บทกวีผลาญฟ้า

    บทที่ 1 ตอนที่ 46 : บทกวีจรจัด

    ตอนที่ 46 บทกวีจรจัด


    “สหาย...” หยุนเสวี่ยเฟิงมีเรี่ยวแรงกล่าวแค่นั้น หญิงสาวจึงรีบลุกขึ้น “สหายของเจ้าหรือ? พวกเขาอยู่ที่ใด?”


    หยุนเสวี่ยเฟิงรีบฝืนร่างกายยกมือขึ้นชี้ออกไปยังทิศทางที่กลุ่มจรจัดเดินผ่านไป


    “ทางนั้นหรือ.. ตอนนี้ข้าก็เพลียแล้วนะ รุ่งเช้าค่อยไปหาพวกเขา” หญิงสาวว่าแล้วก็ทำท่าจะนอนต่อ ทว่าหยุนเสวี่ยเฟิงกลับดึงดันจะลุกขึ้น


    “โอย.. ก็ได้ๆ ข้าแบกเจ้าไม่ไหวแล้วนะ จะพยุงแขนไปก็แล้วกัน” หญิงสาวว่าแล้วก็ฉุดลากหยุนเสวี่ยเฟิงออกจากกระโจม ก่อนจะชี้ไปยังทิศทางที่หยุนเสวี่ยเฟิงบอก


    “ทางนี้ใช่ไหม?”


    หยุนเสวี่ยเฟิงเพียงผงกหัวคราหนึ่ง หญิงสาวเมื่อเห็นดังนั้นก็หิ้วปีกชายหนุ่มออกเดินไปทันที ทว่าครั้นเมื่อมาถึงสุดเขตที่พักแรมแล้ว ทั้งสองกลับไม่พบเหล่าสหายที่ว่า


    “ข้าไม่เห็นสหายของเจ้าสักคน” หญิงสาวสอดส่องไปทั่วบริเวณ การพาชายหนุ่มเดินมาถึงตรงนี้ก็ห่างไกลจากที่พักพอสมควรแล้ว ยิ่งร่างกายของนางยังอ่อนเพลียจากการใช้พลังวิญญาณจนหมด ยิ่งทำให้นางเริ่มรู้สึกไม่สบอารมณ์


    “ช่วย..”


    หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าวเพียงเท่านี้พร้อมกับชี้ไปยังชายป่าด้านข้าง หญิงสาวเห็นดังนั้นก็เบิกตากว้าง ชั่วขณะนั้นนางคล้ายว่าจะพบเจอเงาของกลุ่มคนหายเข้าไปในป่าอย่างรวดเร็ว


    “พวกเขาจะย้อนกลับไปหรือ?!” หญิงสาวดูตกใจไม่น้อย นางรีบปล่อยตัวหยุนเสวี่ยเฟิงให้นั่งลงจากนั้นจึงกล่าวว่า “ข้าจะไปตามพวกเขา เจ้ารออยู่ที่นี่ก่อนนะ!”


    ทางด้านกลุ่มจรจัดเมื่อได้เข้าไปยังเขตชายป่าแล้วก็เริ่มออกวิ่งทันที เป้าหมายก็เป็นที่รู้กันแล้ว นั่นก็คือบริเวณที่ปรากฏมิติผกผัน ทั้งสี่ใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้นก็ได้มาถึงจุดหมาย ทว่าเมื่อมาถึงแล้ว กลับพบแต่เศษซากของพื้นที่ที่เคยต่อสู้ ส่วนอสูรแห่งบาปนั้นไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว


    “หรือมันจะกลับเข้าไปในมิติ?” เซียวเฉิงเฟยกระซิบขณะที่ทั้งสี่ซุ่มมองอยู่โพรงไม้ การหลบซ่อนเช่นนี้ไม่ได้ช่วยให้หลบรอดจากการตรวจจับได้ แต่ถึงกระนั้นพวกมันก็ยังคงกระทำ


