เช้าวันใหม่อากาศสดชื่นดีจังเลย
“ไปเล่นวอลเล่ย์กัน”
“ไม่ไหวป่ะสา เมื่อวานที่โดนทำโทษมายังปวดขาไม่หายเลย” ยัยแจงเดินไปบ่นไป แต่ฉันรู้ว่าจริงๆ แล้วที่แม่นี่ปฏิเสธเพราะว่านางเล่นวอลเล่ย์บอลไม่เป็ต่างหาก
ในขณะนั้นเองสายตาของฉันก็หันไปสะดุดกับยัยพิม หนึ่งในสมาชิกกลุ่มแอ๋มแนนที่กำลังยืนคุยโทรศัพท์อยู่คนเดียวที่ริมหาดไกลๆ
“ดูยัยนั่นดิ กินผงซักฟอกมารึไงถึงได้ขาวขนาดนี้ นี่ถ้าฉันขาวได้สักครึ่งนึงของยัยนี่ พี่ปอนด์ต้องตะลึงแน่เลยแกว่ามะ” ฉันหันไปพูดกับยัยแจง
เอาจริงๆ แล้วหน้าตายัยนี่ก็ออกจะเรียบร้อยนะ ดูไม่มีพิษภัยอะไรเลย แต่ก็อย่างว่าแหละ คนสมัยนี้รู้หน้าไม่รู้ใจ ลองไปคบกับพวกผู้หญิงสมองนิ่มอย่างพวกยัยแอ๋มกับยัยแนนได้ก็น่าจะเอาเื่พอตัวเหมือนกันแหละ
“ก็งั้นๆ แหละ” ยัยแจงว่า
“ฮั่นแน่ พี่ปอนด์นี่ใครเหรอ” บิวแทรกขึ้นมา
“อ๋อ ก็แฟนเก่าของยัยฟีนเค้าอ่ะ”
“อ้าว งั้นก็แปลว่าเลิกกันแล้วอ่ะดิ”
“ก็บอกว่าแฟนเก่า เป็แฟนเก่าสงสัยจะยังคบกันอยู่มั้งคะคุณบิว”
ยัยแจงตอบกวนๆ อีกครั้ง
“เอ้า ใครจะไปรู้ อาจจะเป็แบบลมพัดหวนก็ได้”
ฉันก็อยากให้มันเป็แบบนั้นเหมือนกันแหละบิว คงจะจริงอย่างที่เค้าบอกแหละ คนมาทะเลไม่หนีร้อนมาก็หนีรัก เฮ้อ...
“เดี๋ยวมานะ” รถเมล์พูดขึ้นด้วยท่าทางลุกลี้ลุกลน
“ไปไหนอ่ะ”
“…ปวดอึ๊อ่ะ”
“ไปด้วยดิ” ว่าแล้วสาก็วิ่งตามรถเมล์ไป
“แจงกับฟีนไม่ไปเหรอ”
“ไม่อ่ะ ขอเดินเล่นแถวนี้รอแล้วกัน”
“งั้นบิวไปกับพวกนั้นนะ”
“โอเค” ฉันตอบบิวก่อนจะหันกลับไปเหม่อมองผืนทะเลที่กำลังทอแสงเป็ประกายระยิบระยับอยู่ไกลๆ
ทำไมนะ ทั้งๆ ที่มีเพื่อนอยู่ด้วยมากมายแต่ฉันกลับยังรู้สึกเหงาในใจแปลกๆ ชอบกล นี่สินะอาการของคนอกหัก
“ยังไม่อยากกลับกรุงเทพเลยเนอะแก”
“นั่นดิ อยากอยู่ต่ออีกสักอาทิตย์นึง” ฉันตอบยัยแจงไป
เอาจริงๆ แล้ว ฉันเองก็ยังลืมพี่ปอนด์ไม่ได้เลย แล้วจะเอาอารมณ์ที่ไหนไปเรียนล่ะเนี่ย
“เฮ้อ” ฉันถอนหายใจอีกครั้ง ทว่าความสงบนั้นคงอยู่กับเราได้ไม่นานจริงๆ
“แก ยัยพิมมันกำลังเดินมาทางนี้ใช่ป่ะ” เสียงยัยแจงพูดขึ้น
พอฉันหันไปมองก็เห็นยัยพิมกำลังเดินมาทางนี้จริงๆ ยัยนั่นยิ้มที่มุมปากใส่พวกฉันแล้วจ้ำอ้าวเข้ามาเรื่อยๆ
“มันจะมาไม้ไหนวะ” ฉันกับแจงยืนกอดอกมองในขณะที่ยัยพิมเดินใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนห่างจากเราไม่ถึงเมตร แล้วอยู่ๆ แม่นั่นก็ล้มลงไปนั่งพับเพียบ
ตุบ
“โอ๊ยยยยยยย!!!” ยัยพิมะโเสียงดังมาก ฉันกับยัยแจงหันมองหน้ากันแบบงงๆ ก็เห็นๆ กันอยู่ว่ายัยนี่ตั้งใจลงไปนั่งกับพื้นเองชัดๆ นี่นางเป็บ้าอะไรของนางอีกเนี่ย
ความงงของฉันกับแจงยังไม่จบเท่านั้นเมื่ออยู่ๆ ยัยพิมก็กรีดร้องขึ้นมาอีกพร้อมกับะโโหวกเหวกโวยวายยกมือขึ้นมาปัดป้องเหมือนตัวเองโดนทำร้ายอยู่
“อย่ามายุ่งกับฉัน!!!”
