ภายในเมืองซิ่นตูอันเจริญรุ่งเรือง แสงอาทิตย์อัสดงย้อมระบายแคว้นจ้าว ดินแดนเล็กๆ ที่สงบสุข
คุณชายจางเอ่อร์นั่งรถม้าเดินทางมุ่งหน้ามาเช่นเดิม เพียงแต่ตัวรถม้าดูธรรมดาเรียบง่ายอย่างมาก ข้างกายยังมีผู้ติดตามแค่ไม่กี่คน รถม้าเคลื่อนเข้าสู่เมืองซิ่นตูของแคว้นจ้าวอย่างเชื่องช้า ระมัดระวังและสงบเสงี่ยม ไม่ได้ดึงดูดความสนใจผู้คนมากนัก
ซิ่นตูในฐานะเมืองหลวงของแคว้นจ้าวนี้เจริญรุ่งเรือง เต็มไปด้วยสีสัน บนถนนมีผู้คนสัญจรไปมาขวักไขว่ คึกคักเป็อย่างยิ่ง
อวี๋ฉูฉู่เด็กสาวชาวบ้านไล่ตามแมวดำตัวน้อยออกมาบนถนน ตัวนางเป็เด็กสาวนุ่มนวลพริ้มเพราอยู่แล้วแต่เดิม ยามนี้สวมกระโปรงยาวห้อยพู่สีเขียวคราม มวยผมปล่อยยาวลงมา ประเดี๋ยวก็วิ่งประเดี๋ยวก็ะโอยู่ท่ามกลางฝูงชน
“เ้าแมวดำน้อย เ้าแมวดำน้อยรีบกลับบ้านกับข้าเถิด...” รูปร่างหน้าตาอันน่ารักของเด็กสาวนั้นดึงดูดสายตาชาวบ้านมากมายเข้ามามุงดู
แมวดำตัวน้อยไม่เข้าใจถ้อยคำหวานละมุนนี้ของคนงาม ยังคงวิ่งวุ่นอย่างซุกซน ซ้ำยังจับพลัดจับผลูวิ่งมาถึงหน้ารถม้าจางเอ่อร์ ฉูฉู่ก้าวขึ้นไปอุ้มเ้าแมวดำ ทว่ารถม้ากลับพุ่งตรงมาหานาง!
ขณะเห็นว่ากีบเท้าม้ากำลังจะเหยียบลงบนร่างอันบอบบางของแม่นาง หัวใจผู้คนรอบบริเวณพลันบีบรัดแน่น คนที่ขี้กลัวหน่อยถึงขั้นยกมือปิดตา ไม่อยากเห็นภาพโศกนาฏกรรมที่กำลังจะเกิด
ในเวลาอันรวดเร็วเกินคาดคิด เห็นเพียงชายหนุ่มรูปงามทะยานร่างออกมาจากรถม้า สวมเสื้อคลุมกันลมสีดำ ทั่วทั้งเรือนร่างแผ่รังสีองอาจผึ่งผาย ชั่วขณะที่กีบเท้าม้ากำลังเหยียบลง เขาแฉลบร่างอุ้มฉูฉู่ขึ้นมา ใช้วิชาตัวเบาเบี่ยงหลบจนรอดพ้นจากอันตราย
ไม่ทันรอให้ฉูฉู่ได้กล่าวขอบคุณ ชายหนุ่มผู้นั้นก็กลับขึ้นไปบนรถม้าโดยไม่แสดงสีหน้าและน้ำเสียงใดๆ การกระทำต่อเนื่องทั้งหมดนี้เสร็จสิ้นภายในชั่วพริบตา ผู้คนมากมายต่างตะลึงงันเบิกตากว้างอ้าปากค้าง
“ท่านผู้นั้นคือคุณชายจางเอ่อร์ คนสนิทของซิ่นหลิงจวิน!” จู่ๆ ก็มีคนะโขึ้นกลางฝูงชน
กว่ากลุ่มคนจะตั้งสติได้และหันกลับมามอง รถม้าของคุณชายจางเอ่อร์ก็เคลื่อนห่างไปไกลแล้ว นี่เป็ฉากวีรบุรุษช่วยเหลือโฉมงามอันยอดเยี่ยม จางเอ่อร์กลับไม่หวั่นไหวเพราะโฉมงามแม้แต่น้อย ไปมารวดเร็วประดุจลมพายุ!