    “แต่แท่งหินก้อนนั้นหายไปแล้ว” หวังซิ่วอิงกล่าวพร้อมกับลุกขึ้นยืนอย่างปลอดโปร่ง ก่อนจะค่อยๆเพ่งสายตามองไปยังความมืดรอบๆ


    “นั่น.. พัดของเสวี่ยเฟิง” หวังซิ่วอิงชี้ไปยังพัดเมฆาโลหิตที่ตกอยู่ หญิงสาวไม่รอช้า รีบทะยานเข้าหาพัดดำทันที ส่วนสองบุรุษกับหนึ่งสัตว์อสูรเมื่อเห็นว่าการหลบซ่อนตัวนั้นไม่มีประโยชน์ จึงรีบตามติดหญิงสาวออกไปยังที่โล่ง


    เนื่องจากยุทธภัณฑ์ระดับสูงที่มีเจ้าของนั้น เมื่อถูกผู้อื่นแตะต้องโดยตรง มันจะปลดปล่อยพลังธาตุออกมาทำร้าย เมื่อหวังซิ่วอิงเอื้อมมือไปเก็บ นางกลับพบว่าเจ้าพัดดำปลดปล่อยกระแสพลังธาตุลมและไฟออกมา


    “เสวี่ยเฟิงยังอยู่!” หวังซิ่วอิงอุทาน ในวินาทีนี้นางคล้ายจะอดกลั้นความรู้สึกไม่อยู่ หยาดน้ำตาเริ่มไหลรินพร้อมกันนั้นที่นางรั้งมือกลับ พัดเมฆาโลหิตจึงแน่นิ่งอีกครั้ง กังหยงจึงกล่าวเสริมว่า “หากยุทธภัณฑ์ระดับสูงอยู่ห่างจากนายของมัน มันจะไม่สามารถเคลื่อนไหวได้”


    “แสดงว่าเจ้าหน้าสาวไม่ได้อยู่ที่นี่?” เซียวเฉิงเฟยเริ่มตระหนักได้ ก่อนหน้านี้ที่หยุนเสวี่ยเฟิงติดอยู่ในมิติผกผัน เจ้าพัดดำยังสามารถล่องลอยไปมาได้ เมื่อดูจากปฏิกิริยาการปฏิเสธการถูกหยิบจับอีก นั่นแสดงว่าหยุนเสวี่ยเฟิงต้องรอดชีวิต เพียงแต่อยู่ในที่ห่างไกลเท่านั้น


    “เจ้าอยู่ไหนกัน?”


    หวังซิ่วอิงรีบปาดเช็ดน้ำตา พร้อมกับมองไปรอบๆก่อนที่สายตาจะไปสะดุดกับโคนต้นไม้ใหญ่ที่มีเลือดสาดกระเซ็นอยู่


    “มันคือยุทธภัณฑ์หรือ?” หวังซิ่วอิงมิได้ให้ความสนใจกับรอยเลือดมากนัก หากแต่เป็นวัตถุรูปทรงคล้ายคมดาบไร้ด้ามขนาดใหญ่ที่ปักอยู่ด้านข้าง ครั้นเมื่อยื่นมือไปแตะ นางกลับพบว่ายุทธภัณฑ์นี้ได้ปลดปล่อยพลังธาตุมิติออกมา!


    “ยุทธภัณฑ์ธาตุมิติ! ผู้ใดเป็นนายของมัน?!” หญิงสาวดวงตาเบิกกว้างรั้งมือกลับ ในโลกแห่งเทียนฉินนั้น อาวุธธาตุมิตินั้นเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่ง และไม่ต้องกล่าวถึงยุทธภัณฑ์ระดับสูงที่มีน้อยในน้อย ทว่าสิ่งนี้กลับมาปรากฏอยู่ตรงหน้าแถมยังมีเจ้าของแล้ว


    จากที่มีความตั้งใจจะมาช่วยเหลือ ตอนนี้กลับกลายเป็นการไขปริศนา แท่งหินที่เป็นประตูมิติผกผันก่อนหน้านี้ได้หายไปแล้ว สภาพรอบๆกลับเต็มไปด้วยเศษซากของการต่อสู้และยุทธภัณฑ์สองชิ้นที่ตกอยู่ ทว่ายังไม่ทันที่ทั้งสี่จะได้ขบคิดอันใดอีก เงาร่างของหญิงสาวก็ปรากฏออกมาจากป่าด้านข้าง


    “พวกเจ้ารีบกลับไป!”


