เสียงจิ้งหรีดร้องระงมแซมด้วยเสียงลมเย็นที่พัดใบไม้ไหวเบาๆ กลางค่ำคืนที่ปาย—งดงามและนิ่งสงบจนเหมือนทุกสิ่งรอบตัวหยุดหายใจชั่วขณะหนึ่งธรรมชาติทั้งหมดดูเหมือนจะเฝ้ามองอยู่เงียบ ๆ โดยไม่มีคำพูดใด
หลังจากที่เฟิร์นได้ระบายอารมณ์และสิ่งอัดอั้นในใจออกมาต่างคนต่างแยกย้ายกันไปนอน ทว่า...ไม่มีใครหลับลงง่าย ๆ จริง ๆ
ภูมิเดินอย่างเงียบ ๆ ออกจากห้องพักเล็ก ๆ ที่มืดสนิทเขาปีนขึ้นไปบนหลังคารถตู้ของตัวเองด้วยท่วงท่าคุ้นเคยเหมือนเป็สิ่งที่เขาทำมาเป็ร้อยครั้งแล้วคืนนี้ก็เช่นกัน...เขานั่งลงบนหลังคารถที่เคยดูแข็งกระด้างในตอนกลางวันแต่กลับกลายเป็ที่นอนนุ่มนวลใต้แสงจันทร์ในยามกลางคืน
ดวงตาของเขาเงยมองฟ้ากว้างปล่อยให้ความคิดล่องลอยไปตามกลุ่มดาวที่แผ่กระจายอยู่เหนือผืนฟ้าไร้ขอบเขตเสียงลมหายใจเบา ๆ ประสานกับเสียงลมเขารู้สึกเหมือนได้อยู่ในโลกอีกใบที่ไม่มีใครเข้ามาข้องเกี่ยว ไม่มีใครไต่ถามและไม่มีความจำเป็ต้องเข้มแข็ง
“พี่ภูมิ?” เสียงหนึ่งดังขึ้นแ่เบาเื้ั ทำให้เขาหันกลับไปมอง
“ขอขึ้นไปด้วยได้มั้ย?” เสียงนั้นยังคงนุ่มนวลและคุ้นเคย...เป็เสียงของเฟิร์นที่ปรากฏตัวขึ้นเงียบ ๆ ท่ามกลางแสงจันทร์
ภูมิเหลือบมองเธอเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าโดยไม่พูดอะไรเขาขยับตัวเลื่อนให้เธอมีที่นั่งบนหลังคารถตู้
“ขอโทษนะคะหนูไม่ได้ตั้งใจจะขัดจังหวะ แต่เห็นไฟบนรถเปิดอยู่...” เธอส่งยิ้มบาง ๆมาให้ด้วยสายตาที่ปิดบังความอ่อนไหวไว้ไม่มิด
“ไม่เป็ไร ๆ”ภูมิตอบง่าย ๆ
ทั้งสองนั่งเคียงกันบนหลังคารถตู้ความเงียบของค่ำคืนนี้ล้อมรอบพวกเขาไว้เหมือนผ้าห่มที่ห่มร่างอย่างแ่เบาแสงดาวพร่างพราวเหมือนเกล็ดน้ำตาที่ไม่เคยหล่นราวกับฟ้าทั้งผืนกำลังรอฟังบทสนทนาที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น
“นอนไม่หลับเหรอ?” ภูมิถามขึ้นโดยไม่หันมามองเธอ
“นิดหน่อยค่ะ เลยเดินออกมาสูดอากาศแล้วก็เห็นพี่อยู่ข้างบนนี้พอดี” เฟิร์นตอบเสียงเบา
“สวยเนอะ...”เธอพูดพลางเงยหน้ามองท้องฟ้าเหมือนเด็กที่เพิ่งเคยเห็นดวงดาวเต็มท้องฟ้าเป็ครั้งแรก
“อืม” ภูมิตอบสั้น ๆสายตาของเขาไม่ละออกไปจากดวงดาว
“แล้วพี่ไม่เหงาเหรอคะ? ดูดาวคนเดียวทุกคืนแบบนี้” เฟิร์นหันมามองหน้าภูมิ
