บ้านพักรับรองนอกนครเปี้ยนจิง
ขบวนคณะทูตจากอาณาจักรต้าหลี่กว่า200 ชีวิตเดินทางออกจากนครต้าหลี่ขึ้นไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ รอนแรมผ่านเมืองต่างๆ มาอย่างไม่เร่งรีบขบวนประกอบด้วยทหารเดินเท้า 200 นาย เกวียนบรรทุกสัมภาระ 10เกวียน รถม้าขององค์หญิงอี้อันรถม้าของเสนาบดีโค่วหลุน เ้ากรมพิธีการแห่งแคว้นต้าหลี่ องครักษ์ 10 นาย นางกำนัล 4 คน
ราว 40 วัน ที่สุดขบวนคณะทูตเดินทางมาถึงบ้านพักรับรองนอกนครเปี้ยนจิง ที่หน้าบ้านพักมีคณะต้อนรับจากเมืองหลวงเปี้ยนจิง แต่งเครื่องแบบขุนนางแห่งต้าซ่งมารอต้อนรับองค์หญิงอี้อัน และเสนาบดีโค่วหลุน เ้ากรมพิธีการตัวแทนทูตของต้าหลี่
เสนาบดีโคว่หลุนก้าวออกจากรถม้าของตน แม่นมเฉินก้าวออกจากรถม้าองค์หญิงอี้อัน ลงมาทำความเคารพและทักทายคณะขุนนางที่มาต้อนรับแจ้งว่า “องค์หญิงอี้อันรู้สึกประชวรเล็กน้อยจากการเดินทางจึงไม่สะดวกออกมาต้อนรับคณะขุนนางจากเมืองหลวงขอเหล่าขุนนางทั้งหลายกลับไปก่อนเถิด คณะทูตของเราดูแลตนเองได้”
คณะต้อนรับประกอบด้วยขุนนางาุโหลายคนต่างใหันซ้ายหันขวา กล่าวกับบุคคลที่อยู่บนรถม้า “องค์หญิงมีอาการประชวรเช่นนี้ให้หมอหลวงมาตรวจพระอาการเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
แม่นมเฉินรีบกล่าว “ท่านทั้งหลายมิต้องกังวลใจไปองค์หญิงอี้อันมิได้ประชวรรุนแรงใด หากแต่เดินทางไกลทำให้มีอาการปวดเมื่อยเล็กน้อย ดังนั้นขอเชิญเหล่าคณะต้อนรับอย่าได้เกรงใจกลับไปก่อนเถิด”
เสนาบดีโค่วหลุนจากต้าหลี่ต้องกล่าวสำทับอีกครา “คณะทูตอาณาจักรต้าหลี่ รู้สึกซาบซึ้งใจที่ฝ่าาแห่งต้าซ่งทรงใส่พระทัยคณะทูตของเรายิ่งนัก แต่อย่างที่แม่นมเฉินกล่าว องค์หญิงอี้อัน ไม่ประสงค์ให้พวกท่านต้องลำบาก ดังนั้นจึงขอเชิญท่านกลับไปก่อนเถิด” เสนาบดีเ้ากรมพิธีการแห่งต้าหลี่ค้อมกายอย่างนอบน้อม เหล่าขุนนางาุโอ้ำอึ้ง ทำอะไรไม่ถูกยืนลังเลเนื่องจากมีรับสั่งจากฝ่าาให้มาถวายการต้อนรับพระธิดาองค์เล็กของพระองค์ ซึ่งแท้จริงในใจลึกๆพวกเขาแค่อยากเห็นพระพักตร์องค์หญิงอี้อันที่เขาเล่าลือกันว่า เป็องค์หญิงโรคโง่ จะมีพระพักตร์เป็เช่นไร ขุนนางบางคนยังพยายามชะเง้อผ่านผ้าม่านที่ปิดประตูรถม้า
แม่นมเฉินกล่าว “ขอเชิญท่านขุนนางกลับไปทูลฝ่าาเถิดว่า องค์หญิงมีพระพลานามัยแข็งแรงดี อย่าได้กังวลพระทัยเชิญเ้าค่ะ” นางยิ้มแย้มให้เหล่าคณะต้อนรับจากต้าซ่ง รอจนเหล่าขุนนางและบริวารเดินทางกลับไปทั้งหมดแล้วจึงหันไปทูลแจ้งกับบุคคลในรถม้าว่า
“กลับไปกันหมดแล้วเพคะองค์หญิง”
ค่ายซานตง
