เหยียนต้ากับสามพี่น้องสกุลหูติดแคร่ในรถม้าของหยวนซิวเรียบร้อยแล้วเมื่อปูเสื่อลงไปบนแคร่ก็จะทำให้นอนสบายขึ้น เพียงแต่แคร่นั้นแข็งไปสักหน่อยทำได้แค่นอนหงายเท่านั้น หากนอนตะแคงซี่โครงจะโดนแคร่ทิ่มเอาได้ง่ายๆ
แต่นี่ก็ถือเป็นความสะดวกสบายระดับสูงสุดในขบวนเนรเทศแล้วกอปรกับเมื่อใช้หมอนที่หลินเสวี่ยจู๋สานให้ การนอนหลับของทั้งครอบครัวจึงดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
หลินเสวี่ยจู๋รู้สึกอ่อนเพลียหลายวันติดต่อกันเพราะประจำเดือนมาดังนั้นเวลาส่วนใหญ่จึงขลุกอยู่แต่บนรถม้า นานๆ ครั้งจึงจะลงไปเก็บพุทราป่า เก๋ากี้และอื่นๆ
เจี่ยงฉีซวงช่างสังเกต นางนำสมุนไพรบำรุงร่างกายมาต้มให้หลินเสวี่ยจู๋กินบวกกับน้ำแกงบำรุงกำลังของหลินเจียย่วน โดยต้มสองหม้อพร้อมกันทุกวันหลังกินอาหารเสร็จ
หลังจากดื่มยาที่เจี่ยงฉีซวงต้มให้เสร็จแล้วหลินเสวี่ยจู๋ก็ลอบกินยาบำรุงหยวนชี่ไปอีกสองเม็ด ด้วยเหตุนี้พอประจำเดือนหมด พลังของนางจึงกลับมาเต็มเปี่ยม
วันนี้หลินเฉิงเหยากับเจี่ยงฉีซวงพบสมุนไพรบริเวณรอบๆค่ายจำนวนไม่น้อย สองสามีภรรยาจึงปรึกษากัน ก่อนจะตัดสินใจลองเดินลึกเข้าไปเผื่อว่าจะพบสมุนไพรมากกว่านี้
หลินเสวี่ยจู๋รีบเข้าร่วมวงทันทีนางว่างมานานหลายวัน ถึงเวลาต้องออกกำลังกายสักหน่อยแล้ว
ส่วนลู่โม่ก็เป็นห่วงความปลอดภัยของทั้งสามคนจึงขอติดตามไปด้วย
ทันทีที่ทั้งสี่คนออกเดินทางก็ถูกกลุ่มอื่นๆ ที่กำลังจับตาดูพวกเขาอย่างใกล้ชิดมองเห็นเข้าพอดี หลายวันมานี้พวกเขาได้เรียนรู้ว่าหากติดตามคนสกุลหลินสายรองไปย่อมมีเนื้อกิน ขอเพียงไล่ตามให้ทันก็พอ
ดังนั้นทันทีที่พวกหลินเสวี่ยจู๋ออกเดินทางก็ถูกบุรุษสิบกว่าคนติดตามมาทันที พวกเขาแบกแท่งไม้ไผ่ด้วยท่าทางดุดัน
หลินเสวี่ยจู๋เห็นแล้วก็ปวดศีรษะ
หลังจากเหตุการณ์ถูกฝูงหมาป่าโจมตีในคราวก่อนก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่เกิดความมั่นใจในตนเองขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ
บางทีพวกเขาอาจคิดว่าเมื่อทุกคนร่วมมือกันย่อมสามารถฆ่าได้แม้กระทั่งหมาป่า ดังนั้นการจัดการกับสัตว์อื่นๆคงไม่ใช่เรื่องยาก
หลินเสวี่ยจู๋ไม่อาจบอกพวกเขาว่าหมาป่าที่พวกเขาร่วมมือกันฆ่านั้นถูกนางวางยาสลบไว้ก่อนแล้วสภาพของพวกมันจึงไม่สมบูรณ์เต็มร้อย หากเป็นหมาป่าที่ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์เกรงว่าหากมีจำนวนคนมากกว่านี้สองเท่าก็ยังไม่แน่ว่าจะเอาชนะได้
นางเพียงต้องการปกป้องทุกคนและลดการสูญเสียไม่คาดคิดว่ากลับทำให้พวกเขามีความมั่นใจในตนเองมากเสียจนไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ
นางจนปัญญาแล้วจริงๆ
เดินไปได้สักพักลู่โม่ก็พบมูลสัตว์กองใหญ่จึงเรียกหลินเสวี่ยจู๋ให้มาดู
“พี่สะใภ้ข้าว่าเจ้าของมูลนี้ต้องตัวใหญ่มาก พวกเรากลับกันดีหรือไม่ขอรับ?” ลู่โม่ถามความเห็นของหลินเสวี่ยจู๋
