ณ ใต้ทะเลมรกตใกล้กับูเาไฟเปลวอัคคี ได้ปรากฏร่างของสองมหาเทพชายหญิง เดินอยู่เสมือนเดินอยู่กับพื้นดิน ด้วยวิชาที่ทั้งสองมีจึงทำให้เขาและเธอสามารถเดินใต้น้ำและหายใจได้ปกติเหมือนอยู่บนแผ่นดินทุกประการ
“ท่านพี่ข้างหน้ามีโดมแก้วทรงกลมอยู่ โดมนี้ชื่ออะไรหรือ” เทพเหมันต์ถาม
“พี่ก็ไม่รู้มาก่อนเหมือนกัน เราลองเข้าไปดูข้างในกันดีกว่า” เทพอัสนีย์กล่าว ทั้งสองจึงวาร์ปเข้าไปภายในโดมแก้วนั้น
ข้างในโดมเป็น้ำแข็งที่เย็นจัดมาก เรียกว่าสิงมีชีวิตที่ไม่ใช่เทพแท้ไม่น่าจะมีชีวิตอยู่ในนี้ได้เลย
“เ้าทั้งสองมาแล้วหรือ” เสียงที่ทั้งสองคุ้นเคยดังขึ้นจาก้าศรีษะ ทั้งสองจึงเงยหน้าขึ้นมองไปตามทิศทางของเสียงนั้น ก็ได้พบกับหลุมดำสีทองหมุนวนอยู่้า
“อุโมงมิติ” เทพเหมันต์กล่าว
“เราเข้าไปกันเถอะ” เทพอัสนีย์กล่าว
ทั้งสองจึงะโขึ้นไปยังอุโมงมิติ เมื่อหลุดไปยังอีกด้านหนึ่งก็พบพระราชวังใหญ่โตทำจากน้ำแข็ง มีเทพัน้ำแข็งยืนยิ้มอยู่พร้อมด้วยบริวารัณ์น้ำแข็งของนางนับพัน
“คารวะท่านแม่” ทั้งสองมหาเทพกล่าวพร้อมกัน
“ท่านแม่มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร” เทพเหมันต์กล่าว
“แม่ฝึกวิชากับท่านอาจารย์ปราชญ์อุดรจนได้เป็มหาเทพระดับ 10 สำเร็จก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็ราชินีัน้ำแข็งแห่งทะเลมรกต และก็ได้มายังเมืองัน้ำแข็งแห่งนี้ เพื่อควบคุมการสร้างปราณฟ้าดินในหุบเขาอัสนีเทวะแห่งนี้ ท่านอาจารย์ปราชญ์อุดรกล่าวกับแม่ว่าให้แม่รอลูกอยู่ที่นี่ วันนึงเ้าจะมาพบแม่ที่นี่” ราชินีัน้ำแข็งกล่าว
“ท่านแม่สร้างปราณฟ้าดินอยู่ที่นี่ลำบากไหม” เทพเหมันต์กล่าว
“ไม่ลำบากเลย แถมไม่ต้องสู้รบกับใคร ปราณฟ้าดินที่นี่มีของวิเศษคือผลึกโกเมน แม่เพียงต้องใช้ปราณกระตุ้นทุก 100 ปีเท่านั้น แถมไม่ได้กระตุ้นเอง เพียงแค่สั่งให้เหล่าบริวารัน้ำแข็งปลดปล่อยปราณออกมาเท่านั้น” ราชินีัน้ำแข็งกล่าว
“ถ้าเช่นนั้น วันไหนลูกว่างลูกจะมาพักกับท่านแม่นะ” เทพเหมันต์กล่าว
“ได้เลยเ้าทั้งสองเข้ามาพักได้ตลอดเวลา เด็กๆพาลูกกับลูกเขยข้าไปพักผ่อน” ราชินีัน้ำแข็งกล่าว
“รับทราบ” นางกํานัลกล่าว
พอเดินมาไกลพอสมควรแล้วเทพเหมันต์จึงถามนางกํานัลขึ้นว่า “เหตุใดจึงมาสร้างโดมไว้ใต้ทะเลใกล้กับูเาไฟเปลวอัคคีแบบนี้ล่ะ”
