"พวกเราคือผู้ทะลุมิติ"
หมายความว่าไง?
ผมเกือบพูดว่าเื่พวกนี้มันไร้สาระ ทุกอย่างมันเป็ไปไม่ได้ แต่ทุกคำในหัวนั้นติดอยู่บนริมฝีปาก ไม่สามารถกล่าวอะไรออกมาได้เลย
มันเป็ไปได้จริงหรือไม่ที่พวกเขาทุกคนต่างหลุดเข้ามาในเกมเช่นเดียวกันกับผม?
แน่นอนอยู่แล้ว ผมถูกล่าจากศพเดินได้ มองเห็นร่างหญิงชราคอหักยื่นหัวมาใกล้แทบจูบกัน โลกใบนี้เต็มไปด้วยความมืดและเวทมนตร์แห่งแสง ยังจะมีเื่อะไรที่เป็ไปไม่ได้อีก?
ดังนั้นผมเลยเลือกที่จะเงียบ ตัดสินใจรอดูสถานการ์ณไปก่อน
ผู้ชายคนนั้นดูพอใจกับสีหน้าของผม จากนั้นเขาชมว่าพวกเราทั้งคู่ทำตัวดีมากที่ไม่โวยวายน่ารำคาญ ดูเหมือนก่อนหน้านี้กลุ่ม ‘ต้อนรับสมาชิกใหม่’ จะต้องเหนื่อยพอสมควร
แล้วทันใดนั้นเอง ม่านดำมืดด้านหลังพลันสลายไป
โลกที่อยู่เื้ันั่นยังคงเป็ท้องฟ้าสีแดง แต่สีน้ำเงินเข้มของยามค่ำคืนกำลังค่อยๆ ย้อมเข้าไปราวสีน้ำแผ่ขยายออก ยอดหญ้าปลายแหลมก็กำลังอ่อนนุ่มลงทีละน้อย ราวกับว่าความมีชีวิตชีวาได้ลืมตาตื่นขึ้นมาจากฝันร้ายอันยาวนาน
ความมืดกำลังสลายหายไป
ทันใดนั้นชายร่างสูงหลายคนก็พากันพุ่งตัวเข้าไปในป่าที่เพิ่งแปรสภาพนั่นทันที ไร้ซึ่งความลังเล ไม่หันหลังกลับมาเลยแม้แต่น้อย ดูเหมือนว่ากำลังปฏิบัติภารกิจสำคัญบางอย่าง
ผมสงสัย...ยังจะมีอะไรในเมืองอีกนอกจากซากศพ? อะไรคือเป้าหมายของพวกเขา?
เหมือนสังเกตเห็นสายตาของผม ชายวัยกลางคนกล่าวพร้อมเสยผมสีฟ้าแปลกตาของเขา
“ไม่ต้องไปสนใจหรอก ก็แค่เื่เล็กๆน้อยๆที่ต้องทำทุกปี"
จากนั้นเขาก็ตบมือ รอยยิ้มเป็มิตรยังประดับบนริมฝีปาก เหมือนกำลังพยายามเร่งบรรยากาศให้รื่นเริง
“เอาล่ะ มาถึง่สำคัญ! ได้เวลาประกาศชื่อครั้งแรกของพวกนายแล้ว!”
"..."
