ไป๋ลู่อยู่ในโลกมายาที่เต็มไปด้วยสีสันอย่างวงการบันเทิงมาั้แ่เริ่มจำความได้
การที่เธอได้อยู่ใกล้ชิดหนุ่มหล่อสาวสวยมานับไม่ถ้วน ทำให้เธอไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นกับความงามมากนัก
จะว่าไปแล้ว คุณหมอเย่ก็นับว่าหน้าตาดีระดับที่ควงออกงานได้ไม่อายใคร
เสื้อกาวน์สีขาวที่เขาสวมใส่ ให้ความรู้สึกเหมือนเขากำลังใส่ชุดสูทสั่งตัดราคาแพง
สำหรับสาวใจบางที่ผ่านไปมา อาจตกเป็ทาสออร่าคุณชายมาดผู้ดีคนนี้เอาได้ง่ายๆ
น่าเสียดายที่ชาติก่อนไป๋ลู่กับกับเย่จิ่งเหยียนถูกคอกันจนกลายเป็เพื่อนซี้ในโรงพยาบาลจิตเวชมานานถึงสี่ปี
เธอจึงคุ้นชินกับนิสัยติ๊งต๊องอันเป็เนื้อแท้ของหมอนี่เป็อย่างดี
ที่เด็ดดวงยิ่งกว่านั้นคือเหตุการณ์เมื่อครู่นี้ต่างหาก
เธอเพิ่งจะตกตะลึงกับความงามระดับเทพบุตรของ "เซียนหนาน" ในเรือนกระจกมาสดๆ ร้อนๆ
ตัดภาพมาที่เย่จิ่งเหยียนตอนนี้ เมื่อเทียบกันแล้วสภาพเขาดูไม่ต่างอะไรกับ บ่าวรับใช้ เลยจริงๆ
บ่าวรับใช้ผู้นี้กึ่งเดินกึ่งวิ่งตรงเข้ามาหาเธอ พร้อมกับดุว่าเป็การใหญ่
"ไป๋เสี่ยวลู่! พักเที่ยงทำไมไม่รู้จักพักผ่อนอยู่ในห้องดีๆ ทำไมถึงออกมาวิ่งเพ่นพ่าน?!
เธอรู้บ้างไหมว่าข้างหลังนั่นคือที่ไหน! มันเป็พื้นที่ส่วนตัวของ ฮั่วเหยียนฟาง เชียวนะ!
กล้าหนีออกมาสุ่มสี่สุ่มห้าแบบนี้ สงสัยจะเบื่อการมีชีวิตอยู่บนโลกนี้แล้วล่ะมั้ง! เธออยากตายนักหรือไง!"
เสียงตะคอกดังลั่นทำเอาไป๋ลู่ลืมความใไปเสียสนิท
ความรู้สึกของเธอแปรเปลี่ยนเป็ความน้อยใจขึ้นมาทันที
ก็ชาติก่อนนายไม่ได้บอกไว้นี่นา!
เอาแต่คุยโม้โอ้อวดเื่เรือนกระจกที่สวยงามราวกับเทพนิยาย
แต่ไม่ได้พูดสักคำว่าโรงพยาบาลเอกชนแห่งนี้เป็ของคุณชายฮั่วเหยียนฟาง มหาเศรษฐีอันดับหนึ่ง!
ถ้ารู้ก่อน ใครจะกล้าเดินเปะปะมาถึงนี่!
ก็เพราะนายนั่นแหละ!
ถ้าเตือนกันสักคำ ฉันคงไม่ต้องซนจนเกือบซวยที่ไปแอบเห็นไอ้โรคจิตฮั่วเหยียนฟางนั่นรังแกเทพบุตรหรือเปล่า!
แล้วถ้าฉันไม่โดนความหล่อของเทพบุตรล่อลวง….ฉันจะเกือบไปล่วงเกินมหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลมืดนั่นไหม!!!
