ภายในเรือนไม้ไผ่หลังใหญ่ หลังจากที่ทั้งเ้าบ้านและแขกต่างก็ทานอาหารค่ำจนเสร็จแล้ว ทุกคนต่างก็แยกย้ายเข้าห้องพักของตัวเอง ป้าช่วยจัดแจงที่นอนห้องตัวเองกับลุงมั่นให้พลอย เรืองและนิลนอนก่อน เนื่องด้วยแม้นไม่ยอมให้แขกพักในห้องตัวเอง
"น่าแค้นใจนัก อยู่ดีๆก็มาว่าร้ายกัน ครอบครัวลุงมั่นก็ดีอยู่ดอก เว้นแต่แม่แม้นอยู่คน คนอันใด ปากไม่มีหูรูด" เรืองขมวดคิ้วง่วน ปากบางก็พร่ำบ่นถึงความร้ายกาจของแม้น ลูกสาวเ้าของบ้าน
"เอาเถิด พระพุทธเ้ายังถูกนินทา แล้วเราเป็ใครกัน” พลอยเอ่ยพลางหัวเราะน้อยๆ ดูแล้วแม้นก็เพียงเด็กที่อยากได้รับความสนใจคนหนึ่ง ซึ่งเธอก็เข้าใจเป็อย่างดี
“คุณพลอยก็แสนดีเหลือเกิน ถ้าเป็บ่าว ก็จะหายอมไม่” เรืองยังคงหน้าหงิก แต่เมื่อเธอพูดออกมา ใบหน้าของพลอยก็คล้ำลงทันที
“พี่เรือง เราพูดกันแล้วนะว่า จะไม่เรียกข้าว่าคุณ เรียกตัวเองว่าบ่าวอีก” พลอยย้ำอีกครั้ง ดวงตาเธอดูดุดันและเด็ดขาดอย่างน่าใจหาย
“บ่าว เอ้ย พี่ขอโทษจ้ะ” คนเป็บ่าวทำได้เพียงหลบตาและเอ่ยออกมาเสียงอ่อย พลอยจึงส่ายหน้าเบาๆอย่างทอดถอนใจ พลางหันไปมองน้องชายที่นอนหลับสนิทั้แ่หัวถึงหมอน เธอไม่รู้จะเอ็นดูหรือกลั้นขำดี
“ดูพ่อนิลสิ พอได้ที่หลับที่นอนดี ก็หลับไม่รู้เื่รู้ราว ชีวิตต่อไปนี้ขอแค่ไม่อดแลมีที่ซุกหัวนอน ก็น่าจะเพียงพอแล้ว” เด็กหญิงเอื้อมมือไปลูบหัวน้องชาย ดวงตากลมโตของเด็กชายปิดสนิท มีแต่เสียงหายใจครืดคราดเบาๆดังออกมา เธอสงสารเด็กคนนี้ยิ่งนัก ขาดทั้งพ่อแลแม่ แต่เธอจะเลี้ยงดูเขาให้เติบใหญ่แลเป็คนดี
“แม่พลอยจะไม่กลับไปหาท่านออกญารณปัตย์จริงๆหรือจ๊ะ” เรืองถามขึ้นด้วยสีหน้ากังวลใจ ออกญาเป็ญาติที่เธอเหลืออยู่ หากไม่ไปพึ่งพาเขา ชีวิตของเด็กและผู้หญิงทั้งสามจะอยู่ได้อย่างไร
“อาจจะ หรืออาจจะไม่ ข้าขอดูท่าทีก่อนว่าท่านตาผู้นี้มีเหตุผลอันใดที่ต้องตัดการติดต่อกับพวกข้า หากท่านไม่เมตตา จะไปพึ่งพาทำสิ่งใด สู้ใช้ชีวิตเรียบง่ายไม่ดีกว่ารึ” ดวงตาของพลอยเ็า เธอมีอคติกับออกญาเสียแล้วเพราะในความทรงจำเธอนั้นไม่มีข้อมูลของชายผู้นี้เลย พูดง่ายๆ พวกเขาจงใจทอดทิ้งพวกเธอ!