ผมนึกถึงฉากในเกม หลังจากที่จบเหตุการณ์ นี่คือฉากตั้งชื่อตัวละคร
พวกเขากำลังทำเหมือนนี่กลายเป็ประเพณีอย่างหนึ่ง เหมือนการแนะนำตัวในงานรับน้อง แต่ผมยังจำความรู้สึกร่ำร้องต่อต้านในใจตอนที่ตัวเองพยายามบอกชื่อกับเลอัสได้
ราวกับว่ากฎของโลกนี้กำลังมองลงมาอย่างไรอย่างนั้น
...นี่คือข้อสันนิษฐาน มีความเป็ไปได้สูงทีเดียวที่ผู้ทะลุมิติทุกคนจะต้องรู้สึกเหมือนผม แบบที่หวาดกลัวสุดขั้วหัวใจตอนที่เค้นเสียงชื่อตัวเองออกมาทีละคำ แบบที่ราวกับว่าตัวเองเป็มดซึ่งกำลังเผชิญหน้ากับมนุษย์ั์ รับรู้ถึงพลังอำนาจมหาศาลซึ่งกดลงมาจนหายใจไม่ออก
ชายตรงหน้ามั่นใจมากว่าผมจะต้องไม่เคยบอกชื่อมาก่อน ดังนั้นที่ผ่านมา...หากไม่นับความเป็ไปได้ที่จะเก็บเป็ความลับ ทุกคนที่ทะลุมิติมาก่อนผมอาจจะยังไม่เคยบอกชื่อก่อนออกจากม่านความมืดนี่เลย?
เพราะมันคือการฝ่าฝืนกฎ?
...แต่...ผมบอกชื่อกับเลอัสไปแล้ว นี่จะยังถือเป็การ ‘ประกาศชื่อครั้งแรก’ อีกรึเปล่า?
ถ้านี่ไม่ใช่ครั้งแรก พวกเขาจะดูออกหรือไม่?
หรือ...ถ้าหากดูออก พวกเขาจะทำอะไรต่อไป?
ในฐานะคนมาใหม่ในพื้นที่แปลกประหลาด แน่นอนว่าผมต้องคาดหวังว่าตัวเองจะได้รับการยอมรับจากกลุ่มตรงหน้าซึ่งแสดงออกชัดเจนว่ามีข้อมูลมากกว่าผม มนุษย์เราแสวงหาความรู้สึกปลอดภัย การอยู่กันเป็กลุ่มเป็สังคมรวมอยู่ในนั้นด้วย และในตอนนี้กลุ่ม ‘รุ่นพี่ทะลุมิติ’ ดูดีและน่าพึ่งพาได้มากพอทีเดียว
หากว่าไม่มีปัญาหาอะไรเกิดขึ้น ผมคิดว่าคงตามพวกเขาไป
ทุกอย่างในหัวผมวิ่งวุ่น ผมสังเกตอย่างเลือนรางทันทีที่หลุดออกจากม่านมา ผมได้หลุดพ้นจากอิทธิพลทางอารมณ์ที่ทำให้ในหัวตื้อตึงได้ หรืออย่างน้อยก็ไม่รู้สึกราวกับว่าแหวกว่ายอยู่ในความตายอีกแล้ว
ตอนนี้...มันไม่มีทางอื่นนอกจากต้องลองบอกชื่อไปก่อน
บางทีเมื่อผมพูดออกไปก็จะเกิดอะไรบางอย่างขึ้น
ดังนั้นผมถึงอ้าปาก
“ราเอล” ผมพูด “ผมชื่อราเอล”
เลอัสดูยังลังเล แต่ก็ยอมตามผมในที่สุด “…เลอัส” เขากล่าว
บรรยากาศเงียบงันไปสักครู่ ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น แต่ผมสังเกตว่าอีกฝ่ายเว้น่ลากยาวนานกับรอให้ผมซึมซับอะไรบางอย่าง...
