บทที่ 14
กามเทพหนุ่มวิ่งฝ่าฝูงชนที่แออัดริมฟุตบาทไปด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่เขาจะทำได้ แม้ว่าตัวของเขาจะต้องชนไปกับคนจำนวนมาก แต่ก็ไม่มีใครสังเกตเลยว่ามีคนวิ่งเบียดตัวเองอยู่ พวกเขาต่างก็คิดว่าเป็นคนที่เดินสวนผ่านไปเร็วๆเท่านั้น ซึ่งมันก็ไม่เป็นเรื่องดีสำหรับการปิดบังตัวตนของกามเทพหนุ่มไม่น้อย อย่างไรก็ตามความเร็วของกรที่ต้องวิ่งเบียดเสียดคนอยู่แบบนี้ก็เป็นปัญหาไม่น้อย เพราะโจรที่วิ่งราวกระเป๋าเงินของวิภาดาไปนั้นค่อนข้างเร็ว และชำนาญพื้นที่ ไม่ว่าจะเร่งฝีเท้าเท่าไรก็ไม่อาจลดระยะห่างระหว่างกันได้เลย โชคดีที่เขาเป็นเทพจึงไม่รู้สึกเหนื่อยกับการวิ่งมาตลอดเส้นทางอันยาวไกลนี้ รวมทั้งสายตาของเขาก็สามารถจับจ้องเป้าหมายได้ตลอดเวลา เพราะความเร็วที่แทบไม่ตกลงมาเลยสักนิด แม้ไม่รู้ว่าสายตาที่จับเป้าหมายได้แม่นยำนี้จะเป็นเพราะกายทิพย์ของเขารึเปล่า แต่กรก็รู้สึกขอบคุณมันที่ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองนั้นมีความสามารถพิเศษเหนือมนุษย์ทั่วไป โจรวิ่งราวหักเลี้ยวเข้าไปในซอกตึกอย่างกะทันหัน กรที่เห็นอย่างนั้นก็ยิ้มออกมาทันที เพราะเขามั่นใจว่าสามารถวิ่งตามไปทันแน่นอนหากไม่ต้องอยู่ในฝูงชนแบบนี้“แกเสร็จฉันแน่!” กามเทพฝึกหัดบอกกับตัวเองแล้วก็พุ่งเข้าซอยตามเป้าหมายไปอย่างรวดเร็ว ซอกตึกนี้เป็นเส้นทางตรงยาวที่เปลี่ยวไร้ผู้คน โจรจึงค่อยๆวิ่งช้าลงเพราะความอ่อนล้า และคิดว่าวิ่งมาไกลแล้ว แต่ก็หันกลับมามองด้านหลังเป็นระยะเพื่อความแน่ใจว่าไม่มีใครตามมา ส่วนเส้นทางเบื้องหน้าเป็นสี่แยกเล็กๆ ซึ่งอยู่ระหว่างอาคารพานิชย์เก่าๆสี่หลัง ถ้าไม่สังเกตให้ดีแทบจะมองไม่เห็นทางแยกนี้ได้เลย กรที่วิ่งใกล้เข้าไปก็ปริยิ้มด้วยความยินดี วันนี้ทั้งวันภารกิจของเขาต้องพบเจอกับปัญหาหลายอย่าง ยิ่งมีไอ้โจรวิ่งราวมาขัดขวางอีกทำให้จิตใจของเขาร้อนรนแทบบ้า ถึงกับต้องวิ่งมาเอากระเป๋าเงินไปคืนเจ้าของด้วยตัวเอง เพราะไม่อยากให้วิภาดาละทิ้งเป้าหมายการคืนดีกับคนรักเก่านั่นเอง แต่...“โครม!!! ครืด!!!.........” โจรวิ่งราวถูกรถกระบะคันใหญ่พุ่งชนเข้าอย่างจัง แถมยังลากร่างของเขาไปด้านหน้าอีกหลายเมตร“อะไรวะเนี่ย!!!” เป็นครั้งที่เท่าไรไม่รู้ของวันที่กรต้องเจอกับเรื่องที่ไม่คาดฝัน และเขาก็ตะโกนออกมาแบบนี้ทุกๆครั้ง กามเทพหนุ่มรีบวิ่งเข้าไปดูที่เกิดเหตุอย่างร้อนรน เขาไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ที่โจรนั่นหยุดวิ่งเสียที แต่เขาก็ไม่ได้ต้องการให้คนมาตายแบบนี้ ยิ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาอีกด้วย เมื่อเข้าไปดูใกล้ๆเทพหนุ่มกลับต้องเจออุปสรรคอีกครั้งเมื่อซอยนี้มันมีขนาดพอดีกับรถกระบะพอดี ชายหน้าโหดคนขับรถยังคงช็อกกับอุบัติเหตุอยู่หลังพวงมาลัยไม่ได้เคลื่อนรถไปไหน รถทั้งคันก็จอดขวางอยู่กลางสี่แยกพอดิบพอดี กรจึงได้แต่ก้มตัวลงไปมองใต้ท้องรถเท่านั้น และนั่นจึงทำให้เขาได้เห็นสภาพเละเทะที่ไม่หน้ามองของโจรวิ่งราว และในจังหวะที่เขาหลบสายตาไม่มองตรงๆกลับได้พบเจอบางอย่างแทน เป็นเท้าของคนสองคนเดินห่างออกไปทางด้านหน้ารถ คนหนึ่งใส่รองเท้าผ้าใบเก่าๆกับกางยีนส์ขาดๆ ส่วนอีกคนหนึ่งสวมรองเท้าส้นสูงสีดำ กับกระโปรงยาวสีดำ เมื่อเห็นดังนั้นกรก็เกิดสะกิดใจขึ้นมาทันที เขารีบลุกขึ้นยืนแล้วมองออกไปด้านหน้ารถ สิ่งที่เขาได้เห็นคือด้านหลังของคนสองคนกำลังเดินไกลออกไป“เดี๋ยวก่อน! ผู้หญิงชุดดำคนนั้นน่ะ!” กรตะโกนเรียกหญิงสาวในเสื้อโค้ทยาวสีดำ และนั่นก็ทำให้เธอหยุดเดินแล้วหันหลังกลับมามองตามเสียง“นายเห็นฉัน...อย่างนั้นเหรอ?” หญิงสาวสวยผมดำยาวถามกรด้วยใบหน้าที่แสดงความสงสัย (เป็นพระเอกนี่ต้องเจอคนสวยตลอดเลยสินะ!) ส่วนกรที่เมื่อเห็นใบหน้าขาวเนียนได้รูปอย่างกับดาราเกาหลีของหญิงสาวตรงหน้า เขาก็แทบอ้าปากค้าง ตกตะลึงกับความงามราวเทพธิดาของเธอ แต่เทพหนุ่มก็ได้สติอย่างรวดเร็วพร้อมตอบกลับไป“ชะ...ใช่แล้ว ฉันเห็นสิก็ฉันเป็นเทพนี่ เธอเป็นเทพฝ่ายไหนเหรอ?” กามเทพหนุ่มกล่าวถามอย่างกกระตือรือร้น“ฉันเป็นยมทูต นายก็ต้องเคยเจอพวกเราที่เป็นเลขาของจัดจ์ ประจำสะพานมรณะอยู่แล้วไม่ใช่หรือไง?” ยมทูตสาวถามกลับด้วยความไม่เข้าใจ“อ้อ! เธอก็เป็นยมทูตเหมือนนายหน้าใสนั่นสินะ แล้วนี่เธอกำลังจะไปไหนเหรอ?” เทพหนุ่มยังคงไม่หมดคำถาม“เฮ้อ! นายคงเป็นเทพมาใหม่สินะ แล้วที่มาที่โลกมนุษย์ก็เพื่อทำเควสไม่ใช่รึไง? รีบไปทำเรื่องของนายเถอะ ฉันก็ต้องรีบพาวิญญาณคนตายไปส่งเหมือนกัน” ยมทูตสาวกล่าวตัดบท แล้วหันหลังสะบัดผมเดินจากไปด้วยความรำคาญ‘ยมทูตสวยดุโคตรน่ารักเลยว่ะ’ กามเทพหนุ่มคิดในใจพร้อมมองเธอจากไปพร้อมวิญญาณโจรวิ่งราวด้วยสายตาหยาดเยิ้ม “บรื้น! บรื้น!” เสียงรถกระบะเร่งเครื่องดังกระหึ่ม กรที่อยู่ด้านข้างต้องผงะถอยออกมาอย่างช่วยไม่ได้ และในเวลาแทบจะทันทีรถก็พุ่งออกตัวไปด้านหน้าด้วยความเร็วสูง เลือดจากร่างใต้ท้องรถสาดกระจายขึ้นมาเต็มตัวของกร จนชุดขาวของเขามีจุดสีแดงเต็มไปหมดกามเทพฝึกหัดนิ่งอึ้งไปกับสิ่งที่เกิดขึ้น ยิ่งเมื่อเห็นร่างเละเทะตรงหน้าที่เละยิ่งกว่าเดิมก็ได้แต่เบือนหน้าหนี และยืนอึ้งตาค้างอยู่อย่างนั้น เวลาผ่านไปไม่นานผู้คนที่อยู่แถวนั้นก็เข้ามามุงดูที่เกิดเหตุ ตามมาด้วยตำรวจ ไปจนถึงเจ้าหน้าที่อปภร.