หลินเสวี่ยจู๋กำลังจะพยักหน้าทว่ากลับได้ยินเสียงคนพูดขึ้นจากข้างหลัง “จะกลับทำไม? ตัวใหญ่ก็ดีแล้วไม่ใช่หรือ? หลายวันมานี้ข้ากินเนื้อหมาป่าจนเอียนแล้ว เปลี่ยนรสชาติบ้างเถิด”
เมื่อเขาพูดจบก็มีคนเห็นด้วยทันที “ใช่แล้วๆเนื้อหมาป่าทั้งเปรี้ยวทั้งเหนียว ไม่อร่อยเลย หากมีเนื้ออย่างอื่นบ้างก็คงดี”
“หากเป็นเนื้อหมีพวกเจ้าก็กินหรือ?” หลินเสวี่ยจู๋ถามกลับ
ทุกคนต่างตกตะลึงพูดตามตรงแล้ว พวกเขาไม่เคยเจอหมีตัวเป็นๆ เลยด้วยซ้ำ เพียงเคยได้ยินคนพูดว่าหมีดุร้ายอย่างยิ่งฝ่ามือเดียวก็ฆ่าคนได้แล้ว
ชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งไม่ยอมแพ้“พวกเราฆ่าหมาป่าได้ตั้งหลายตัวหากเจอหมีสักตัวก็น่าจะฆ่าได้กระมัง หมีรสชาติเป็นอย่างไรข้าไม่เคยกินมาก่อนได้ยินเพียงว่าอุ้งเท้าหมีอร่อยยิ่งนักเป็นอาหารชั้นเลิศที่คนรวยเท่านั้นถึงจะได้กิน”
ชายฉกรรจ์ผู้นั้นพูดพลางกลืนน้ำลาย
หลินเสวี่ยจู๋หัวเราะออกมา “อุ้งเท้าหมีหรือ? ข้าว่าเจ้าอยากกินธูปมากกว่ากระมัง หมาป่าหลายตัวที่พวกเราฆ่านั้นเมื่ออยู่ต่อหน้าหมีแล้วย่อมเป็นเพียงของเล่นให้มันตบเล่น”
เมื่อได้ยินดังนั้นทุกคนก็เงียบลง
ผ่านไปนานกว่าจะมีคนพูดขึ้น “เช่นนั้นพวกเราจะกลับกันเลยหรือ? จะไม่เสียเที่ยวแย่หรือ?”
ชายอีกคนมองโลกในแง่ดี เขาเอ่ยปากเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ “ต่อให้เป็นน้องชายลู่โม่ก็ใช่ว่าจะล่าสัตว์ได้ทุกครั้งพวกเรามาเสียเที่ยวก็เป็นเรื่องปกติ”
“รอเดี๋ยว” จู่ๆ ลู่โม่ก็ชูนิ้วชี้ขึ้นมา พลางทำท่าทางให้ทุกคนเงียบ ก่อนจะย่อตัวลง
คนอื่นๆเห็นดังนั้นก็เลียนแบบเขาทันที พวกเขาย่อตัวลงแล้วมองไปรอบๆ ด้วยสายตาระแวดระวัง
พลันมีเสียงซู่ๆดังแว่วมาจากในป่า
ลู่โม่ชี้ไปที่ก้อนหินก้อนใหญ่ด้านข้างส่งสัญญาณให้หลินเสวี่ยจู๋ไปหลบตรงนั้น หลินเสวี่ยจู๋จึงดึงหลินเฉิงเหยากับเจี่ยงฉีซวงไปหลบอยู่หลังก้อนหินอย่างว่าง่าย
ผู้เล่นที่ไม่มีกำลังในการต่อสู้ก็อย่าไปเพิ่มปัญหาให้ผู้อื่นเลย
ลู่โม่ให้คนอื่นๆรออยู่ที่เดิม ส่วนตัวเขาเดินย่องเข้าไปใกล้ต้นเสียง
หลินเสวี่ยจู๋เห็นเขาปีนขึ้นไปบนต้นไม้แล้วสังเกตการณ์อยู่บนนั้นเป็นเวลานานก่อนจะกลับลงมา
“เป็นวัวกระทิงขอรับเขาของมันค่อนข้างใหญ่ ไม่เหมาะที่จะยั่วโมโห พี่สะใภ้อยากกินเนื้อกระทิงหรือไม่?” ลู่โม่ถาม
เมื่อเห็นสายตาทุกคู่จับจ้องมาที่ตนเองหลินเสวี่ยจู๋ก็พูดไม่ออก
หากถามว่าอยากกินหรือไม่แน่นอนว่านางอยากกิน ทันทีที่ได้ยินว่าเป็นวัวกระทิง ในสมองของนางก็มีสูตรอาหารผุดขึ้นมาไม่น้อย
แต่หากถามนางว่าอยากให้ลู่โม่ไปจับมาให้หรือไม่นางย่อมไม่อยาก
แม้ว่าวัวกระทิงจะดุร้ายไม่เท่าหมีแต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะรับมือ หากให้ลู่โม่ไปจับมันเพียงเพื่อที่จะกินก็นับว่าไม่คุ้มค่านัก
หลินเสวี่ยจู๋ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยถาม “เจ้ามั่นใจหรือไม่ว่าตนเองจะไม่ได้รับบาดเจ็บ?”