ผมกวาดตามองสีหน้าของคนรอบๆ ไม่มีใครประหลาดใจหรือฉงนใดๆ
...ดูเหมือนว่าเมื่อบอกชื่อจะมีบางอย่างเกิดขึ้นเกิดขึ้นจริงๆเหมือนที่คาดไว้ เพียงแต่ผลของมันเกิดขึ้นกับตัวผมเท่านั้น
คำถามคืออะไรเกิดขึ้น--ผมไม่เห็นอะไรเลย
ผมแอบส่งสายตารั้งเลอัสไว้ไม่ให้พูด ไอ้หมอนั่นดูมึนตื้อไปหมด หน้าก็ซีดมาก ตรงข้ามกับสภาพผมที่ดีขึ้นนิดหน่อย ดูเหมือนเลอัสแทบจะล้มอยู่แล้ว บางทีสิ่งที่ยังรั้งเขาไว้คือความหวาดระแวงคนรอบๆกับเป็ห่วงผมเท่านั้น
หลังจากจงใจเว้นระยะเวลา ผมก็พยักหน้าในที่สุด ส่วนไอ้หมาธาตุแสงก็พยักหน้าตามแต่โดยดี
“ดีมาก” อีกฝ่ายยิ้ม จากนั้นแนะนำว่าตนเองชื่อเดนิส
กลุ่มคนในชุดสีขาวเดินเข้ามาใกล้อีก พวกเขาเข้ามาแยกผมกับเลอัสออกจากกันโดยที่เลอัสกัดฟันพยายามต่อต้าน แต่มันก็ไร้ผล คนพวกนี้มีพละกำลังที่แทบจับพวกเรายกขึ้นได้ด้วยมือเดียว
หญิงสาวที่แต่งกายด้วยชุดขาวแบบนักบวชในเกมเข้ามาหาผมหลายคน เปิดผ้าห่มออก พวกเขามีท่าทางเคร่งเครียดขึ้นเมื่อััร่างกายกึ่งเน่าเปื่อยเป็ซากนี่ นอกจากนั้นแล้วแววตายังดูเหมือนมีความชื่นชมจางๆดูราวกับกำลังประหลาดใจที่เห็นผมยังไม่ตาย
หญิงสาวคนหนึ่งแบมือวางไว้บนหัวไหล่ผม ไม่นานแสงขาวซีดก็แผ่ออกมา
"มันจะช่วยรักาษร่างกายคุณ" เธอพูด
ความรู้สึกเบาบางแทรกเข้ามาผ่านผิว มันเย็น ให้รู้สึกเหมือนถูกน้ำค้างตกใส่ผิว ทันใดนั้นผมก็รู้สึกเ็ปมากขึ้นไปอีก
“อึก...” ผมเผลอส่งเสียง ก่อนที่จะรีบกัดปากไว้
ความเ็ปราวระลอกคลื่นทำร้ายผมจากภายใน ผมหายใจเฮือกๆ ราวกับชัก รู้ดีว่าความเ็ปนี่มีมาตั้งนานแล้วแต่ผมเพิ่งกลับมารู้สึก มันเป็พลังของคนพวกนี้ที่ปลุกเส้นประสาทของผมขึ้นมา
อย่างเชื่องช้า ผมรับรู้สึกความปลอดโปร่งของสมอง ราวกับประตูสนิมที่ได้รับการหยอดน้ำมัน ทันใดนั้นผมก็รู้สึกว่าสามารถประมวลข้อมูลทุกอย่างได้โดยไม่ซึมทื่อสักที
ความเจ็บจี๊ดแล่นผ่านไขสันหลัง
ผมกรีดร้อง "--!!"
