เมื่อเห็นการบ่มเพาะที่เงียบสงบของเยี่ยซางเงาร่างหนึ่งก็จากไปก่อนจะมาปรากฏที่บ้านไม้ไผ่ของกงเสวียนแทน
“ท่านอาจารย์”เมื่อร่างนั้นมาถึงหน้าบ้านไม้ไผ่ กงเสวียนซึ่งอยู่ในบ้านก็เดินออกมาอย่างรวดเร็ว
“เอาละเด็กสามคนนี้เป็ต้นกล้าชั้นดี ต้องเข้มงวดกับพวกเขาให้มากหน่อยพรุ่งนี้เรียกศิษย์ช่วยงานทั่วไปให้มาทำความสะอาดที่นี่และสร้างบ้านไม้ไผ่อีกสองสามหลังให้ลูกศิษย์ช่วยงานทั่วไปอยู่ด้วยทั้งสามคนยังเด็กอยู่ พวกเขายังต้องได้รับการดูแลในเื่ชีวิตประจำวัน”หลิ่วหยางอวี่พยักหน้าให้กงเสวียนพร้อมอธิบาย
“ศิษย์เข้าใจแล้วขอรับ” กงเสวียนพยักหน้า
พออธิบายเสร็จหลิ่วหยางอวี่ก็ออกไป
หลังฝึกฝนมาทั้งคืน เยี่ยซางก็ทำความสะอาดร่างกายในตอนเช้าก่อนจะฝึกต่อยลมต่อจากนั้นเขาก็กลับไปที่บ้านไม้ไผ่แล้วเปิดตำราทักษะการต่อสู้ที่กงเสวียนมอบให้ตนเอง
ทักษะหอกไล่ลมเป็ตำราสำหรับผู้ใช้หอก เยี่ยซางเริ่มศึกษาทักษะนี้ขณะยืนอยู่ในสนามในยามนี้เขารู้สึกขอบคุณพ่อเฒ่าของตนเองเป็อย่างมากแม้ว่าหมู่บ้านจู๋หยวนส่วนมากจะเป็นักล่าแต่อีกฝ่ายก็ไม่ลืมสอนเยี่ยซางให้อ่านเขียนออกด้วยความรู้ที่เขาได้รับจากพ่อเฒ่าจึงทำให้เขาสามารถเข้าใจเนื้อหาได้ไม่ยาก เยี่ยซางยังจดจำตัวอักษรโบราณบางตัวได้
พอเยี่ยซางนำหอกเหล็กดำออกมาเขาก็เริ่มฝึกหอกไล่ลมในสนาม
หลังจากฝึกได้ระยะหนึ่งเยี่ยซางก็ถอนหายใจ เพราะเด็กหนุ่มไม่สามารถควบคุมทักษะหอกไล่ลมได้แม้แต่น้อย
ทักษะหอกไล่ลมมีสองจุดที่สำคัญหนึ่งคือความเร็ว ต้องใช้ความเร็วให้ดูเหมือนช้า อีกหนึ่งจุดคือความแรงต้องใช้พละกำลังมหาศาลทำให้หอกเป็เสมือนั
หลังจากฝึกฝนเป็เวลาครึ่งชั่วยามเยี่ยซางกลับไม่รู้สึกถึงความเร็วหรือความแรงใดๆ ทั้งนั้น
เยี่ยซางนั่งถอนหายใจอยู่ในลานเล็กๆขณะพยายามคิดว่าจะทำสองสิ่งนี้ได้อย่างไร หลังจากครุ่นคิดเป็เวลานานเขาก็ยังไม่พบความรู้สึกนั้น จากนั้นจึงสรุปว่าทั้งพลังบ่มเพาะของตนเองและความแข็งแกร่งของร่างกายต่างก็ยังไม่มากพอ