องค์รัชทายาทกำลังตรวจฎีกาที่โต๊ะใหญ่กลางห้องโถง เสวี่ยซิง และจางเหยาเปิดสมุดและหนังสือที่นำมาจากบ้านเสนาบดีเฮ่อหยุน คิ้วขมวดนิ่งเพราะยังมองไม่เห็นพิรุธใดๆ เลย
จางเหยาปิดหนังสือเ่าั้แล้วเอ่ยขึ้นมา“อีกสองวันคณะทูตจากต้าหลี่จะมาเข้าเฝ้าฝ่าาและมีองค์หญิงอี้อันเสด็จมาด้วย หม่อมฉันจำได้ลางๆว่า องค์หญิงอี้อัน น้องสาวองค์รัชทายาทตอนนั้นตัวเล็กมากๆ นางเกาะหลังท่านเป็เหมือนลูกเต่ามาเรียนหนังสือด้วยเกือบทุกวัน แล้ววันหนึ่งลูกเต่าตัวนี้ก็หายไปเลย ได้ยินว่าเดินทางไปรักษาพระอาการที่ต้าหลี่”
“ใช่ อี้อันไปอยู่กับเสด็จลุง เสด็จป้าที่แคว้นต้าหลี่ หมอหลวงบอกว่าอาการโรคหอบของนางไม่เหมาะกับอากาศหนาวเย็น ต้องอยู่ในที่อากาศอบอุ่นจึงจะดีขึ้น” องค์รัชทายาทตอบ
เสวี่ยซิงได้ยินสหายคุยกันพลันนึกขึ้นมาได้ว่า เมื่อครั้งที่แม่ทัพเสวี่ยิบิดาของเขาเดินทางกลับมาถึงเมืองหลวง ภายหลังเข้ากราบทูลต่อฝ่าาแล้วกลับบ้านใบหน้าบิดาของเขาเศร้าหมองยิ่งนัก ครั้งนั้นเขาถามบิดาว่า“พระอาการขององค์หญิงอี้อันไม่ดีขึ้นหรือ ขอรับ”
“อาการโรคหอบดีขึ้นมากแต่โรคใหม่ที่องค์หญิงน้อยกำลังเผชิญอยู่กลับร้ายแรงยิ่งนัก” จากนั้นบิดาของเขาก็ไม่กล่าวอะไรอีกเลยเวลาผ่านไปหลายเดือนสีหน้าดูทุกข์ใจของบิดาเริ่มคลายลงจนเป็ปกติ หากแต่เดือนก่อนที่รับแจ้งข่าวว่าองค์หญิงอี้อันจะกลับมาเขาสังเกตบิดาของเขาอย่างเงียบๆ พบว่าบิดาเขารู้สึกตื่นเต้นกับการเดินทางกลับมาขององค์หญิงผู้นี้มากทีเดียว
ณ พระราชวังอาณาจักรต้าซ่ง
นครเปี้ยนจิงเมืองหลวงอาณาจักรต้าซ่ง ฮ่องเต้ซ่งไทจง ฉลองพระองค์อย่างเป็ทางการประทับบนบัลลังก์ักลางท้องพระโรง ด้านซ้ายพระองค์ คือต้วนฮองเฮา ฉลองพระองค์อย่างเป็ทางการประทับพระที่นั่งลดชั้นลงมา องค์รัชทายาท ฉลองพระองค์อย่างเป็ทางการประทับยืนด้านขวาลดชั้นลงมา ด้านล่างหน้าพระพักตร์เป็องค์ชายใหญ่เหยียนจั๋วองค์ชายรองเหยียนชี่ องค์ชายสี่เหยียนเฟิง อัครเสนาบดี และบรรดาเสนาบดีเ้ากรมรองเ้ากรมทุกกรมจำนวนร้อยคน ยืนอย่างเป็ระเบียบ
พระพักตร์ฮ่องเต้สงบนิ่งแต่แท้จริงแล้วภายในใจรู้สึกตื่นเต้นไม่น้อยเพราะว่าพระธิดาที่จากไปั้แ่เล็กนั้น ไม่รู้ว่าบัดนี้หน้าตาจะเป็อย่างไร? จะเป็โรคโง่ตามที่เขาเล่าลือหรือไม่? นางจะรู้สึกยินดีที่พบกับบิดาที่ไม่ได้เลี้ยงดูนางหรือไม่?และคำถามต่างๆ นาๆ อีกมากมาย ทำให้พระองค์รู้สึกสับสน วิตกระคนความรู้สึกยินดี ปะปนกันไป
ทางด้านต้วนฮองเฮาแสดงออกอย่างชัดเจนว่ามีอาการตื่นเต้นดีใจแม้จะนั่งตัวตรงแต่เผลอชะเง้อมองประตูหน้าท้องพระโรงตลอดเวลา ที่ซึ่งพระธิดาอี้อัน จะต้องก้าวผ่านเข้ามา
เพียงพบประสบพักตร์
