บทที่ 18
เวนไตยมายาจิต!
“พยัคฆ์มรกตทลาย์”
ชายชุดขาวกางฝ่ามือและแขนขาทั้งสองข้าง ร่างนั้นลอยสูงเหนือพื้นดินออร่าสีเขียวที่ปกคลุมรอบกายกำลังดึงดูดพลังงานบางอย่างจากอากาศหลอมรวมเข้ากับออร่าสีเขียวจนมีขนาดหนาขึ้นสองมือค่อยๆ ขยับขึ้นมาประสานเป็รูปสามเหลี่ยมที่หน้าผากเื้ัร่างนั้นปรากฏออร่ารูปเสือโคร่งสีเขียวขนาดมหึมา
“หา!!! ปรมาจารย์ยุทธ์พยัคฆ์มรกต!!!”
“รู้ตอนนี้ก็สายไปแล้ว!!!”
แสงออร่าที่เข้ามาห่อหุ้มร่างกายของปรมาจารย์ยุทธ์นักฆ่าพุ่งกระจายเป็ห่าฝนหาครุยุทธ์คู่แฝดจนไม่ทันได้ปกป้องตัวเอง
“โอ้ยยยย.....”
“อ๊ากกกกก”
เสียงร้องของคนทั้งคู่ช่างกรีดหัวใจ เืสดๆพุ่งออกจากาแที่ถูกความแหลมคมของเกล็ดออร่าสีเขียวทิ่มแทง
“เปรี้ยง...!!!”
ฉับพลันนั้นเอง!...ออร่าทรงกลมสีขาวก็พุ่งใส่ด้านหลังของปรมาจารย์ยุทธ์พยัคฆ์มรกตทำให้การโจมตีทั้งหมดต้องหยุดชะงัก...
“อะไรกันเ้าเด็กน้อยนี่!!!”ปรมาจารย์ยุทธ์เปลี่ยนเป้าหมาย หันกลับมาหาปราณที่ยืนหอบตัวสั่นอยู่ไม่ห่างจากเขามากนัก…
ปราณมองร่างสะบักสะบอมมอมแมมของครุยุทธ์แฝดที่เอาตัวเข้าปกป้องเขาแล้วเอ่ยด้วยเสียงสั่นเครือ...“ข้า...ข้าทำอย่างนั้นไม่ได้ เขา้าตัวข้า ไม่ได้้าท่านพี่ทั้งสองคน”
ปรมาจารย์ยุทธ์นักฆ่าหัวเราะร่าด้วยความชื่นชมแม้จะเป็ผู้ที่เขาหมายปองชีวิต แต่การแสดงออกเช่นนี้ ก็แสดงความกล้าหาญมิใช่น้อย “ฮ่าๆๆๆ กล้าหาญดีมากเ้าหนู!!! เด็กตัวแค่นี้สามารถปล่อยพลังออกมาได้คงจะไม่ธรรมดาจริงๆ สินะ! แต่คู่ต่อสู้ตรงหน้าเ้าเป็ระดับปรมาจารย์ยุทธ์ข้าไม่อยากจะเสียเวลามากไปกว่านี้แล้ว!”
ปรมาจารย์ชุดขาวปลดปล่อยพลังฌานวงแหวนม่วง-น้ำเงิน-เขียว-เหลืองปรากฏออกมาตามลำดับต่อหน้าเด็กน้อย
ปราณเหลือกตามองวงแหวนสีวงที่ปรากฏขึ้นด้วยความตื่นตระหนก‘ช่างเป็พลังที่น่ากลัวเหลือเกิน ข้า...ข้าคงสู้เขาไม่ได้แน่ๆ’
“นามข้าปรมาจารย์ยุทธ์เศก เมฆมรกต ฌานยุทธ์พยัคฆ์มรกต ขั้น 45 เ้าจะได้ไปบอกพญายมได้ถูกต้องว่าใครสังหารเ้า ฮ่าๆๆๆ” จากนั้นก็เร่งพลังฌานจนถึงขีดสุดหมายจะสังหารปราณให้จบด้วยกระบวนท่าเดียว...