“ราเอล!” เลอัสร้อนรน เขาถูกจับไว้อีกทางเพื่อตรวจสุขภาพ แต่ไอ้เด็กนั่นไม่หันไปทางอื่นเลย ทำตัวเหมือนลูกเป็ดร้องหาแม่อยู่ได้
ตัวเอกของเกมที่เท่มากๆกลายเป็แบบนี้ไปแล้ว ผมไม่รู้ว่าควรหัวเราะหรือร้องไห้ดี
“...ฉันไม่เป็ไร” ผมรู้สึกเหมือนเหงื่อออกเต็มตัวเพราะความเ็ป
“หน้าต่างสถานะนายเป็ยังไงบ้าง” เดนิสถามขึ้นกลางปล้อง ถึงท่าทางจะหยาบคายไปบ้างแต่ดูเหมือนพยายามเบี่ยงเบนความสนใจของผมด้วยเจตนาดี...แต่มันทำให้ผมชะงัก
“อา…ก็ดี” ผมตอบเสียงแหบ เหงื่อเย็นๆ ไหลจากขมับลงมาถึงคาง ผมมองไปด้านหน้าซึ่งไม่เห็นสิ่งใด แล้วกัดริมฝีปากอีกครั้ง “ยังไม่ค่อยมีสมาธิดูเท่าไหร่…”
“ไม่เป็ไร เราค่อยมาเช็กกันทีหลังก็ได้” อีกฝ่ายพยักหน้าอย่างเข้าใจผม ดูเหมือนความเ็ปของการกัดเซาะจากความมืดจะเป็ที่เลื่องลือกันอยู่แล้ว
ผมยิ้ม---
“อะไรคือหน้าต่างสถานะ?” เลอัสโพล่งขึ้นทันใดนั้นอย่างไม่เข้าใจ
“…” ผมยิ้มค้าง
ไอ้หมาธาตุแสงเวรนี่
ผมมองเห็นอย่างชัดเจนว่าเดนิสสีหน้าเปลี่ยนไปแทบทันตา และวงสนทนาก็เงียบงันลงราวป่าช้า แม้กระทั่งกลุ่มหญิงสาวนักบวชรอบตัวผมก็ถอยห่างออกไป
ผู้ทะลุมิติผมสีฟ้าโบกแขนเพียงครั้งเดียว เด็กโง่นั่นก็ถูกกลุ่มคนพุ่งเข้ามาล็อกตัวแล้วกดลงบนพื้นอย่างแรง!
!!!
ผมตัวชาวาบ
เด็กชายธาตุแสงที่ช่วยชีวิตไว้ถูกกดร่างแนบพื้น คางกระทบดินลงจนส่งเสียงดัง ร่างกายเล็กๆนั่นพยายามขัดขืนสุดแรงแต่ไร้ผลลัพธ์ใด
ไม่มีโอกาสให้ขัดขืนเลยแม้แต่นิดเดียว
พลังต่างกันเกินไป
มันไม่เหมือนกับศพพวกนั้น ฝ่ายตรงข้ามตอนนี้คืุ์ที่มีเืเนื้อและสติปัญญา เมื่อเปรียบเทียบกับพวกผมซึ่งเป็เพียงเด็กสองคน...สิ่งที่เหลืออยู่มีเพียงความพ่ายแพ้เท่านั้น
ความคิดผมวิ่งวุ่นในชั่ววินาทีในขณะที่เดนิสหันกลับมา
“แล้วนายล่ะ ไอ้หนู ราเอล นาย...เห็นหน้าต่างสถานะรึเปล่า?” เสียงหยั่งเชิงดังขึ้น
“เห็นอยู่แล้วสิ” ผมตอบกลับด้วยใบหน้าสบายๆ ทำท่าทางเหลือบตาเล็กน้อยราวกับว่ามองเห็นอะไรมากมาย
อีกฝ่ายพยักหน้า แล้วชายวัยกลางคนหันไปส่งสายตาให้พรรคพวกคนอื่นล็อคเลอัสไว้แล้วลากไปอีกทาง
“ราเอล! ราเอล!” ตัวเด็กธาตุแสงโง่เง่านั่นร้องด้วยท่าทีร้อนรน ดูเหมือนเขาจะกลัวการแยกจากผมมากกว่าการถูกทำร้ายเมื่อครู่เสียอีก
โง่เง่า เรียกฉันไปก็ไม่มีประโยชน์หรอกนะ
ตอนนี้ผมก็กำลังพยายามเอาชีวิตรอดอยู่เหมือนกัน
“...” ผมทำเหมือนไม่ได้ยิน หันไปยิ้มให้กับนักบวชสาวที่เข้ามารักษาร่างกายให้อีกครั้ง จากนั้นถามราวกับว่าไม่เดือดร้อน “ทำไมเขาถึงไม่เห็นหน้าต่างสถานะ?”
ชัดเจนแล้วว่านั่นคือสิ่งที่จะต้องโผล่ออกมาตอนที่ผมประกาศชื่อครั้งแรก
หญิงสาวอ้าปากกำลังจะตอบ แต่เสียงแข็งๆ ของอีกคนดังแทรกเข้ามา
“พวกตัวละคร” เดนิสคว้าบุหรี่จากไหนไม่รู้ขึ้นมาสูบ
ผมหันกลับไป “ตัวละคร?”