ทางด้านนอกท้องพระโรงว่าราชการแห่งต้าซ่ง คณะทูตแห่งต้าหลี่นำหน้าขบวนโดยองค์หญิงอี้อัน ด้านซ้ายมือ เป็เสนาบดีโค่วหลุน เ้ากรมพิธีการแคว้นต้าหลี่ ด้านขวามือองค์หญิง เป็แม่นมเฉิน ด้านหลังมี เหล่าองครักษ์จากต้าหลี่ 4 นาย ขันทีจากต้าซ่ง 8 คนนางกำนัลจากต้าซ่ง 6 คนคอยติดตามรับใช้ขบวนคณะทูตจากแคว้นต้าหลี่ คณะทูตทั้งหมดต้องลงจากพาหนะแล้วเดินั้แ่ประตูฮวาเหมิน ทางปีกด้านขวาของพระราชวังมีระยะทางยาวไกลถึง2 ลี้เพื่อเดินไปถึงท้องพระโรงด้านหน้า
องค์หญิงอี้อันแต่งกายตามแบบสตรีสูงศักดิ์ต้าซ่ง สวมผ้าคลุมหนังกวางูเาสีเหลืองอ่อนจนขาว ผ้าคลุมหนังมีเนื้อละเอียดนุ่มผืนใหญ่คลุมั้แ่ไหล่ยาวจรดพื้น อาภรณ์และเครื่องประดับกายล้วนงดงามวิจิตรหาที่ติมิได้ พินิจดูองค์หญิงอี้อันโดยรวม หากค้นหาความงดงามบนใบหน้าอันมี คิ้ว ตา จมูก ปาก หรือผิวพรรณที่นวลละเอียดขาวผุดผ่องแล้ว “ย่อมหาไม่พบเลย” นางมีผิวพรรณคล้ำเพราะกรำแดดขณะท่องยุทธภพไปกับพี่สาม องค์ชายอี้จิน และเพราะนางมีใบหน้าที่ละม้ายพระบิดาฮ่องเต้ซ่งไท่จง ใบหน้าจึงไม่หวานพริ้มเพราอย่างดุรณีแรกรุ่น คิ้ว ตา จมูก ปาก ได้รูปตรงตามตำแหน่งของมัน ไม่มีบิดเบี้ยวพิกลแต่อย่างใด เพียงแต่....ไม่งดงามหยดย้อย
มีเพียงสิ่งเดียวที่ทำให้ใบหน้านางโดดเด่นที่สุดคือนางมีรอยยิ้มบนใบหน้าราวกับอารมณ์ดีอยู่ตลอดเวลา อาจกล่าวได้ว่าั้แ่ผมจรดเท้ามีเพียงอาภรณ์แพรพรรณเครื่องประดับศีรษะที่งดงามสุด
องค์หญิงอี้อันขณะก้าวเดินไปข้างหน้าหลังตรง ท่วงท่าสง่างามสมดั่งเกิดที่ในราชวงศ์ สายตามองตรง จังหวะฝีเท้าหนักแน่น มั่นคง สม่ำเสมอ ผู้ที่เดินตามหลังล้วนต้องเร่งฝีเท้าจึงจะทันผู้นำขบวน ขบวนคณะทูตเดินผ่านมาถึงปีกด้านข้างท้องพระโรงใกล้ถึงท้องพระโรงพลันมีเสียงฝีเท้าวิ่งเบามากอยู่บนหลังคาพระราชวัง องค์หญิงอี้อันเพียงชำเลืองสายตาเพียงเล็กน้อย ศีรษะตรง หรี่ตารับรู้การมาที่ผิดปกติ แม่นมเฉินก็เช่นกัน ชำเลืองสายตาไปตามเสียงวิ่ง้าหลังคา ทุกคนในขบวนคณะทูต ไม่มีใครมีอาการผิดปกติใดๆ “ย่อมแสดงว่าคนผู้นี้มีวิชาตัวเบาที่ไม่เลวเลย” องค์หญิงอี้อันรำพึงในใจ
เสียงฝีเท้า้าหายไปแล้ว เพียงอึดใจกลับมีบุรุษรูปร่างสูงเพรียวคนหนึ่งโผล่ออกจากมุมอาคารข้างท้องพระโรง องค์หญิงอี้อันชะงักเท้ากายตั้งตรงพร้อมปะทะ ทุกคนในขบวนคณะทูตชะงักเท้าเช่นกันแม่นมเฉินก้าวเท้าออกมายืนเบื้องหน้าองค์หญิงทันที นางกำนัลผู้หนึ่งจากต้าซ่ง เห็นดังนั้นรีบวิ่งออกจากแถวเข้ามากระซิบองค์หญิงอี้อันว่า “นั่น ใต้เท้าเสวี่ยซิง รองผู้บัญชาการหน่วยอวี๋หลิน เป็องครักษ์ขององค์รัชทายาท เพคะ”
