เทพอสูรมังกรไร้ขอบเขต

    พญาปักษาอัสนีบาต คุนเผิง

    เด็กหนุ่มใช้เวลาเพ็งพิจารณากระบี่หักๆนั้นอยู่นานด้วยความสงสัย แต่หยุนฉางเยว่ผู้เป็นภรรยากลับให้ความสนใจไข่ลวดลายประหลาดมากกว่า

     

    “สามี เจ้าว่าไข่ใบนี้มันจะสามารถฟักตัวออกมาได้หรือเปล่า” โฉมสะคราญกล่าวถาม หลังจากมองสำรวจมันอยู่ครู่ใหญ่

     

     “อืม.......ไม่รู้สิ เดี๋ยวข้าจะลองสำรวจให้ก็แล้วกัน” พูดจบ! เด็กหนุ่มเดินไปแตะไข่ปริศนาใบนั้น พร้อมทั้งใส่พลังหยางที่สุดแสนจะอ่อนโยนเพื่อตรวจสอบสัญญาณชีพภายใน

     

    “ตึกๆ!”

     

    “โอ่ว ยังคงมีเสียงเต้นของหัวใจ? แสดงว่ามันยังมีชีวิตอยู่ แต่ข้าเองก็ไม่รู้เช่นกันว่ามันจะฟักเมื่อไหร่” หลังตรวจสอบอยู่ครู่ใหญ่ เย่หยุนซีจึงเอ่ยปากกล่าวออกมา

     

    ซึ่งในเวลาเดียวกันนั้น เสียงของเทพธิดาเซียนเหยาคนดีคนเดิมก็พลันดังขึ้น

     

    ‘มันคือไข่ของพญาปักษาอัสนีบาต คุนเผิง และมันเหมาะสมที่จะเป็นสัตว์อสูรคู่พันธะของภรรยาคนนี้ของเจ้า’

     

    ‘คุนเผิง?’ เย่หยุนซีอุทานในใจเบาๆ เพราะเขาไม่รู้จักสัตว์อสูรที่มีนามเช่นนี้

     

    ‘คุนเผิง คือสัตว์อสูรประเภทวิหคที่มีสายเลือดระดับสูงเกือบเทียบเท่ากับฟินิกซ์ ทั้งยังชอบกินพลังงานจากสายฟ้าเป็นที่สุด ดังนั้นหากเจ้าคิดจะฟักมันจำเป็นต้องใช้พลังสายฟ้าจำนวนมหาศาล’

     

    ‘หา!’

     

    เย่หยุนซีถึงกับต้องอุทานเมื่อได้ยินคำอธิบายนี้ สิ่งมีชีวิตที่กินสายฟ้าเป็นอาหารมีอยู่จริงๆอย่างนั้นหรือ แล้วมันหลุดมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกัน

     

    ‘อ่อ! แล้วก็อีกอย่าง.....กระบี่หักๆที่เจ้าถืออยู่เล่มนั้น แท้จริงมันก็แค่กระบี่ระดับดินทั่วไป แต่สาเหตุที่เสี่ยวจินเลือกมันให้กับเจ้า ก็เพราะมันมีแรงอาฆาตของเทพและปีศาจจำนวนมากแฝงอยู่ หรือจะพูดง่ายๆก็คือผู้ถือครองคนก่อนเคยใช้กระบี่เล่มนี้สังหารเทพและมารจำนวนมาก’ เทพธิดาเซียนเหยาไขความกระจ่างให้กับเด็กหนุ่มทุกข้อสงสัย

     

    ‘อึก!’

