“ผู้เข้าสอบคนที่สามมีอะไรหรือ?เหตุใดเจ้าไม่เริ่มทำการหลอม” ชายชราถามเมื่อเห็นเขาเลิ่กลั่กอยู่นานไม่เริ่มหลอมเสียที
“เอ่อ...คือ...คือข้าไม่มีเตาหลอม”เหลียงจือกุมมือก้มหน้าตอบ
“ไม่มีเตาหลอม?” ชายชราไม่เข้าใจ มีผู้ปรุงโอสถที่ไหนไม่มีเตาหลอมเป็นของตัวเองแม้จะเป็นของชั้นเลวก็ยังต้องมีติดตัวไว้สักอัน
“คุณชายท่านเป็นผู้ปรุงโอสถแน่หรือเจ้าคะหรือว่ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้น? ยืมเตาหลอมของข้าดีหรือไม่ ข้าพอจะมีสำรองไว้อยู่แม้ไม่ใช่ของดีอะไรนักแต่ก็หวังว่าคุณชายจะไม่รังเกียจ” มู่เหลียนฮวายิ้มละมุนทว่าหางคิ้วของซูเจินกลับกระตุก
“จริงหรือ!งั้นข้าขะ...” เหลียงจือหยุดชะงัก รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้องเหลือบมองซูซูที่อยู่ด้านล่างแล้วก็กลืนน้ำลายอึก ส่ายหน้าหวือ “ไม่ ไม่ดีกว่า”
เจ้าคนซื่อบื้อ!นางกำลังเยาะเย้ยเจ้าอยู่ยังไม่รู้ตัวอีกแล้วมีใครที่ไหนไปยืมเตาหลอมของคนอื่นตอนสอบเล่าหากอีกฝ่ายเล่นตุกติกกับเตาหลอมจะทำเช่นไร!
“เมื่อกี้เขาว่าอะไรนะ? ไม่มีเตาหลอม?คนเช่นนี้ผ่านรอบแรกมาได้อย่างไร?”
“เขาหลอมยาเป็นแน่หรือ?”
“นี่เขากำลังเล่นตลกอะไรกัน”
เหล่าคนดูเริ่มวิจารณ์ เสียงหัวเราะก็ตามมาเมื่อเหลียงจือแสดงท่าทีเซ่อซ่า
“ใช้เตาหลอมของทางสำนักแทนได้หรือไม่?”อาจารย์อีกคนเอ่ยขึ้น ทางสำนักได้เตรียมเตาหลอมเอาไว้เผื่อเกิดเหตุการณ์อย่างนี้แต่ก็ไม่เคยได้เอาออกมาใช้มาก่อนเพราะไม่เคยมีผู้เข้าสอบคนไหนไม่มีเตาหลอมของตัวเองมาก่อนเลย
“ขอรับ ให้ข้าใช้มันเถอะขอรับ”เหลียงจือรีบพยักหน้า ใช้ของทางสำนักซูซูคงไม่ว่าอะไรไม่นานก็มีศิษย์ของสำนักสองคนยกเตาหลอมใบหนึ่งมาให้
เหลียงจือมองเตาหลอมเก่าๆอย่างไม่ค่อยชอบเขาไม่รู้เรื่องระดับของเตาหลอม รู้เพียงว่าเตาหลอมใบนี้ไม่ดีเท่าเตาหลอมของเขาคงใช้หลอมยากกว่ามาก หากอยากหลอมให้ได้โอสถดีๆคงต้องเหนื่อยกันหน่อย
เตาหลอมที่ทางสำนักเตรียมไว้ให้เป็นเพียงเตาหลอมระดับต่ำสุดนอกจากประสิทธิภาพไม่ดีแล้วยังเก่าสุดๆ เตาหลอมไม่ดีก็ยากจะหลอมให้ได้โอสถที่ดีการเตรียมเตาหลอมมาเองก็เป็นหนึ่งในความสามารถของผู้ปรุงโอสถเช่นกัน
แต่การหลอมก็ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยแน่นอนว่าเตาหลอมที่ดีก็เป็นหนึ่งในนั้น ทว่ายังมีวิธีการรักษาวัตถุดิบการคัดแยกและปรับปรุงวัตถุดิบ การคุมไฟ ขั้นตอนการหลอม และอื่นๆยิบย่อยอีกมากมาย
หากเตาหลอมไม่ดีก็ต้องอาศัยฝีมือของผู้หลอมเองเป็นโอกาสดีที่นางจะได้รู้ว่าเหลียงจือผู้นี้มีฝีมืออยู่ในระดับใด