“แต่พ่อนิลจะมิได้เรียนอ่านเขียนแลเข้ารับราชการเลยหนา” เรืองสุดแสนเวทนานิลน้อย เธอรู้ว่าลูกชายขุนน้ำขุนนางต่างก็ได้เรียนหนังสือและได้รับราชการสืบต่อไป หากนิลสิ้นโอกาสตรงนี้ไปเท่ากับตัดอนาคตเ้าเด็กตัวจ้อย
“ใครว่าจะมิได้เรียน ข้าก็สอนได้ แลการเข้ารับราชการก็สุดแท้แล้วแต่พ่อนิลว่าจะ้าหรือไม่” พลอยเอ่ยยิ้มๆ ครูอย่างเธอ หากสอนน้องชายตนเองไม่ได้ ก็ไม่มีใครสอนได้อีกแล้ว และแน่นอนว่าเธอไม่บังคับให้นิลเป็อย่างที่ใจเธอ้า หากน้องเลือกทางไหน เธอก็จะสนับสนุนและส่งเสริมเขา
“แม่พลอยอ่านออกเขียนได้ด้วยรึ” เรืองอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ คุณพลอยคนเดิมนั้นเรียนแต่งานบ้านเรือน จึงไม่สามารถอ่านออกเขียนได้เลยแม้แต่น้อย
“เหตุใดจะไม่ได้ล่ะ ข้าบอกว่าข้าเคยเป็ทหารแลครูยามอยู่ที่โลกโน้น ครูที่ใดกันอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ พี่เรืองนี่ก็พูดจาชวนหัวนักเทียว” พลอยหยิกแก้มเรืองด้วยความหมั่นเขี้ยว ทำเอาอีกฝ่ายมองกลับด้วยดวงตาปริบๆ แต่ก็ไม่กล้าประท้่วงคนเป็เ้านาย
“เช่นนั้นพี่ก็โล่งใจ หากพ่อนิลได้รับราชการก็จักคุ้มครองแม่พลอยได้ด้วยอีกแรง มิให้ใครมารังแกได้” เธอทาบมือที่อกอย่างโล่งใจ เธอเดาว่าในอนาคตจักต้องมีผู้คนมากมายหมายปองคุณพลอยของเธอ และบางคนก็อาจจะไม่ใช่คนดีนัก
“ข้าไม่จำเป็ต้องให้น้องมาคุ้มครองดอก เราเป็ผู้ใหญ่ ต้องปกป้องแลดูแลผู้ที่เด็กกว่า แลข้าก็สอนพี่ให้อ่านออกเขียนได้ด้วยหนา” พลอยเอ่ยเย้า ทำเอาอีกฝ่ายสะดุ้งเมื่อรู้ว่าตนก็ต้องเรียนเขียนอ่าน
“อุ้ย พี่ไม่อยากเรียนดอกจ้ะ อยู่รับใช้แม่พลอยกับพ่อนิลไปเยี่ยงนี้ก็ดีอยู่แล้ว” บ่าวหยาบกระด้างเช่นเธอจะเรียนไปเพื่ออันใด ทำตามหน้าที่ที่นายสั่งไปก็พอแล้ว
“ยิ่งต้องเรียนหากพี่อยู่กับข้า ข้ายังต้องพึ่งพาพี่อีกหลายเื่ทีเดียว” พลอยยิ้มเหี้ยมเกรียมทำเอาเรืองที่มองเห็นรอยยิ้มนั้นต้องขนลุกวูบวาบ เห็นที ในอนาคตของเธอจะไม่ราบรื่นเอาเสียแล้ว
ไก่ขันและตะวันเผยอขึ้นขอบฟ้า เสียงตำน้ำพริกในครัวดังขึ้น พลอยและเรืองเดินเข้ามาพบว่าป้าช่วยกำลังตำน้ำพริกอยู่ ป้าช่วยที่เห็นพลอยและเรืองเดินมาก็เอ่ยกับสองสาวว่า