    เป็นหญิงสาวในชุดนุ่งน้อยห่มน้อยที่เซียวเฉิงเฟยได้สังเกตุก่อนหน้า นางกระโจนออกมาจากความมืดในป่า สีหน้าของนางฉายแววกังวลอย่างเห็นได้ชัด


    “เจ้าต่างหากที่ต้องรีบกลับไป พวกเรามาตามหาสหาย” เซียวเฉิงเฟยกล่าวพร้อมกับเดินเข้าหา แต่ในขณะนั้นเอง เงาขนาดใหญ่บางอย่างกลับปรากฏขึ้นด้านหลังหญิงสาว


    “ระวังด้านหลัง!”


    “ฮ่า!” เสียงร้องทุ้มต่ำของอสูรร้ายดังขึ้นด้านหลัง ม่านตาหญิงสาวหดวูบ ก่อนที่มือขนาดใหญ่จะกำรวบร่างของนางเอาไว้


    ฟิ้ว.. ฉึก!


    “อ๊า..!” ยังไม่ทันที่มือยักษ์จะได้ยกร่างบางขึ้น ทวนสีเทาก็พุ่งเข้ามาปักแขนของมันพร้อมกับปลดปล่อยเพลิงสีขาวเข้าเผาไหม้ มันรีบปล่อยเหยื่อพร้อมกับร้องโหยหวนทันที


    จังหวะนี้เซียวเฉิงเฟยไม่รอช้า มันรีบพุ่งเข้ารับตัวหญิงสาวเอาไว้ก่อนจะดีดกายถอยฉากออกมา


    “เฝิ่นเฟิง!” หวังซิ่วอิงตะโกนลั่นพร้อมกับเรียกทวนหมอกอัคคีกลับมา เจ้าหยางถัวสีชมพูก็กู่ร้องก่อนจะพ่นลูกไฟเข้าหาอสูรร้ายทันที!


    ตูม! ตูม!


    ด้วยพลังวิญญาณระดับสามสิบเก้า ลูกไฟหลายลูกจึงไม่สามารถสร้างบาดแผลให้กับอสูรสีแดงได้ แต่ถึงกระนั้นก็เป็นโอกาสที่ดีสำหรับหวังซิ่วอิงได้ใช้เคล็ดวิชาเพลงทวนเข้าโจมตีได้!


    “ย๊า..!” หญิงสาวกู่ร้องพร้อมกับวาดควงทวนสีเทาเข้าหาอสูรร้าย เพลงทวนสิบสองทิศถูกใช้ออกอย่างรวดเร็ว!


    ฉึก ฉึก!


    หวังซิ่วอิงตวัดวาดทวนหมอกอัคคีอย่างคล่องแคล่ว ทุกการโจมตีนั้นแฝงไปด้วยเพลิงสีขาวบริสุทธิ์เข้าเผาไหม้ ในครั้งนี้หญิงสาวสังเกตุได้ว่าร่างกายของอสูรตนนี้คล้ายจะรักษาตนเองได้เชื่องช้าจนผิดปรกติ


    “อ๊า..!” อสูรร้ายกู่ร้องลั่น เมื่อมันไม่สามารถจะตามความเร็วของหญิงสาวได้ มันก็เริ่มใช้เคล็ดวิชาของมันทันที แต่ในขณะนั้นเอง..


