บทที่ 1 ตายแล้วยังกลัวนางจะหนีไปได้อีกหรือ
คืนหนาวเย็นะเื สายลมพัดหวีดหวิว
บนทางเดินเล็ก ๆ ในป่า มีกลุ่มคนกำลังแบกเกี้ยวสีแดงอยู่หลังหนึ่ง เกี้ยวสีแดงนั้นโคลงเคลงไปมา ฉายเงาดำทะมึนของสิ่งที่อยู่ภายในออกมา ผู้แบกเกี้ยวสีแดงต่างแอบเหลือบมองสีเืฉ่ำของเกี้ยวสีแดงเป็ระยะ ใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวลใจ
"โอย ตระกูลผู้เฒ่ามู่นี่มันช่างไร้ศีลธรรมจริง ๆ แต่ก่อนก็ทำร้ายมู่ซานนีทั้งตีทั้งด่า คนตายไปแล้วยังไม่ลืมที่จะเอาประโยชน์จากนางให้ได้อีก"
"เงียบ ๆ หน่อย เื่ของคนอื่นอย่าไปยุ่ง เราทำหน้าที่รับเงินค่าจ้างแล้วทำงานไปก็พอ"
"ก็แค่คิดว่ามู่ซานนีอายุเท่ากับลูกสาวข้า ใจมันไม่สบายนะ"
"เอาล่ะ ๆ นางมันโชคร้ายที่เกิดมาในครอบครัวแบบนี้ ยังไงก็โทษพวกเราไม่ได้"
เสียงที่ไม่ดังนักค่อย ๆ ล่องลอยเข้าสู่โสตประสาทของมู่ซี นางออกแรงลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก สิ่งที่อยู่ตรงหน้าพร่ามัวเป็สีเื รู้สึกวิงเวียนศีรษะ
มู่ซีขมวดคิ้วเล็กน้อย นึกถึงว่าตนเองนั้นเฉลียวฉลาดมาตลอดชีวิต อาศัยแต่กำลังของตนเองปกป้องสำนักเสวียนเหมินทั้งหมดไว้ได้ จนได้ขึ้นเป็หัวหน้าสำนัก ไม่เคยคิดว่าตนจะรอดพ้นจากการต่อสู้กับพ่อมดอาถรรพ์มาได้ แต่แล้วเมื่อทุกอย่างสิ้นสุดลง กลับถูกศิษย์ของตนแทงข้างหลัง การตายอย่างน่าอัปยศเช่นนี้ ช่างเป็การทำให้เกียรติยศอันรุ่งโรจน์ตลอดชีวิตของนางมัวหมองอย่างยิ่ง!
ทุกครั้งที่มู่ซีนึกถึงความรู้สึกตอนที่ใบมีดแทงทะลุหัวใจ ก็รู้สึกราวกับว่าร่างกายทั้งหมดเ็ปจนแทบทนไม่ไหว รอก่อน... เจ็บ?
มู่ซีกะพริบตา แล้วพยายามมองดูสิ่งรอบข้างด้วยความยากลำบาก รู้สึกได้ถึงการแกว่งไกวของร่างกาย จึงได้ตระหนักว่าตนกำลังนั่งอยู่บนเกี้ยวสีแดงและเมื่อก้มมองลงมา ก็พบว่าตนสวมใส่ชุดสีแดงเต็มตัว
นี่เกิดอะไรขึ้นกัน? หรือจะเป็เพราะลูกศิษย์อกตัญญูคนนั้นทำให้นางกลายเป็แบบนี้?
เมื่อนางกลับถึงสำนักเสวียนเหมินจะต้องให้บรรดาลูกศิษย์คัดลอกตำราวิทยาคมให้หนักมือ เพื่อเป็บทเรียนสั่งสอน!