เยี่ยซางยืนขึ้นแล้วถอนหายใจแต่เขาก็ยังคงฝึกฝนต่อไปแผนของเยี่ยซางคือการบ่มเพาะรากฐานปรับปรุงพลังปราณของตนเองก่อนหลังจากนั้นเมื่อเขาฝึกฝนทักษะการต่อสู้แล้ว เขาจะสามารถทำสิ่งต่างๆได้มากขึ้นทีละน้อย
เยี่ยซางใช้เวลาสองวันถัดมาฝึกซ้อมอย่างหนักตอนกลางวันกงเสวียนมาที่บ้านไม้ไผ่ของเยี่ยซางเพื่ออธิบายปัญหาที่ติดขัดในการฝึกฝนให้เมื่อเขาได้ฟังคำตอบของกงเสวียน ก็ทำให้เยี่ยซางรู้แจ้งเกี่ยวกับทักษะหอกไล่ลม
หอกไล่ลมเป็ทักษะการต่อสู้ระดับสองซึ่งต้องฝึกฝนโดยผู้ฝึกตนระดับจวี้หยวนกงเสวียนไม่สามารถหาทักษะที่เหมาะกับเยี่ยซางได้ จึงได้นำทักษะหอกไล่ลมมาให้แทนเนื่องจากไม่มีทักษะหอกระดับหนึ่งหรือทักษะการต่อสู้อื่นที่เหมาะสมกับเขา
คราวนี้เยี่ยซางจึงรู้สึกสบายใจขึ้นเล็กน้อยเมื่อทราบว่าไม่ใช่ปัญหาของเขาที่ไม่สามารถฝึกหอกไล่ลมได้
หลังกงเสวียนอธิบายเื่นี้ให้เยี่ยซางฟังแล้วเขาก็ทิ้งท้ายว่าให้ไปหาตนเองได้หากเยี่ยซางมีคำถามอื่นๆจากนั้นกงเสวียนก็จากไป เขารู้วิธีสอนคนอื่น หาก้าอีกฝ่ายให้ลงมือปฏิบัติจริงต้องสั่งสอนด้วยตนเอง ให้คำแนะนำเมื่อจำเป็และปล่อยวางในส่วนที่เหลือให้เ้าตัวจัดการ
ในวันที่ห้าของการอยู่บนยอดเขาไท่เสวียนการบ่มเพาะของเยี่ยซางก็ประสบความสำเร็จเข้าสู่เลี่ยนชี่ขั้นสี่แล้วจึงทำให้เยี่ยซางมีความสุขล้นเปี่ยม เพียงแค่สองเดือนหลังจากออกจากหมู่บ้านจู๋หยวนความแข็งแกร่งของเขาก็ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนหลายเท่า
เมื่อความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นเยี่ยซางก็เริ่มไปฝึกหอกไล่ลมอีกครั้ง แม้ว่าเขาจะฝึกในขอบเขตของผู้ใช้หอกไม่ได้แต่เขาก็ยังปรับปรุงการใช้หอกของตนเองได้
ขณะที่เยี่ยซางกำลังฝึกฝนกงเสวียนก็เดินเข้ามา “นี่เป็เสื้อคลุมของเ้า ถ้าข้าไม่เอามาให้เ้าก็จะไม่ไปเอามันสินะ”
เยี่ยซางหยิบเสื้อคลุมที่กงเสวียนโยนลงบนโต๊ะไม้ไผ่ขึ้นมาเพื่อเอาเข้าไปเก็บในบ้านแต่เมื่อผ่านไปครึ่งทางเยี่ยซางก็หยุดเดิน“อาจารย์ลุงขอรับ เสื้อคลุมสีขาวเป็ของศิษย์สายในไม่ใช่หรือ? ศิษย์ใหม่ไม่ใช่ว่าควรเริ่มจากศิษย์สายนอกหรือ?”
