เสียงระฆังที่ดังขึ้นในตอนเช้า ไม่ได้เป็เพียงสัญญาณเริ่มต้นการแข่งขัน มันคือคำพิพากษา
เมื่อเสียงสุดท้ายก้องกังวานจบลง ประตูหินรอบสนามถูกปิดผนึกทันที แรงสั่นะเืสะท้อนผ่านพื้นดิน ผู้เข้าร่วมจำนวนมากชะงักไปชั่วครู่ ก่อนที่สัญชาตญาณเอาชีวิตรอดจะเข้าควบคุมร่างกายแทนเหตุผล
เสียงกรีดร้องแรกดังขึ้นไม่ถึงอึดใจถัดมา จอมยุทธ์คนหนึ่งถูกแทงจากด้านหลัง ร่างล้มลงโดยไม่มีโอกาสโต้ตอบ เืสาดกระเซ็นบนพื้นหิน เสียงหัวเราะแหบต่ำดังตามมา ไม่มีใครหยุด ไม่มีใครสนใจ เพราะทุกคนรู้ดีว่า หากไม่ใช่เขา ก็อาจเป็ตัวเองในวินาทีถัดไป
หลัวอวิ๋นยืนอยู่ใกล้ขอบสนาม สายตากวาดมองอย่างเย็นเยียบ เขาไม่ขยับ ไม่เร่ง และไม่ตื่นตระหนก พื้นที่รอบตัวถูกเขาเลือกอย่างตั้งใจ มีทางหนี มีที่กำบัง และมีมุมมองกว้างพอจะประเมินสถานการณ์
นี่ไม่ใช่สนามประลองที่นี่คือสนามฆ่า กลิ่นเืเริ่มเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ เสียงการปะทะดังขึ้นจากหลายทิศทาง อาวุธฟาดฟันกันอย่างไร้ความปรานี ไม่มีใครประกาศตัว ไม่มีใครถามชื่อ ทุกการโจมตีคือการตัดสินใจที่จะเอาชีวิตอีกฝ่าย
หลัวอวิ๋นขยับตัวช้า ๆ เลี่ยงแนวปะทะหลัก เขาไม่้าเป็จุดสนใจเร็วเกินไป ร่างกายยังไม่ฟื้นเต็มที่ และกระบี่ในฝักก็ไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีอีกแล้ว แต่สนามนี้ ไม่ได้ให้สิทธิ์เลือกนานนัก
จอมยุทธ์ร่างใหญ่คนหนึ่งพุ่งเข้ามาจากด้านข้าง กระบองเหล็กในมือฟาดลงมาอย่างรุนแรงโดยไม่เตือน หลัวอวิ๋นเบี่ยงตัวหลบในระยะเฉียดฉิว ลมจากแรงกระแทกกวาดผ่านใบหน้า พื้นหินด้านหลังแตกเป็รอยลึก
ไม่มีคำพูดไม่มีการทดสอบ หลัวอวิ๋นสวนกลับทันที หมัดขวาฟาดเข้าใส่ซี่โครง เสียงกระดูกแตกดังชัด ร่างใหญ่เซถลาไปหลายก้าว ดวงตาเบิกกว้างด้วยความไม่อยากเชื่อ เขาไม่คิดว่าเด็กหนุ่มที่ดูไม่มีอาวุธจะมีพลังขนาดนี้
อาคมเสริมกายทำงานอยู่ในระดับต่ำ เืในร่างหลัวอวิ๋นไหลเวียนเร็วขึ้น กล้ามเนื้อแน่นกระชับ กายโลหิตรองรับแรงปะทะอย่างเงียบงัน ไม่มีอาการสะท้อนรุนแรงเหมือน่แรก ๆ อีกแล้ว
ร่างใหญ่คำราม พยายามตั้งหลัก แต่หลัวอวิ๋นไม่เปิดโอกาส เขาพุ่งเข้าไปอีกครั้ง หมัดซ้ายกระแทกเข้าที่คาง เสียงฟันกระทบกันดังกรอบ ร่างนั้นล้มลงกับพื้นอย่างหมดสติ
หลัวอวิ๋นไม่หยุด เขาก้าวเข้าไปและเหยียบซ้ำ เสียงกระดูกแตกดังขึ้นอีกครั้ง ร่างนั้นกระตุกเพียงเล็กน้อยก่อนจะนิ่งสนิท เืไหลนองออกมาจากมุมปาก ในสนามนี้หมดสติดเท่ากับตาย