“ท่านไม่รู้หรือเ้าคะ สาเหตุก็เพราะมารได้เจาะเข้ามาทางปล่องูเาไฟกำลังจะเปิดทางออกมาได้แล้ว ท่านปราชญ์อุดรจึงให้พวกเราสร้างกองกำลังดักรออยู่ตรงนี้ หากมารหลุดเข้ามาได้เมื่อไหร่จะได้จัดการโดยทันที เมื่อพวกเรามาถึงที่นี่ในตอนแรกท่านปราชญ์อุดรได้ใช้พลังร่วมกับราชินีัน้ำแข็งของพวกเราเพื่อร่ายมนต์ปิดผนึกปากปล่องูเาไฟไว้” นางกํานัลกล่าว
“มารที่ว่านี้ใครเป็คนคุมทัพมา” เทพอัสนีย์ถาม
“ท่านปราชญ์อุดรเคยกล่าวไว้ว่า มารพยัคขาวเป็คนคุมกำลังมา โดยเื้ัคือนักพรตเมฆาอัคคีผุู้เป็อาจารย์คอยเกื้อหนุนอยู่ นักพรตเมฆาอัคคีผู้นี้เป็ศิษย์พี่ร่วมสำนักกับนักพรตอัสนีเทวะ อีกทั้งยังเป็ศัตรูที่น่ากลัวนัก มีตบะสูงมากกว่านักพรตอัสนีเทวะหลายเท่า เคยมีเื่กันั้แ่สมัยที่นักพรตอัสนีเทวะยังไม่แบ่งร่างออกมา กล่าวกันว่าท่านนักพรตอัสนีเทวะได้ใช้กลอุบายเอาชนะนักพรตเมฆาอัคคีในการประลองมาได้ ทำให้เกิดความแค้นต่อกัน หลังจากนั้นท่านนักพรตอัสนีเทวะก็ได้แบ่งความดีความชั่วออกมาดังที่พวกเราเคยทราบกันมาแล้ว จากนั้นเขาก็ผนึกิญญากลายเป็เขาไร้อาวรณ์ในเผ่าพ่อมด นักพรตเมฆาอัคคีตามมาพบก็เกิิดากับพิภพเทพและเผ่าพ่อมด จนนักพรตอัสนีเทวะพ่ายแพ้ไปจากนั้นก็เข้าร่วมกับพิภพมารเพื่อสร้างกองกำลังมารมารบกับพิภพเทพจนวุ่นวายถึงบัดนี้” นางกํานัลกล่าว
“ถ้าเช่นนั้น น้องว่าเราควรพักอยู่ที่นี่สักระยะนึงก่อนเพื่อช่วยท่านแม่เผื่อมีอะไรขึ้นมาจะได้ช่วยกัน” เทพเหมันต์กล่าวกับเทพอัสนีย์
“ได้สิเรารอดูสถานการณ์อยู่ที่นี่สักเดือนนึงก็แล้วกัน” เทพอัสนีย์กล่าว
ณ เมืองเมฆอัคคีซึ่งอยู่ใต้เขานารีนิทรา ท้องฟ้าเทียมเหนือเมืองเต็มไปด้วยเมฆหนาทึบและฟ้าผ่าดังสนั่นไปทั่วทุกหนแห่ง ทั้งมารและอสูรต่างหวาดกลัวและรู้สึกถึงความผิดปกติ มีข่าวเล่าลือว่า "เทพอัสนีย์" บรรลุขั้นมหาเทพกำลังจะมาทำลายล้างทุกสรรพสิ่งในเมืองนี้ เพื่อพิภพอัสนีอย่างเด็ดขาด
มารพยัคขาวรู้ดีว่าเขาต้องหาแม่ทัพมาเพิ่มเพื่อร่วมต่อสู้กับเทพอัสนีย์ให้ได้ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป มารพยัคขาววาร์ปไปยัง "ถ้ำโลหิต" ในมิติลึกลับแห่งพิภพมารที่ซึ่ง "มารจิ้งจอกโลหิต" อาศัยอยู่ มารจิ้งจอกโลหิตเป็มารจิ้งจอกผู้มีความสามารถในการหลอกลวงและพรางตัวได้เก่งกาจ เธอเคยได้ยินเื่ราวเกี่ยวกับเทพอัสนีย์คนเก่าที่ใช้สายฟ้าและดาบอัสนีทำลายหมู่มารมาแล้วนับไม่ถ้วน จิ้งจอกโลหิตเห็นโอกาสในการล้างแค้นเทพอัสนีย์ที่ทำลายหมู่มารที่เธอเคยรัก เธอจึงตอบตกลงเข้าร่วมกองทัพของมารพยัคขาว