“โดยปกติศิษย์ใหม่ล้วนเป็ศิษย์ภายนอกแต่ไม่ใช่กับยอดเขาไท่เสวียน ตราบใดที่เข้าสู่ยอดเขาไท่เสวียนอย่างเป็ทางการได้พวกเราทุกคนล้วนเป็ศิษย์สายใน” กงเสวียนกล่าวด้วยรอยยิ้มเขาภูมิใจมากที่ได้บอกว่านี่คือความแข็งแกร่งของหลิ่วหยางอวี่ที่หุบเขาโอสถยอมรับ
ยอดเขาไท่เสวียนมีเพียงศิษย์ช่วยงานทั่วไปศิษย์สายใน ศิษย์ชั้นยอด และศิษย์หลัก แต่ไม่มีศิษย์สายนอก
“ที่แท้เป็เช่นนั้นเอง” เยี่ยซางพยักหน้าเดิมทีเขาคิดว่าจะต้องต่อสู้กับศิษย์สายนอกจำนวนมากเสียแล้ว
“สิบสามน้อย อย่าฝึกฝนมากเกินไปแค่ทำความคุ้นเคยกับหอกไล่ลม แต่อย่าบังคับมัน ถ้าไม่มีอะไรทำแล้วก็เ้าไปนั่งดื่มชาพักผ่อนที่บ้านอาจารย์ลุงก็ได้”กงเสวียนเห็นเหงื่อที่อาบหน้าผากของเยี่ยซางจึงได้กล่าวขึ้นเขาไม่้าให้เยี่ยซางอยู่ภายใต้แรงกดดันมากเกินไปอย่างไรแล้วเยี่ยซางก็เพิ่งจะอายุสิบสี่ปี เขายังเป็เด็กอยู่
“ขอบคุณอาจารย์ลุง เยี่ยซางทราบแล้ว” เยี่ยซางพยักหน้าให้กงเสวียน
“ดี ถ้าเช่นนั้นข้าจะไปแล้ว ต้องไปดูสองคนนั้นไอ้สารเลวสองคนนี้ไว้ใจไม่ได้เหมือนเ้า” กงเสวียนโบกมือให้เยี่ยซาง
เมื่อมาถึงบ้านของถังเทียนและฉู่หนิงกงเสวียนก็มีสีหน้าไม่ดีนัก เมื่อเห็นว่าถังเทียนไม่ได้ฝึกซ้อมกงเสวียนก็ต่อว่าเขาโดยพลัน
ถังเทียนรู้สึกเสียใจไม่น้อยเพราะกงเสวียนมาพบเขาตอนพักพอดีเมื่อกงเสวียนยกเยี่ยซางเป็ตัวอย่างถังเทียนถึงกับพูดไม่ออก
ฉู่หนิงที่ถือกาน้ำชาหักๆ เพื่อมาต้มน้ำชงชาก็ไม่ได้หนีไปไหน ทั้งเขายังถูกด่าหนักเสียยิ่งกว่า กงเสวียนบอกว่าเขาจะรอเป็เวลาสามเดือนถ้าใครทำไม่สำเร็จจะถูกส่งไปที่ป่าหมื่นอสูร
หลายวันต่อมาเยี่ยซางยังคงพยายามมากขึ้น ในวันนี้เขาออกมาจากบ้านไม้ไผ่ ขณะที่กำลังจะอาบน้ำก็เหลือบไปเห็นนกสีขาวตัวหนึ่งซึ่งสูงพอๆ กับคน ร่อนลงไม่ไกลจากหน้าบ้านไม้ไผ่นักปีกข้างหนึ่งของมันเต็มไปด้วยเื
นี่คือนกอะไรกัน? ยังดูเป็ลูกนกอยู่แท้ ๆ
เมื่อมองดูขนนกและปากของนกสีขาวเยี่ยซางก็ตัดสินว่ามันเป็สัตว์อสูรที่ได้รับาเ็สัตว์อสูรอายุน้อยยังเติบโตได้อีกมาก หลังสังเกตจะงอยปากและกรงเล็บเยี่ยซางก็รู้เกี่ยวกับสัตว์อสูรตัวนี้ขึ้นบางส่วนมันเป็สัตว์อสูรประเภทเป็นกที่ยังไม่มีเ้าของถ้ามันโตขึ้นก็คงเป็สัตว์อสูรที่ยิ่งใหญ่ทีเดียวหากสามารถทำให้เชื่องได้แล้วคงจะเป็สัตว์อสูรบินที่ยอดเยี่ยมมาก