องค์หญิงอี้อันไม่ได้ยินเสียงที่นางกำนัลรายงานเพราะมัวแต่อึ้งตะลึงกับบุรุษผู้มีใบหน้างามดั่งเซียน์ปั้นแต่งที่ยืนอยู่ตรงหน้าของนาง นับั้แ่เขาโผล่ออกจากมุมท้องพระโรงจนถึงวินาทีนี้นางยืนมองเขานิ่งอึ้งมองเพียงใบหน้าเขาเท่านั้น แต่บุรุษผู้ใบหน้างามค้อมกายคารวะนาง
“กระหม่อมเสวี่ยซิง ได้รับบัญชาจากองค์รัชทายาทให้มาอารักขาองค์หญิงเสด็จเข้าท้องพระโรงพ่ะย่ะค่ะ”
แม่นมเฉินมีท่าทีผ่อนคลายลงยกมือขึ้นแตะแขนองค์หญิงอี้อัน นางจึงตื่นจากภวังค์แต่ยังมองเขานิ่งอยู่ แม่นมเฉินยิ้มให้กับเสวี่ยซิง “เชิญท่านนำทางเถิด” แม่นมเฉินกล่าว
เสวี่ยซิงนำองค์หญิงอี้อันและคณะทูตมาอยู่หน้าธรณีประตูท้องพระโรงแล้วเขากับเหล่าขันทีและนางกำนัลต่างแยกย้ายไปตามหน้าที่ของตน เขาเดินอ้อมแถวเหล่าขุนนางไปสมทบกับจางเหยาเวลานี้สวมเครื่องแบบขุนนางขั้น 5 สีแดงส่วนตัวเขาเนื่องจากต้องทำภารกิจบางอย่าง จึงไม่ได้สวมเครื่องแบบขุนนางในวันนั้น
องค์หญิงอี้อันเดินนำเสนาบดีโค่วหลุนเ้ากรมพิธีการแห่งต้าหลี่ สวมเครื่องแบบขุนนางต้าหลี่และ 4 องครักษ์จากต้าหลี่ องค์หญิงก้าวเท้าเข้ามาท้องพระโรง เหล่าบรรดาขุนนางทุกคนหันไปมองนางเป็จุดเดียวกัน “นี่ใช่ไหมองค์หญิงที่ลือกันว่าเป็โรคโง่” ขุนนางหลายคนเสียมารยาทเพ่งมองใบหน้านางอย่างจับผิด “โรคโง่ เป็โรคที่มีอาการออกทางใบหน้าและแววตา” บางคนแอบกระซิบกระซาบต่อกันเบาๆ “ใช่แล้ว ใบหน้าองค์หญิงออกอาการเช่นนั้นจริงๆ ด้วย”
“โรคโง่ใบหน้าเป็อย่างไรหรือ?” ยังคงมีคำถามต่อ แต่คนตอบรู้ไม่จริงว่าโรคโง่ต้องหน้าเป็อย่างไรจึงตอบไม่ได้ ได้แต่ทำท่าค้อนใส่
ขณะที่ขุนนางหลายคนกำลังนินทาองค์หญิงอยู่นั้นไม่มีใครทันสังเกตขุนนางาุโผู้หนึ่งยืนแอบอยู่ข้างเสาด้านในสุดของท้องพระโรง “หมอหลวงสุย” นั่นเอง บัดนี้เขาชราลงผมและเครามีสีขาวไปกว่าครึ่งเมื่อเขาทราบข่าวว่าองค์หญิงอี้อันจะเสด็จกลับมาต้าซ่ง เขาตั้งตารอคอยการเสด็จมาขององค์หญิงน้อย ที่สุดวันนั้นได้มาถึง เนื่องจากหมอหลวงมีหน้าที่ต้องอยู่ห้องปรุงยาตลอดเวลา จึงไม่มีโอกาสเข้าท้องพระโรงดังเช่นขุนนางอื่นๆ เวลานี้เขาหลบออกจากห้องยาเพื่อมาแอบดูองค์หญิงน้อยที่13 ปีก่อนเขาติดตามไปดูแลพระอาการขณะเดินทางไปยังต้าหลี่ ครั้นมาในวันนี้ได้เห็นนางเติบโตขึ้น มีพลานามัยแข็งแรงเช่นนี้ เขารู้สึกปลาบปลื้มยินดียิ่งนัก แอบก้มหน้าซับน้ำตาอย่างเงียบๆ
ฮ่องเต้เห็นสายตาจับผิดของเหล่าขุนนางแม้จะไม่พอพระทัยนัก แต่ทรงเก็บไว้ก่อนเพราะเวลานี้พระธิดาที่พรัดพรากกำลังคุกเข่าทำความเคารพพร้อมกับเหล่าคณะทูต กล่าวด้วยเสียงอันดังชัดทว่าเชื่องช้า....
