายอิ่นจูรู้ว่าอาสื่อน่าเหยียนมาหาเรื่องพระชายา แต่นางไม่รู้ว่าพระชายาพ้นภัยได้อย่างไร ทว่าพอเห็นพระชายาปลอดภัย จึงไม่ถามรายละเอียดอื่นใดอีกเวลานี้ได้ยินอาสื่อน่าเหยียนส่งคนมาพลันรู้สึกว่าเรื่องวุ่นวายมาเยือนอีกแล้วพระชายากลับนิ่งเฉยนัก “ให้พวกนางเข้ามา”
สาวใช้ร่างกำยำสองนางเดินเข้ามาจากด้านนอกกู้สุ่ยเย่ว์เห็นใบหน้าบวมช้ำของพวกนางทำได้เพียงแยกแยะจากตัวพวกนางถึงจำได้ว่าพวกนางเป็นสาวใช้สองคนที่อาสื่อน่าเหยียนพามากุมตัวนาง เห็นได้ชัดว่าสาวใช้สองนางนี้ถูกทุบตีมารอบหนึ่งสาวใช้ทั้งสองเห็นหน้ากู้สุ่ยเย่ว์แล้วหวาดกลัวอยู่บ้างในมือพวกนางแต่ละคนถือถาดคนละถาด
คนหนึ่งเอ่ย “นี่เป็เสื้อผ้าที่พระชายาอาสื่อน่าไม่ใช้ พระชายาบอกว่าให้พระชายาเอกใช้เพคะ”
อีกคนเอ่ย “นี่เป็เครื่องประดับที่พระชายาอาสื่อน่าไม่ใช้พระชายาบอกให้มอบให้พระชายาเอกเพคะ”
ของที่อาสื่อน่าเหยียนไม่ใช้กลับเอามาให้พระชายาเอกใช้ นี่ไม่ใช้เป็นการหยามเกียรติพระชายานางรึอิ่นจูถลึงตามองพวกนางอย่างมีโทสะทว่ากู้สุ่ยเย่ว์กลับรั้งมือนางไว้
สาวใช้ร่างใหญ่ทั้งสองวางของลงจากนั้นหนีหน้าจากไปอย่างรวดเร็วคล้ายมีบางอย่างไล่ตามอยู่ข้างหลังอย่างไรอย่างนั้น
“พระชายา พระชายารองทำเกินไปแล้ว” หน้าอิ่นจูโมโหจนแดงแล้วแทบอยากจะขว้างของที่อาสื่อน่าเหยียนส่งมาลงพื้นแรงๆ
ทว่ากู้สุ่ยเย่ว์กลับเดินเข้าไปมือไล้ผ่านเนื้อผ้าบนตัวอาภรณ์ จากนั้นหยิบแหวนหยกจากอีกถาดขึ้นมา ลูบหมุนเล่น
“ด้ายไหมชนิดนี้หาพบยาก ผลิตจากแคว้นเล็กๆทางเหนือของวั่งเย่ว์ทั้งซั่วอวิ๋นเกรงว่าคงมีแต่บนพระวรกายของไทเฮาและฮองเฮาเท่านั้นที่มี”กู้สุ่ยเย่ว์ลูบไล้แหวนหยกในมือเอ่ย “หยกชนิดนี้ไม่ใช่หยกธรรมดาแต่เป็นหยกสีขี้นกการเวกมีค่าควรเมือง”อิ่นจูที่ฟังอยู่ข้างๆ เบิกตากว้างลืมความโกรธเมื่อครู่ไปแล้ว
ความแปลกใจหลักๆ ของนางมีอยู่สองข้อ
ข้อแรกนางรู้ว่าพระชายาเอกเป็บุตรสาวสายตรงจวนอัครมหาเสนาบดีแต่ได้ยินมานานแล้วว่าบุตรสาวสายตรงนางนี้ไม่เป็ที่โปรดปรานแต่จากการกระทำและความรู้กว้างขวางของนางนับว่านางเหมาะสมคู่ควรกับฐานะบุตรสาวสายตรงจวนอัครมหาเสนาบดียิ่ง
ข้อที่สอง ของที่พระชายาอาสื่อน่าเหยียนไม่ต้องการเหตุใดถึงมีค่าขนาดนี้ได้ แล้วเหตุใดนางถึงส่งของที่มีค่าพวกนี้มาให้พระชายาที่นี่อวดเบ่งรึ หรือว่ายังมีจุดประสงค์อื่นอีก