“ก็ทั้งเหงา...และไม่เหงาในเวลาเดียวกัน”เขาพูดยิ้ม ๆ มุมปากยกขึ้นอย่างฝืนเล็กน้อย “ไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกงี้ยังไงดี”
“พี่ดูดาวทุกคืนเลยเหรอ?” เธอถามต่อเสียงที่เบาลง
“อืม” เขาพยักหน้า“เวลาที่นอนมองดาวแบบนี้...ทุกอย่างมันดูสงบดีเหมือนโลกหยุดหมุนพอที่ให้เราได้หายใจได้ทัน”
เฟิร์นเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมามองเขาอีกครั้งสายตาคล้ายว่า้าจะถามมานานแต่เพิ่งกล้าพูด “ขอถามอะไรหน่อยได้ไหม…”
ภูมิพยักหน้าโดยไม่ละสายตาจากท้องฟ้า
“ทำไมพี่ถึงดูเหมือนเข้าใจทุกอย่างเลย”เฟิร์นพูดช้า ๆ “พี่เหมือนจัดการความคิดความรู้สึกได้ดี จนหนูอิจฉา”
พี่ภูมิหันมามองเธอแล้วยิ้มที่สายตาเต็มไปด้วยความเศร้าๆ “พี่จัดการความรู้สึกอะไรไม่ได้หรอก”
“ภายนอกอาจจะดูเหมือนจัดการได้แต่...มันไม่ได้แปลว่าพี่จัดการได้จริง ๆ หรอก” เขายิ้มบาง ๆ และในวินาทีนั้นเองเฟิร์นสังเกตเห็นเป็ครั้งแรก ว่าภายใต้รอยยิ้มของพี่ภูมิมันมีบางอย่างในดวงตาของเขาที่เก็บความเศร้าไว้มากจนแทบจะกลืนกินทุกสิ่ง
“พี่ภูมิ...” เธอเรียกชื่อเขาเบา ๆก่อนจะโน้มตัวเข้าไปจูบเขาอย่างแ่เบา
ดวงตาเขาเต็มไปด้วยความใ ริมฝีปากของเธอแตะที่เขาเพียงชั่วพริบตา…
พี่ภูมิไม่ได้ผลักไส แต่ก็ไม่ได้ดึงเธอเข้ามาแนบชิดมากขึ้นเมื่อริมฝีปากของทั้งสองผละออก เฟิร์นเมินหน้าหนีเล็กน้อยสายตาหลบไปทางผืนฟ้าเหมือนอยากจะหลีกเลี่ยงคำถามใด ๆ ที่อาจตามมา
“ขอโทษค่ะ...”เสียงของเธอเบาจนแทบไม่ถึงหูเขา
“ไม่เป็ไร...” เขายิ้มให้เธอ น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนที่สุดเท่าที่เธอเคยได้ยินจากเขา“แต่อยากให้ฟังพี่หน่อยนะ”
เขาหยุดครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อ“เฟิร์นรู้ใช่มั้ย ว่าเวลาเราเพิ่งเจ็บจากอะไรสักอย่างเราจะโหยหาความอบอุ่น...แม้จะเป็ของคนแปลกหน้าก็เถอะ”
“หนูแค่...รู้สึกสบายใจเวลาอยู่กับพี่”เธอพูดเบา ริมฝีปากสั่นเล็กน้อย
“แต่การที่เรารู้สึกสบายใจเมื่ออยู่กับใครสักคนมันก็เป็เหตุผลที่ดีเหมือนกัน...แค่ไม่ใช่เหตุผลเดียวที่ควรจะเริ่มต้นความสัมพันธ์ใหม่”
เสียงของพี่ภูมิอ่อนโยน แต่มีน้ำหนักจนเฟิร์นกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืด ๆรู้สึกเหมือนความรู้สึกที่ซ่อนไว้ลึกสุดในใจถูกมองทะลุออกมาทีละชั้น