“อ้าว ตื่นแต่เช้าเชียว แม่พลอย แม่เรือง นั่งเถิด ป้ากำลังหุงหาอาหารให้พวกเอ็งอยู่ กินเสียก่อนแล้วค่อยเข้าตลาดไปวัดหาหลวงตาท่านหนา” รอยยิ้มเปื้อนใบหน้ากร้านดำของป้าช่วย แม้จะไม่ใช่คนสวยนักแต่ก็ถือว่าไม่ขี้เหร่ นี่เป็เหตุที่หมายและแม้นต่างก็ดูดีทั้งคู่หากเทียบกับชาวบ้านด้วยกัน
“เหตุใดเราต้องไปวัดด้วยจ๊ะ ป้าช่วย” เรืองถามงุนงง หรือว่าวันนี้วันพระ พวกเธอจึงต้องไปทำบุญที่วัด
“หากจะถามหาคน ไปหากับหลวงตานั้นง่ายที่สุด เพราะท่านรู้จักคนมาก ท่านอยู่ที่นี่ั้แ่ยังเด็กจนอายุปูนนี้ ไม่มีใครที่ท่านมิรู้จักดอกจ้า แม้แต่ท่านออกญารณปัตย์ ท่านก็สนิทสนมกันอยู่มาก” ป้าช่วยตอบพลางโขลกน้ำพริกต่อ มือก็ปาดเหงื่อที่หยดลงมาเพราะเริ่มจะร้อนแล้ว
“เป็เยี่ยงนี้นี่เอง” พลอยเอ่ยยิ้มบาง เธอพอจะเข้าใจว่าในยุคนี้ พระถือเป็ศูนย์รวมทุกอย่าง ไม่ว่าจะการศึกษา ชุมชน และพิธีกรรม ผู้คนต่างก็ต้องเกี่ยวพันกับวัดในทางใดทางหนึ่ง ซึ่งการไปตามหาคนที่วัดก็มิใช่เื่แปลก
“มาจ้ะ ข้าช่วยป้าเอง” เรืองขยับเข้าไปใกล้ๆ หมายจะช่วยทำอาหาร แต่ก็ถูกปฏิเสธไปเสียก่อน
“โอ๊ยแม่เรือง นั่งเถิด ขนาดนังแม้นลูกสาวข้ายังนอนไม่ตื่นเลย แม่เป็แขก ข้ามิกล้าให้ช่วยดอก” ป้าช่วยตะเพิดเรืองออกมา แต่อีกฝ่ายก็ยังพยายามอย่างไม่ลดละ
“ไม่เป็ไรดอกจ้ะป้า ข้าถนัด” เรืองยิ้มหวาน หากเป็เื่ทำกับข้าว ไว้ใจเธอได้เลย
“เดี๋ยวข้าช่วยอีกแรงนะจ๊ะ” พลอยเองก็เอาด้วยอีกคน ปกติแล้วเธอเป็นักกิน ไม่ใช่นักทำอาหาร แต่เธอสามารถแกะสูตรอาหารและวัตถุดิบได้จากการชิมเพียงครั้งเดียว เป็ความสามารถสุดพิศดารของเธอ
“แม่พลอยกับแม่เรืองนี่ช่างแสนดีเสียจริง เสียดายที่ข้าไม่มีลูกสาวดีๆแบบพวกเอ็ง” หญิงวัยกลางคนถอนหายใจเฮือก นี่ตะวันก็สายโด่งแล้ว แต่แม่ลูกสาวตัวดีของเธอก็ยังไม่ตื่นเลย
“ป้าช่วยก็แสนดีจ้ะ ลุงมั่นและพ่อหมายยังช่วยพาเราเดินทางจากละโว้มาถึงที่นี่ พวกเราได้แต่ขอบน้ำใจ ช่วยเท่านี้ถือว่าเพียงเล็กน้อยจ้ะ” พลอยเอ่ยปลอบใจป้าช่วย เธอรู้ว่าป้าช่วยคิดอะไรอยู่ แต่เธอก็ทำอะไรไม่ได้
การเตรียมอาหารเสร็จสิ้นลงเรียบร้อย ป้าช่วยไปขุดแม้นลุกขึ้นจากที่นอนเพื่อมากินข้าว ส่วนพลอยก็ไปปลุกนิลเช่นกัน ทุกคนทานอาหารเช้าพร้อมหน้ากันโดยที่แม้นยังหน้าบูดจากการโดนปลุกไม่เลิก ปกติแล้วแม่จะไม่ปลุกเธอมากินข้าวพร้อมกันเช่นนี้