มากมายเข้ามากั้นพื้นที่เพื่อเก็บหลักฐาน เพียงแต่ตอนนี้ในที่เกิดเหตุก็ไม่มีกระเป๋าสะพายข้างสีขาวราคาแพงอยู่อีกต่อไปแล้ว เพราะกามเทพหนุ่มได้หยิบมันออกมาตั้งแต่ก่อนความชุลมุนวุ่นวายจะเกิดขึ้น เขาเดินกลับไปตามเส้นทางเดิมด้วยความเชื่องช้า ผ่านผู้คนมากมายที่ยังคงเดินเบียดเสียดไปตามทางโดยไม่สนใจใครตามปกติ ท้องฟ้ายามเย็นมืดครึ้มลงไปตามกาลเวลาดั่งเช่นทุกวัน แต่ในเมืองใหญ่แห่งนี้ก็ไม่ได้มืดมิดตามไปด้วย แสงไฟบนถนน และริมทางเท้าสว่างขึ้นตามการตั้งเวลาของมัน ร้านรวงที่ออกมาตั้งริมฟุตบาทก็เปิดไฟเตรียมรับลูกค้าที่จะมาช้อปปิ้งสินค้าราคาถูกในยามค่ำคืน กรที่ก่อนหน้านี้ยังยิ้มแย้มกับการได้เจอกับยมทูตสาวสวยอยู่เลย แต่ในปัจจุบันที่ชุดขาวทั้งตัวรวมทั้งบนใบหน้าของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดสีแดง แม้ว่าจะยังมีสติอยู่จนหยิบกระเป๋าของวิภาดาติดมือมาด้วยได้ แต่ภาพอันน่าสยดสยองมากมายก็ค่อยๆไหลเข้ามาในหัวสมองของเขาอย่างต่อเนื่องไม่หยุด ภาพการต่อสู้ของคนมากมายด้วยทั้งปืน และมีด การขับรถไล่ล่ายิงอาวุธสงครามจนเกิดรถระเบิดอย่างรุนแรง รถยนต์มากมายชนกันจนพลิกคว่ำ ตึกสูงระฟ้าระเบิดพังพินาศจนถล่มลงมาทับผู้คนเบื้องล่าง ฝูงบินเฮลิคอปเตอร์เข้าจู่โจมคฤหาสน์หลังใหญ่บนเกาะกลางทะเล ไฟไหม้บ้านเรือนกลางเมืองจนเหลือแต่ซาก“ภาพพวกนี้มันคืออะไร ทำไมเราถึงรู้สึกทรมานแบบนี้ ความเศร้าหดหู่นี้มันคืออะไรกัน?” กรกล่าวถามกับตัวเองด้วยสีหน้าที่ย่ำแย่ ในขณะที่เขาพิงหลังกับผนังร้านค้าริมทางเพื่อพักกายใจอย่างไร้เรี่ยวแรง นอกจากความทรมานในใจนี้แล้วร่างกายของเขาก็ไม่ได้เจ็บปวดอะไรเลยแม้แต่น้อย จู่ๆก็มีหญิงสาวเข้ามายืนอิงหลังกับผนังร้านอยู่ข้างๆตัวกรพอดิบพอดี กามเทพหนุ่มสะดุ้งตกใจไม่น้อย เขานึกว่าเธอจะชนเข้ากับตนเสียแล้ว แต่นั่นก็ทำให้ความสนใจของกรโฟกัสไปที่หญิงสาวข้างๆแทนที่ความทรมานในจิตใจ และผู้หญิงคนนี้ก็คือวิภาดาคนที่เขาต้องตามติดนั่นเอง“ทำไมวันนี้ถึงได้ซวยอย่างนี้นะ! กระเป๋าก็โดนขโมย ซาลาเปาก็ซื้อไม่ทัน มือถือกับเงินก็อยู่ในกระเป๋าอีก โอ้ย! อยากจะบ้าตาย!” นักธุรกิจสาวบ่นออกมากับตัวเอง เพื่อระบายความอัดอั้นตันใจที่ไม่สามารถทำสิ่งที่หวังได้เพราะอุปสรรคระหว่างทาง“เรื่องซาลาเปานั่นฉันคงช่วยเธอไม่ได้ แต่กระเป๋า และของข้างในยังอยู่ครบนะ” กรบอกกับเธอพร้อมด้วยแสดงรอยยิ้มเห็นใจ