เอิ้ง~
เสียงระงมดังขึ้นในหัว มู่ซีอดทนไม่ไหวใช้มือกดศีรษะไว้ ความทรงจำที่ไม่ใช่ของนางพุ่งทะลักเข้ามาในห้วงความคิดอย่างรวดเร็ว แท้จริงแล้ว ประมุขแห่งศาสตร์ลึกลับยุคใหม่มู่ซีได้สิ้นใจแล้วจริง ๆ !
หลังจากเธอสิ้นใจ ิญญาได้ข้ามภพมาสู่โลกอื่น กลายเป็มู่ซานนีแห่งหมู่บ้านเสี่ยวหมู่ในราชวงศ์ต้าเฟิง
มู่ซานนีนั้นสูญเสียบิดามารดาั้แ่ยังเยาว์ เหลือเพียงนางกับพี่ชายที่อาศัยอยู่กับปู่ย่า เพิ่งผ่านพ้น่ไว้ทุกข์ปู่ย่าไม่นาน ลุงใหญ่ผู้ไร้สำนึกของตระกูลมู่ก็ฉวยโอกาสในขณะที่พี่ชายไม่อยู่ ขายนางไปเป็ภรรยาน้อยให้แก่คหบดีในเมือง
มู่ซานนีไม่ยอมศิโรราบ จึงผูกคอตายเพื่อรักษาเกียรติ์ของตน ทว่าหาได้คาดคิดไม่ว่าลุงใหญ่แห่งตระกูลมู่กลับวิปริตยิ่งกว่าเดิม ถึงขั้นนำร่างที่ไร้ิญญาของนางไปขายให้คนอื่นเพื่อประกอบพิธีแต่งงาน!
มู่ซีผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์พิธีกรรมลึกลับย่อมตระหนักดีว่าการแต่งงานเช่นนี้จะก่อให้เกิดผลสะท้อนใดตามมา เพราะนั่นคือการวิวาห์กับผู้ที่จากโลกนี้ไปแล้ว!
ฮะ~ มู่ซีไม่ใช่คนที่จะถูกหลอกได้ง่าย ๆ นางท่องในใจอยู่ว่ามู่ซานนีเ้าจงไปอย่างสงบเถิด เมื่อข้าได้กลายเป็เ้าแล้ว ข้าจะพาพี่ชายของเ้าใช้ชีวิตที่ดีให้ได้
ไม่ทันได้คิดอะไรมากไปกว่านี้ นางกัดปลายลิ้นของตนเองอย่างแรง ความมึนงงในหัวสมองจึงค่อย ๆ คลายออกไปได้มากขึ้น หากผู้ซื้อรู้ว่านางยังมีชีวิตอยู่ เพื่อลูกชายของตน คงจะไม่ลังเลแม้แต่น้อยที่จะส่งนางไปพบกับยมบาล
มู่ซีรู้ดีว่า นางจะต้องหาทางออกไปให้ได้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น นางจะไม่ยอมก้าวเข้าประตูบ้านนั้นเด็ดขาด นางค่อย ๆ หลับตาลง บำรุงพลังกาย สูดซับชี่แห่งจักรวาลและดิน-ฟ้า แม้ร่างกายของนางในตอนนี้จะอ่อนแอเพียงใด แต่ก็ยังช่วยเสริมพลังให้แข็งแกร่งขึ้นได้บ้าง ไม่นานนักเกี้ยวสีแดงก็โคลงเคลงอย่างรุนแรง "โอ๊ย!"
ชายที่หามเกี้ยวอยู่ด้านหน้าเผลอพลาดเท้าเคล็ด โชคดีที่คนข้าง ๆ มีไหวพริบรวดเร็ว คว้าตัวเขาไว้ทัน มิฉะนั้นทั้งคนทั้งเกี้ยวคงล้มระเนระนาดไปหมด
"เหล่าหวังเ้าเป็อะไรไป?"