    “สามัญจมดิน!” กังหยงนั้นรู้จังหวะดีเยี่ยม เมื่ออสูรแห่งบาปกำลังจะใช้เคล็ดวิชา มันก็โอนถ่ายห้วงต้องสาปผนึกพลังวิญญาณเข้าใส่ทันที


    “อ๊า..!” อสูรร้ายร้องลั่นอีกครั้งเมื่อหนึ่งในหัวที่ติดอยู่บนไหล่ต้องใช้ออกไปโดยไร้ประโยชน์!


    วูบ.. ฉึก ฉึก!


    เมื่อการใช้เคล็ดวิชาถูกขัดจังหวะลงแล้ว หวังซิ่วอิงก็ได้ที ควงทวนหมอกอัคคีเข้าฟาดฟันอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งนางยังเรียกให้เซียวเฉิงเฟยเข้ามาผสมโรงด้วยอีกคน!


    “ดาบทลายหิมะ! ย๊าก..!” เซียวเฉิงเฟยกู่ร้องพร้อมกับกระโดดง้างดาบหิมะหอมเข้าสับทันใด


    เพล้ง!


    “อ๊า..!” อสูรร้ายกู่ร้องด้วยความเจ็บปวด ดาบใหญ่ที่ฟาดฟันลงมานั้นได้ปรากฏเป็นลิ่มน้ำแข็งแตกออก ความเย็นยะเยือกเข้ากัดกินบาดแผลขนาดใหญ่


    หนึ่งหนาวเย็นหนึ่งเปลวเพลิงร้อนแรงสอดประสานการโจมตีอย่างต่อเนื่อง ทว่าการโจมตีจากผู้มีระดับเฉลี่ยสี่สิบแม้ว่าจะสร้างบาดแผลได้ แต่มีหรือที่จะทำให้อสูรร้ายระดับแปดสิบล้มลงได้!


    “ระวัง!” กังหยงเมื่อไม่สามารถเรียกใช้ห้วงต้องสาปได้ทัน ก็ตะโกนให้ทั้งสองหลบออกมา


    “ฮ่า!” ยักษ์สีแดงแผดเสียงลั่นป่า ทันใดนั้นมันก็เรียกใช้พลังจากหนึ่งในหัวที่ติดไหล่ทันที ลำคอของมันพลันยืดยาวพุ่งเข้าหาหวังซิ่วอิงพร้อมกันนั้นก็จ้วงหมัดเข้าหาเซียวเฉิงเฟย


    ตู้ม! กึก!


    เสียงฟันกรามกระทบกันพร้อมกับหมัดสีแดงกระแทกลงพื้นเกิดเป็นคลื่นกระแทก หนุ่มสาวทั้งสองหลบได้อย่างหวุดหวิด แต่คำว่าหวุดหวิดในที่นี้หมายความว่าทั้งสองพร้อมจะโจมตีสวนกลับได้เช่นเดียวกัน!


    “ร้อยคมทวน!”


    หวังซิ่วอิงแผดเสียงพร้อมกับควงอาวุธคู่ใจปลดปล่อยทวนแสงกว่าร้อยเล่มในระยะประชิด ส่วนเซียวเฉิงเฟยนั้นกลับพบว่าตนเองใช้พลังวิญญาณจนหมดไปแล้ว


    “แมะห์..!” ทางด้านเฝิ่นเฟิงก็พ่นลูกไฟโจมตีสนับสนุนเช่นกัน


    ตู้ม! ตู้ม!


    ลูกไฟและทวนแสงพุ่งเข้ากระทบกลางลำตัวอสูรร้ายอย่างถนัดถนี่และในพริบตานั้นก็ระเบิดออกเป็นแสงวาบ หมอกเพลิงตามฉายาของนางได้แผ่รัศมีออกไปหลายเมตร


    “สำเร็จไหม?!” หญิงสาวผู้อยู่นอกวงกล่าว อีกทั้งนางยังง้างสายธนูขึ้นมาเตรียมโจมตี


    วูบ!