เพราะฉะนั้น เื่นี้นายนั่นแหละต้องรับผิดชอบไปเต็มๆ
ไป๋ลู่เอียงคอ จงใจจ้องมองเย่จิ่งเหยียนนิ่งๆ อยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนจะร้อง "อ๋อ" ออกมาคำโตเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้
"คุณนั่นเอง! คุณหมอเย่ที่เมื่อวานตั้งใจเขย่าตัวหนู จนิญญาแทบจะหลุดออกจากร่าง"
เย่จิ่งเหยียนโบกมืออย่างมีพิรุธพลางแก้ตัวว่า
"แหม ตอนเที่ยงเธอก็ทานข้าวที่ฉันเตรียมไว้ให้แล้วไม่ใช่เหรอ นั่นแปลว่าเธอยกโทษให้ฉันแล้วนี่นา เื่ที่ผ่านไปแล้วก็อย่าไปพูดถึงมันเลย คนเราต้องมองไปข้างหน้าสิ"
ไป๋ลู่ได้แต่เงียบกริบพลางนึกในใจ
นึกอยู่แล้วเชียว ว่าทำไมอาหารถึงมีแต่ของโปรด หลงคิดว่าเชฟโรงพยาบาลเป็ FC ของฉันซะอีก
ที่แท้อาหารเมื่อกลางวัน ก็คือของกำนัลแทนคำขอโทษจากคุณหมอเย่นี่เอง
"อีกอย่าง เมื่อวานฉันแค่เป็ห่วงเธอเกินไป กลัวว่าเธอจะถูกคนอื่นรังแก
ฉันเป็แฟนคลับเธอนะ ตลอดครึ่งเดือนที่เธอหมดสติ ฉันกินไม่ได้นอนไม่หลับ เฝ้าดูแลเธอตลอด ฉันได้นอนไม่ถึงห้าชั่วโมงต่อวันด้วยซ้ำ ดูหลักฐานที่ใต้ตาฉันสิ อีกนิดเดียวจะเป็หมีแพนด้าอยู่แล้วเสี่ยวลู่….เชื่อฉันเถอะนะ"
คุณหมอพูดแบบหมาแก่อ้อนๆ พร้อมใช้นิ้วจิ้มไปที่ใต้ตาสีน้ำตาลเข้ม
แน่นอนว่าเธอเชื่อคุณหมอเย่
ในวันที่ไม่เหลือใคร ก็มีแค่หมอเย่คนนี้ที่ยังอยู่ข้างเธอ เขาจึงเป็เหมือนญาติเพียงคนเดียวที่เธอเหลืออยู่
เธอตอบกลับพร้อมพยักหน้าหงึกๆ "อื้อ หนูเชื่อคุณหมอเย่ค่ะ"
เย่จิ่งเหยียนเหลือกตาใส่เธอทันที "ไป๋เสี่ยวลู่ คิดให้ดีก่อนตอบด้วยสิ!! ไม่ใช่ใครพูดอะไรก็เชื่อไปหมด ถ้าโดนพวกคนชั่วหลอกพาไปขายขึ้นมาจะทำยังไง!"
ไป๋ลู่แอบเถียงในใจว่า ????? แล้วนายจะให้ฉันเชื่อหรือไม่เชื่อกันแน่เนี่ย
เย่จิ่งเหยียนนวดขมับแรงๆ พลางลดน้ำเสียงอ่อนลง
"เสี่ยวลู่เอ๊ย เธอเป็เด็กผู้หญิงนะ เวลาอยู่ข้างนอกต้องหัดระวังตัวกับคนแปลกหน้าบ้าง เข้าใจไหม?"
ไป๋ลู่ถือโอกาสนี้บอกความในใจของเธอ
"แต่คุณหมอเย่ไม่ใช่คนแปลกหน้านี่คะ เมื่อวานคุณยังยอมก้าวออกมาปกป้องหนู มีแค่คุณหมอเย่คนเดียวจริงๆ ที่ทำเพื่อหนู เสี่ยวลู่ไม่โง่หรอกค่ะ แยกแยะออกว่าใครหวังดีจริงๆ ใครแค่หวังผลประโยชน์"
ท่าทางของเย่จิ่งเหยียนดูเหมือนคุณพ่อที่แสนจะหนักอกหนักใจ เขาได้แต่คิดในใจว่า
นั่นแหละที่เธอควรจะตาสว่างเสียที! จะได้เลิกปล่อยให้คนบ้านเสิ่นรุมขูดรีดเอาเปรียบทุกวิถีทาง เหมือนที่เป็อยู่ทุกวันนี้
ทางที่ดีเธอควรจะรีบหนีไปให้พ้นจากพวกคนใจั์ เห็นแก่ตัวกันทั้งบ้าน แถมไม่เคยให้ค่าความเป็คนกับเธอเลยสักนิด!