ฉูฉู่กอดแมวดำตัวน้อย สายตาจับจ้องรถม้าไกลออกไปอย่างใกลัวไม่หาย แต่แล้วต่อมาก็ก้มหน้าลงมองแมวน้อยในอ้อมแขน “เ้าแมวดำน้อย เรากลับบ้านกันเถอะ”
…
หลังคุณชายจางเอ่อร์มาถึงซิ่นตูแล้วก็ไม่ได้เดินทางมุ่งตรงเข้าวังอ๋องแห่งแคว้นจ้าว กลับพักในโรงเตี๊ยมเหอเฟิงอันเลื่องชื่อในเมืองก่อนหนึ่งคืน
ม่านราตรีมาเยือน แสงจันทร์กระจ่างสุกใสสาดส่องลงบนเงาร่าง ยิ่งขับให้แลดูสง่าและสูงส่ง เปี่ยมคุณธรรมในค่ำคืนอันเงียบสงบ
จางเอ่อร์ยืนอยู่เพียงลำพังบนโรงเตี๊ยมเหอเฟิง เหม่อมองแคว้นจ้าวที่เล็กและสงบสุขอยู่เงียบๆ ตกอยู่ในภวังค์
ตอนอายุยังน้อยเขาเคยลี้ภัยไปอยู่เมืองวั่ยหวง ได้ซิ่นหลิงจวินเว่ยอู๋จี้ช่วยฉุดดึงขึ้นมาโดยไร้ช่องว่างห่างเหิน ทำให้ตนกลายเป็แขกประจำถาวร ผูกสัมพันธ์เฉกเช่นสหายร่วมเป็ร่วมตายกับคุณชายเฉินอวี๋แห่งแคว้นไต้
ทั้งสามมักดีดฉินบรรเลงดนตรี เรียนรู้ตำราพิชัยยุทธ์ศิลปะการต่อสู้ พูดคุยหารือกิจการบ้านเมืองด้วยกันเสมอ ชีวิตในเมืองวั่ยหวงเป็่เวลาแสนดีงามสบายใจ
ทว่าเมื่อหนึ่งเดือนก่อน แคว้นฉินกับแคว้นเว่ยจุดไฟา ซิ่นหลิงจวินและเฉินอวี๋ทำศึกใหญ่กับจางหานขุนพลผู้เลื่องชื่อของแคว้นฉินติดต่อกันสามวันสามคืน ไม่เกินครึ่งปีแคว้นเว่ยก็ต้านไว้ไม่อยู่
จุดประสงค์เดียวในการเดินทางมาเป็ราชทูตยังแคว้นจ้าวครั้งนี้ของจางเอ่อร์ คือขอให้จ้าวอ๋องเคลื่อนกำลังทหาร คุ้มกันเมืองวั่ยหวง
แต่จ้าวอ๋องมีหรือจะยอมตกลงโดยง่าย
เขาไม่เชื่อ...หากไม่ใช่เพราะจ้าวอ๋องจ้าวจยา ท่านพ่อและท่านแม่ไหนเลยจะถูกกักขังจนตายอย่างไม่เป็ธรรมอยู่บนเขาฉางซาน ถ้าไม่ใช่เพราะเขา บางทีตนอาจยังได้เป็ท่านอ๋องแห่งแคว้นจ้าวผู้มีอิสระ!...
ครั้นคิดมาถึงตรงนี้ จางเอ่อร์ก็ไม่ลังเลอีกต่อไป สวมหน้ากากสีเงิน ทะยานร่างแทรกซึมเข้าไปในจวนแม่ทัพ
…
สีท้องฟ้ายามสายัณห์ประสานรอบทิศ แสงดาวอ่อนจางโปรยลงมากลางจวนแม่ทัพแห่งแคว้นจ้าว
จวนแม่ทัพเป็เคหาสน์ของแม่ทัพใหญ่หม่าเหวินหยวนกับองค์หญิงใหญ่จ้าวอวี้ิ่ องค์หญิงิ่ลดศักดิ์มาสมรสกับแม่ทัพหม่า หลังแต่งงานกลายเป็คู่สามีภรรยารักมั่นหวานชื่น ได้รับคำกล่าวขานดีงามจากผู้คนเสมอมา
ภายในจวนแม่ทัพซ่อนตราบัญชาการทหารของแคว้นจ้าว ในจวนมีทหารชั้นดีนับร้อยนายและกลไกซับซ้อนมากมายคอยป้องกัน แค่นี้ก็เพียงพอให้เห็นถึงความสำคัญที่จ้าวอ๋องมีต่อแม่ทัพใหญ่และองค์หญิงิ่ได้แล้ว
จางเอ่อร์ดักซุ่มสอดแนมอยู่บนหลังคา เวลานี้แม้จะเข้าสู่ราตรีกาลแล้ว การป้องกันของจวนแม่ทัพกลับมิได้หละหลวม
บนทางเดินระเบียงอันทอดยาว เขาพลันเห็นสตรีสวมอาภรณ์หรูหราสองคนเดินพูดคุยยิ้มแย้มมาด้วยกันเสียงแ่เบา ดรุณีเยาว์วัยสวมชุดกระโปรงสีฟ้าอ่อนหนึ่งในนั้นเอ่ยขึ้น “พี่หญิง สวินเอ๋อร์มารบกวนท่านอีกแล้ว แต่น้ำในวังมันไม่สบายเท่าน้ำพุร้อนของพี่หญิงที่นี่จริงๆ ขอท่านอย่าได้ตำหนิไปเลยนะเพคะ”
สตรีสวมอาภรณ์สีเหลืองด้านข้างกล่าวกลั้วหัวเราะเบาๆ “ข้าไม่รู้จักเ้าหรือไรกัน คงไม่พ้นอยู่ในวังแล้วอึดอัด ทนระงับอารมณ์ไม่ไหวเลยวิ่งมาหาข้าที่นี่ละสิ เช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน จะได้มาอยู่คุยเป็เพื่อนพี่หญิงบ่อยๆ”
สองคนพูดคุยสัพเพเหระกันไปตลอดทาง ด้านหลังมีหญิงรับใช้จำนวนมากถือโคมไฟเดินตาม