“NPC ชาวบ้าน ตัวประกอบ หรืออะไรก็ตามที่นายจะเอาไว้เรียก” อีกฝ่ายเว้นระยะเพื่อสูดอัดควันเข้าไปในปอด คิดจะปล่อยออกมาแต่ถูกกลุ่มนักบวชสาวข้างผมเขม่นตาเข้าให้เลยต้องหันไปทางอื่น
“มนุษย์อย่างพวกเราหลุดเข้ามาในเนื้อเื่ ส่วนพวกนั้นก็เป็ตัวละครในเนื้อเื่ยังไงล่ะ” เดนิสยกตัวอย่าง “นานๆ ครั้งถึงจะมีหลุดอะไรพวกนี้มาด้วย เป็เพราะบทนำโดยส่วนใหญ่นอกจากตัวเอกแล้วล้วนตายหมดหรือไม่ได้ออกมา ซึ่งก็มักจะเกิดจากการแทรกแซงเนื้อเื่ของผู้ทะลุมิติอย่างเราๆ นั่นแหละ”
“อาฮะ” สมองผมประมวลผลอย่างหนักในขณะที่ฉีกยิ้ม “แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา?”
เดนิสก้มหน้ามองผม ดวงตาเบิกกว้างนิดๆราวกับประหลาดใจ นิ่ง่เวลาประมาณสามวินาทีก่อนจะตอบอีกครั้ง “ก็...ฆ่าทิ้ง หรือไม่ก็เก็บไว้เป็ทาส”
ผมแสดงสีหน้าซีดเผือด
ไอ้พวกเวรนี่---
ชายวัยกลางคนยิ้มให้ผม “ไม่เป็ไร เดี๋ยวนายก็ชิน... โลกบ้าๆนี่โหดร้ายกับผู้ทะลุมิติอย่างเรามาก ถ้าไม่ทำแบบนั้นพวกเราจะแย่เอา”
เสียงสถบดังลั่นในหัวผม แต่ใบหน้าของผมกำลังยิ้มอย่างลำบากใจ “แต่การฆ่าคนนี่มัน....”
“ฉันบอกแล้วว่ามันจำเป็ต้องทำ แต่ปกติแล้วพวกเราก็จะเก็บพวกมันไว้เป็ทาสซะมากกว่า exp จากชาวบ้านน้อยจะตาย” ชายผมฟ้าขมวดคิ้ว เอ่ยย้ำ “มีแค่พวกตัวเอกเท่านั้นที่เราจะต้องฆ่าทิ้งทั้งหมด”
ไอ้พวกเวรนี่จะฆ่าเลอัส? กล้าดียังไง
ไม่สิ...พวกตัวเอก?