“กระหม่อมอี้อัน พร้อมเหล่าคณะทูตแห่งต้าหลี่ ขอเข้าเฝ้านำพระราชสาส์นเจริญสัมพันธไมตรีระหว่างต้าซ่งและต้าหลี่ มาส่งมอบให้องค์จักรพรรดิแห่งต้าซ่งเพคะ” แล้วเสนาบดีเ้ากรมพิธีการต้าหลี่ลุกขึ้นยื่นพระราชสาส์นของฮ่องเต้ต้าหลี่ ซื่อกงขันทีคนสนิท นำส่งให้จักรพรรดิซ่งไท่จง พระองค์คลี่ออกทอดพระเนตร เมื่ออ่านแล้วทรงพระสรวลเสียงดัง พร้อมกับส่งพระราชสาส์นให้ขันทีซื่อกงอ่านกลางท้องพระโรงด้วยเสียงอันดัง
“ต้าซ่ง และ ต้าหลี่เป็พันธมิตรถาวร ยั่งยืน
ไม่มีาบ้านเมืองสงบ ราษฎรร่มเย็น”
สิ้นเสียงอ่านของซื่อกงขันทีขุนนางทั้งสองแคว้นคุกเข่าประสานมือทวนคำในพระราชสาส์น เสียงกึกก้องท้องพระโรง
“ต้าซ่งและต้าหลี่ เป็พันธมิตรถาวร ยั่งยืน
ไม่มีาบ้านเมืองสงบสุข ราษฎรร่มเย็น”
องค์จักรพรรดิพระสรวลเสียงดังอย่างพอพระทัย “ดี ... ดีมาก ต้าซ่งและต้าหลี่ มีมิตรไมตรีอันดีต่อกันมาช้านานแล้ว มาวันนี้ฮ่องเต้แห่งต้าหลี่ ยังส่งพระธิดาที่แข็งแรงแถมรู้ความมาให้ข้าหนึ่งคนด้วย” ตรัสแล้วทรงพระสรวลอย่างพอพระทัย ฮองเฮาต้วนพระสรวลพลางซับน้ำตาแห่งความปีติไปพลาง องค์รัชทายาทมองทุกอิริยาบทของน้องสาวผู้พรัดพรากอย่างภาคภูมิใจ
องค์หญิงอี้อันกล่าวต่อช้าๆ “เพื่อแสดงความจริงใจในมิตรไมตรีอันยั่งยืนนี้ ฮ่องเต้แห่งต้าหลี่ได้มอบหมายให้หม่อมฉันนำั “หลงเติง” มาเชิดถวายพระพรฝ่าา ฮองเฮา และแผ่นดินต้าซ่งให้มีแต่ความมั่นคง และ รุ่งเรือง เพราะัเป็เทพผู้กำหนดให้ฟ้าฝนตกต้องตามฤดูกาลให้แผ่นดินต้าซ่งมีความอุดมสมบูรณ์ ดังเช่นพระนามอันมงคล“เฟิง” ของฝ่าาเพคะ”
ได้ยินเช่นนี้ฮ่องเต้ซ่งไท่จง ยิ่งพระสรวลเสียงดังลั่นอย่างพอพระทัย
การแสดงเชิดัหลงเติง**
ด้านหน้าพระราชวัง จักรพรรดิและฮองเอาประทับบนพระแท่นคู่กัน มีองค์รัชทายาท องค์ชายทุกพระองค์ นั่งพระแท่นรอชมการแสดงการเชิดัจากต้าหลี่ อีกด้านแม่ทัพเสวี่ยิ ยืนจับดาบอารักขาเหล่าขุนนางนั่งม้านั่งนอกลานเป็แถวแนว ด้านล่างลานพระราชวัง เหล่าทหารต้าหลี่ 200 นาย ด้านหน้าสุดตกแต่งโคมผ้าไหมขนาดใหญ่เท่าตัวคนเป็หัวัสีแดงมีสองเขา มีขนแผงคอ โคมนี้หัวัต้องใช้ 3 คนเชิด ส่วนลำตัวัทำด้วยโคมผ้าไหมวาดลวดลายเกล็ดัปักอยู่บนปลายไม้ไผ่ เวลากลางวันโคมจึงสวยสดด้วยลวดลายที่วาดครั้นยามกลางคืนจุดเทียนในโคม แสงสว่างจากโคมที่วางเรียงรายจะทำให้ดูราวกับลำตัวัที่ทอดยาวคดเคี้ยว
ยามนี้หัวัและลำตัวตั้งประจำตำแหน่งของมันทอดยาว1 หลี่ พร้อมจะมีชีวิตขึ้นมาร่ายรำอวยพรอาณาจักรต้าซ่งจักพรรดิ ฮองเฮา พระราชวงศ์ ขุนนาง และราษฎรทั้งปวงของต้าซ่ง