“เป็บ้าอะไรของมันอ่ะ” ยัยแจงพูดด้วยน้ำเสียงแปลกใจในขณะที่ยัยพิมก็ยังคงกรี๊ดไม่หยุด
“อ๊ายยย โอ๊ยยยยยย อย่านะ!”
“เฮ้ย พวกเธอทำกันอะไรวะ”
แล้วอยู่ๆ เสียงของนายเจลีก็ดังขึ้น ยัยพิมหันมาแสยะยิ้มพร้อมกับยักคิ้วให้ฉันกับแจงอีกครั้งทำให้พวกฉันถึงบางอ้อว่าทั้งหมดนี้มันคือแผนของยัยนี่เพื่อเรียกร้องความสนใจจากผู้ชายนี่เอง!
สเต็ปเทพครบแก๊งเดินเข้ามายังที่เกิดเหตุ รวมไปถึงยัยแอ๋ม ยัยแนน ยัยเจน แล้วก็ปริ๊นซ์ทองฝอยด้วย
“ทำบ้าอะไรของแก อีบ้า!”
ตุบ
ยัยแนนวิ่งเข้ามาผลักแจงล้มลง หนอย ทำเพื่อนฉันเหรอ!
พลั่ก
ตุบ
ฉันเข้าไปผลักยัยแนนกลับบ้างจนทำให้ยัยนั่นเซไปชนกับนายเมลล์แล้วหมอนั่นก็ช่วยประคองตัวไว้
“เฮ้ย ใจเย็นดิ” ปริ๊นซ์เข้ามาล็อคตัวฉันเพื่อเป็การห้าม แล้วสถานการณ์ก็เลวร้ายลงเมื่อยัยแนนเน่าวิ่งเข้ามา
เพี้ยะ!!!
ตบหน้าฉันไปฉาดนึงแรงๆ ก่อนที่ยัยแจงก็ลุกขึ้นมา
ผัวะ!!! ต่อยยัยนั่นคืนแทนฉัน
หมัดของยัยแจงหนักมากทำให้ยัยแนนเซจนล้มลงไปกองกับพื้นทราย แล้วยัยแอ๋มก็เข้าไปกระชากผมแจงจากด้านหลังจนเสียหลักพร้อมกับล็อคแขนยัยแจงไว้ ทำให้ยัยแนนลุกขึ้นมาตบแจงได้อีกสองที
เพี้ยะ! เพี้ยะ!!!
“ปล่อยฉันสิปริ๊นซ์ ไม่เห็นรึไงว่าเพื่อนฉันโดนรุมอ่ะ เฮ้ย!”