เขาถอยออกมาอย่างสงบ สายตาไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย ไม่มีความตื่นเต้น ไม่มีความสะใจ เพียงแค่การตัดสินใจที่จำเป็ แต่การฆ่าหนึ่งครั้ง ก็เพียงพอจะดึงความสนใจ
สายตาหลายคู่เริ่มหันมามอง หลัวอวิ๋นรับรู้ได้ทันที แรงกดดันจากจอมยุทธ์รอบตัวเริ่มเปลี่ยนไป จากความระแวง กลายเป็การประเมินค่า เด็กคนนี้อันตราย
ชายผมยาวคนหนึ่งก้าวออกมาจากเงา ดาบยาวในมือสั่นเล็กน้อยด้วยลมปราณ เขามองหลัวอวิ๋นด้วยสายตาเ็า ระดับแปรปราณขั้นต้น แรงกดดันชัดเจนกว่าเมื่อครู่
“ไม่มีอาวุธ?” เขาถามเสียงเรียบ “หรือแค่ซ่อนมันไว้”
หลัวอวิ๋นไม่ตอบ เขาขยับเท้า เปลี่ยนตำแหน่งเล็กน้อย ให้แสงไม่สะท้อนเข้าตา นี่ไม่ใช่ท่าทางของคนหลงทาง แต่เป็ท่าทางของคนที่พร้อมสู้
ชายผมยาวหัวเราะเบา ๆ “ดี ข้าชอบคนแบบนี้”
ดาบฟาดมาอย่างรวดเร็ว คมดาบกรีดอากาศส่งเสียงแหลม หลัวอวิ๋นเบี่ยงตัวหลบ หมัดฟาดสวนเข้าใส่ข้อมือ เสียงโลหะกระทบกับกระดูกดังสนั่น ดาบหลุดมือไปไกล
ชายผมยาวถอยกรูด ดวงตาเปลี่ยนไปทันที เขารีบรวบรวมลมปราณ เตรียมใช้วิชาต่อไป แต่หลัวอวิ๋นไม่รอ
เขาพุ่งเข้าไปในระยะประชิด ใช้ศอกกระแทกเข้าที่อก เสียงกระดูกซี่โครงแตกดังต่อเนื่อง ร่างนั้นกระอักเื ถอยหลังอย่างไร้การควบคุม หมัดสุดท้าย ฟาดเข้าที่ขมับ ร่างล้มลงและไม่ลุกขึ้นอีก
ความเงียบชั่วครู่ปกคลุมพื้นที่รอบตัว หลายคนที่กำลังมองอยู่เปลี่ยนสีหน้า บางคนถอยห่าง บางคนขมวดคิ้วด้วยความสนใจ
หลัวอวิ๋นยืนอยู่กลางสนาม มือเปื้อนเื แต่ท่าทางยังคงสงบ เขารับรู้ได้ถึงการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ในร่างกาย ความร้อนในเืไม่ใช่แค่ผลจากอาคม แต่เป็บางอย่างที่ลึกกว่านั้น กายโลหิตตอบสนองแรงกดดันอย่างเป็ธรรมชาติ ราวกับเริ่ม “ปรับตัว” กับสนามนี้
เขารู้สึกได้ชัดเจนขึ้นว่า เหตุใดการเลื่อนระดับของเขาจึงยากกว่าคนอื่น ร่างกายนี้ไม่ได้้าแค่ลมปราณ แต่มัน้า “แรงกด”แรงกดจากความเป็ความตาย แรงกดจากการปะทะที่แท้จริง
สนามแข่งขันยังคงดำเนินต่อไป เสียงการฆ่าไม่หยุดลง ผู้เข้าร่วมลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว พื้นที่เริ่มโล่งขึ้น เืเปรอะเปื้อนทุกย่างก้าว
หลัวอวิ๋นไม่ไล่ล่าไม่อวดอำนาจ เขาเคลื่อนไหวอย่างมีเป้าหมาย เลือกสู้เฉพาะเมื่อจำเป็ และทุกครั้งที่สู้ เขาจบมันอย่างเด็ดขาด ไม่มีการปล่อยศัตรูไว้ข้างหลัง