"ข้าปวดปัสสาวะนี่ เลยเผลอพลาดเท้าไป"
"ได้ ๆ ข้าก็อยากจะออกไปทำธุระพอดี ไปด้วยกันเลย"
"ปล่อยให้นางอยู่คนเดียวอย่างนี้ได้หรือ?"
"นางตายไปแล้ว เ้ายังกลัวนางจะหนีไปได้อีกหรือไง"
……
ต่อมาก็ได้ยินเสียงกระซิบกระซาบ คาดว่าพวกนั้นกำลังทำธุระส่วนตัวอยู่ไม่ไกลจากที่นั่น มู่ซีฉวยโอกาสลุกขึ้นอย่างเงียบ ๆ แล้วโน้มตัวต่ำค่อย ๆ ย่องเท้าเคลื่อนตัวออกไปทีละก้าว นางรู้ดีว่าร่างกายตนเองยังไม่แข็งแรงนัก จึงไม่คิดจะวิ่งหนีไปไกล แต่ก้มตัวลงแอบซ่อนตัวอยู่หลังกอหญ้าที่อยู่ไม่ไกลนัก ไม่นานนักพวกนั้นก็จัดการธุระเสร็จแล้วเดินทางต่อ พวกเขาแบกหามเกี้ยวสีแดงขึ้นอย่างคล่องแคล่ว
"แปลกนะ ข้ารู้สึกว่าเกี้ยวสีแดงนี่เบาลงไปมากเลย"
"เหมือนกันเลย ข้าขอดูหน่อย"
โก่วตั้นผู้กล้าหาญก็เปิดม่านสีแดงออกทันที แล้วก็ถึงกับต้องขยี้ตาด้วยความไม่อยากเชื่อ
"ค...คนไปไหนแล้ว?!"
คนนั้นใจนแทบสิ้นสติ อีกสามคนไม่เชื่อ จึงตามไปดู ผลก็คือต่างซีดเผือดไปตาม ๆ กัน
"ข้า...ข้าเห็นชัด ๆ ว่ามู่ซานนีสิ้นใจแล้ว เป็ไปไม่ได้ที่นางจะหนีไปเองได้!"
"หรือว่าจะมีคนพานางไป?"
"เป็ไปไม่ได้ ถึงแม้คนนั้นจะอุ้มมู่ซานนีไป พวกเราก็ต้องได้ยินเสียงแน่!"
"ข้า...พวกเราควรจะออกหาดูไหม?"
เมื่อได้ยินดังนั้นมู่ซีก็ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย แล้วกัดนิ้วชี้อย่างชำนาญ จากนั้นก็เขียนยันต์เรียกลมขึ้นในอากาศ แล้วตบลงไปที่กลุ่มคนเ่าั้ ลมเย็นอันหนาวเหน็บพัดกวาดผ่าน ใบไม้พากันไหวสั่งไปทั่ว แล้วเสียงประหลาดน่าสะพรึงก็แว่วเข้าสู่หูของทุกคน "อู้..."
เงาสะท้อนของต้นไม้ในป่าใต้แสงจันทร์ทำให้จิตใจพลอยฟุ้งซ่านวิตกจริตไปตามกัน พวกเขาต่างตัวสั่นโยกโคลงราวกับแกลงร่อนแป้ง
"ผี...มีผี !"
"ต้องเป็ซานนีกลายเป็ผีแน่ ๆ!"
"รีบ...รีบวิ่ง!"