    ภายใต้หมอกเพลิงพลันปรากฏมือขนาดใหญ่พุ่งออกมาหาหวังซิ่วอิงและเซียวเฉิงเฟยทันใด แต่ก่อนที่มือนั้นจะคว้าจับร่างของทั้งสองไว้ได้นั้นเอง


    “สามัญจมดิน!” เป็นกังหยงที่ปลดปล่อยห้วงต้องสาปเข้าใส่อีกครั้ง มือขนาดใหญ่พลันหยุดชะงักค้าง พร้อมกันนั้นที่หญิงสาวได้ยิงลูกเกาทัณฑ์ออกไปปักที่มือขนาดใหญ่ทั้งสอง เป็นโอกาสที่ทั้งสองได้ดีดตัวถอยห่างออกมา


    ห้วงต้องสาปที่กังหยงใช้ในครั้งนี้ เป็นห้วงที่ใช้ผนึกร่างกาย แต่ในตอนนี้รายระเอียดเช่นนี้อย่าได้ใส่ใจนัก สิ่งที่ควรให้ความสนใจควรจะเป็นร่างของอสูรแห่งบาป!


    บัดนี้เมื่อหมอกเพลิงสีขาวได้จางหายไปกว่าครึ่ง ก็ได้ปรากฏให้เห็นร่างขนาดใหญ่ภายในที่บิดเบี้ยวจากแรงระเบิดก่อนหน้า แขนทั้งสองที่ยืดยาวพลันหดกลับเข้าที่ รูพรุนมากมายที่มีโลหิตไหลออกมาหลายจุด บ่งบอกว่าการโจมตีของหวังซิ่วอิงนั้นได้ผล


    “มันเหมือนจะอ่อนแอลง!” เซียวเฉิงเฟยยิ้มร่า ก่อนหน้านี้ที่มันได้ร่วมต่อสู้กับเหล่าผู้กล้า เห็นได้ชัดว่าความสามารถในการฟื้นฟูร่างกายของอสูรตนนี้ในขณะนี้ได้หายไปสิ้น แต่ในขณะที่ความยินดียังมิทันได้จางหายนั้น..


    “กลืนกิน..”


    อสูรแห่งบาปทรุดลงพร้อมกับคำรามต่ำ ดวงตาแดงฉานของมันจ้องมองมายังกลุ่มบุคคลตรงหน้าอย่างเคียดแค้น ทว่าสติสัมปชัญญะของมันในขณะนี้คล้ายจะมีความนึกคิดมากขึ้นไปอีกเล็กน้อย ทันใดนั้นหมอกเพลิงที่อยู่รอบกายก็เริ่มหมุนวนไปรอบๆตัวมัน


    “เกิดอะไรขึ้น?!” หวังซิ่วอิงเบิกตากว้าง สองเท้าค่อยๆก้าวถอยหลังออกมา กังหยงที่อยู่ไกลสุดเห็นท่าจะไม่ดี จึงได้ตะโกนบอก “ถอยออกมา! เร็ว!”


    หวังซิ่วอิงและเซียวเฉิงเฟยรีบกระโดดตีลังกากลับมาอยู่วงนอกสุดทันที ในขณะเดียวกันหมอกเพลิงที่หมุนวนรอบตัวอสูรร้ายนั้นก็เริ่มถูกดูดเข้าไปในร่างกายยักษ์สีแดงฉาน


    “ฮ่า..” อสูรร้ายแสยะยิ้มเหี้ยม ร่างกายของมันเริ่มฟื้นฟูกลับมาเรื่อยๆ


    “มันไม่มีทางตายหรือ?” เซียวเฉิงเฟยคล้ายจะเหนื่อยหอบแล้ว เมื่อครู่มันได้ใช้พลังวิญญาณจนเหือดแห้งไปเกือบหมดแล้ว แต่ตอนนี้กลับพบว่าทุกอย่างล้วนเสียแรงเปล่า


    “พวกเราหนีกันเถอะ!” หญิงสาวแปลกหน้ากล่าว พร้อมกับฉุดรั้งแขนเซียวเฉิงเฟย แต่การบอกกล่าวในตอนนี้ได้สายไปเสียแล้ว อสูรแห่งบาปเมื่อดูดซับพลังธาตุเข้ามาแล้ว มันก็ระเบิดพลังวิญญาณและจิตสังหารออกมาทันที!