ต่อจากนั้น มารพยัคขาวเดินทางต่อไปยัง "หนองน้ำมัจจุราช" ที่เต็มไปด้วยหมอกควันและสิ่งลึกลับ ที่นั่นเขาได้พบกับ "มารอสรพิษ" มารงูใหญ่ที่มีพิษร้ายแรงถึงตายและสามารถควบคุมหมอกพิษได้ตามใจชอบ มารอสรพิษเคยสูญเสียลูกหลานของเขาให้กับสายฟ้าของเทพอัสนีย์คนเก่าและเต็มไปด้วยความเคียดแค้น เขาตัดสินใจเข้าร่วมกับมารพยัคขาวเพื่อล้างแค้นให้กับลูกหลานของเขาทันที
จากนั้นมารพยัคขาวก็เดินทางต่อไปยังหมู่บ้านแห่งเมฆหมอก ได้พบกับ "มารเมฆา" มารนักเวทย์สาวผู้สามารถควบคุมธาตุลมได้อย่างเชี่ยวชาญ มารเมฆาเป็คนเยือกเย็นและมีจิตใจแข็งแกร่ง เธอได้เห็นพลังทำลายล้างของเทพอัสนีย์คนเก่ามาครั้งหนึ่งแล้วและเธอ้าแก้แค้นให้แก่ครอบครัวที่ถูกทำลายล้างด้วยสายฟ้า เธอจึงตัดสินใจเข้าร่วมกับมารพยัคขาวโดยไม่ลังเล
สุดท้าย มารพยัคขาวได้ไปถึง "วิหารเงามืด" ที่ถูกซ่อนอยู่ในป่าลึก ซึ่งเป็ที่พำนักของ "ราชันย์เงา" มารผู้พลังแห่งเงามืดและความตาย ราชันย์เงาเป็ผู้นำของมารมากมายในป่าใหญ่ และเขารู้สึกว่าการกำเนิดใหม่ของเทพอัสนีย์จะทำให้ความสมดุลของพิภพเสียหายไป ราชันย์เงาจึงตกลงเข้าร่วมกับมารพยัคขาวเพื่อปกป้องความสมดุลนี้
เมื่อกองทัพมารของมารพยัคขาวได้แม่ทัพมาเสริมกำลังแล้ว มารพยัคขาวจึงนำบรรดาแม่ทัพของเขากลับไปยัง "เมืองเมฆอัคคี" อันเป็ที่มั่นหลักของเขา และเริ่มเตรียมการวางแผนกลยุทธ์เพื่อสู้กับเทพอัสนีย์ เขารู้ดีว่าการสู้รบครั้งนี้จะไม่เหมือนครั้งใดๆ ที่เคยเผชิญหน้ากัน เขาจึงตัดสินใจเตรียมแม่ทัพเพื่อช่วยเขาในการจัดการกองทัพ ส่วนตัวเขาจะต้องไปฝึกวิชาต่อที่วิหารเงาเมฆาเพื่อเพิ่มระดับต่อไป
ณ ห้องประชุม เมืองเมฆอัคคี มารพยัคขาวยืนมองไปยังภาพแผนที่ที่วางบนโต๊ะ แล้วถอนใจเล็กน้อย
“จนบัดนี้ข้ายังไม่พบพระราชวังอัสนีดารา ของเทพอัสนีย์เลย ความสงบของพวกเราไม่มีวันกลับมาได้ หากยังมีเทพอัสนีย์คอยขวางทางอยู่เช่นนี้ เราต้องรู้การเคลื่อนไหวของมันและทำลายแผนการทั้งหมดของมันให้ได้” มารพยัคขาวกล่าว
“ท่านเรียกใช้ข้าได้นะ ท่านมารพยัคขาว” มารจิ้งจอกโลหิตกล่าว
“ข้ามีภารกิจสำคัญที่จะให้เ้าทำ เ้ารู้ดีว่าข้า้าข่าวสารเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของเทพอัสนีย์ ไม่ว่าจะเป็การประชุมลับหรือการเคลื่อนทัพ โดยเฉพาะตำแหน่งที่ตั้งของพระราชวังอัสนีดารา และทางเข้าหุบเขาอัสนีเทวะ ข้า้ารู้ทั้งหมด” มารพยัคขาวกล่าว