“เฮ้ย มาช่วยกันห้ามดิวะ” ปริ๊นซ์ะโ แล้วนายพีทกับนายกรีนก็เข้าไปล็อคยัยสองเน่านั่นไว้ ก่อนที่นายมุจะเข้าไปจับยัยแจง ส่วนยัยเจนที่อยากมีบทก็พยายามจะเข้ามาฟัดกับฉัน แต่ก็ถูกนายอาร์ตล็อคตัวไว้ก่อน
“แนน! หยุดได้แล้ว”
“แนนไม่หยุด มันทำเพื่อนแนนก่อนอ่ะ” ยัยแนนพูดน้ำเสียงสะดีดสะดิ้งตอบกลับนายพีทที่ล็อคตัวแม่นั่นไว้อยู่
“แน่จริงก็มาตบกันตัวต่อตัวเลยมา” ยัยแจงขึ้นเสียงและดิ้นสุดแรงจนนายมุแทบจะรั้งไม่อยู่แล้ว
“พีท ปล่อยแนนนะ แนนจะไปตบเอาเืชั่วๆ ออกจากปากมัน”
ยัยนั่นพูดด้วยน้ำเสียงสะดีดสะดิ้งอีกครั้งทั้งๆ ที่ก็ดูมีความสุข ไม่ได้ดิ้นรนอะไรอยู่ในอ้อมแขนของนายพีท หมั่นไส้จริงๆ อีบ้าผู้ชาย!!!
“ปริ๊นซ์ปล่อยฟีนนะ ฟีนจะเอานิ้วเท้าไปแหย่คอหอยมัน ให้มันสำรอกเอานิสัยสตอๆ ออกมาให้หมด”
ฉันพูดเลียนน้ำเสียงยัยแนนบ้าง ตอนนี้ฉันของขึ้นจนด่าแบบผู้ดีไม่ไหวแล้ว ขอเป็ไพร่สักวันก็แล้วกัน มันชักจะเหลืออด
“อีฟีน!!!”
“จะทำไมห๊ะ อีแนน!!!” ฉันตะคอกตอบแล้วเสียงของบิวก็ดังขึ้น
“เฮ้ย ทำไรกันอ่ะ” บิว สา และรถเมล์วิ่งเข้ามาหาพวกเรา ในมือของรถเมล์ถือขวดน้ำมะพร้าวสดที่ดูเหมือนจะซื้อมาฝากพวกฉันอยู่
“มาแล้วเหรอ อีพวกหมาหมู่” ยัยแอ๋มะโด่าบิว อย่าให้ฉันหลุดไปได้นะ ไม่งั้นยัยแอ๋มได้โดนเป็คนที่สามถัดจากยัยแนนกับยัยพิมแน่
“แกด่าใคร” สาของขึ้น
“ขอร้องล่ะ อย่ามีเื่กันได้มั้ย” นายกรีนพูดกึ่งขึ้นเสียงใส่สาเลยกลายเป็ว่าบรรยากาศแย่ลงกว่าเดิม
“ขอร้องเหรอ” สาตะคอกแล้วเดินไปหยิบน้ำมะพร้าวจากมือรถเมล์มาแล้วก็ “เอาไปเลย!”
ซ่าาา
“อ๊ายยยยย”
“เฮ้ยยย”
ยัยแอ๋มร้องลั่นหลังจากที่โดนสาสาดน้ำมะพร้าวใส่หน้าไปเต็มๆ และนายกรีนก็โดนลูกหลงไปด้วย
“แน่จริงก็มาตบคืนสิ” สาท้าและเตรียมจะเดินเข้าไปตบยัยแอ๋ม แต่นายเมลล์ก็เข้าไปกันสาไว้ก่อน “แล้วพวกนายจะเข้ามายุ่งด้วยทำไมล่ะ โธ่เว้ย!”
สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงไปอีก บิวยืนมองด้วยสีหน้าโกรธจัด ส่วนรถเมล์ก็ช็อคจนน้ำตาไหลออกมาไม่หยุดแล้ว
“แนนไม่ยอมนะเมลล์ เมลล์ดูดิว่ายัยพวกนี้ทำอะไรพวกแนนบ้าง ดูดิเจว่ามันทำอะไรพิม”
“ไม่ยอมเหรอ” บิวพูดขึ้นนิ่งๆ “ไม่ยอมใช่มั้ย ได้!”
พูดจบบิวก็คว้าน้ำมะพร้าวจากรถเมล์มาสาดใส่หน้ายัยแนนบ้างและแน่นอนว่านายพีทเองก็โดนลูกหลงไปด้วยเช่นกัน
ซ่าาา
“อีบิว!!!”