“พยัคฆ์มรกตทลาย์”
ออร่าสีเขียวก่อตัวรวมร่างอีกครั้งแล้วพุ่งไปหาเด็กน้อยรวมไปถึงครุยุทธ์แฝดที่าเ็จนลุกไม่ไหว
“ตายไปพร้อมๆ กันนี่แหละพยัคฆ์มรกตทลาย์สามารถโจมตีได้รอบด้านอยู่ที่ข้าจะสั่ง...ยังไงซะเ้าทั้งสามคนหนีไปไหนไม่รอด ฮ่าๆๆๆ”
“มันจะไม่มากไปหน่อยหรือ?....” เสียงทุ้มต่ำมีพลังก้องกังวานทั่วทั้งบริเวณจนทำให้ปรมาจารย์ยุทธ์ต้องเหลียวมอง แต่ยังไม่หยุดการโจมตี
“ไม่ว่าใครหน้าไหนกล้าเข้ามาตอนนี้ก็จะโดนข้าจัดการไปด้วย อยากลองดีก็เข้ามาเลย มาตายๆไปพร้อมกันให้หมด!...ฆ่ายากฆ่าเย็นจริงนะเ้าเด็กนี่!!!”
ออร่าเม็ดสีเขียวพุ่งเข้าหาปราณและครุยุทธ์แฝดอย่างรวดเร็วฉับพลันเกิดแรงลมพร้อมเปลวไฟสีแดงพัดพาออร่าสีเขียวให้ลอยไปตกด้านข้างบางส่วนแตกกระจายกลางอากาศ บางส่วนตกกระทบพื้นจนเสียงดังสนั่นหวั่นไหว...
“สุบรรณ์ปัดเป่า!!”
น้ำเสียงก้องกังวานดังชัดขึ้นอีกครั้งเปลวไฟสีแดงขนาดใหญ่พร้อมกับแรงลมเข้าปะทะร่างปรมาจารย์ยุทธ์เศกและหอบม้วนเอาร่างนั้นขึ้นไปบนอากาศทำเอาปรมาจารย์ยุทธ์อึ้งไปชั่วขณะ ก่อนที่เปลวไฟนั้นจะทะยานหายไปบนอากาศ...
เศกเมฆมรกต ลอยนิ่งบนอากาศ หันมองรอบตัว “แกเป็ใคร?”
“หึหึหึ...อยากรู้บ้างแล้วหรือ? ปรมาจารย์ยุทธ์สุดบัดซบจากสมาพันธ์ภูติฌานอย่างแกไม่จำเป็รู้หรอก...เพราะพญายมคงไม่ซักถามให้เสียเวลา”
“เวนไตยมายาจิต!”
สิ้นเสียงนั้น พลันออร่าพญาครุฑสีแดงเพลิงขนาด 2 เมตร ก็ปรากฎขึ้นห่างจากบุรุษชุดขาวไม่เกิน 10 เมตรแล้วบินพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว...เมื่อใกล้ถึงตัว ออร่าพญาครุฑก็ย่อส่วนลงกลายเป็แสงสีแดงเพลิงสว่างไสวหลอมรวมเป็เปลวไฟเส้นตรงพุ่งทะลุหน้ากากที่ห้อหุ้มใบหน้าทะลวงผ่านหน้าผากและกะโหลกศีรษะ
แสงสีแดงเพลิงทะลวงเนื้อสมองจนเกิดช่องโหว่ขนาดเล็ก1 ซม. แล้วพุ่งผ่านออกทางด้านหลัง จากนั้นแสงก็ค่อยๆ จางหายไปในอากาศ หน้ากากแตกออกเผยให้เห็นใบหน้าชายอายุประมาณ50 ในสภาพที่ดวงตาเบิกถลน ร่างกายแข็งทื่อไม่ขยับ ค่อยๆร่วงสู่พื้นเหมือนภาพช้า
ร่างตกกระทบพื้นแน่นิ่งไปสักพัก ก่อนที่จะค่อยๆขยับ รูม่านตาที่เบิกกว้างหดเล็กลงจนมองเห็นได้ว่าเป็อาการของผู้ที่สติหลุดออกจากร่างร่างกายกระตุกเกร็งจากช้าและถี่ขึ้นเรื่อยๆ จนสลบแน่นิ่งไปอีกครั้ง...