มารจิ้งจอกโลหิตยิ้มเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “ข้าทราบดี ข้าเองก็อยากเห็นพลังแห่งสายฟ้าของมันถูกทำลายไปตลอดกาล ข้าจะทำทุกวิถีทางเพื่อสืบข่าวมาให้ท่าน”
“ดี...เ้าต้องลักลอบเข้าไปในสำนักของเทพอัสนีย์ เ้าเป็ผู้เดียวที่สามารถพรางตัวและหลอกลวงได้เก่งกาจที่สุด จงใช้ทักษะของเ้าทำให้พวกนั้นตายใจ โดยเฉพาะมารยาหญิงของเ้าที่เป็หนึ่งในพิภพ อย่าลืมการแจ้งข่าวกลับมายังข้า เ้าจะต้องรอบคอบอย่าให้ใครจับได้เป็อันขาด” มารพยัคขาวกล่าว
“ข้าเข้าใจแล้ว ท่านมารพยัคขาว ข้าจะไม่ให้ท่านผิดหวัง” มารจิ้งจอกโลหิตกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ระวังตัวด้วย มีข่าวลือว่าเทพอัสนีย์กำลังค้นหาพวกเราตลอดเวลา หากเ้าถูกจับได้ เ้าจะต้องไม่ยอมให้ความลับใดๆ ของพวกเรารั่วไหลเป็อันขาด” มารพยัคขาวกำชับ
“เทพอัสนีย์อาจจะมีพลังสายฟ้า แต่ข้ามีปัญญาและเล่ห์เหลี่ยม ประกอบกับความงามและมารยาหญิง ท่านวางใจได้ ข้าจะสืบข่าวสำคัญโดยไม่มีใครจับได้อย่างแน่นอน” มารจิ้งจอกโลหิตกล่าวพร้อมยิ้มอย่างเย้ยหยัน กล่าวจบก็วาร์ปหายตัวไป บังเกิดเสียงลมพัดผ่านดังแว่วไปทั่วเหมือนเสียงกระซิบของปีศาจที่กำลังซุ่มอยู่ในเงามืด
มารพยัคขาวยืนอยู่อย่างนิ่งๆ มองไปยังทางที่มารจิ้งจอกโลหิตหายไป ก่อนจะหันกลับมามองแผนที่และแผนการรบที่วางไว้บนโต๊ะ
“ศึกนี้ไม่ได้มีเพียงแค่กำลังและพลัง เรา้าปัญญาและการวางแผนที่แยบยล...เทพอัสนีย์ เ้าจะไม่รู้ตัวเลยว่าเงามืดกำลังคืบคลานเข้ามา…” มารพยัคขาวกล่าวพึมพำ
ณ ริมลำธารในป่าเชิงเขานารีนิทรา
มารจิ้งจอกโลหิตในร่างของหญิงสาวชาวบ้านนอนอยู่ข้างลำธาร เสื้อสีซีดของนางมีรอยฉีกขาดและเปื้อนเื แขนของนางมีรอยแผลลึกเหมือนถูกอาวุธฟันเข้าใส่ นางครางเบา ๆ ด้วยความเ็ป
เทพวารีเทพีแห่งน้ำกำลังเดินสำรวจใกล้ลำธารเพื่อสืบหาทางเข้าเมืองเมฆอัคคี สายตาของเธอสะดุดเข้ากับหญิงสาวที่าเ็นอนอยู่ เทพวารีจึงรีบวิ่งเข้ามาหาเธอด้วยความเป็ห่วง
“โอ้ สาวน้อย เ้าาเ็หนักถึงเพียงนี้ได้อย่างไร” เทพวารีกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและใ
“ข้า...ข้าเพียงแค่ผ่านมา...แล้วจู่ ๆ กลุ่มมารก็บุกเข้ามาโจมตี...ข้าไม่รู้ว่าพวกมัน้าอะไร...” มารจิ้งจอกโลหิตในร่างหญิงสาวชาวบ้านทำเสียงอ่อนแรง น้ำเสียงสั่นเหมือนกำลังกลัวและเ็ป พร้อมกับพยายามจะลุกขึ้น แต่ล้มลงไปอีกครั้ง
“ไม่ต้องกลัว ข้าอยู่ที่นี่แล้ว พวกมารพวกนั้นไม่กล้ายุ่งกับเ้าแน่ ไม่ต้องห่วง ข้าจะพาเ้าไปรักษาตัวที่สำนักเทพอัสนีย์” เทพวารีกล่าวจบก็ดึงเธอให้ลุกขึ้นอย่างอ่อนโยน