หลายคนใกลัวจนพากันวิ่งหนีกระเจิง ไม่มีใครนึกถึงเื่การตามหาคนอีกต่อไป ดูเหมือนทุกคนต่างถูกหลอนหนักมาก
ฮึ~
มู่ซีหัวเราะเยาะเบา ๆ ช่างใง่ายเสียจริง แต่การใช้แรงครั้งนี้ก็ทำให้พลังงานที่เพิ่งเติมเข้าไปเล็กน้อยสูญสลายไปจนหมดสิ้น ทั้งยังรู้สึกวิงเวียนศีรษะอย่างบอกไม่ถูก หากตอนนี้มีชาดแดงเกรดเอและกระดาษเหลืองอยู่ด้วยก็คงดี การเขียนเครื่องรางด้วยเืนั้นร่างกายนี้ทนรับไม่ไหวจริง ๆ
นางพยุงตัวเองกับต้นไม้ยืนอยู่กับที่สักสองสามนาที เมื่อเห็นว่าคนเ่าั้ไม่ได้หวนกลับมามู่ซีจึงลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก ทั้งที่เคลื่อนตัวไปเพียงระยะสั้น ๆ นางก็ยังรู้สึกหัวหมุนตาลาย ดูเหมือนว่าร่างกายนี้ไม่เพียงแต่อดอาหารมานานเท่านั้น แต่ยังขาดสารอาหารอีกด้วย
มู่ซีย่างก้าวอย่างหนักอึ้ง เริ่มเดินมุ่งหน้าสู่ตัวเมืองตามความทรงจำของเ้าของร่างเดิม นางจำได้ว่าพี่ชายของเ้าของร่างเดิมทำงานเป็ลูกมือในเมือง นางต้องไปหาเขา อย่างน้อยก็พอจะซื้อกระดาษเหลืองและชาดแดงเกรดเอได้บ้าง ตราบใดที่ยังสามารถวาดกระดาษยันต์ได้ ถึงจะอยู่ในโลกอื่น นางก็ไม่เกรงกลัวแต่อย่างใด!
พอดีในขณะนั้น เสียงกีบม้าก็ดังมาแต่ไกล มีคนผ่านมาหรือ?
มู่ซีซ่อนตัวอยู่หลังต้นไม้อย่างระมัดระวัง ยังไม่รู้ว่าเป็มิตรหรือศัตรู นางจึงไม่กล้าเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยง นางกลั้นหายใจ เสียงกีบม้าดังจากไกลมาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ และในไม่ช้า เงาของผู้ขี่ม้าก็ปรากฏขึ้นต่อหน้านาง
นั่นคือคุณชายชุดขาวผู้สง่างาม อาศัยแสงจันทร์ มู่ซีมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเขากำบังเหียนไว้แน่น ขณะที่ม้าวิ่งฝีเท้าเร็ว นางอดเผลอมองค้างไป แม้ในชาติก่อนจะเคยพบเห็นชายหน้าตาดีมานับไม่ถ้วน แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะถูกดึงดูดสายตาไปที่เขา แต่เพียงแค่เหลือบมองครั้งเดียวเท่านั้น แค่นั้นก็เพียงพอแล้วที่เขาจะััได้ถึงการมีอยู่ของนางอย่างเฉียบคม เขาดึงบังเหียนขึ้นอย่างรวดเร็ว เสียงของเขาเ็า
"ใครอยู่ที่นั่น?!!"
ดวงตาของเขาจับจ้องมายังตำแหน่งที่มู่ซีอยู่ได้อย่างแม่นยำ นางเดาว่าคน ๆ นี้ต้องเป็ผู้ฝึกวิชาการต่อสู้อย่างแน่นอน ประสาทััจึงเหนือกว่าคนธรรมดา การหลบซ่อนคงไม่ได้ผล นางจึงก้าวออกมาจากหลังต้นไม้อย่างสงบ
เมื่อเดินเข้าใกล้มากขึ้นมู่ซีจึงพบว่านี่คือคุณชายชุดขาวที่ริมฝีปากแดงเรื่อและฟันขาวสะอาด ดวงตาของเขาแจ่มใสดุจดาว จมูกโด่งเด่น สวมใส่ชุดยาวสีขาวนวล ทำให้มู่ซีนึกถึงวลีหนึ่งขึ้นมา ‘บนหนทางนั้น มีชายงามดั่งหยก อันเ้าชายผู้นี้ หาผู้ใดเทียบเทียมได้ในโลก’