“ตัวเอก?” ผมเลิกคิ้ว ถึงจะสงสัยกับคำที่แสดงถึงจำนวนคนหมู่มากในตำแหน่งนี้มากกว่า แต่ตอนนี้ยังไม่เหมาะจะเจาะประเด็นนี้ คำว่าตัวเอกนั้นเชื่อมถึงเลอัสโดยตรงเพราะเขาคือตัวเอกในเกมนี้ ผม้าข้อมูลให้มากที่สุดเพื่อจะได้รู้ว่าเกิดบ้าอะไรขึ้น
เดนิสพยักหน้า “ใช่ ตัวเอก ไม่ว่ายังไงก็ต้องฆ่าทั้งหมด พวกลูกรักจากโชคชะตาพวกนั้น” ท้ายประโยคถูกพูดด้วยน้ำเสียงส่อเสียดอย่างเกลียดชัง "นายยังคิดว่าพวกมันเป็คนเพราะไม่ได้มองมันให้ดี"
ผมไม่เข้าใจประโยคสุดท้ายนั่น แต่สามารถจับใจความได้บางอย่าง
ดูเหมือนตัวเอก จะถูกรังเกียจในหมู่พวกเขาอย่างมากทีเดียว
ผมทวนวิธีเรียกของเดนิสในหัว ข้อมูลพวกนี้จะสามารถทำให้ผมตามสถานการณ์ได้ง่ายขึ้นมาก
พวกเขา้าจะฆ่าตัวเอก? ทำไม? แถมยังแสดงออกถึงความรังเกียจ... ฆ่าเพราะรังเกียจ? ฟังดูไร้สาระ กลุ่มคนทะลุมิติเข้ามาในเกม ทำไมถึงจะต้องฆ่าตัวเอกในเกมด้วย--
พวกเขาบอกว่ามันจำเป็ แต่ผมยังไม่เข้าใจ อะไรกันที่จะเป็เหตุผลของการฆ่าได้
นอกจากว่าการมีอยู่ของตัวเอกจะส่งผลบางอย่าง… บางอย่างที่ส่งผลต่อคนหมู่มาก
ผมนึกถึงเลอัสที่ถูกลากออกไป คงไม่ใช่ว่า---
เลอัส
“...คุณเดนิส....แต่เลอัสเป็แค่ตัวประกอบ ดังนั้นแล้วเขาอาจจะไม่ถูกฆ่าใช่ไหมครับ” ผมพูด เสี่ยงชีวิตและอ้อนวอนให้พวกเขาไม่ได้รู้ข้อมูลอะไรไปมากกว่านี้ ใช่ ต้องเป็แบบนั้น ไม่อย่างนั้นเขาคงถูกฆ่าั้แ่แรกไปแล้ว ผมไม่รู้ว่านี่เป็แค่การหลอกตัวเองหรือไม่ แต่ผมยังพยายามต่อไปอย่างโง่งม “พวกเราหนีมาด้วยกัน ถ้าหากไม่มีเขา ผมคงไม่รอด…”
เดนิสถอนหายใจ "ตัวละครนั่นหน่วยก้านไม่เลว คิดว่าคงลงตราประทัปทาสไว้ใช้งานต่อ...ถ้านายอยากได้ไว้กับตัวสามารถไปติดต่อพวกประทัปตราทาสของสมาคมทีหลังได้”
ตราทาส...
แค่คิดว่าไอ้หมาโง่ที่แบกผมมาทั้งคืนจะถูกประทัปตราบ้าอะไรไม่รู้ จิตใจของผมก็เกรี้ยวกราดอย่างไม่อาจควบคุมได้
“อา...ขอบคุณนะครับ คุณเดนิส” ผมยิ้มอย่างโล่งอก แต่เดนิสกลับขมวดคิ้ว
“อย่าไปสนใจพวกตัวละครให้มันมาก พวกมันน่าขยะแขยงจะตาย” เขากล่าว
ผมไม่ได้ตอบ
เดนิสหันตัวจากไป ส่วนผมหลับตาลงช้าๆ
คนรอบข้างคงคิดว่าผมคงทนความเ็ปไม่ไหวจนสลบ
เสียงกรีดร้องเรียกชื่อผมยังดังมาจากที่ไกลๆ ดูเหมือนเด็กโง่นั่นกำลังร้องไห้...
“…” ผมเม้มปาก
ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมพวกเขาไม่หาผ้าอะไรสักอย่างยัดปากไอ้หนูนั่นให้เงียบๆ ไปซะ
สมองที่เพิ่งได้กลับมาทำงานอย่างมีประสิทธิภาพเริ่มเรียบเรียงข้อมูลที่เพิ่งได้มา
‘พวก’ ‘ตัวเอก’
‘ผู้ทะลุมิติ’
‘ตัวประกอบ’
สมาคม...
จากท่าทีที่พวกเขามีให้เลอัสในตอนแรก ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครแยกเลอัสที่เป็ตัวละครออก แต่ในภายหลังกลับมั่นใจมาก ถ้าไม่นับว่าไอ้เด็กเวรนั่นถามคำถามแสดงตัวโง่ๆ ออกไป บางทีอาจมีวิธีการแยกตัวละครกับผู้ทะลุมิติออกจากกัน...