มารจิ้งจอกโลหิตแสร้งทำเป็ใ กล่าวว่า “สำนักเทพอัสนีย์หรือ ข้าได้ยินว่าเป็สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของเทพเ้า ข้าเป็เพียงหญิงชาวบ้านธรรมดา จะได้รับอนุญาตเข้าไปได้ด้วยหรือ”
เทพวารียิ้มอย่างใจดี กล่าวว่า “เ้าได้รับาเ็จากการโจมตีของมาร ย่อมเป็หน้าที่ของเราในการช่วยเหลือผู้บริสุทธิ์ ข้าจะพาเ้าไปเอง ไม่ต้องกังวล”
เทพวารีใช้พลังธาตุน้ำกลั่นเป็ไอกระจายไปที่าแของหญิงสาว ไอน้ำค่อยๆ แผ่แสงสีฟ้าอ่อน และาแเริ่มสมานอย่างรวดเร็วจนหายสนิท
“ขอบคุณท่านเทพวารี ข้าซาบซึ้งใจจริงๆ” มารจิ้งจอกโลหิตกล่าวพร้อมกับยิ้มอ่อนๆ
เทพวารีพยักหน้าและพยุงมารจิ้งจอกโลหิตให้ยืนขึ้น “เกาะแขนข้าไว้นะ” เทพวารีกล่าวจากนั้นทั้งสองก็วาร์ปไปยังสำนักเทพอัสนีย์
ภายในสำนักเทพอัสนีย์ ตกแต่งอย่างสง่างามด้วยรูปปั้นเทพเ้าและพืชพันธุ์อันอุดมสมบูรณ์ กำแพงเป็สีขาวประดับด้วยอัญมณีแวววาว รอบบริเวณมีกลุ่มเทพและนักรบที่เป็ศิษย์ของสำนักกำลังฝึกฝนและศึกษาอยู่
เทพวารีพามารจิ้งจอกโลหิตในร่างหญิงสาวชาวบ้านมาถึงประตูใหญ่ของสำนักแล้วพูดกับศิษย์ผู้เฝ้าประตู นี่คือหญิงสาวที่ถูกพวกมารทำร้าย ข้าจะพานางเข้ามารักษาตัวภายในสำนักและสอนวิธีปกป้องตัวเองให้
ศิษย์เฝ้าประตูพยักหน้าและยิ้มต้อนรับ เชิญท่านเทพีแห่งน้ำและศิษย์ผ่านได้เลย
มารจิ้งจอกโลหิตมองไปรอบๆ ด้วยความประทับใจและตื่นเต้น ภายในใจนางคิดถึงแผนการต่อไป
“ท่านเทพวารี ข้าไม่รู้จะขอบคุณท่านอย่างไรดีที่ช่วยชีวิตข้าไว้” มารจิ้งจอกโลหิตกล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพ
เทพวารียิ้มด้วยความเมตตา พลันกล่าวว่า "เ้าไม่ต้องขอบคุณข้า การช่วยเหลือกันคือสิ่งที่ถูกต้อง ข้าจะรับเ้าเป็ศิษย์ของข้าเอง จะได้เรียนรู้วิธีปกป้องตัวเองในยามที่พิภพนี้เต็มไปด้วยอันตรายเช่นนี้"
มารจิ้งจอกโลหิตคุกเข่าคำนับและทำทีเป็ซาบซึ้งพลันกล่าวว่า "คารวะอาจารย์ ข้ารู้สึกเป็เกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับความเมตตาจากท่าน ข้าจะทุ่มเททั้งชีวิตในการเรียนรู้และตอบแทนท่าน"
แต่ในใจนั้นแอบยิ้มเย้ยหยัน เตรียมพร้อมสำหรับภารกิจที่ได้รับมอบหมายจากมารพยัคขาว เพื่อสืบข่าวสารสำคัญเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของสำนักเทพอัสนีย์ นางมองไปรอบๆ เพื่อจดจำทุกเส้นทางและจุดที่น่าสนใจในการลอบเข้าออก