เสียงทุ้มต่ำอธิบายก้องกังวานทำเอาทั้งสามถึงกับขนลุก “เวนไตยมายาจิต จะทำลายจิตใจความรู้สึก เขายังไม่ตาย แต่จะทรมานอีกระยะเวลาหนึ่งจากนั้นพลังฌานยุทธ์ที่เคยมีจะหดหายลงไป 1 เท่าอีกสองวันถึงจะฟื้น แต่สติไม่อาจจะหลอมรวมเป็หนึ่งเดียวกันได้ง่ายๆขึ้นอยู่ที่สมาธิและฌานยุทธ์ว่าแก่กล้ามากขนาดไหน! พวกเ้ารีบกินยานี้ มันคือ สมุนไพรสามประสานมีใบบัวบกผสมว่านหางจระเข้และสาบเสือ จะช่วยสมานแผลได้เร็วขึ้นจากนั้นให้เ้านั่งสมาธิเพื่อฟื้นฟูพลังฌานส่งเ้าหนูปราณให้ถึงโรงเรียนอย่างปลอดภัย ขอบใจเ้ามากที่รักษาสัญญา”
สิ้นเสียงนั้นก็มีขวดยาขนาดเล็กสองขวดพุ่งมาหาครุยุทธ์แฝดทั้งคู่รีบรับไว้แล้วกินโดยเร็ว...สักพักยาเริ่มออกฤทธิ์ าแที่ปริแยกสมานเข้ากันอย่างช้าๆมีควันพวยพุ่งออกมาจากาแ เมื่ออาการเริ่มดีขึ้น ก็ค่อยๆพยุงตัวลุกขึ้นแล้วเดินมาหาปราณ
ปราณเอ่ยถามด้วยความสงสัยทันที“ท่าน...ท่านนั้นเป็ใครกันหรือ?”
ขรรค์มองหน้าพี่ชายว่าจะเอายังไงดีแสงจึงพยักหน้า คงไม่ใช่เื่ต้องปิดบังอีกต่อไปแล้ว ‘คงถึงเวลาที่ต้องบอกล่ะขรรค์แต่เราคงไม่ต้องบอกว่าเขาเป็ใคร เพราะท่านยังไม่ได้อนุญาต ท่านคงมีเหตุผลล่ะ’
“ท่านเทพยุทธ์ครุฑพ่าห์!”
“หา!! แล้ว...แล้วท่านเป็ใครหรือครับ?”
“ท่านเป็เทพยุทธ์ในตำนานที่พูดถึงกันและก็เป็คนที่เกือบจะฆ่าเราสองคนให้ตายในวันที่ลอบสังหารเ้านั่นแหละ”
“ใช่เลยพี่แสง! ถ้าวันนั้นท่านเทพยุทธ์หมายเอาชีวิตเรา ก็คงไม่เหลือซากแน่ๆโชคดีที่ท่านไว้ชีวิต ไม่อย่างนั้นข้าสองคนก็คงไม่ได้มาอยู่กับเ้าที่นี่หรอก”
“แล้วทำไมพวกท่านไม่บอกข้าั้แ่วันนั้น...เขาคือคนที่ช่วยข้าไว้นั่นเอง!!”
“หึหึหึ...เราสองคนโชคดีมากกว่า ที่ไม่ถูกฆ่าตายในวันนั้นที่เห็นนั่นเป็ความสามารถขั้นเทพยุทธ์ ที่ยากนักจะมีคนเข้าถึงไม่เคยมีใครรู้ว่าความสามารถขั้นเทพยุทธ์จะมีความพิสดารขนาดไหน ยิ่งขั้นพรหมยุทธ์แล้วไม่เคยมีใครััเลย” แสงอธิบายคลายความสงสัยให้เด็กน้อยเพิ่มเติมถึงขั้นพรหมยุทธ์
“เ้าก็เห็นด้วยตาแล้ว...นี่เป็แค่ส่วนหนึ่งเองความร้ายกาจของขั้นเทพยุทธ์ ไม่ได้มีแค่นี้แน่ๆแต่ก็ยังไม่เคยมีใครเห็นความสามารถที่แท้จริงของท่าน แม้แต่ตัวตนจริงๆก็ยังไม่มีใครรู้ หรือว่ายังไม่ถึงเวลาจะเปิดเผย? ถ้าอยากรู้...เราทั้งสามก็ต้องอยู่ให้รอดถึงวันนั้นฮ่าๆๆๆ” ขรรค์พยายามลดความกดดัน จึงพูดตบท้ายด้วยเสียงหัวเราะ
“เดินทางกันต่อเถอะปราณ-ขรรค์ ดูคนรถสิ...ตื่นกลัวหมดแล้วดีที่ยังไม่หนีพวกเราไปเสียก่อน...ออกเดินทางต่อได้!”
