“ตกลง!”
เย่เทียนเดินตามระดับราชาผ่านการตรวจสอบและเข้าไปในป้อมปราการขนาดใหญ่จากนั้นเขาก็ได้รับเหรียญตรามา
เหรียญตรานี้เป็นหนึ่งในหลักฐานในการเข้าสู่รอยแยกมิติเพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์อสูรลอบเข้ามายังโลก เพราะในยุคนี้มีพรสวรรค์ในการปลอมตัว
หลายคนที่ฐานจงไห่มีพรสวรรค์ในการปลอมตัวดังนั้นพวกเขาจึงมอบเหรียญตรานี้ให้ไว้เป็นตัวแทนในการยืนยันตัวตน
หากผู้ครอบครองตายไป เหรียญตราของพวกเขาก็จะแตกออกเป็นเสี่ยงๆมัน ถูกสร้างขึ้นด้วยกระบวนการพิเศษ ซึ่งทำให้ผู้ครอบครองสามารถผ่านม่านพลังค่ายกลเข้าออกรอยแยกมิติได้ หากไม่มีเหรียญตรานี้ก็จะไม่มีทางที่จะผ่านค่ายกลไปได้
เย่เทียนเดินผ่านรอยแยกของมิติและเห็นฐานทัพขนาดใหญ่อย่างรวดเร็ว
ฐานนี้มีขนาดเล็กกว่าฐานทัพจงไห่อย่างไม่ต้องสงสัยแต่ในแง่ของระดับการป้องกัน ฐานนี้แข็งแกร่งกว่าฐานทัพระดับพิเศษเสียอีก
ภายในฐานไม่ได้มีอาคารสูงมีเพียงปราสาทขนาดใหญ่ แต่ละส่วนของประสาทถูกสร้างขึ้นโดยวัสดุที่แข็งแกร่งและมีค่ายกลป้องกันถูกจัดวางไว้เป็นจำนวนมากแน่นอนว่าการทำเช่นนี้ย่อมเสียค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมาก แต่จะทำอย่างไรได้ หากไม่ทำเช่นนั้นฐานทัพจะถูกทำลายเมื่อสัตว์อสูรบุกโจมตี
ตัวอย่างเช่นในฐานจงไห่มีอาคารสูงจำนวนมากแต่ไม่แข็งแรงเนื่องจากภายในฐานมีความปลอดภัยสูงจึงสามารถสร้างอาคารเหล่านั้นขึ้นมาได้
แต่ที่นี่คือแนวหน้าซึ่งเกิดการต่อสู้อยู่บ่อยครั้งการจะสร้างอาคารที่สูงใหญ่หรูหรามันไม่มีประโยชน์
เมื่อเข้าไปในฐานเย่เทียนก็รายงานตัวภายใต้การนำของทหารยามเข้าประจำการอยู่ที่ฐานนี้อย่างเป็นทางการ
ไม่กี่วันต่อมา เย่เทียนก็เข้าใจข้อมูลเบื้องต้นภายในฐานนี้บางส่วน
ประการแรก ฐานนี้มีจำนวนผู้ฝึกยุทธ์ไม่มากนักส่วนใหญ่เป็นยอดฝีมือระดับราชาขึ้นไป และยังมีปรมาจารย์อีกจำนวนหนึ่ง ปรมาจารย์เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นสมาชิกของกองกำลังขนาดใหญ่ที่ร่วมมือกันสร้างที่นี่มา
กองทัพมีหน้าที่จัดการกับการโจมตีของสัตว์อสูรระดับสูงและสัตว์อสูรระดับสูงสุดเนื่องจากสัตว์อสูรจำนวนมากไม่ได้มีสติปัญญามากนัก พวกมันไม่เข้าใจความแข็งแกร่งของฐานทัพและจะโจมตีทันทีเมื่อเห็นมนุษย์การจัดการปัญหาเหล่านี้เป็นหน้าที่ของกองทัพ
ภายใต้สถานการณ์ปกติ นอกเหนือจากภารกิจพิเศษแล้วยอดฝีมือระดับราชาขึ้นไปต่างก็ฝึกฝนอยู่ในฐาน
แต่สำหรับตอนนี้ การฝึกฝนตามปกตินั้นไม่สามารถทำได้เพราะบริเวณนี้มักจะมีสัตว์อสูรระดับศักดิ์สิทธิ์และสัตว์อสูรระดับจักรพรรดิบุกโจมตีอยู่บ่อยครั้งยอดฝีมือระดับศักดิ์สิทธิ์ขึ้นไปมักจะต้องออกไปตรวจสอบสถานการณ์และรับมือกับพวกมันอยู่บ่อยๆ