     

    ‘กระบี่ที่มีไว้ใช้สังหารเทพกับปีศาจงั้นหรือ’

     

    เย่หยุนซีมองกระบี่ในมือด้วยแววตาที่ดูหวาดสะพรึงยิ่ง ผู้ถือครองคนก่อนจะต้องแข็งแกร่งขนาดไหนกัน ถึงได้ใช้เพียงกระบี่ระดับดินสังหารเผ่าพันธุ์ชั้นสูงเหล่านั้นจนเกิดแรงอาฆาตเช่นนี้

     

    ‘เห้อ ช่างเถอะๆเก็บเอาไว้ก่อนก็แล้วกัน’ พูดจบ! เด็กหนุ่มก็โยนกระบี่หักเล่มนั้นเข้ามิติเก็บของอย่างไม่ใส่ใจ พร้อมทั้งหันกลับไปหาภรรยาสาวแล้วเอ่ยปากแนะนำให้นางหยดเลือดทำพันธะสัญญาโลหิตสถิติร่างกับไข่ของพญาปักษาอัสนีบาต

     

    หยุนฉางเยว่แม้จะไม่ค่อยเข้าใจเท่าไรนัก แต่เมื่อสามีบอกให้ทำตัวนางก็ยอมทำตามอย่างว่าง่าย

     

    “วิ้ง”

     

    ทันทีที่โลหิตของหยุนฉางเยว่หยดใส่ ไข่ของพญาปักษาอัสนีบาตจู่ๆก็เปร่งประกายแสงสีทองอร่าม ข้อมูลและความสามารถของเผ่าพันธุ์คุนเผิงเข้าสู่ห้วงสมองหยุนฉางเยว่ในชั่วพริบตา ซึ่งแลกมากับพลังปราณกว่าแปดส่วนของนางที่ถูกไข่สูบเอาไป

     

    ‘โอ่ว เจ้าหนูนี่ดูเหมือนจะอดยากมาหลายร้อยปี พอมีพันธะสัญญามาต่อชีวิตมันจึงรีบรับไว้’ เทพธิดาเซียนเหยากล่าวอย่างเรียบนิ่งไร้ซึ่งความแปลกใจ

     

    ไข่ใบนี้เห็นได้ชัดว่ามิได้ดูดกลืนสายฟ้ามานาน มันจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ตัวอ่อนด้านในจะหิวโหยและดูดกลืนพลังปราณของหยุนฉางเยว่มาทดแทนทันทีที่ทำพันธะสัญญา

     

    “แห๊กๆ สามี ดูเหมือนข้าจะได้รับโชคครั้งใหญ่เข้าให้แล้ว แต่เจ้าเด็กนี่กินจุเกินไป ข้าคงต้องฟื้นฟูพลังสักระยะ” หยิบเม็ดยาฟื้นฟูปราณระดับปรมาจารย์เข้าปาก หลังจากนั้นไม่นานนัก หงส์สาวก็เริ่มเข้าสู่ห้วงสมาธิฟื้นฟูพลัง

     

    ฝ่ายเย่หยุนซีเมื่อเห็นเช่นนั้น ตัวเขาก็รีบเก็บของและเดินไปยังโถงรับแขกของตำหนัก มิได้รบกวนภรรยาสาวเลยสักนิด

     

    “ข้าควรใช้เวลาว่างนี้กลั่นสุราทิพย์” หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เด็กหนุ่มจึงตัดสินใจอย่างมาดมั่น เพื่อแหวนมิติจำนวนมากและของรางวัล เขาจะต้องกลั่นสุราทิพย์ออกมาให้ได้ 1 ชนิดภายใน 3 วันนี้

     

    ‘เห้อ พอนึกถึงสุราใบหน้าอาจารย์ก็ลอยเข้ามาในหัวของข้าทันที ตอนนี้ท่านไปอยู่ที่ไหนกันนะ แล้วจะกลับมาเมื่อไรกัน’ แม้ปากจะบ่นพึมพำออกมาเช่นนั้น แต่มือของเย่หยุนซีกลับกำลังคัดแยกสมุนไพรที่ต้องใช้อย่างชำนาญยิ่ง

     