“พระชายาควรส่งของพวกนี้กลับไปหรือไม่เพคะ” อิ่นจูเอ่ย
“เหยียนเอ๋อร์ให้มา ต้องเก็บไว้อยู่แล้วไม่เช่นนั้นจะเสียน้ำใจนางได้” กู้สุ่ยเย่ว์เอ่ยเสียงอ่อนโยน
เหยียนเอ๋อร์...พระชายาสนิทกับพระชายาอาสื่อน่าเช่นนี้เมื่อไรกันอิ่นจูมองสีหน้าที่อ่อนโยนดุจสายน้ำของกู้สุ่ยเย่ว์ อดหนาวสะท้านขึ้นมาไม่ได้
อาสื่อน่าเหยียนกำลังแหย่แมวป่าเล่นอยู่ในเรือนสุ่ยเซี่ยจามขึ้นมาไม่ทราบสาเหตุ มือออกแรงมากกะทันหัน แมวป่าโมโหกัดนางอาสื่อน่าเหยียนออกแรงสะบัด แมวป่าที่เดิมคลุ้มคลั่งตกลงพื้น นอนแน่นิ่งไม่ไหวติงไร้ลมหายใจ
“น้องหญิง แมวป่าทำร้ายคนแมวบ้านดีกว่าหน่อย น้องหญิงเห็นว่าแมวปั๋วซือ[1]ตัวนี้ของข้าเป็อย่างไรหากน้องหญิงชอบก็จะมอบให้น้องหญิง”
พออาสื่อน่าเหยียนเงยหน้าก็เห็นสตรีอ่อนโยนนางหนึ่งยืนย้อนแสงอยู่ราวกับนางเซียนเดินออกมาจากตำราอย่างไรอย่างนั้นนำพาซึ่งไออุ่นของภูมิภาคเจียงหนานยามเดือนสามมาด้วย
ใบหน้าเมิ่งซีอวี้แต้มรอยยิ้มอ่อนโยนยื่นแมวปั๋วซือสีขาวหิมะมาตรงหน้าอาสื่อน่าเหยียน
อาสื่อน่าเหยียนเดิมทีนั่งยองอยู่บนพื้นนางเงยหน้ามองเมิ่งซีอวี้อยู่เช่นนั้นใบหน้าเรียวหมดจดมองไม่ออกว่าประสงค์ดีหรือร้าย
เมิ่งซีอวี้ดึงแมวในมือกลับนิ้วมือนวลขาวลูบไล้แมวปั๋วซือในมือ “พี่หญิงรู้ว่าน้องหญิงไม่ได้รับความเป็นธรรมพวกเราสองคนพี่น้องปรนนิบัติท่านอ๋องร่วมกัน ใกล้ชิดกันเหมือนพี่น้องแท้ๆ มาแต่ไหนแต่ไร ในจวนอ๋องแห่งนี้เองก็สงบสุขบัดนี้ตำแหน่งชายาเอกมีเจ้าของข้าเป็นชายารอง ศักดิ์ต่ำกว่าหนึ่งขั้นปรนนิบัติเคารพนางไม่ได้เสียเกียรติเสียหน้าอันใดแต่น้องหญิงท่านเป็นถึงองค์หญิงทูเจวี๋ย ฐานะสูงศักดิ์คิดไม่ถึงว่านางจะบีบคั้นคนเช่นนี้ ไม่คิดถอยให้ถึงกับบีบให้น้องหญิงตกอยู่ในสภาพเช่นนี้”“วันนี้ที่พี่หญิงมาก็เพราะอยากเสนอแิให้น้องหญิงน้องหญิงยังจำอาชาพยศไม่กี่ตัวที่ยังฝึกไม่เชื่องในสนามม้าได้หรือไม่ท่านอ๋องเคยรับสั่งไว้ว่าหากผู้ใดสยบอาชาป่าพวกนั้นได้ก็จะตอบรับคำขอเื่หนึ่งพรุ่งนี้เป็วันที่ชายาเอกต้องกลับบ้าน หากไม่มีสามีเคียงข้าง นางคงเสียหน้ายิ่งหากนางรู้เื่นี้ ไม่รู้ว่าจะเดิมพันสักรอบหรือไม่...”