ลู่โม่ครุ่นคิดแล้วตอบอย่างจริงใจ “ข้ารับรองได้ว่าจะไม่บาดเจ็บสาหัสขอรับ”
ส่วนอาการบาดเจ็บเล็กน้อยถือว่ายากที่จะหลีกเลี่ยง
หลินเสวี่ยจู๋ส่ายหน้าทันที “เช่นนั้นก็ไม่ต้อง ข้ายอมอดไปสองสามมื้อดีกว่าให้เจ้าต้องบาดเจ็บ”
ลู่โม่รู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนักหากเขาออกมาคนเดียว อย่างไรก็ต้องลงมือแต่เมื่อมีพี่สะใภ้อยู่ด้วยเขาก็ไม่อยากทำให้พี่สะใภ้ต้องเป็นกังวล
แต่บุรุษหลายคนที่อยู่ด้านข้างกลับไม่พอใจ
“หลินเหนียงจื่อเจ้าไม่อยากกินเนื้อวัวกระทิงแต่พวกเราอยากกินครอบครัวเจ้าไม่ขาดแคลนอาหาร แต่พวกเราขาดแคลน” ชายคนหนึ่งพูดอย่างไม่สบอารมณ์
หลินเสวี่ยจู๋จ้องมองเขา นางพยายามจดจำใบหน้าของเขาเอาไว้ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ผู้ใดอยากกินก็ไปจับเองสิ เหตุใดต้องให้น้องชายข้าลงมือด้วย? หรือที่พวกเจ้าตามข้ามาคงไม่ใช่เพราะอยากขอเนื้อกินเปล่าๆ กระมัง?”
ชายผู้นั้นหน้าเสีย เขาพึมพำ “หลินเหนียงจื่อเจ้าไม่จำเป็นต้องพูดจาไม่น่าฟังถึงเพียงนี้กระมัง”
หลินเสวี่ยจู๋ถามกลับ “เป็นข้าที่พูดจาไม่น่าฟังหรือว่าพวกเจ้ามีเจตนาแอบแฝงกันแน่? พวกเราล้วนพบเจอกันโดยบังเอิญ การที่น้องชายข้าเต็มใจสอนพวกเจ้าล่าสัตว์เป็นเพราะเขามีจิตใจดีพวกเจ้าอย่าคิดจะใช้ความใจดีของเขามาเป็นข้อผูกมัดให้เขาออกหน้าแทนพวกเจ้า”
หลายวันที่ผ่านมานี้ แม้ว่านางจะไม่ได้ลงจากรถม้าแต่สายตากลับไม่ได้อยู่เฉยๆ
นับตั้งแต่ทุกคนแบ่งกลุ่มและแบ่งงานกันทำความร่วมมือระหว่างกันก็เพิ่มมากขึ้น พละกำลังเองก็เช่นกัน
แต่ในบรรดาคนเหล่านี้มีบางคนที่ติดตามลู่โม่มาเพื่อขอกินเปล่า
พวกเขารู้ว่าการติดตามลู่โม่ไปจะต้องได้สิ่งของติดไม้ติดมือกลับมาทำให้สัตว์ที่ควรจะเป็นของครอบครัวนางเพียงผู้เดียวสุดท้ายกลับต้องแบ่งให้ทุกคนด้วย
ตอนแรกหลินเสวี่ยจู๋พอจะทนได้ถึงอย่างไรลู่โม่ก็ต้องสอนบุรุษพวกนี้ล่าสัตว์อยู่แล้ว ทุกคนจึงจำเป็นต้องเกาะกลุ่มกันไปก่อนแต่จุดประสงค์ของการสอนก็เพื่อให้พวกเขาสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยตนเอง ไม่ใช่ให้พวกเขามองหาต้นไม้ใหญ่เพื่อคอยเกาะ
ดังนั้นหลินเสวี่ยจู๋จึงรู้สึกว่าจำเป็นต้องทำให้พวกเขาเข้าใจว่าการร่วมมือกันที่แท้จริงต้องเป็นเช่นไร
หลินเสวี่ยจู๋จึงพูดขึ้นว่า “ต่อจากนี้ไปหากพวกเจ้าต้องการติดตามน้องชายข้าไปล่าสัตว์ข้าย่อมไม่เอ่ยปากห้าม แต่สัตว์ทั้งหมดที่ล่าได้ครอบครัวข้าต้องได้ส่วนแบ่งครึ่งหนึ่งหนังสัตว์เองก็ต้องเป็นของครอบครัวข้าเช่นกัน หากยินยอมตามนี้พวกเจ้าก็ติดตามมาได้หากไม่ยินยอมเช่นนั้นก็ทางใครทางมัน”
.............................