ณ กลางลานหน้าพระราชวัง องค์หญิงอี้อัน หันไปกระซิบกับแม่นมเฉิน แม่นมรับคำสั่งแล้วเดินออกไป ด้านหน้าองค์หญิงอี้อันเป็กลองหนังสีแดงขนาดใหญ่ตรึงผืนหนังด้วยหมุดทองเหลือง จากนั้นนางถือไม้ขนาด 15 ชุ่น(15 นิ้ว) สองมือเริ่มต้นตีกลองจังหวะเดิน ไม้ตีกระทบผืนหนัง 1 ครั้งเหล่าผู้เชิดถือไม้ปลายโคมขยับกาย 1ก้าว ไม้ตีครั้งที่ 2 ผู้เชิดทั้ง 200คนก็ขยับโคม 1 ก้าวประสานกับจังหวะกลองไม้ เสียงกลองหนังดังก้องลานพระราชวังสะท้อนไปมา ผู้ตีกลองเริ่มตีกลองเร็วขึ้น กายัหลงเติงเริ่มพลิ้วไหวไปมาตามลีลาของผู้เชิด แล้วัสัญลักษณ์ความมงคลก้าวย่างซ้ายพลิ้วขวาไปมาราวกับหยอกล้อผู้ชม
คติการเชิดัมีมาช้านานว่ายิ่งเชิดนานเท่าไหร่ เทพเซียนจะอวยพรผู้คนเข้าชมมากเท่านั้น ดังนั้นไม่เพียงกลองกับผู้เชิดัจะประสานจังหวะเข้าด้วยกันเท่านั้นแต่สองฝ่ายต้องใช้พลังสูงสุดเพื่อให้การเชิดันั้นให้ต่อเนื่องและยาวนานมากที่สุด
ก่อนเริ่มรัวกลององค์หญิงอี้อันเห็นความผิดปกติตามจุดต่างๆ ในวัง แม่นมเฉินได้นำไม้ตีกลองมาเพิ่ม 1 กระบอก ลูกธนูมา 2 กระบอกเต็มตั้งไว้ซ้ายขวาของกลอง เมื่อทุกฝ่ายพร้อม นางจึงเริ่มตีกลองเริ่มต้นเชิดัส่วนหัวัขยับศีรษะ และเริ่มขยับกายตาม ระหว่างเชิดันางเห็นบางจุดตามมุมพระราชวังมีการเคลื่อนไหว
ระหว่างนี้นางใช้ไม้ตีดึงปีกลูกธนูทั้งสองฝั่งลอยขึ้นแล้วสะบัดไม้กลองซัดหัวธนูพุ่งออกไปยังเป้าหมายพร้อมกับรัวไม้ตีหน้ากลองต่อไปบางจุดมีการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว เกรงว่าจะดึงปีกธนูช้าเกินไปนางจึงซัดไม้ตีในมือออกไป แล้วพลันหยิบไม้ตีคู่ใหม่ขึ้นมารัวกลองต่อไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน มันเร็ว แม่นยำ จนไม่มีคนทันสังเกตมองผ่านๆ เหมือนเป็ส่วนหนึ่งของลีลาประกอบการตีกลองเชิดันั่นเอง
องค์รัชทายาทเห็นการตีกลองหนังของน้องสาวผิดปกติ จึงหันไปสบตากับ จางเหยาฝั่งจางเหยาพยักหน้าน้อยๆ แล้วเดินหลบออกไปด้านหลัง แม่ทัพเสวี่ยิ มองบรรยากาศรอบๆ อย่างสงบนิ่งเหลือบมองฝ่าาและฮองเฮา เป็ระยะๆ เพื่อเฝ้าอารักขา ส่วนขุนนางคนอื่นๆยังคงตื่นตาตื่นใจกับการเชิดัหลงเติง และเสียงตีกลองอันเร้าใจมองสัตว์เทพที่กำลังร่ายรำอวยพรมนุษย์ ด้วยความเบิกบานใจ
การเชิดอันเร้าใจยังดำเนินต่อนานกว่าครึ่งชั่วยาม ยามนี้ลูกธนูที่แม่นมเฉินเตรียมมาใกล้หมดแล้วเสียงกลองเริ่มตีจังหวะช้าลง เป็สัญญาณว่าการร่ายรำของสัตว์เทพใกล้จบลงแล้ว สุดท้ายหัวัขนาดใหญ่มาหยุดตรงหน้าที่ประทับการทำการคารวะองค์จักรพรรดิและฮองเฮาแห่งต้าซ่งอย่างนอบน้อมจากจังหวะกลองที่ให้ แล้วการเชิดัหลงเติงจึงยุติลง ฮ่องเต้ชื่นชมการแสดงอวยพรชุดนี้ยิ่งนักทรงปรบพระหัตถ์เสียงดัง ทำให้เหล่าขุนนางต้องพลอยปรบมือตามไปด้วย “ดี ดีมาก อี้อันเ้ารู้ความแล้วจริงๆ” ฝ่าาทรงพระสรวลเสียงดัง