เย่เทียนเพิ่งมาใหม่ ดังนั้นเขาจึงมีเวลาเตรียมตัวหนึ่งเดือนและหลังจากครบหนึ่งเดือนเขาก็ต้องออกไปปฏิบัติภารกิจ
สำหรับเย่เทียนแล้ว ประโยชน์เพียงอย่างเดียวของฐานนี้คือที่นี่มีคนที่มีพรสวรรค์ระดับลึกลับปลอมอยู่มากมาย
ยอดฝีมือระดับจักรพรรดิและระดับศักดิ์สิทธิ์มีอยู่ทุกหนทุกแห่งหากเขาสามารถมาถึงที่นี่ได้เร็วกว่านี้แล้วละก็ เขาก็ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องพรสวรรค์ด้านการป้องกันระดับลึกลับพรสวรรค์ด้านพละกำลังระดับลึกลับ และพรสวรรค์ด้านความเร็วระดับลึกลับ
และในตอนนี้
พรสวรรค์ในการคัดลอกของเย่เทียนก็คูลดาวน์เสร็จแล้วเขาสามารถคัดลอกพรสวรรค์ได้อีกครั้งแล้ว
ดังนั้น
เย่เทียนจึงเลือกคัดลอกพรสวรรค์ด้านความเร็วระดับลึกลับของจักรพรรดิคนหนึ่งมาทันที
“หลอมรวม!”
สิบนาทีต่อมา พรสวรรค์ความเร็วของเย่เทียนก็เปลี่ยนไปกลายเป็นพรสวรรค์ด้านความเร็วระดับลึกลับ
ในตอนนี้เย่เทียนมีพรสวรรค์ระดับลึกลับทั้งหมดสามอย่างแล้ว
[พรสวรรค์ด้านพละกำลัง: ระดับลึกลับ]
[พรสวรรค์การด้านป้องกัน: ระดับลึกลับ]
[พรสวรรค์ด้านความเร็ว: ระดับลึกลับ]
เย่เทียนมีพรสวรรค์ระดับลึกลับ3 อย่างเพียงคนเดียวในฐานทัพจงไห่
และเขายังมีโอกาสคัดลอกอีกครั้งที่เย่เทียนยังไม่ได้ใช้เพราะเขาเตรียมจะใช้มันคัดลอกพรสวรรค์ของจักรพรรดิเนตรโลหิต
พรสวรรค์เนตรโลหิตเป็นพรสวรรค์เนตรมันเกี่ยวข้องกับจิตวิญญาณ มันสามารถใช้ต้านทานทักษะการโจมตีประเภทวิญญาณได้ หากเขาคัดลอกพรสวรรค์นี้มาแม้ว่าเขาจะเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรระดับจักรพรรดิที่มีพรสวรรค์ในการโจมตีด้วยจิตวิญญาณเขาก็อาจจะมีโอกาสรอดได้
เพราะเหตุนี้เย่เทียนจึงสอบถามหาข้อมูลจากผู้ฝึกยุทธ์หลายคนภายในฐานก่อนจะได้รู้ว่าจักรพรรดิเนตรโลหิตและจักรพรรดิจันทราได้ออกไปตามหาสัตว์อสูรระดับจักรพรรดิที่มีพรสวรรค์ด้านจิตวิญญาณจนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่กลับมา ดังนั้นเย่เทียนจึงทำได้เพียงรอคอยอย่างเงียบๆ
อย่างไรก็ตามเย่เทียนได้พบกับคนรู้จักหลายคนในฐานนี้
ทั้งนักบุญหญิงแห่งนิกายเทพจันทราและหวังเยี่ยน
นักบุญหญิงแห่งนิกายเทพจันทราทะลวงเข้าสู่ระดับศักดิ์สิทธิ์แล้วเธอในฐานะนักบุญหญิงแห่งนิกายจันทราก็ถูกส่งมาที่นี่เช่นกัน ส่วนหวังเยี่ยนนั้นโชคร้ายมาก
เธอได้รับเลือกให้อยู่ในกองกำลังของระดับศักดิ์สิทธิ์ทั่วไป
ในวันนี้
เย่เทียนและหวังเยี่ยนนั่งจิบชาในป้อมปราการ
“เย่เทียน นายกลัวไหม?”