“เอาล่ะ กินข้าวเสร็จแล้ว พวกเราเดินเข้าตลาดเถิดหนา” ลุงมั่นกล่าว พวกเขาพาพลอย เรืองและนิลที่หอบย่ามเข้ามาในตลาด ปรากฏผู้คนพลุกพล่าน พ่อค้าแม่ขายต่างก็ส่งเสียงะโเรียกลูกค้าให้มาซื้อของๆตนบนแผง ทั้งห้าคนเดินผ่านแผงน้ำตาลปั้นมีรูปม้าและเสือสิงห์หลายอย่าง ทำให้นิลเหลียวมองดูด้วยความสนใจ
“พี่พลอยขอรับ นั่นกระไรน่ะขอรับ น้องอยากได้” นิลน้อยชี้ไปยังขนมรูปเสือที่ปักอยู่บนหยวกกล้วย แววตาเป็ประกาย
“น้ำตาลปั้นจ้ะพ่อนิล พี่ซื้อให้ดีไหม” พลอยไม่อยากขัดใจน้อง จึงมองไปทางเรืองให้เตรียมเบี้ย
“ดีขอรับ” นิลตอบอย่างกระตือรือร้น ก่อนจะรับน้ำตาลปั้นมาอย่างดีใจ เขาเดินไปกับพี่สาว พลางเลียกินน้ำตาลปั้นไปด้วยอย่างเอร็ดอร่อย
ไม่นานนัก หลังจากที่เดินกันมาชั่วครู่ กลุ่มของมั่นก็เดินมาถึงแคร่ที่มีกระจาดใส่ไข่เต็มไปหมด มั่นหันมาพูดกับพลอยอย่างตื่นเต้น
“นั่น ไอ้ปัดที่ขายไข่ ลองเข้าไปดูซิว่าใช่ตาของเอ็งหรือไม่” มั่นเอ่ยกับพลอย เธอจึงรับคำด้วยรอยยิ้ม
“จ้ะ” เด็กหญิงตอบรับแล้วจึงเดินไปใกล้ๆแผงไข่ ทำราวกับสำรวจใบหน้าของคนที่ชื่อปัด
“ไอ้ปัด มาดูนี่ข้าพาใครมา” มั่นนั้นไม่รีรอ รีบเรียกตาปัดให้หันมาดูคนที่เขาพามาด้วย
“ใครรึไอ้มั่น” ตาปัดทำหน้ามึนงง เขามองพลอย เรือง แลนิลอย่างฉงนใจ มือก็เท้าสะเอวไปด้วย
“ดูดีๆ นี่ใช่หลานเอ็งหรือไม่” มั่นเริ่มจะร้อนใจ อยากให้เป็ไอ้ปัดผู้นี้ที่เป็ญาติของเด็กๆ หากแต่ความจริงกลับไม่เป็เช่นนั้น
“ไหนๆ เอ๊ะ หน้าไม่คุ้น พ่อแม่เอ็งชื่อกระไรรึ” ตาปัดยื่นหน้าเข้ามาใกล้พลอย เธอได้แต่ยิ้มแห้ง ก่อนจะตอบไปว่า
“พ่อชื่อจิต ส่วนแม่ชื่อไพจ้ะ” เด็กหญิงถอยห่างมาหนึ่งก้าว เพราะตาปัดยื่นหน้ามาใกล้จนเกินไป
“ข้าไม่มีลูกชายชื่อจิต หรือลูกสาวชื่อไพ แลหน้าตาก็มิได้กระเดียดมาทางข้า ไม่รู้จักกันดอก ว่าแต่มีกระไรรึ” ตาปัด ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งหลังจากพินิจมองดูใบหน้าของพลอย และเขาก็เอ่ยทำลายความหวังของมั่น
“เด็กมันมาตามหาญาติชื่อปัด ข้าก็นึกว่าลุง” มั่นตอบอย่างหัวเสีย เพราะคนที่เขารู้จักก็ไม่มีคนอื่นเลยที่ชื่อปัด มันจะมีได้อย่างไร ในเมื่อชื่อเต็มๆของตาปัดที่พลอยเอ่ยถึงนั้นคือ ออกญารณปัตย์ผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือและตำแหน่งสูงส่ง
“เอ็งอย่ามาเที่ยวพูดไปทั่วเชียวหนา เดี๋ยวเมียข้าได้ยินจะนึกว่ามีเมียอยู่ที่อื่น” ตาปัดโบกมือไล่ เขากลัวว่าเมียของเขาจะมาได้ยินเข้า หากเป็เช่นนั้น เรือนคงได้แตกเป็แน่แท้ เนื่องจากเมียเขานั้นขึ้นชื่อเื่หึงหวงเป็อย่างมาก