ทว่าในเมื่อเขาและไป๋ลู่ไม่ได้เป็ญาติกัน เป็เพียงแฟนคลับกับดารา หรืออย่างมากก็แค่หมอกับคนไข้เท่านั้น ไม่ว่าจะมองมุมไหน การจะโพล่งเื่แบบนี้ออกมาดื้อๆ คงดูไม่ค่อยสมเหตุผลนัก
เขาต้องเร่งแผนการสร้างมิตรภาพที่จริงใจและสนิทสนมกับเด็กสาวคนนี้ให้มากขึ้นโดยเร็ว เพื่อจะได้มีโอกาสเตือนเธอให้รู้ถึงธาตุแท้ของคนบ้านเสิ่น ก่อนเหตุการณ์จะเลวร้ายจนสายเกินแก้
"แต่เดี๋ยวก่อน! แล้วเธอเข้ามาเล่นซนตรงนี้ได้ยังไง? หลังป่าไผ่นี่ มันเป็เขตหวงห้ามของเ้าของโรงพยาบาลเชียวนะ เขาคงไม่ชอบใจแน่ที่มีคนแปลกหน้าบุกรุกเข้ามา ลองคิดดูสิ ถ้าอยู่ๆ มีใครไม่รู้ โผล่เข้าไปเดินเล่นในห้องนอนของเธอ เธอจะรู้สึกยังไง?"
ไป๋ลู่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เตรียมใช้สกิลเ้ากวางน้อย
ได้เลย เย่จิ่งเหยียน นายบีบฉันเองนะ ดาเมจความขี้อ้อนของไป๋เสี่ยวลู่คนนี้ไม่เคยปรานีใครอยู่แล้ว ไม่แพ้ทางให้มันรู้ไป!
เธอเริ่มเบะปาก ทันใดนั้นขอบตากลมโตก็เปลี่ยนเป็สีแดงก่ำคลอไปด้วยหยาดน้ำตา ดูเผินๆ เหมือนมีหมอกจางๆ บดบังอยู่ หยดน้ำตาพร้อมจะร่วงหล่นลงมาได้ทุกเมื่อ
"ในห้องพักมันอุดอู้นี่คะ หนูแค่อยากออกมาสูดอากาศบ้าง แต่หนูไม่รู้จักทาง...เลยหลงมาถึงตรงนี้ ขอโทษนะคะคุณหมอเย่ หนูรู้สึกผิดจริงๆ” เธอพูดพลางกวาดสายตาไปรอบ ๆ ด้วยแววตาสำนึก
“มีแค่คุณหมอเย่คนเดียวที่มาตามหาหนู คุณหมอเย่ใจดีที่สุดเลยค่ะ"
ไป๋ลู่เงยหน้ามองเขา และพูดทีละคำอย่างหนักแน่นว่า "ไป๋เสี่ยวลู่คนนี้ จะเป็เพื่อนกับคุณหมอเย่ไปตลอดชีวิตเลยค่ะ"
พูดจบ เธอก็ส่งยิ้มประจบให้หนึ่งที แถมมีน้ำมูกโป่งออกมาด้วย ภาพตรงหน้าทำเอาเย่จิ่งเหยียนเผลออมยิ้มตาม เขาพยักหน้าเล็กน้อยตอบรับมิตรภาพของเด็กสาว
ใบหน้าแดงก่ำเคล้าน้ำตากับรอยยิ้มซื่อๆ ทำให้คุณหมอเย่หมดหนทางจะจัดการกับเธอจริงๆ
เขาแอบคิดอย่างอ่อนใจว่า ดาราที่เราเป็แฟนคลับนี่นะ จะให้ตีก็ทำไม่ลง แถมยังน่ารักจนแพ้ทางขนาดนี้ คงต้องตามใจต่อไปนั่นแหละ!
ว่าแล้วเขาก็ถอนหายใจอย่างคนจนปัญญา
"ไป๋เสี่ยวลู่ ฉันจะทำยังไงกับความซุ่มซ่ามของเธอดีนะ เมื่อไหร่จะอนุญาตให้สมองส่วนหน้า[1]ได้ออกแรงทำงานบ้าง!! โชคดีนะที่วันนี้คนตระกูลฮั่วไม่อยู่ ขืนเธอยังปล่อยจอยจนหลุดเข้าไปในเขตหวงห้ามนั่น เราคงได้พบกันอีกทีตอนที่ชื่อเธอถูกสลักอยู่บนป้ายหลุมฝังศพแทนแล้วล่ะ"
หนังตาของไป๋ลู่กระตุกวูบ เกือบจะหลุดคำสบถออกมา
โกหกทั้งเพที่ว่าคนตระกูลฮั่วไม่อยู่!