“สหายเจ้าคือคนที่อยู่ตรงกลางใช่หรือไม่?เขาไม่เป็นอะไรแน่หรือ?” ฮุ่ยชินอ๋องถามนาง
“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันหากเขามีฝีมือมากพอก็คงไม่มีปัญหาอะไรมั้ง” ซูเจินตอบส่งๆ นางเองก็ไม่รู้เหมือนกันทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับตัวเขาเอง
“คนผู้นั้นคือสหายของซูเอ๋อร์หรือ?”โจวอ๋องก็ร่วมสนทนาด้วย
ซูเจินรู้สึกคันยุกยิกในใจรู้สึกไม่ชอบใจที่เขาเรียกนางเช่นนี้เอาเสียเลย นี่นางเป็นอะไรกันซูเจินข่มความไม่พอใจลงไปก่อนจะตอบอีกฝ่ายสั้นๆ “เพคะ”
แม้น้ำเสียงแข็งกระด้างแต่โจวอ๋องก็ยังดีใจที่นางตอบพระองค์“สหายของเจ้าต้องสอบผ่านอยู่แล้ว”
“หม่อมฉันก็ไม่แน่ใจเพคะ”
ฮุ่ยชินอ๋องขมวดคิ้วลงสายตาดูดุดันขึ้นมองบุรุษอีกคนนิ่ง โจวอ๋องเองก็สายตาแข็งกระด้างจ้องมองอีกคนไม่หลบเลี่ยงเหมือนกัน
ซูเจินเพียงสนใจบนเวที เลิกสนใจเรื่องราวรอบตัวทว่าเหล่าคนที่ยืนอยู่เบื้องหลังกลับกลั้นหายใจแล้วกลั้นหายใจอีกพวกเขายืนอยู่ด้านหลังใกล้ถึงเพียงนี้ จะไม่เห็นสายตาของอ๋องทั้งสองคนได้อย่างไร
ทั้งสายตาหวานเชื่อมยามมองสตรีตรงกลางทั้งสายตาฟาดฟันกันของบุรุษทั้งคู่ล้วนอยู่ในสายตาของพวกเขาทั้งสิ้น
โอ้...นี่สินะ ที่เขาเรียกว่ามหาบุรุษแย่งชิงโฉมสะคราญ หรือจะเรียกว่า สมรมีใจทว่าบุปผาไร้ใจดี?
โจวอ๋องปวดหนึบไปทั้งใจกับท่าทีห่างเหินของนางทว่ารู้สึกยินดีที่ได้เจอนางมากกว่า ไม่ว่าสิ่งใดก็ดูเป็นเรื่องเล็กโจวอ๋องมองเสี้ยวหน้าของนางอยู่ตลอด แม้นางจะแสดงท่าทางอึดอัดก็ตาม
หวนนึกถึงเรื่องเก่าๆแล้วก็กำหมัดแน่นรู้สึกหวาดกลัว แต่แรกพระองค์ตั้งใจว่าเมื่อเจอนางแล้วพระองค์จะถอดหน้ากากออกแต่เอาเข้าจริงกลับขลาดเขลา
เห็นแววตาสงบนิ่งไร้คลื่นอารมณ์อย่างที่คิดก็รู้สึกมืดแปดด้านหรือคำที่นางเคยว่าไว้จะหมายถึงนางจดจำเขาไม่ได้หรือนางลบเขาออกจากความทรงจำของนาง ลบทุกอย่างออกไปจากหัวใจจนหมดสิ้นแล้ว
ท่ามกลางความสับสนหวาดระแวงของสองบุรุษซูเจินละความสนใจจากพวกเขาอย่างสมบูรณ์ ตั้งสมาธิมองยังบนเวทีอย่างสนใจ
เหลียงจือที่ได้เตาหลอมแล้วก็นำส่วนผสมต่างก็ออกมาวางเรียงไว้อาจารย์ทั้งสามคนต่างให้ความสนใจ แม้ว่าเรื่องที่เขาไม่มีเตาหลอมของตัวเองจะแปลกแต่วัตถุดิบที่เขาเอาออกมาก็น่าสนใจไม่เลว
เหลียงจือเอาใบจิตม่วงออกมาเพียงเล็กน้อยเขายังคงตั้งใจจะเก็บส่วนใหญ่ไว้หลอมโอสถเพลิงพิสุทธิ์ แล้วหลอมโอสถเพลิงผลาญสินะ
เอาเถอะ ก็ยังดีกว่าหลอมโอสถเพลิงพิสุทธิ์...