เมิ่งซีอวี้ยังไม่ทันเอ่ยจบดวงตาอาสื่อน่าเหยียนพลันกระจ่างวูบ “ข้าจะแข่งกับกู้สุ่ยเย่ว์สักรอบ”
เมิ่งซีอวี้เห็นเงาร่างที่จากไปอย่างตื่นเต้นยินดีของอาสื่อน่าเหยียน ในแววตาแต้มรอยยิ้มเจือจาง อาสื่อน่าเหยียนไม่ใช่คนโง่ แต่มุทะลุนัก โดยเฉพาะหลังจากนางเป็นเหมือนน้ำกับไฟกับกู้สุ่ยเย่ว์นางไม่สนว่าตนเองจะถูกบงการหรือไม่ แน่นอน ต่อให้นางรู้ว่าตนเองกลายเป็นดาบที่ถูกยืมไปฆ่าคนก็คงมุ่งหน้าหมายมั่นไปเช่นเดิมประโยคง่ายๆไม่กี่ประโยคของนางกลับทำการยุแยงสำเร็จ
การวางยาคืนวันแต่งงาน อุบายเมื่อคืนวาน จนถึงวันที่ส่งข้าวของเก่าๆ ไปตรงหน้ากู้สุ่ยเย่ว์เื่ราวต่างๆ ล้วนแต่มีคนมารายงานตรงหน้านาง
นางไม่จำเป็ต้องลงมือเองทำเพียงเป็ผู้ชมดูพลุไฟอยู่ริมตลิ่งก็พอ
ยามเที่ยง แสงตะวันร้อนแรง ขับไล่ความหนาวเหน็บฤดูวสันต์บนหลังอาชาสีแดงพุทรา บุรุษเปลือยท่อนบนภายใต้การสาดแสงของตะวันร้อนแรงจนเหงื่อผุดหลายหยด กล้ามเนื้อสีทองแดงเกร็งแน่นประดุจดั่งสัตว์ร้าย เพิ่มความป่าเถื่อนขึ้นหลายส่วน
อาชานั่นเป็อาชาพยศ เป็อาชาพยศที่ยังไม่ได้ฝึกจนเชื่องร้องคำรามคลุ้มคลั่ง ควบทะยานรวดเร็วอาชาสีแดงพุทราคิดหาวิธีสุดความสามารถเพื่อสลัดคนบนตัวลงไปเรี่ยวแรงเช่นนั้นเพียงพอให้คนที่อยู่บนตัวร่วงตกจนกระดูกหักแตกได้แต่คนบนหลังอาชากลับคว้าเชือกเอาไว้แน่น กล้ามเนื้อบนแขนเกร็งนูนขาทรงพลังควบหนีบตัวอาชาเอาไว้แน่น ไม่ว่าจะดิ้นรนอย่างไรก็ไม่สามารถสลัดเขาออกได้
ใต้ตะวันร้อนแรง หนึ่งคนหนึ่งอาชายื้อยุดกันอยู่เช่นนี้ประชันฝีมือกัน ทำเอาคนที่ล้อมดูหยุดหายใจ มือคู่กำแน่น
ไม่นาน เสียงคำรามอาชากลายเป็อ่อนลงแรงขัดขืนยิ่งนานยิ่งน้อย สุดท้ายหมอบฟุบลงพื้น ยอมแพ้แล้ว
บุรุษเงาร่างกำยำะโลงมา ไม่นานก็มีคนส่งผ้าเปียกให้ ส่วนกลุ่มคนที่ยืนอยู่ด้านนอกสนามม้าต่างพากันส่งเสียงร้องเรียก
“อาชาพยศขนาดนั้นยังสยบได้ ท่านอ๋องร้ายกาจยิ่ง”
“เอ่ยถึงความองอาจ หากท่านอ๋องเป็นที่สอง ในซั่วอวิ๋นคงไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยว่าเป็นที่หนึ่งแล้ว”คนกลุ่มนี้แน่นอนว่าเป็เรือนหลังของอวิ๋นอ๋อง
อาสื่อน่าเหยียนจมดิ่งเมามายอยู่ภายใต้ความหล่อเหลาของกงซุนอี้อย่างสิ้นเชิงกระทั่งมือของเมิ่งซีอวี้สะกิดแผ่นหลังนางอาสื่อน่าเหยียนถึงได้สติกลับมา ะโโลดเต้นไปตรงหน้าเขา “ท่านอ๋องยังมีอาชาอีกกี่ตัวที่ยังไม่ถูกปราบ เหยียนเอ๋อร์อยากลองสักหน่อย”
วันนี้นางใส่ชุดรัดรูปสีดำ ผมรวบเรียบง่ายเห็นชัดว่าเตรียมการมา