    และสุราทิพย์ชนิดแรกที่เขาคิดจะกลั่นก็คือ สุราที่มีนามว่า ‘จันทรากระจ่าง’ ซึ่งมีส่วนผสมจากสมุนไพร 100 ปีที่ก่อเกิดในน้ำ 50 ชนิด มีฤทธิ์ส่งเสริมธาตุหยิน บำรุงเส้นลมปราณ และผิวพรรณ ดังนั้นมันจึงเหมาะกับสตรีอย่างเทพธิดาเซียนเหยา ท่านแม่ และภรรยาของเขาเป็นอย่างยิ่ง

     

    ‘คิกคิก เจ้าหนูนี่เลือกชนิดสุราได้ดีจริงๆ เห็นทีข้าคงต้องให้รางวัลพิเศษกับเขาเสียหน่อยแล้ว’ เทพธิดาเซียนเหยาที่เฝ้ามองเด็กหนุ่มอยู่กล่าวอย่างขบขัน

     

     

    ซึ่งในเวลาเดียวกันนี้เอง! ณ บริเวณเมืองๆหนึ่งใจกลางแดนเซียนกำลังเกิดความโกลาหลครั้งใหญ่ เหล่าผู้ฝึกตนระดับจักรพรรดิไปจนถึงระดับเซียนดินจำนวนมากมายถูกสังหารจนซากศพกองเป็นภูเขา โดยมีชายขี้เมาผู้หนึ่งนั่งดื่มสุราอยู่เหนือกองซากศพนั้น

     

    “อั๊ก! หลี่ไป่ เจ้าทำเช่นนี้ไปทำไมกัน? เหตุใดเจ้าถึงหันคมกระบี่ใส่ตระกูลตนเอง!!” ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งที่ยังมีชีวิตอยู่เค้นเสียงคำรามลั่น ทั่วทั้งร่างกายของมันเต็มไปด้วยบาดแผลสาหัสซึ่งเกิดจากปราณกระบี่

     

    “ตระกูล? เหอะ อย่าพูดให้ข้าขำเลยจะดีกว่า ตาแก่หลี่จิ่ง พวกเจ้าขายข้าให้วิหารเทพยุทธ ข้ายังพอให้อภัยได้.......แต่ที่พวกเจ้าส่งบิดาและมารดาของข้าไปตาย! บาปนี้ไม่สมควรได้รับการให้อภัยจริงๆ” กระดกสุราจากน้ำเต้าหนึ่งอึก หลี่ไป่จึงสร้างกระบี่ลมปราณพุ่งเข้าตัดเส้นเอ็นของอีกฝ่ายอย่างโหดเหี้ยมไร้ความปรานี

     

    “อ๊าก!!”

     

    กรีดร้องสุดเสียง หลี่จิ่งผู้ซึ่งเป็นประมุขตระกูลหลี่รู้สึกเจ็บปวด ทรมาน และสิ้นหวัง พลังชีวิตของมันค่อยๆลดลงเรื่อยๆ ไร้หนทางต่อต้านอีกฝ่าย

     

    “ละ หลี่ไป่! เจ้าสังหารข้าไม่ได้ ข้าเป็นลุงใหญ่ของเจ้า”ลมหายใจรวยริน หลี่จิ่งพยายามกล่าว

     

    “ลุงใหญ่? ตำแหน่งนี้คนสารเลวเช่นเจ้าดูเหมือนจะไม่คู่ควร ตายๆไปเถอะ! อีกไม่นานข้าจะทำให้วิหารเทพยุทธบัดซบนั่นตามพวกเจ้าไป” สิ้นเสียงของหลี่ไป่กระบี่ลมปราณก็พลันเจาะทะลวงสมองของผู้นำตระกูลหลี่รวดเร็วปานสายฟ้า

     

    “สวบ”

     

    “อึก”

     

    ไร้ซึ่งเสียงกรีดร้องออกมา หลี่จิ่งรวมไปถึงทุกคนในตระกูลหลี่ล้วนตายตกไม่มีใครเหลือรอดเลยสักคน

    คล้ายกับเรื่องเทพอสูรมังกรไร้ขอบเขต ที่คุณอ่าน