“เออ ทำไมล่ะอีแนน!!!” บิวขึ้นเสียงตอบยัยแนนบ้าง
“บิว” รถเมล์เข้ามาจับแขนบิวไว้ ดูท่าว่าจะตั้งสติได้แล้ว
“ระวังตัวไว้เถอะอีรถเมล์”
“ทำไม แกจะทำอะไรเพื่อนฉัน” บิวเดินเข้าไปผลักยัยแนนแรงมากถึงขนาดที่ว่านายพีทที่ล็อคยัยแนนไว้อยู่ยังเซ
“พอได้แล้ว!” เสียงนายเจลีะโลั่น “ทำไมพวกเธอชอบทำตัวมีปัญหากันนักวะ”
“โอ๊ย” ยัยพิมเรียกร้องความสนใจแล้วทำท่าจะล้มลงไปอีก
“เป็ไรอีกอ่ะ” เจลีหันไปพยุงยัยนั่นขึ้น
“สงสัยขาพิมจะพลิกอ่ะ” อยากมอบรางวัลตุ๊กตาทองให้แม่นี่จริงๆ
“นี่แกผลักเพื่อนฉันจนขาพลิกเลยเหรอ!”
“ฉันไม่ได้ผลัก!” แจงะโเถียงยัยแอ๋มด้วยความโมโห
“ตอแหล! ทุกคนเค้าก็เห็นกันอยู่ว่าแกกับนังฟีนรุมตบพิม”
“แล้วทีแกรุมตบเพื่อนฉันล่ะ!” ยัยแจงสวน
“ก็พวกแกรุมเพื่อนฉันก่อนอ่ะ”
“ใช่ดิ แล้วคนต่อไปที่จะโดนก็คือแกนั่นแหละ อีหน้าสามเหลี่ยมคางหมู!”
ฉันตะคอกขึ้นบ้างอย่างหมดความอดทนพร้อมกับเหวี่ยงขาขวาพุ่งเข้าใส่ยัยแอ๋มแต่กลับไม่โดน ฮึ่ยยย โมโหชะมัด
“มึงด่ากูเหรออีฟีน!”
“เฮ้ย บอกว่าพอไง!!!” นายเจลีขึ้นเสียงอีกครั้ง
“ทำไมพวกเธอชอบทำนิสัยแบบนี้วะ” นายเมลล์ปล่อยมือที่จับแขนสาไว้แล้วหันมาตะคอกใส่ฉัน
“ทำไม! ฉันมันนิสัยยังไง”
“ก็นิสัยไม่ดีไง”
“นี่นายจะกล่าวหาว่าพวกฉันรุมแกล้งยัยสตอนี่เหรอ”
“ก็ถ้าพวกเธอไม่ได้ทำ แล้วพิมจะล้มลงไปเองรึไง”
“ก็เออสิ! นายโง่เหรอ ไม่เห็นรึไงว่ายัยนี่มันตอแหล เสแสร้งเก่งจะตาย!” ฉันไม่หยุดง่ายๆ หรอกนะ เพราะพวกฉันไม่ผิด!
“เชื่อก็บ้าแล้ว” นายเจลีย้อนขึ้นบ้าง
“เออ ไม่เชื่อก็ไม่ต้องเชื่อ” ยัยแจงะโอีกครั้งด้วยความโมโหจนน้ำตาคลอ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด “นายไม่ได้หน้าเหมือนพ่อฉันนี่หว่า ทำไมฉันต้องแคร์นายด้วย”
“เฮ้ย ทำไมเธอทรามแบบนี้อ่ะ”
เจลีเข้ามากระชากแขนแจงที่ถูกนายมุล็อคอยู่จนมุต้องปล่อยมือ
“ทรามมันเป็ยังไงเหรอ เป็บ่อยอ่ะดิถึงได้รู้ว่ามันเป็ยังไง ที่นายทำอยู่ตอนนี้มันก็ทรามไม่แพ้ฉันหรอกนะ”
“เธอนี่มัน…”
“พอแล้ว หยุดทะเลาะกันเถอะ พิมเจ็บขาจะตายอยู่แล้วนะ” ยัยพิมก็ยังใส่หน้ากากไม่เลิก ส่วนนายเจลีก็ยังไม่เลิกโง่
ทีแรกฉันก็คิดว่านายนี่จะฉลาดทันมารยาหญิง แต่ดูท่าฉันคงคิดผิดสินะ
“เห็นมั้ย! ดูผลงานของเธอ”
“ต้องให้ฉันกราบขอโทษเลยมั้ย”
“ก็เอาดิ” เจลีตอบโต้อย่างท้าทาย ว่าแล้วยัยแจงสะบัดมือนายนั่นออกแล้วเดินไปหน้ายัยพิม
“ฉันคงขอโทษหล่อนไม่ได้หรอกนะ ทำไมมากสุดก็แค่ขอบคุณ ขอบคุณเธอมากนะที่สอนให้รู้ว่า ตอแหลจนเป็สันดาน!!! มันเป็ยังไง”
“นี่แกกำลังหาว่าฉันตอแหลที่แกล้งล้มเหรอ” ยัยพิมเริ่มโวยวาย
“เปล๊า ฉันไม่ได้พูด เธอพูดมันออกมาเอง”
แจงส่งยิ้มเหยียดให้ยัยนั่นอีกครั้ง ก่อนจะผลักไหล่นายเจลีแล้วเดินออกไป
“ปริ๊นซ์ ปล่อยฉันได้แล้ว”
แล้วครั้งนี้ปริ๊นซ์ก็ยอมปล่อยมือออกจากแขนฉันแต่โดยดี ฉันจึงเดินตามแจงไปพร้อมกับบิว สา และรถเมล์
พวกเรากำลังหัวเสียสุดๆ ยัยบ้าพวกนี้มันหน้าใสข้างในเน่าจริงๆ พวก
สเต็ปเทพก็โง่ไปเชื่อซะนี่ ผู้ชายพวกนี้เป็อะไรกันไปหมด โง่เหมือนกันทุกคนเลย!