“บางที...คนเราก็อยากมีใครสักคนอยู่ข้างๆ เพราะกลัวความเหงา ไม่ใช่เพราะรักหรอก” เขาหันไปมองดาวบนฟ้าอีกครั้ง“แต่อย่ารีบะโไปหาความสัมพันธ์ใหม่เพียงเพราะ้าลืมใครสักคนมันไม่แฟร์กับคนใหม่ และก็ไม่แฟร์กับตัวเราเองด้วย”
เฟิร์นนิ่งไปหัวใจเต้นเร็วเหมือนจะหลุดออกมา “หนู...หนูก็ไม่แน่ใจว่าตัวเองรู้สึกอะไร”เธอพูดในที่สุด “มันยุ่งเหยิงไปหมด หนูแค่อยากลืมมันไปให้หมด”
“ไม่เป็ไร” ภูมิยิ้มบาง ๆ“บางอย่างไม่ต้องรีบหาคำตอบก็ได้หรอก”
“พี่ทำยังไงถึงลืมได้เหรอ?” เธอถาม
“ไม่ได้หรอก” พี่ภูมิตอบ“พี่ไม่ได้อยากจะลืมด้วยซ้ำ”
เขาหัวเราะเบา ๆ และพูดต่อ“พี่เก็บความทรงจำใน่เวลานั้นไว้ทุกอย่าง ทั้ง่ดีและ่ร้ายทุกคำพูดที่เคยบอกกัน ทุกฉากทุกตอน ทุกัั...”
“ความเ็ปมันไม่ได้หายไปหรอกเฟิร์นมันแค่กลายเป็ส่วนหนึ่งของเรา...” เขาหันไปสบตาเธอ “เราแค่ต้องอยู่กับมันให้ได้แล้วสักวันหนึ่งความเ็ปนั้นก็จะจางลงเรื่อย ๆ ถึงแม้ว่ามันจะไม่หายไปทั้งหมดแต่อย่างน้อยเราก็สามารถอยู่กับมันได้ง่ายขึ้นทุกวัน”
“แค่นั้นอาจจะเพียงพอแล้วก็ได้...”
เฟิร์นก้มหน้า น้ำตาเธอไหลโดยไม่ต้องใช้เสียงสะอื้นใด ๆเธอพยักหน้าช้า ๆ แล้วซบไหล่เขาเบา ๆ โดยไม่พูดอะไรอีก
เขายกแขนขึ้นโอบเธอไว้ ไม่ใช่ในฐานะคนรัก แต่เป็เหมือนพี่ชายเป็เพื่อน หรืออาจเป็แค่ใครสักคน...ที่อยู่ตรงนั้นในค่ำคืนที่เธออ่อนแอ
น้ำตาเธอไหลลงมาเงียบ ๆ ขณะที่พิงหัวกับไหล่เขา ไม่มีคำพูดไม่มีการอธิบาย มีเพียงความเงียบที่อบอุ่นอยู่ระหว่างพวกเขาเหมือนจังหวะหายใจเดียวกันใต้แสงจันทร์
แต่ในเงามืด...เจมส์ยืนอยู่อย่างเงียบ ๆสายตาของเขาจับจ้องไปที่สองคนบนหลังคารถ
เขาไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟัง ตัวเขาเองก็นอนไม่หลับเอาแต่คิดถึงภาพของเฟิร์นที่เปิดอกเล่าเื่ของเธอให้พวกเขาฟัง
และเขาก็เห็น...สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างพี่ภูมิและเฟิร์น
เจมส์ไม่พูดอะไรเขายืนนิ่งราวกับปล่อยให้ภาพตรงหน้าซึมลึกลงไปในใจโดยไม่มีการต่อต้านมือของเขากำแน่น แต่ใบหน้าไม่แสดงอาการใด มีเพียงดวงตาที่เต็มไปด้วยอารมณ์ที่ไม่อาจอธิบายได้
เขากลับเข้าห้อง ห่มผ้า แล้วนอนหันหลังให้แสงดาวที่ลอดผ่านหน้าต่าง
เสียงหัวใจของเขา...ดังกว่าทุกอย่างในค่ำคืนนั้น