**********
บ้านพักของสมุหเสนาแก่นนครเ้าของบ้านเดินวนไปมา หน้าตาหงุดหงิด ความรู้สึกโกรธแค้นมิได้ดั่งใจ
แก่นนครมือทุบโต๊ะไม้เสียงดังสนั่น“บัดซบเสียจริงไอ้เ้าเด็กปราณนั่นรอดตายอีกแล้ว!!!”าุโสองขย้ำจดหมายที่ส่งมาจากพิราบสื่อสาระโออกมาอย่างเหลืออด
รัตนาภรณ์ขมวดคิ้วถามอย่างสงสัย “มัน...มันรอดได้ยังไงกัน?”
“มีคนมีช่วยมันน่ะสิ!ดูท่าว่าจะอยู่เหนือชั้นกว่าปรมาจารย์ยุทธ์พยัคฆ์มรกตเสียอีก ตอนนี้มันเดินทางต่อแล้ว...หมดกัน...แล้วจะเล่นงานมันยังไงล่ะทีนี้?”
รัตนาภรณ์เข้ามาลูบแขนสามีแล้วเอ่ยเสียงหวาน “เดี๋ยวน้องให้ท่านพ่อช่วยอีกแรง ท่านพี่สบายใจได้ ทุกอย่างจะต้องเรียบร้อยท่านพ่อกว้างขวางยิ่งนัก ให้ติดต่อกับบรรดาญาติๆ ในเมืองอโยดา เพื่อหาวิธีจัดการไอ้เ้าเด็กคนนี้”
“หึ...สองครั้งแล้วสินะต้องรบกวนเ้าอีกแล้วล่ะ...ตอนนี้ข้าเองก็ขยับตัวไปไหนลำบากจะใช้อำนาจเหมือนก่อนก็คงไม่ได้”าุโสองส่ายหัวแล้วกระดกไวน์ชั้นเลิศดับอารมณ์พลุ้งพล่าน“แม้มันจะไม่ได้อยู่ในเมืองของเราแต่ถ้าปล่อยให้มันเติบโตมากกว่านี้ เราจะไม่มีทางกำจัดมันได้อีกเลยติดที่ไอ้แฝดนรกนั่นดันตามมันไปด้วยนี่สิ เลยยิ่งฆ่ามันยากเข้าไปใหญ่”
รัตนาภรณ์แสดงแววตามีเลศนัย ยิ้มกรุ้มกริ่มสบตาสามมีจอมโกง “จะยากอะไรล่ะท่านพี่!ก็จัดการเสี้ยนหนามสองตัวนั่นก่อนสิ! มันพยายามจะทำเราเจ็บทั้งๆ ที่เราก็มีบุญคุณกับมันทั้งคู่ น้องว่าจัดการมันก่อนเื่น่าจะง่ายขึ้น”
าุโสองพยักหน้าเห็นดีเห็นงามกับความคิดอันชั่วช้าของภริยาสุดสวยเบื้องหน้าที่แสนงดงามใครจะไปคิดว่าจิตใจกลับต่ำตมยิ่งนัก!
**********
“มาถึงท่าเรือแล้วครับทุกท่าน...ต่อจากนี้พวกท่านต้องโดยสารเรือต่อก็จะถึงเมืองอโยดาพรุ่งนี้เช้าครับ”คนขับรถม้าะโบอกผู้โดยสารทั้งสามท่าเรือแห่งนี้เป็ส่วนหนึ่งของเมืองน้ำโพสองแคว คนจำนวนมากเดินกันให้ขวักไขว่ร้านของของตั้งเป็แนวยาวสองข้างทางจนถึงท่าเรือ
“พลุกพล่านไม่ใช่น้อยผู้คนเยอะกว่าเมืองเชียงคลองมาก”
“ถูกแล้วปราณ...ก็ที่นี่เป็ท่าเรือศูนย์กลางเดินทางจากฝั่งเหนือไปส่วนกลางที่เมืองน้ำโพสองแคว มีแม่น้ำสองสายผ่านที่นี่เลยทำให้เมืองนี้เจริญกว่าที่เมืองเชียงคลองมาก”
“เราก็เดินดูของก่อนก็ได้” ปราณพยักหน้า เพราะไม่เคยได้ออกมาจากหมู่บ้านพยัคฆ์คำรามนี่เป็ครั้งแรกที่เขาได้เปิดหูเปิดตาเห็นเมืองอื่นๆ
ขณะที่กำลังเดินชมตลาดก็มีเสียงเอะอะโวยวายดังขึ้นทางด้านหลัง