“ซื่อกงเ้าดูแลคณะทูตทุกคนให้ดีมอบเงินหนึ่งพันตำลึงเป็รางวัลให้ผู้แสดงทั้งหมดในวันนี้ด้วย” ทรงหันไปตรัสกับซื่อกงขันทีคนสนิท แล้วทรงลุกขึ้นเสด็จกลับพร้อมฮองเฮา ส่วนฮองเฮาขณะตามเสด็จไปนั้นทรงหันมามองพระธิดา ที่คุกเข่าส่งเสด็จพร้อมกับเหล่าขุนนางทั้งหมด “ขอน้อมส่งฝ่าา ฮองเฮา องค์รัชทายาท เสด็จกลับ ขอทรงพระเจริญหมื่นปีหมื่น หมื่นปี”
พระธิดาที่พรัดพราก
ณตำหนักส่วนพระองค์ ฮ่องเต้ซ่งไท่จงประทับบนแท่นพร้อมกับ ต้วนฮองเฮาทรงยิ้มแย้มตื้นตันพร้อมกับซับน้ำพระเนตรตลอดเวลา ข้างที่ประทับมีองค์รัชทายาทและองค์หญิงเหออัน ยืนอยู่ แม่นมเฉินคุกเข่าราบกับพื้นอยู่ท้ายห้อง ข้างกายมีนางกำนัลฟางคุกเข่าอยู่เงียบๆส่วนองค์หญิงอี้อันทำความเคารพเต็มรูปแบบ ประสานมือก้มลงหน้าผากจรดพื้นทางฮ่องเต้
“ลูกคำนับเสด็จพ่อทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่น หมื่น ปี” แล้วเอียงกายประสานมือก้มลงหน้าผากจรดพื้น
“ลูกคำนับเสด็จแม่ทรงพระเจริญพันปี พัน พัน ปี” แล้วเอียงกายไปทางองค์รัชทายาท
“หม่อมฉันคำนับองค์รัชทายาททรงมีพระพลานามัยแข็งแรงนะเพคะ” แล้วเอียงกายต่อไปทางองค์หญิงเหออัน
“หม่อมฉันคารวะเสด็จพี่หญิง ทรงงดงามยิ่งขึ้นทุกวันนะเพคะ” ทุกคนในห้องต่างะเิเสียงหัวเราะอย่างเบิกบานพร้อมกัน “เ้าพูดจาได้คล่องแคล่วรื่นหูขนาดนี้ใครสอนเ้าไว้ละนี่
“เสด็จพี่อี้จินเพคะ”
“ฮ่าฮ่า ฮ่า องค์ชายอี้จิน โอรสองค์สุดท้องฮ่องเต้ต้วน สำคัญนัก” ตรัสแล้วทรงพระสรวลอย่างพอใจ
“อี้อัน เ้ามานี่เข้ามากอดเสด็จแม่เ้าสิ นางคิดถึงเ้าทุกคืนวัน” ฝ่าาทรงกวักมือเรียก พระสุรเสียงทอดเบาลงแล้วอี้อันลุกขึ้นคลานเข้าไปกอดเอวพระมารดา เสียงฮองเฮาสะอึกสะอื้น “ลูกแม่ เ้ากลับมาแล้ว อย่าไปไหนอีกนะลูก” ทรงทอดพระเนตรแม่ลูกที่พลัดพรากจากกันไปนาน บัดนี้นั่งกอดกันร่ำไห้ ช่างน่ายินดีนักน่ายินดีจริงๆ
พระมารดาลูบหน้าลูบหลังลูกสาวที่หายไปนานถึง13 ปีพักใหญ่จนคลายความคิดถึงแล้วก็ซับน้ำตา “ไปหาเสด็จพ่อของลูกสิ” อี้อันจึงย้ายมากอดเอวพระบิดา “เสด็จพ่อ คิดถึงอี้อันหรือไม่?”
“เ้าลูกดื้อพ่อคิดถึงเ้าไม่น้อยไปกว่าแม่เ้าเลยนะ” ตรัสแล้วทรงลูบศีรษะพระธิดาพักหนึ่งแล้วตบไหล่เบาๆ “ไป๊ไปหาเสด็จพี่สองคนของเ้าด้วย”
นางจึงลุกขึ้นโผเข้ากอดพี่ชายและพี่สาวที่ยืนใกล้ๆกัน ทำเอาพี่ทั้งสองเซ หัวเราะกับอาการเซของพี่ชายและพี่สาว “เสด็จพี่จำหม่อมฉันได้หรือเปล่า”อี้อันถามพี่ทั้งสองขณะที่ยังกอดอยู่
“ตอนยังไม่พบเ้าพี่ไม่มั่นใจว่าจะจำได้หรือไม่แต่พอพบหน้าเ้าพี่จำได้ทันที” พี่ชายตอบก้มหน้ามองน้องสาวคนเล็ก
“จริงหรือ?เสด็จพี่จำได้อย่างไร?” นางยิ้มแย้มอย่างดีใจ
“เพราะใบหน้าเ้าเหมือนเสด็จพ่ออย่างกับคนเดียวกัน”พี่ชายตอบยิ้มอย่างมีเลศนัย “เอ๊ะเหมือนเสด็จพ่อแล้วดีหรือไม่?”