ชื่อของเขายังไม่ถูกะโ แต่สายตาที่มองมาเริ่มเปลี่ยนไป นี่คือสนามที่ไม่้าคนลังเลและเขา เหมาะกับมันเกินไป
สนามเริ่มเงียบลงอย่างผิดปกติ ไม่ใช่เพราะการต่อสู้สิ้นสุด แต่เพราะจำนวนคนลดลงจนเหลือเพียงกลุ่มเล็ก ๆ ที่ยังยืนอยู่ได้ เสียงหอบหายใจดังปะปนกับกลิ่นเืเข้มข้น พื้นหินที่เคยเป็สีเทากลับเปลี่ยนเป็สีคล้ำจากคราบแดงแห้งกรัง
หลัวอวิ๋นยืนอยู่ใกล้ซากศพสองร่าง มือยังเปื้อนเื อุณหภูมิในร่างกายเริ่มลดลงช้า ๆ หลังจากอาคมเสริมกายถูกผ่อนลง แต่แรงกดลึกในกระดูกยังคงอยู่ มันไม่ใช่ความเ็ปที่น่ากลัว หากเป็สัญญาณบางอย่างที่คุ้นเคยมากขึ้นเรื่อย ๆ
แรงกดจากสนาม แรงกดจากความเป็ความตาย เขาขยับนิ้วเล็กน้อย รับรู้ถึงความหนักแน่นที่เพิ่มขึ้น กล้ามเนื้อยังคงตอบสนองได้ดี ไม่มีอาการฉีกขาด ไม่มีการสั่นไหวผิดปกติ กายโลหิตทำงานอย่างมั่นคง ราวกับเริ่ม “เข้าจังหวะ” กับสภาพแวดล้อมนี้
ผู้เข้าร่วมที่เหลือเริ่มกระจายตัวออกจากกันโดยไม่ได้นัดหมาย บางคนถอยไปยึดพื้นที่ บางคนเริ่มรวมกลุ่มเล็ก ๆ เพื่อเพิ่มโอกาสรอด ไม่มีใครอยากปะทะแบบไม่จำเป็อีกต่อไป เพราะทุกคนที่ยังอยู่ คือคนที่ฆ่าคนมาแล้ว
สายตาหลายคู่แอบมองมาที่หลัวอวิ๋น ไม่ใช่ด้วยความดูแคลนอีกต่อไป ชายร่างสูงผู้หนึ่งยืนอยู่ไม่ไกลนัก เสื้อคลุมขาดเป็ริ้ว ดาบในมือยังเปื้อนเืสด ลมปราณของเขานิ่งและหนาแน่น ระดับแปรปราณขั้นกลาง แรงกดดันแผ่ออกมาอย่างไม่ปิดบัง เขาไม่เข้ามาใกล้ แต่ไม่ละสายตา
“เด็กคนนั้น…” เสียงกระซิบดังจากกลุ่มเล็ก ๆ ทางซ้าย “ฆ่าไปแล้วอย่างน้อยสาม”
“มือเปล่า” อีกคนเสริมเสียงต่ำ “ไม่มีอาวุธเลย”
คำพูดเ่าั้ไม่ได้ดังพอให้ทุกคนได้ยิน แต่ในสนามที่เงียบลงมาก เสียงกระซิบก็ชัดเจนพอจะเปลี่ยนบรรยากาศ หลายคนเริ่มขยับออกห่างจากตำแหน่งของหลัวอวิ๋นโดยสัญชาตญาณ ไม่ใช่เพราะกลัว
แต่เพราะไม่อยากเสี่ยง
หลัวอวิ๋นรับรู้ได้ถึงการเปลี่ยนแปลงนั้น แต่เขาไม่สนใจ เขาเลือกย้ายตำแหน่งไปยังโครงหินพังด้านข้าง ใช้มันเป็กำบังตามธรรมชาติ พร้อมทั้งรักษามุมมองโดยรอบ สนามนี้ยังไม่จบ และการเปิดเผยตัวมากเกินไปไม่ใช่เื่ฉลาด
เวลาผ่านไปช้า ๆ แต่หนักหน่วง ไม่มีสัญญาณ ไม่มีเสียงระฆัง มีเพียงการคัดคนด้วยความอดทนและการตัดสินใจ บางคนพลาดพลั้งเพราะความล้า บางคนพลาดเพราะความประมาท เสียงร้องดังขึ้นเป็ระยะ ก่อนจะเงียบหายไปอย่างถาวร