แค่จินตนาการภาพนายฮั่วเหยียนฟางที่กำลังเกรี้ยวกราดในเรือนกระจก ไป๋ลู่ก็รู้สึกขนลุกซู่ไปหมดทั้งตัว กล้ามเนื้อทุกส่วนเกร็งจนสั่นสะท้าน
มันน่ากลัวมาก เป็ความน่ากลัวที่แม้แต่ความหล่อของเทพบุตรก็รักษาไม่หาย! สิ่งที่ทำให้เธอหวาดกลัว ไม่ใช่ใบหน้าผีสิงนั่น แต่เป็ดวงตาคู่นั้นที่เต็มไปด้วยความบ้าคลั่งและจิตอาฆาตต่างหาก!
เธอจำมันได้ขึ้นใจ แววตาของคนที่สูญเสียทุกอย่างจนคลุ้มคลั่งและอยากทำลายโลกใบนี้ให้พังทลาย
โชคดีที่เธอมีไหวพริบดีเลิศบวกกับทักษะการแสดงขั้นสูง เลยแกล้งทำตลกเอาชีวิตรอด และใส่เกียร์หมาหนีออกมาได้อย่างหวุดหวิด
ไม่อย่างนั้น... ไป๋ลู่ไม่กล้าคิดต่อเลย
“คุณหมอเย่…!!!” เสียงของใครบางคนเข้ามาขัดจังหวะม้วนฟิล์มที่กำลังฉายหนังสยองขวัญของเธอ
จู่ๆ ก็มีพยาบาลสาวคนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบตรงมาทางทั้งคู่ ระหว่างทางที่เย่จิ่งเหยียนกำลังเดินไปส่งเธอกลับห้องพัก ยอดตึกผู้ป่วยสีขาวสะอาดตาก็ปรากฏแก่สายตาอยู่ลิบๆ
พยาบาลสาวหยุดยืนหายใจเพียงครู่ก่อนจะรีบรายงาน
"คุณหมอเย่คะ ผู้อำนวยการตามหาตัวคุณอยู่ค่ะ ด่วนมาก!""ไป๋เสี่ยวลู่ กลับไปพักผ่อนในห้องให้ดีๆ และห้ามวิ่งซนอีกนะ! ฉันยุ่ง เสร็จแล้วจะรีบมาหา" คุณหมอหันมาสั่งเธอเสียงแข็ง
ไป๋ลู่พยักหน้ารัวๆ ทำตัวว่าง่ายสุดๆ แต่พอเย่จิ่งเหยียนเดินลับตาไป ใบหน้างามก็แปรเปลี่ยนเป็ถมึงทึงและกัดริมฝีปากแน่น
เธอััได้ถึงสายตาร้อนแรงคู่หนึ่ง ที่กำลังจ้องมองอยู่จากข้างหลังม่านบนชั้นสาม ไป๋ลู่ปรายตาไปมองเพียงแวบเดียวก็ละสายตา
นั่นคือห้องพักของเสิ่นซินลั่ว
นางดอกบัวขาว!!...เธอไม่ยอมตายจริงๆ ด้วย
ก็นะ แค่เอาหัวชนกำแพงทีเดียวแล้วตายน่ะ มันจะไปสนุกอะไร
อยากพิสูจน์ความบริสุทธิ์ด้วยความตายเหรอ…เหอะ !โลกสีเทาใบนี้น่ะ ไม่ได้ง่ายแบบนั้นหรอกนะ
ไป๋ลู่หลับตาลง พร้อมกับที่ลิ้นชักความทรงจำในชาติก่อนถูกเปิดออก ภาพเหตุการณ์ต่างๆ แข่งกันผุดขึ้นมาตรงหน้า
จู่ๆ ความรู้สึกหดหู่ก็แผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่างกายของเธอและขยายตัวออกจนแทบจะครอบคลุมบรรยากาศของโลกทั้งใบเอาไว้
สำหรับไป๋ลู่ ชะตากรรมในชาติที่แล้วมันช่างชัดเจนและฝังรากลึกจนน่าสะพรึงกลัวเหลือเกิน