“เออๆ ไม่ใช่เอ็งก็ไม่ใช่ ข้าไปก่อนล่ะ เฮ้อ พวกเอ็งเป็อย่างไรบ้าง ไว้ข้าช่วยหา ไม่ต้องกังวลไปดอกนะ” มั่นเอ่ยร่ำลาตาปัด ก่อนจะหันไปคุยกับเด็กๆ
“ไม่เป็ไรจ้ะลุงมั่น พวกข้าก็เตรียมใจไว้บ้างแล้ว” พลอยยิ้มแปลงสีหน้าเจือเศร้าเล็กน้อย ทุกคนพากันเดินต่อไป ตามรายทางมีผู้คนมากมาย เธอเห็นคนจีนอยู่ไม่น้อย จึงเอ่ยออกมาว่า
“ชาวจีนเยอะเทียวหนา” เด็กหญิงกล่าว มองดูร้านน้ำชาข้างทางที่เปิดต้อนรับลูกค้าส่วนมากที่เป็คนจีนหรือไม่ก็ผู้มีอันจะกิน
“ใช่ เมื่อก่อนไม่มี ไม่รู้ตอนนี้มีเหตุอันใดจึงมีชาวจีนจากกรุงศรีย้ายมาที่นี่มากมาย” ลุงมั่นพูดราวกับว่าไม่ใส่ใจมากนัก
“สร้างความลำบากให้ชาวปากน้ำโพหรือไม่จ๊ะ” เธอจำได้ลางๆ ว่ามีฏคนจีน แต่เธอไม่รู้ว่ายุคสมัยใด หากรู้ก็สามารถป้องกันได้
“ก็ไม่ดอก ต่างคนต่างทำมาหากิน อยู่กลมเกลียวกันไป เอ้าถึงแล้ว วัดปากน้ำโพ เข้าไปกราบพระท่านก่อนแล้วค่อยเจอหลวงตาธรรมเสนา” มั่นพาเด็กทั้งสามเข้ามาในวัด ก่อนจะพาไปกราบพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ในโบสถ์ พลอยอดสงสัยไม่ได้จึงถามขึ้นมา
“หลวงตาธรรมเสนาหรือจ๊ะ” เด็กหญิงไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน
“ใช่แล้ว ท่านเป็ที่เคารพและนับหน้าถือตาของที่นี่ และท่านก็รู้จักทุกคนที่ปากน้ำโพนี่แหละ” หลังจากกราบองค์พระประธานเสร็จแล้ว เขาก็นำเธอขึ้นไปยังศาลาไม้ ที่นั่นมีพระสงฆ์รูปหนึ่งนั่งอยู่ อายุดูแล้วก็ไม่น้อยเลยทีเดียว มั่นพาเด็กๆนั่งพับเพียบก่อนจะประนมมือไหว้
“กราบนมัสการหลวงตาขอรับ” ลุงมั่นกล่าวนำก่อนเป็คนแรก
“นมัสการหลวงตาเ้าค่ะ” เด็กๆพากันเอ่ยตาม
“เจริญพรเถอะโยม ยกโขยงกันมาวันนี้มีอันใดกันรึ” ดวงตาของพระสงฆ์ชรามองทุกคนอย่างโอบอ้อม
“ตอนข้าไปละโว้ เผอิญเจอเด็กตามหาญาติที่ปากน้ำโพขอรับหลวงตา หลวงตาพอจะรู้จักอ้ายปัดผู้เป็ตาของเด็กพวกนี้มันหรือไม่ขอรับ” มั่นไม่รีรอ รีบเข้าเื่เพราะเขาอยากให้พลอยได้เจอกับญาติของตนไวๆ
“โยมปัดที่ขายไข่น่ะรึ” หลวงตาธรรมเสนากล่าวถาม ซึ่งมั่นก็ได้แต่ส่ายหน้าแล้วกล่าวต่อ
“ข้าไปหามันมาแล้ว แต่มันบอกไม่รู้จักเด็กพวกนี้” คนพูดถอนหายใจ แสดงออกถึงความหมดหวังที่เขามี จึงต้องมาพึ่งหลวงตาให้ช่วยเหลือ