หลัวอวิ๋นไม่ได้ขยับไปไล่ล่า แต่เขาไม่ได้หลบหนีเช่นกัน เมื่อมีคนเข้ามาในระยะ เขาจะขยับทันที ไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายตั้งตัว การโจมตีของเขาสั้น กระชับ และรุนแรง ไม่ฟุ่มเฟือยพลัง แต่เพียงพอจะจบการต่อสู้ในไม่กี่จังหวะ
จอมยุทธ์อีกคนล้มลงต่อหน้าเขา เืกระเด็นเปื้อนแขนเสื้อ หลัวอวิ๋นถอนหายใจเบา ๆ ความร้อนในเืกลับมาอีกครั้ง แต่คราวนี้ ไม่ได้รุนแรงเหมือนก่อนหน้า มันถูกดูดซับและกระจายไปทั่วร่างกายอย่างเป็ระเบียบ
เขารู้สึกได้ชัด ร่างกายกำลัง “เรียนรู้” ไม่ใช่การเรียนรู้ท่าทาง แต่เป็การเรียนรู้แรงกด หากเป็ก่อนหน้านี้ การต่อสู้ต่อเนื่องเช่นนี้คงทำให้เขาเริ่มสูญเสียการควบคุม
แต่ตอนนี้ กายโลหิตกลับช่วยปรับสมดุลให้เองโดยไม่ต้องสั่งการ ความเข้าใจบางอย่างเริ่มก่อตัวขึ้นในจิตสำนึก นี่คือเหตุผลที่เขาเลื่อนระดับยากกว่าคนอื่น ร่างกายนี้ ไม่ยอมรับการเลื่อนขั้นที่ “ยังไม่สมบูรณ์” มัน้าแรงกดจริง เืจริงและความเสี่ยงจริง
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากอีกฟากของสนาม เป็เสียงของชายร่างสูงที่เฝ้ามองเขามานาน
“พอแล้ว” ชายคนนั้นกล่าวเสียงเรียบ แต่แฝงอำนาจ “สนามนี้ ไม่จำเป็ต้องฆ่ากันจนหมด”
หลัวอวิ๋นหันไปมอง ดวงตาสบกับอีกฝ่ายโดยตรง แรงกดดันจากระดับพลังที่สูงกว่าถาโถมเข้ามาอย่างชัดเจน แต่เขาไม่ถอย ไม่ก้มหน้า
“ผู้ที่เหลือ” ชายร่างสูงพูดต่อ “ถือว่าผ่านรอบแรก”
ความเงียบปกคลุมสนาม ผู้ที่ยังยืนอยู่มีจำนวนไม่มาก ทุกคนเต็มไปด้วยาแและคราบเื แต่ดวงตาแต่ละคู่ยังคงลุกโชน ไม่มีใครรู้สึกโล่งใจ มีเพียงการรับรู้ว่า ตนเองยังไม่ตาย
ประตูหินด้านหนึ่งค่อย ๆ เปิดออก เสียงโลหะเสียดสีกันดังแสบหู เป็ทางออกจากสนามแรก
หลัวอวิ๋นไม่เคลื่อนไหวทันที เขามองไปรอบ ๆ จดจำใบหน้าที่เหลืออยู่ คู่แข่งเหล่านี้ จะไม่หายไปไหนง่าย ๆ และหลายคนในนี้ อาจยืนอยู่ตรงข้ามเขาอีกครั้งในไม่ช้า
เมื่อเขาก้าวออกจากสนาม ความเหนื่อยล้าจึงค่อย ๆ แสดงตัวออกมา ร่างกายหนักขึ้นเล็กน้อย กล้ามเนื้อเริ่มส่งสัญญาณเตือน แต่ยังไม่ถึงขั้นทรุด เขาพิงผนังหินชั่วครู่ ปรับลมหายใจให้มั่นคง
แม้จะยังไม่เลื่อนระดับแต่เขารู้ดี ตนเองแข็งแกร่งขึ้นแล้ว ไม่ใช่เพราะพลังเพิ่ม แต่เพราะร่างกายเริ่ม “รองรับพลังได้มากขึ้น”
การแข่งขันยังไม่จบ อาวุธที่เป็รางวัลยังไม่ปรากฏ แต่หลัวอวิ๋นมั่นใจอย่างหนึ่ง เมื่อถึงเวลานั้นอาวุธชิ้นนั้นจะต้องทนเขาให้ได้ หรือไม่ก็แตกสลาย เหมือนทุกสิ่งที่ตามเขาไม่ทัน