สมาคม....ดูเหมือนว่าพวกคนทะลุมิติจะมีจำนวนมากกว่าที่คิดไว้ บางทีกลุ่มที่เราเจอตอนนี้อาจเป็เพียงกลุ่มระดับต่ำที่ถูกส่งมารับผู้มาใหม่ และน่าจะเป็สังคมยุคสมัยแบบยุคกลางหรืออะไรซักอย่าง เพราะมีทั้งโบสถ์หรือทาส...
ไม่สิ ถ้าทุกคนทะลุเข้ามาในเกม หมายความว่าเนื้อเื่นี้ถูกเล่นซ้ำๆ? ไม่น่าจะใช่แบบนั้น เดนิสแสดงออกว่ารู้จักความมืด แต่ไม่รู้จักเลอัส--
เกม...ผู้ทะลุมิติ ‘พวก’ ตัวเอก
ในเมื่อเป็เกม ทำไมถึงมีตัวเอกหลายคน? นอกซะจากว่านี่จะมีหลาย ‘เกม’ ?
โลกใบนี้มีเกมซ้อนทับกันซ้ำๆ? ทุกเกมมีเนื้อเื่แตกต่างกันจึงมีตัวเอกหลายคน มีบทหลายบท เลยเป็ที่มาของคำพูดเดนิสตอนแรกว่า ‘เนื้อเื่ฉากแรก’ ?
หมายความว่าคนที่ทะลุมิติเข้ามาแตกต่าง่เวลากันก็น่าจะมาจากคนละเกม? และพวกคนที่ทะลุมิติเข้ามาพร้อมกับผมก็คือคนที่ทะลุมิติเข้ามาในเกมเดียวกับผม?
...ข้อมูลยังน้อยเกินไป ผมยังไม่สามารถสรุปข้อเท็จจริงอะไรได้เลย ได้แต่สันนิษฐานคาดเดาจากทุกอย่างที่มีอยู่เท่านั้น
อืม...ส่วนเื่เลอัส
ตอนนี้คงทำได้แค่หลอกทุกคนว่าเด็กโง่นั่นเป็แค่ตัวประกอบ... ผมยังไม่มีความสามารถพอในตอนนี้ แม้กระทั่งตัวเองยังสุ่มเสี่ยง คงได้แต่ปล่อยเลอัสไว้ก่อน...
ทำไมพวกผู้ทะลุมิติถึงต้องตั้งใจฆ่าตัวเอกของเกม? เกิดอะไรขึ้น?
ตอนนี้ผมทำได้แค่ประวิงเวลาไปเท่านั้น ถ้าข้อสันนิษฐานของผมเป็จริง แปลว่าพวกที่ทะลุมิติเข้ามาพร้อมผมก็จะรู้จักเลอัสเหมือนกัน
สิ่งที่ผมโกหกออกไปแทบจะเหมือนะเิเวลาแล้วในตอนนี้
ผมต้องหาทางช่วยไอ้เด็กโง่นั่นให้เร็วที่สุด
นอกจากนั้น...หน้าต่างสถานะ
....ดูเหมือนว่าจะเป็สิทธิ์พิเศษของพวกผู้ทะลุมิติ บางทีอาจมีลักษณะเหมือนจอสีฟ้าตามที่เคยเห็นในหนังไซไฟ...
แต่จากเมื่อครู่ หากเลอัสไม่พูด ก็จะไม่มีใครรู้ ดูเหมือนว่าจะไม่สามารถดูของคนอื่นได้ ทำได้แค่ถามเท่านั้น
ดี…ดีมาก
เพราะผมมองไม่เห็นมัน
หน้าต่างสถานะพวกนั้น...หน้าต่างสถานะที่ผม
ผมมองไม่เห็นมันเลยแม้แต่บานเดียว