“ถ้าเ้าเป็บุรุษ ใบหน้าเหมือนเสด็จพ่อเ้าคงเป็บุรุษที่ สง่างามไม่แพ้ใคร แต่เ้าเป็สตรี....พี่คิดว่าเ้าดูไม่งามเหมือนสตรี” นางอึ้ง งงงวยกับคำวกวนนี้ ครั้นเข้าใจความหมาย นางจะคว้าพี่ชายมาทุบตี แต่พี่ชายเบี่ยงกายหลบออกจากเงื้อมมือนางไปได้ทันกาล แล้วหัวเราะขบขันน้องสาวทุกคนจึงได้หัวเราะเช่นกัน เหออันวิ่งข้าไปดึงรั้งน้องสาวที่วิ่งไล่ตีพี่ชายบรรยากาศแสนสุขกลับมาอีกครั้งแล้ว ความทรงจำเมื่อครั้งวิ่งเล่นกันในอุทยานฮวาเยวี๋ยนกลับมาในห้วงคิดขององค์รัชทายาทอีกครั้ง
ทางด้านหน้าพระราชวังต้าซ่งั“หลงเติง” เครื่องบรรณาการจากต้าหลี่เป็โคมไฟผ้าไหมขนาดใหญ่ ภายในจุดเทียนสว่างไสวท่ามกลางความมืดในยามราตรี มองจากระยะไกลช่างคล้ายัเลื้อยขดไปมาอยู่กลางลานพระราชวังดูงดงามตระการตานัก
องค์รัชทายาท กอดอกยืนมองัจากลาน้าพระราชวังเสวี่ยซิง และจางเหยาเดินเข้ามาทำความเคารพแล้วรายงาน
“ทูลองค์รัชทายาทคนที่วิ่งบนกำแพงขณะพิธีต้อนรับ กระหม่อมจับตัวได้ตอนนี้รับสารภาพแล้วว่า เป็นักฆ่ารับจ้าง บอกว่าเ้านายของมันเป็คนที่รับงานฆ่า มันจึงไม่รู้จักคนจ้าง แต่ตอนนี้มันใช้เศษชามข้าวในคุกฆ่าตัวตายแล้ว” เสวี่ยซิงทูลรายงาน
จางเหยา กล่าวเสริม“มีคนปลอมเป็ขันที แต่ถูกลูกธนูที่องค์หญิงอี้อันซัดไป8 คน ตายหมดแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“พวกมันเข้ามาในวังได้อย่างไร?”องค์รัชทายาทสีหน้าเครียดขึ้น หากมากับคณะทูตย่อมไม่ใช่แน่นอนเพราะเขานับจำนวนคนในคณะทูตแคว้นต้าหลี่ ปรากฏว่าอยู่ครบหมดทั้งหมดสองร้อยสิบห้าคน
...แล้วนักฆ่าที่ปลอมตัวเป็ขันทีเข้ามาในวังได้อย่างไร?..ใครนำพามา
.... พวกมัน้าสังหารใคร?
………………......................................…
การเชิดัหลงเติง**
**( ั เป็สัตว์เทพของจีน เป็เทพแห่งฝนสมัยราชวงศ์ฮั่น 207 ก่อปีคริสตศักราช มีบันทึกกล่าวถึงการเชิดั มีการประดิษฐ์ัจากวัสดุต่างๆมีการแสดงท่าทางเคลื่อนไหวให้ัดูมีชีวิตชีวาเพื่อเป็ส่วนหนึ่งของพิธีกรรมขอฝน ต่อมารูปแบบและวัสดุ มีการพัฒนาไปตามยุคสมัย ัหลงเติง ประกอบด้วยส่วนหัวัเป็โคมขนาดใหญ่ตกแต่งเป็หัวัมีเขาและขนแผงคอส่วนลำตัวทำเป็โคมผ้าไหมวาดลวดลายสวยงามอยู่ปลายไม้ทำการเชิดร่ายรำไปตามจังหวะดนตรี เมื่อเชิดเสร็จแล้วจุดเทียนในโคมให้สว่างไสว**
ที่มา: https://th.wikipedia.org/wiki/การเชิดั)