เทพวารีพามารจิ้งจอกโลหิตในร่างหญิงชาวบ้านมายังห้องก่อกำเนิดปราณฟ้าดินที่เข้มข้นด้วยพลังงานธรรมชาติและพลังแห่งฟ้าดิน
“ที่นี่คือห้องก่อกำเนิดปราณฟ้าดิน หนึ่งในสถานที่สำคัญของสำนักอัสนี มีเพียงผู้ที่เป็เทพแท้เท่านั้นที่สามารถหาประตูมิติที่ซ่อนอยู่ที่นี่พบ” เทพวารีกล่าวด้วยน้ำเสียงอันนุ่มนวล
“ข้าไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีสถานที่อันน่ามหัศจรรย์เช่นนี้ ข้าโชคดีจริงๆ ที่ได้รับความเมตตาจากท่าน” มารจิ้งจอกโลหิตทำหน้าตกตะลึงกล่าวด้วยเสียงแหบเบา
“เ้าควรจะรู้สึกโชคดี สิ่งที่อยู่ภายในนั้นคือ “ตำหนักน้ำ” ตำหนักของข้าและศิษย์ของข้า ในที่นั้นเ้าจะได้ฝึกฝนทักษะและรักษาตัวได้อย่างปลอดภัย” เทพวารีกล่าวพร้อมแจกยิ้มอย่างใจดี
เทพวารีเดินไปยังหน้าต่างบานหนึ่งและเอื้อมมือไปััจุดหนึ่ง เป็สัญลักษณ์สายฟ้าที่ซ่อนอยู่ในลวดลายปฏิมากรรมของบานหน้าต่าง แสงสีฟ้าอ่อนค่อยๆ ปรากฏขึ้นและขยายออกเป็ประตูมิติลึกลับที่ส่องแสงสว่าง
เทพวารีหันมาพูดกับมารจิ้งจอกโลหิต "เดินตามข้ามา"
มารจิ้งจอกโลหิตตามเทพวารีเข้าประตูมิติ ภายในตำหนักน้ำมีลำธารและบ่อน้ำพุร้อนล้อมรอบตำหนักที่สร้างด้วยหยกและกระจกน้ำสีฟ้า ดูสงบและเปี่ยมด้วยพลังแห่งน้ำ มีศิษย์สำนักเทพอัสนีย์หลายคนฝึกฝนอยู่รอบๆ บริเวณ
มารจิ้งจอกโลหิตยิ้มอย่างถ่อมตน แต่แววตาแอบซุกซ่อนความเ้าเล่ห์ "ข้าไม่เคยเห็นอะไรที่งดงามและสงบเช่นนี้มาก่อน ข้าช่างโชคดีจังเลยที่ได้รับโอกาสเข้ามาที่นี่"
เทพวารีพยักหน้า "เ้าจะได้รับการฝึกฝนที่นี่จนกว่าเ้าจะสามารถปกป้องตัวเองได้อย่างดี ไม่ต้องกลัวอะไรอีกต่อไป"
มารจิ้งจอกโลหิตเริ่มสำรวจภายในตำหนักอย่างละเอียด นางสังเกตและจดจำทุกเส้นทาง ทุกทางเดิน และจุดสังเกตที่สำคัญ รวมถึงประตูมิติและการเคลื่อนไหวของเหล่าศิษย์และเทพ
ในขณะที่นางแสร้งฝึกฝนและปฏิบัติตามคำสั่งของเทพวารีอยู่นั้น นางก็พยายามหาจุดที่ไม่มีใครสังเกตเพื่อเตรียมพร้อมในการสื่อสารกับมารพยัคขาวในอนาคต
มารจิ้งจอกโลหิตคิดในใจและแอบยิ้มเ้าเล่ห์ "ตำหนักน้ำอันสงบและเต็มไปด้วยพลังที่ยิ่งใหญ่...เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ข้าจะส่งข่าวนี้ให้ท่านมารพยัคขาวเพื่อเตรียมการโจมตีให้สำเร็จ"
นางมองไปยังเทพวารีที่กำลังสั่งสอนศิษย์คนอื่น ๆ ด้วยสายตาที่ซ่อนเร้นความท้าทายและความทะเยอทะยานที่แท้จริงของนาง