ไม่มีนิยามใดจะสามารถจำกัดความเื่ราวในอดีตที่เคยเกิดขึ้นได้เลยนอกจาก ‘เธอถูกใส่ร้ายจนพูดไม่ออก’
แค่รูปถ่ายเบลอๆ ไม่กี่ภาพที่ถูกปล่อยออกมา ก็เพียงพอจะปั่นหัวคนทั้งประเทศให้รุมตราหน้าว่าเธอคือยัยตัวร้ายที่ทำร้ายคนในกองถ่าย แม้ภายหลังเธอจะงัดคลิปวิดีโอตัวเต็มออกมาตอกหน้าความจริง แต่มันจะมีประโยชน์อะไร? ในเมื่อสังคมตัดสินเธอไปแล้ว
ไม่ต่างจากหนี้มหาศาลที่เสิ่นหยางหงและอู๋ลี่ผิงอาศัยชื่อเธอไปกู้ยืมธุรกรรมมืดจนท่วมหัว คนพวกนี้อ้างสิทธิ์ความเป็พ่อแม่บุญธรรม ขโมยบัตรประชาชนเธอไปเผาผลาญจนไม่เหลือชิ้นดี
พอความจริงถูกขุดคุ้ย แม้เธอจะพยายามดิ้นรนพิสูจน์ความบริสุทธิ์แทบตาย หรือต่อให้มีหลักฐานจากธนาคารมายันถึงที่ล่ะก็ มันไม่มีประโยชน์อะไรทั้งนั้น หากผู้คนเลือกเสพดราม่ามากกว่าความจริง
ยังไม่นับข่าวเสียหายสารพัด ทั้งเลี่ยงภาษี เมาแล้วขับ หรือทำตัวเย่อหยิ่ง หนักสุดคือโดนยัดข้อหาเสพยาจนต้องเข้าบำบัด! ทั้งที่เื้ัความโสมมทั้งหมดคือฝีมือคนบ้านเสิ่น พวกเขาคอยควบคุม ทั้งสัญญาว่าจ้างและเงินในบัญชีของเธอ มิหนำซ้ำยังสร้างหลักฐานปลอมง่อยๆ มาป้ายสีเธออีกนับไม่ถ้วน
ในเมื่อความบริสุทธิ์กลายเป็เพียงเศษเสี้ยวความจริงที่ไม่มีใครอยากฟัง และภาพลักษณ์ของเธอก็ถูกทำลายจนย่อยยับไปตั้งนานแล้ว
ที่ตั้งใจจะพูดก็คือ ‘ฉันถูกใส่ร้ายหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์’ แต่ใครสนกันล่ะ? ความยุติธรรมน่ะเหรอ... ฝันกลางวันชัดๆ
ซ้ำร้ายยังมีคนปล่อยข่าวปลอมว่าเธอมีชูการ์แด๊ดดี้คอยหนุนหลัง พอโดนจับได้ว่าเสิ่นซินลั่วคือตัวต้นเื่ ยัยนั่นก็โยนขี้ให้พ่อแม่บุญธรรมรับผิดแทนไปเต็มๆ
แม้แต่รางวัลราชินีจอเงินที่ได้มา ยังถูกตราหน้าว่าเป็ผลประโยชน์จากเื่ 'บนเตียง' อีกด้วย
ไป๋ลู่สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วลืมตาขึ้นอีกครั้งพลางคิดในใจว่า ชาติก่อนขนาดฉันมีหลักฐานเต็มมือ ยังพิสูจน์ความบริสุทธิ์กับสังคมไม่ได้ นับประสาอะไรกับเสิ่นซินลั่วที่ยังไม่มีหลักฐานอะไรเลยสักอย่าง
"ครั้งนี้ ถึงคราวให้เธอได้ััรสชาติของการมีปากแต่พูดไม่ออก และถูกทุกคนทอดทิ้งบ้างแล้วกันนะ เสิ่นซินลั่ว อย่าเพิ่งรีบตายล่ะ เพราะนี่มันเพิ่งเริ่มต้น "
ั์ตาของเด็กสาวค่อยๆ เปลี่ยนเป็สีแดง มันคือสีแห่งการนองเื