“หิวว้อยยย” เสียงยัยแจงะโขึ้น
“แกจะะโทำไม ะโแล้วมันอิ่มเหรอ”
“ก็ฉันโมโหหิวนี่ยัยฟีน”
“หิวก็รีบเก็บข้าวเก็บของ จะได้ไปกินข้าวกัน ดูดิ๊ว่าลืมอะไรอีกรึเปล่า”
ว่าแล้วพวกเราก็รีบช่วยกันเก็บเต็นท์จนเสร็จเรียบร้อยก่อนที่พากันเดินไปกินข้าวเที่ยงที่ทางโรงเรียนจัดไว้ให้ โชคดีที่ไอกิจกรรมสร้างสัมพันธ์อะไรนั่นมันได้จบลงอย่างสวยงามไปแล้วั้แ่เมื่อวานจึงไม่มีเหตุผลอะไรที่เราจะต้องกลับไปรวมกลุ่มกับพวกสเต็ปเทพ ไอพวกผู้ชายใจแคบ โง่ งี่เง่า นั่นอีก
“นั่งไหนดี”
“นั่นๆ ตรงนั้นว่าง รถเมล์รีบไปจองเร็ว”
บิวพูดพลางชี้ไปที่โต๊ะที่ว่างอยู่ พวกเราจึงรีบเดินไปวางข้าวกล่องของเราไว้บนโต๊ะและให้รถเมล์นั่งรอเพื่อเป็การจองที่ไว้ส่วนพวกฉันก็เดินมาหยิบน้ำดื่ม
แต่เหมือนว่าวันนี้ดวงของพวกเรายังซวยไม่สุด พวกเราเดินกลับมาแล้วก็พบว่ารถเมล์กำลังยืนทำหน้าเหมือนจะร้องไห้อยู่ข้างๆ โต๊ะ
เอาอีกแล้วอีพวกนี้!