    ตู้ม!


    “ฮ่า ฮ่า!” อสูรร้ายคล้ายจะหัวเราะร่า คลื่นพลังอัดกระแทกแผ่กระจายเป็นวงกว้างพัดพาให้กลุ่มชายหญิงปลิวไปคนละทิศละทาง


    “รีบหนีไป ข้าจะรั้งมันไว้!” หวังซิ่วอิงเมื่อตั้งหลักได้ นางก็เรียกใช้เคล็ดวิชาใหม่ทันที


    “จุติเทพโลกันตร์!”


    พรึบ!


    ทันทีที่เรียกใช้เคล็ดวิชา เปลวเพลิงสีขาวก็ปรากฏขึ้นห่อหุ้มร่างของหญิงสาวเอาไว้ พร้อมกันนั้นที่ระดับพลังวิญญาณได้ทะยานขึ้นอีกยี่สิบระดับ!


    “ย๊า..!” หวังซิ่วอิงกู่ร้องพร้อมกับพุ่งทะยานเป็นแสงวูบวาบเข้าหาอสูรร้าย


    ฉึก! ตู้ม!


    ปลายทวนหมอกอัคคีแทงเข้าที่สีข้างของอสูรสีแดงก่อนจะระเบิดเปลวเพลิงออกมาเผาไหม้


    “อ๊า!” อสูรร้ายร้องลั่น มันรีบบิดกายหมายจะคว้าจับร่างในเพลิงสีขาว ทว่าเพลิงนั้นกลับแผดเผามือของมันทันทีเมื่อสัมผัส


    หวังซิ่วอิงนั้นมิได้หยุดกับที่ เมื่อโจมตีเปิดฉากสำเร็จ นางก็เคลื่อนไหวกลับกลายเป็นเพลงทวนสิบสองทิศอีกครั้ง แต่ในครั้งนี้ทวนเพลิงของนางได้ถูกห่อหุ้มไว้ด้วยพลังธาตุอันเข้มข้น ทุกครั้งที่คมทวนถูกวาดออกไป เมื่อกระทบกับส่วนใดบนร่างยักษ์ก็จะมีระเบิดหมอกเพลิงตามมา


    ตู้ม! ตู้ม!


    เสียงระเบิดดังขึ้นถี่ยิบสลับกับเสียงร้องโหยหวน หวังซิ่วอิงในตอนนี้ใจจดจ่อกับการโจมตีจนลืมสิ่งรอบข้าง เวลายิ่งคล้ายจะผ่านไปรวดเร็ว ห้านาทีที่ปลอดภัยของเคล็ดวิชาก็ได้มาถึงเสียแล้ว


    “ฮ่า..!” อสูรแห่งบาปกูร้อง คล้ายว่ามันจะรับรู้ได้ว่าเป็นโอกาสในการสวนกลับ หัวมนุษย์ทั้งหมดบนไหล่พลันร้องโหยหวนพร้อมกับบิดเบี้ยวยุบตัวลง


    “ถอยออกมา!” เสียงตะโกนแว่วเข้ามาในโสทประสาทหญิงสาว นางไม่อาจละทิ้งคำเตือนนี้ได้จึงรีบดีดกายทะยานถอยออกมา ก่อนจะพบว่าสหายของนางทั้งหมดยังมิได้ล่าถอยไปแม้แต่ผู้เดียว


    “ฆ่า!”


    อสูรร้ายแผดเสียงอีกครั้ง พร้อมกับปลดปล่อยคลื่นจิตสังหารและพลังวิญญาณ ทันใดนั้นผืนฟ้าก็ปรากฏงวงพายุหมุนวนลงมา สายระยางมากมายนับพันผุดออกมาจากร่างกายก่อนจะถูกพายุฉีดกระชากออกไป!


    “พยุหะโลหิต!”