หลังจากคิดอย่างนั้นเยี่ยซางก็ค่อยๆเคลื่อนตัวเข้าหานกสีขาว
ยามเขาอยู่ห่างจากนกสีขาวหกหรือเจ็ดจั้งมันก็ตื่นตัวทำให้เยี่ยซางมั่นใจในความคิดของตนเองมากขึ้นนกตัวนี้เป็อีกสายพันธุ์หนึ่งซึ่งต่างออกไปจากที่เขาเคยพบ ตอนเขาล่าสัตว์ในอดีตมีสัตว์อสูรน้อยมากที่มีความตื่นตัวเช่นนี้
เมื่อมันเห็นเยี่ยซางนกสีขาวก็เริ่มวิ่ง เด็กหนุ่มเองก็เริ่มไล่ตามทันทีเขาไม่้าจะปล่อยโอกาสดังกล่าวไป
แม้เยี่ยซางจะวิ่งได้เร็วมากแต่ความเร็วของนกสีขาวก็ไม่ได้ช้าไปกว่ากันแม้ว่าปีกของมันจะาเ็และบินไม่ได้ แต่เมื่อมันกระพือปีกความเร็วในการวิ่งของมันก็เร็วกว่าสัตว์อสูรทั่วไปมากอีกทั้งยังเร็วกว่าราชสีห์ทมิฬที่เยี่ยซางเคยฆ่ามาก่อนหลายเท่าแม้ว่าการฝึกฝนของเยี่ยซางจะเป็ขั้นที่สี่ของเลี่ยนชี่แล้ว ก็ยังตามแทบไม่ทันเพราะอย่างนั้นเขาจึงไม่้าปล่อยมันไป
เยี่ยซางไม่กลัวว่านกสีขาวจะทิ้งห่างเขาไปในแง่ของความอดทนเยี่ยซางเคยวิ่งติดต่อกันหลายชั่วยามในพื้นที่ทุรกันดารของหมู่บ้านจู๋หยวนเขาไม่เชื่อว่านกสีขาวจะสามารถวิ่งหลายชั่วยามได้
คนหนึ่งคนและนกหนึ่งตัวไล่ล่าสลับหลบหนีทั้งคู่ต่างกำลังออกห่างจากยอดเขาต้นไผ่มากขึ้นเรื่อยๆนกสีขาวตื่นตระหนกขณะที่เยี่ยซางวิ่งไล่ตามหลังไปอย่างไม่ลดละ
หลังจากผ่านไปครึ่งชั่วยามหนึ่งคนกับนกอีกหนึ่งตัวก็วิ่งเข้าไปในป่าเป็ร้อยลี้
เยี่ยซางรู้สึก้าด่าผู้คนเหลือเกินทั้งที่ปีกที่าเ็ของนกสีขาวมีเืออกอย่างต่อเนื่อง แต่มันก็ไม่ยอมหยุดวิ่งแม้ว่ามันไม่้าต่อสู้ก็ตาม!
ขณะที่เยี่ยซางกำลังหงุดหงิดเล็กน้อยนกสีขาวก็หยุดวิ่งก่อนจะร้องจิ๊บๆ
“ข้าบอกให้เ้าวิ่ง ทำไมเ้าไม่วิ่ง”ร่างกายของเยี่ยซางสั่นเล็กน้อยด้วยความตื่นเต้น ในที่สุดเขาก็ตามนกสีขาวได้ทัน
แต่หลังจากที่ตามมาทันสีหน้าของเยี่ยซางก็เปลี่ยนไปเขารู้แล้วว่าทำไมนกสีขาวถึงไม่วิ่งต่อ ทำไมมันถึงส่งเสียงร้องจิ๊บๆ แบบนั้น
กรงเล็บของนกสีขาวถูกพันด้วยหนวดสีแดงสองเส้นที่หนาเท่าแขนมนุษย์แล้วกำลังโดนลากไปข้างหน้า
เยี่ยซางก้าวไปข้างหน้าและฟันไปทางหนวดสีแดงด้วยหอกเหล็กสีดำในมือของเขา
ตูม!
เสียงปะทะดังลั่นออกมาเยี่ยซางขยับไปทางด้านหลัง ขณะที่หนวดสีแดงยังไม่ถูกตัดออกแต่แรงสะท้อนนั้นกลับรุนแรงมากจนเกือบทำให้เด็กหนุ่มทรงตัวไม่อยู่