มู่เหลียนฮวาสมกับเป็นบุตรีของเสนาบดีเตาหลอมของนางเป็นเตาระดับกลางขั้นต้น เตาหลอมสีเขียวมรกตงดงามจนทุกคนต่างชื่นชม
มู่เหลียนฮวาเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยอย่างภูมิใจเตาหลอมที่บิดาหามาให้นางชื่นชอบที่สุด เป็นเตาหลอมที่งดงามเหมาะสมกับนางมาก
โอสถที่มู่เหลียนฮวาตั้งใจจะหลอมคงเป็นโอสถกระจ่างฟ้าที่เป็นโอสถระดับสองขั้นกลางโอสถกระจ่างฟ้าเป็นโอสถที่ใช้ในยามค่ำคืน มีฤทธิ์ทำให้มองเห็นได้ในความมืดการมองเห็นจะไม่ต่างจากตอนกลางวันเลย เหล่านักล่านิยมใช้แน่นอนว่าผู้ฝึกยุทธ์และนักฆ่าเองก็ต้องการ
โอสถกระจ่างฟ้าเป็นโอสถชั้นดีที่ไม่มีผลข้างเคียงใดๆราคาจึงสูงกว่าโอสถที่มีฤทธิ์แบบเดียวกันหนึ่งเม็ดมีผลยาวนานถึงเจ็ดวัน...เลือกโอสถได้ดี
ดูเหมือนจะไม่ได้มีดีแค่ปากกล้าสินะ
ซูเจินมองยังบุรุษแคว้นโจว“เขาเป็นคนแคว้นโจวใช่หรือไม่เพคะ เขาเป็นคนของสกุลใดหรือเพคะ?”
ซูเจินลองถามโจวอ๋องเขาไม่มีท่าทางหงุดหงิดไม่พอใจแต่อย่างใด เขาเอ่ยตอบนางทันที
“ถูกแล้ว เขาเป็นคนของสกุลหลิน หลินหลิง”
“สกุลหลิน?” ไม่เห็นเคยได้ยิน
โจวอ๋องเห็นนางขมวดคิ้วจึงขยายความ“แต่เดิมคือบ้านสาขาเล็กๆสกุลหลี่แต่ไม่ได้มีสายเลือดของสกุลหลี่ต่อมาแยกตัวเปลี่ยนเป็นสกุลหลินแทน”
ซูเจินชะงัก ตอบกลับสั้นๆ “เพคะ”
สกุลหลี่แห่งแคว้นโจว
หลี่ฟางเทียน…
โจวอ๋องพลันชะงักเช่นกันตัวเกร็งขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ ได้แต่มองนางหันกลับไปอย่างเว้าวอนแต่โฉมงามกลับไม่สนใจหันมามอง
ซูเจินมองหลินหลิงอยู่นานสกุลหลี่เมื่อนานมาแล้วก็เป็นสกุลของผู้ปรุงเพียงหนึ่งเดียวของแคว้นโจว แม้เป็นบ้านสาขาเล็กๆที่แยกตัวออกมาก็ยังคงเป็นเช่นนั้นสินะ
ซูเจินมองส่วนผสมบนโต๊ะก็เลิกคิ้วส่วนผสมหลายตัวเป็นส่วนผสมของโอสถพิษ แต่ยังบอกไม่ได้ว่าเขาจะหลอมโอสถใดกันแต่ต้องรอดูในขั้นตอนอื่นๆ