หวังเยี่ยนกล่าวออกมา
“กลัวอะไร?”
เย่เทียนยิ้มบางๆ ก่อนถามกลับไป
“สงคราม!” หวังเยี่ยนกล่าวอย่างจริงจังว่า“จากสถานการณ์ปัจจุบัน ฐานทัพจงไห่มีโอกาสสูงที่จะเกิดสงครามครั้งใหญ่ขึ้น และอาจรุนแรงมากกว่าที่เคยเป็นในสงครามไม่รู้จะมีผู้ฝึกยุทธ์ระดับศักดิ์สิทธิ์ตกตายไปมากน้อยเพียงใด แม้แต่ระดับจักรพรรดิเองก็ต้องตายไปไม่น้อยฉันจำได้ว่าเมื่อ 20 ปีก่อน ฐานจงไห่ได้ทำสงครามกับกองทัพกับสัตว์อสูรที่ออกมาจากรอยแยกมิติระดับ5 ดาว และสามารถขับไล่สัตว์อสูรออกจากรอยแยกมิติไปได้ โลกจึงกลับมาสงบสุขอีกครั้ง แต่การต่อสู้ครั้งนั้นทำให้ระดับจักรพรรดิหลายสิบคนต้องตายและแม้แต่ 36 จักรพรรดิยังตายไปถึง 3 คนจนกระทั่งสิบปีที่ผ่านมา เราถึงสามารถบุกเข้าไปในรอยแตกมิติและสร้างฐานใหม่ขึ้นมาได้ฉันไม่ได้มีส่วนร่วมในสงครามครั้งนั้น แต่ไม่คิดว่าทันทีที่ฉันก้าวเข้าสู่ระดับศักดิ์สิทธิ์ก็ถูกเรียกตัวมาปกป้องสถานที่แห่งนี้ฉันไม่รู้ว่าการก้าวเข้ามาอยู่ในระดับศักดิ์สิทธิ์เป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดีกันแน่”
“ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติเถอะจะยังไงก็ต้องมีคนหยุดสัตว์อสูรพวกนั้นไว้ ถึงแม้อาจจะน่ากลัวอยู่บ้าง แต่ผมเชื่อว่าผมจะไม่ตายง่ายๆแน่!” เย่เทียนเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความมั่นใจในตนเอง
“หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น!”
หวังเยี่ยนกล่าวอย่างไม่มั่นใจ
เย่เทียนรู้ถึงความกังวลในใจของหวังเยี่ยนดีอย่างไรเสียหวังเยี่ยนก็เป็นเพียงผู้ฝึกยุทธ์ระดับศักดิ์สิทธิ์ทั่วไป ผู้ฝึกยุทธ์ระดับศักดิ์สิทธิ์เช่นเธอตายได้ง่ายที่สุดเมื่อสงครามปะทุขึ้น เธอจะต้องถูกส่งไปรับมือกับสัตว์อสูรระดับศักดิ์สิทธิ์อย่างแน่นอน
หากเธอโชคร้ายพบสัตว์อสูรระดับศักดิ์สิทธิ์ที่แข็งแกร่งกว่าเล็กน้อยเธอไม่มีทางจะต้านทานมันได้แน่
เมื่อไม่สามารถต้านทาน ได้ผลลัพธ์ก็จะมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นนั้นก็คือความตาย
หากเป็นเช่นนั้นโอกาสที่เธอจะรอดมีน้อยกว่า10%!