ตระกูลอาสื่อน่าเป็นชนเผ่าบนหลังม้านิสัยเปิดกว้างอวิ๋นอ๋องชื่นชอบจุดนี้ของนางที่สุด“หากเหยียนเอ๋อร์ชอบก็ไปเลือกสักตัวเถอะ”
ั์ตาอาสื่อน่าเหยียนกลิ้งกลอก ก่อนจะร่วงตกไปยังตัวคนที่อยู่นิ่งเงียบไร้สุ้มเสียงท่ามกลางกลุ่มคน“พี่หญิง ไม่สู้พวกเราประลองกันสักรอบ”
คนที่แต่เดิมถูกคนมองข้ามพลันปรากฏขึ้นในสายตากลุ่มคนกลุ่มคนต่างมองไปด้วยสายตารอชมเื่สนุก
อาชาพยศเหล่านี้นิสัยดุดันคนทั่วไปคงถูกสลัดตกจนกระดูกแตกหัก ฉากภาพเมื่อครู่กลุ่มคนล้วนเห็นแล้วมีเพียงคนที่ห้าวหาญเช่นท่านอ๋องถึงคุมได้ อาสื่อน่าเหยียนเกิดที่ทูเจวี๋ยโตบนหลังม้ามาตั้งแต่ยังเล็ก จะลองดูสักหน่อยคงไม่เป็นไรหากปราบพยศได้จริงๆ เช่นนั้นคงได้รับความโปรดปรานจากท่านอ๋องมากกว่าเดิมแต่กู้สุ่ยเย่ว์ คุณหนูจวนอัครมหาเสนาบดี เกรงว่าแม้แต่ม้าคงขี่ไม่เป็นยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงม้าพยศที่ไม่ได้ถูกฝึกเพื่อแย่งชิงความโปรดปรานพระชายาเอกคิดปราบพยศม้าโดยไม่เจียมกำลังตนสุดท้ายถูกสะบัดตกสิ้นลมหายใจ
วันพรุ่ง เื่นี้คงร่ำลือไปทั่วเมืองหลวง
ดูท่าพระชายาคนใหม่จะล่วงเกินอาสื่อน่าเหยียนเอาไว้หนักหนาจริงๆ
กู้สุ่ยเย่ว์ยืนอยู่ที่เดิมสีหน้าไร้อารมณ์ ไม่ก้าวถอยแต่ก็ไม่ได้ก้าวไปด้านหน้า
คนส่วนใหญ่คิดว่านางคงกลัวแล้ว มีคนเอ่ยกล่อมขึ้น “พระชายาท่านประลองกับพระชายารองสักรอบเถิด”
มีคนยั่วยุ “หากพระชายากลัวก็ช่างเถิด อย่าได้ฝืนตนเองเลย”
มีเพียงอาสื่อน่าเหยียนที่ถลึงตามองนาง แววตาเฝ้ารอ
ในกลุ่มคนที่อยู่ในนี้เกรงว่าคงมีแต่อาสื่อน่าเหยียนที่อยากประลองกับนางคนอื่นต่างมีท่าทีอยากดูชมเื่สนุก
กู้สุ่ยเย่ว์นิ่งเงียบครู่หนึ่ง เอ่ยขึ้น“หากปราบพยศม้าป่าพวกนี้ได้ ท่านอ๋องจะยอมรับปากเื่หนึ่งใช่หรือไม่”
กงซุนอี้อวิ๋นอ๋องเคยเอ่ยรับปากเช่นนี้ไว้จริงคำรับปากนี้ไม่ใช่แค่เฉพาะเรือนหลังจวนอวิ๋นอ๋องไม่ใช่แค่ความสนุกที่มีต่อสตรีในเรือนหอเท่านั้น แต่เป็ทั้งใต้หล้าอวิ๋นอ๋องชอบอาชานั้นเป็เื่หนึ่งแต่หากใช้อาชาพยศดึงดูดคนมีความสามารถมาได้คงเป็เื่น่ายินดียิ่ง
่นี้คนที่มาทดสอบมีไม่น้อยแต่สุดท้ายล้วนจบลงด้วยความล้มเหลว
“แน่นอน คำพูดข้าคำไหนคำนั้น”
“เช่นนั้นหากข้าปราบพยศได้ก่อนน้องเหยียนเอ๋อร์จะตัดสินเช่นไร” ดวงตาวาวใสของกู้สุ่ยเย่ว์มองไปทางอวิ๋นอ๋อง เอ่ยถาม
อวิ๋นอ๋องเอ่ยถามอย่างสนใจ “เ้าอยากได้อะไร”
“เช่นนั้นท่านอ๋องรับปากข้าสองเื่แล้วกัน”
[1] แมวเปอร์เซีย