“นี่ ที่ตรงนี้พวกฉันมาก่อนนะ” สาขึ้นเสียงอย่างไม่พอใจ เราคงจะไม่หัวเสียกันมากขนาดนี้ถ้ายัยบ้าที่แย่งที่ของเราไม่ใช่แก๊งของยัยแอ๋ม
“มาก่อน แต่พวกเธอก็ไม่ได้นั่งนี่” ยัยแนนเถียงหน้าด้านๆ
“เธอไม่เห็นเหรอว่ารถเมล์ก็นั่งอยู่ พวกเธอก็น่าจะมีมารยาททางสังคมบ้างนะ” บิวตอบโต้
“ฉันจะมีมารยาทเฉพาะกับคนที่คู่ควรได้รับมารยาทเท่านั้นแหละ อ่ะ นี่ข้าวของพวกเธอ”
ยัยพิมพูดแล้วโยนข้าวกล่องของพวกเราลงกับพื้น
“ลงไปกินที่พื้นสิ คนต่ำๆ อย่างพวกเธอก็ควรจะนั่งกินกับพื้นมันถึงจะถูก”
“หนอย อีบ้านี่” ยัยแจงไม่รอช้าก้มลงเก็บกล่องข้าวพวกนั้นขึ้นมาก่อนจะเดินปรี่เข้าไปหายัยพิมแล้วเอาข้าวกล่องตกพื้นนั่นละเลงใส่หน้ายัยนั่น
โปะ
“อ๊ายยยย”
แจงกับยัยพิมยื้อยุดฉุดกระชากกันไปจนข้าวหกเละเทะไปทั่วท่ามกลางเสียงเชียร์จากผู้คนรอบบริเวณนั้นที่ต่างก็พากันมามุงดู บ้างก็ยกมือถือมาอัดคลิป
“มันจะมากไปแล้วนะ” ยัยเจนลุกขึ้นแล้วเดินมาผลักยัยแจง พวกฉันจึงเข้าไปประจันหน้ากับยัยพวกนั้นอย่างพร้อมเพรียงโดยมีรถเมล์ยืนน้ำตาคลออยู่ด้านหลัง
“เพื่อนฉันก็อุทิศข้าวกับน้ำไปให้แล้วไง ยังไม่พออีกเหรอ หรือจะเอาอีกกล่อง” แต่ก่อนที่ฉันจะได้โปะข้าวใส่หน้ายัยเจนบ้างก็มีคนมาจับข้อมือฉันไว้ทัน
ควับ
“มีเื่อะไรกันอีกแล้ววะ” นายเมลล์กับพวกสเต็ปเทพ อีกแล้ว!
“เธอนี่มันนิสัยแย่กว่าที่คิดไว้อีกว่ะ” นายเจลีหันไปมองยัยแจง ยัยแจงก็จ้องตาตอบอย่างไม่หวั่น
“พวกไร้การศึกษา” ยัยเจนได้ทีผสมโรงด่าพวกเราบ้าง
“ก็ยังดีกว่าอีพวกตอแหลหน้าด้านก็แล้วกัน!” ฉันย้อน
“เจ พิมยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะ ทำไมเค้าต้องมาทำพิมแบบนี้ด้วยอ่ะ” อียัยพิมนี่น่าจะไปเป็ดารานะ แม่นี่เล่นละครเก่งมาก บีบน้ำตาได้เก่งจริงๆ
“ถ้ายัยนี่พูดเื่จริง หมาคงออกลูกเป็ควายแล้วแหละ”
“เงียบไปเลยไป เธอมันพูดไม่รู้เื่” นายเจลีทำหน้าเบื่อหน่ายใส่ยัยแจงก่อนจะโดนย้อน
“ถ้าฉันพูดไม่รู้เื่แล้วนายจะมาพูดกับฉันอีกทำไมล่ะ!”
“กูว่าอย่าต่อความยาวสาวความยืดเลยว่ะ พูดไปก็เหมือนสีซอ” นายเมลล์พูดเสียงเรียบกับนายเจลีก่อนที่จะหมุนตัวกลับ มันจะมากเกินไปแล้วนะ!!!
“ก็ได้! ในเมื่อพูดกันดีๆ ไม่รู้เื่ งั้นก็ไม่ต้องพูดกันอีก มาเป็ศัตรูกันไปเลย!!”
ฉันะโขึ้นอย่างเหลืออดพร้อมกับลุกขึ้นยืนบนโต๊ะ
“ทุกคนฟังให้ดีนะ”
ผู้คนที่มายืนมุงต่างก็พากันเงียบเพื่อรอฟังฉัน
“ต่อไปนี้พวกฉันทั้งห้าคน ฟีน แจง บิว สา แล้วก็รถเมล์ ขอประกาศตัวเป็ปรปักษ์กับสเต็ปเทพ ในนามของ แก๊งสเต็ปมาร! และจะเป็ศัตรูกันตลอดไป”
“งั้นพวกฉันก็ขอประกาศตัวเป็ แก๊งสเต็ปนาง! ที่จะอยู่ข้างสเต็ปเทพและเป็ศัตรูกับสเต็ปมารตลอดไปเช่นกัน!” ยัยแอ๋มพูดขึ้นบ้าง
“แล้วจำชื่อสเต็ปมารเอาไว้ให้ดีนะสเต็ปเทพ สเต็ปนาง! ไม่ใครก็ใคร ต้องแหลกกันไปข้างนึง”
ฉันทิ้งประโยคสุดท้ายก่อนจะะโลงจากโต๊ะและเดินกระแทกไหล่นายเมลล์ฝ่าฝูงชนออกไป
รู้สึก…เท่ชะมัด!