ดังนั้นระดับศักดิ์สิทธิ์ทั่วไปที่ถูกเรียกตัวมาพวกเขาต่างจะตระหนักได้ว่าสงครามกำลังจะมาถึง พวกเขาอาจจะตายได้ อารมณ์ของพวกเขาจึงหม่นหมอง
หลายวันมานี้ เย่เทียนได้เห็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับศักดิ์สิทธิ์ที่มีสีหน้ามืดมนสิ้นหวังมากมาย
แต่พวกเขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นสัตว์อสูรบุกโลก และมนุษย์ต้องปกป้องบ้านของพวกเขา ทั้งสองฝ่ายจึงต้องต่อสู้กัน มันเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้!
หลังจากหวังเยี่ยนจากไป เย่เทียนก็เดินไปตามถนนคนเดียว
ทันใดนั้น
เกิดความโกลาหลที่ข้างหน้าของเย่เทียนเขามองออกไปและเห็นแสงห้าหรือหกสายตกลงมาในฐาน
นั่นคือผู้ฝึกยุทธ์ระดับจักรพรรดิ!
เย่เทียนกวาดสายตามองและเห็นหญิงสาวที่งดงามมากคนหนึ่งดวงจันทร์ส่องแสงอยู่ด้านหลังของเธอราวกับว่าเธอเป็นเทพธิดาจันทราตัวจริง
แต่พระจันทร์เต็มดวงที่อยู่เบื้องหลังของเธอนั้นเต็มไปด้วยรอยแตกใบหน้าของเธอซีดเซียวเล็กน้อย
ด้านข้างเป็นชายร่างกำยำที่มีดวงตาสีเลือดอยู่ตรงหว่างคิ้วมองก็รู้ว่าเขาเป็นพ่อมด
เขาคือจักรพรรดิเนตรโลหิต!
“จักรพรรดิจันทราและจักรพรรดิเนตรโลหิตกลับมาแล้ว!”
สีหน้าของเย่เทียนเปลี่ยนไปและรีบเดินตามฝูงชนไปทันที
เพียงไม่นานเขาก็เข้าใกล้จักรพรรดิเนตรโลหิตในระยะ2,000 เมตร
พรสวรรค์ในการคัดลอกของเขาตรวจสอบพรสวรรค์ของอีกฝ่ายในทันที
[พ่อมด : สิงหยวน
พรสวรรค์ในการบ่มเพาะ : ระดับจันทรา
พรสวรรค์เนตรโลหิต : ระดับปานกลาง
พรสวรรค์ด้านการป้องกัน :ระดับลึกลับ ปลอม (50%)
พรสวรรค์ด้านพละกำลัง : ระดับลึกลับ
พรสวรรค์ด้านความเร็ว : ระดับลึกลับ
พรสวรรค์ด้านคำสาป : ระดับเริ่มต้น]
พรสวรรค์ของจักรพรรดิเนตรโลหิตไม่เลวเลยเขามีพรสวรรค์ระดับลึกลับถึงสองอย่าง นอกจากพรสวรรค์เนตรโลหิตระดับกลางแล้ว เขายังมีพรสวรรค์ด้านคำสาประดับเริ่มต้นอีกด้วย
“พรสวรรค์ด้านคำสาป!”
เย่เทียนอยากรู้เกี่ยวกับพรสวรรค์นี้มากแต่พอคิดดูดีๆ แล้วเขาก็ยังรู้สึกว่าการคัดลอกพรสวรรค์เนตรโลหิตนั้นมีประโยชน์มากกว่านี่เป็นพรสวรรค์ที่จะช่วยชีวิตเขาไว้ได้!
“คัดลอก!”
เย่เทียนคัดลอกพรสวรรค์เนตรโลหิตระดับกลางมาทันที!