    เป็นครั้งแรกที่อสูรแห่งบาปเอ่ยกล่าวประโยค แต่ไม่มีผู้ใดสนใจแม้แต่น้อย เพราะบัดนี้เบื้องหน้ากลุ่มจรจัดได้ปรากฏพายุชิ้นเนื้อและโลหิตขนาดใหญ่ขึ้นมา


    ฟิ้ว...!


    เสียงลมอื้ออึงกลบหูชายหญิง ทำให้ทั้งหมดไม่สามารถสื่อสารกันได้ ลมพายุขนาดใหญ่เริ่มแผ่ขยายออกไปเรื่อยๆพร้อมกับดูดเอาทุกสิ่งทุกอย่างรอบบริเวณเข้าไป


    “ท่านกังหยง!” เซียวเฉิงเฟยตะโกน ขณะนี้มันปักดาบพร้อมกับสร้างลิ่มน้ำแข็งขนาดใหญ่ขึ้นมาบดบังกระแสลม สหายทั้งหมดและหญิงสาวแปลกหน้าก็รีบเข้ามาหลบทันที “รีบเลยท่านกังหยง ข้าต้านไว้ได้ไม่นาน!”


    “ข้าไม่แน่ใจ! คล้ายว่ามันสามารถลบล้างห้วงต้องสาปได้!” กังหยงตะโกน


    “ท่านว่าอะไร?!” แต่เซียวเฉิงเฟยกลับไม่ได้ยิน ชายพเนจรเมื่อกล่าวไปก็เสียแรงเปล่า มันจึงรีบกล่าวอัญเชิญห้วงกวีพร้อมกับสร้างเป็นห้วงต้องสาปทันที


    “สามัญจมดิน!” กังหยงกางฝ่ามือไปยังอสูรแห่งบาปที่อยู่ใจกลางพายุ


    วูบ.. ฟิ้ว!


    เป็นอย่างที่กังหยงได้สงสัย อสูรร้ายตนนี้ได้เรียนรู้วิธีหยุดยั้งห้วงต้องสาป พายุเลือดเนื้อคล้ายจะจะสลายหายไปครู่หนึ่ง แต่เมื่ออสูรร้ายเร่งเร้าพลังขึ้นกระทุ้งต่อต้านหกครั้ง ห้วงต้องสาปก็พลันถูกถอดถอนออกไป นี่เป็นความรู้ใหม่ของชายพเนจร แต่ในตอนนี้มันช่างไร้ประโยชนสิ้นดี!


    “ไม่สำเร็จหรือ?!” เซียวเฉิงเฟยตะโกนฝ่าสายลมอื้ออึง วินาทีนั้นคล้ายว่าทุกคนจะล่วงรู้จุดจบแล้ว หวังซิ่วอิงจึงกล่าวว่า“ฝากพวกเจ้าตามหาเสวี่ยเฟิงด้วย”


    “อะไรนะ?!” เซียวเฉิงเฟยขมวดคิ้ว มันไม่ได้ยินสิ่งที่หญิงสาวกล่าว ทว่าครั้นจะถามก็สายไปเสียแล้ว หวังซิ่วอิงพลันลุกขึ้นปล่อยให้ลมพายุดูดนางเข้าไป


    “จุติเทพโลกันตร์!”


    ในขณะที่ร่างกำลังถูกดูดเข้าหาใจกลางพายุ หวังซิ่วอิงก็เรียกใช้เคล็ดวิชาสุดท้าย ความเจ็บปวดพลันโลดแล่นเข้ามาทั่วร่างอันเป็นผลมาจากการฝืนใช้


    ‘ข้าคงมาได้เท่านี้’ หวังซิ่วอิงยกยิ้มมุมปาก เวลาชั่วขณะนั้นคล้ายถูกยืดยาวออกไป 


    ความทรงจำในอดีตพลันปรากฏขึ้นมา เรื่องราวเลวร้ายต่างๆตั้งแต่เล็กจนโตผุดขึ้นมาในหัว จวบจนมาถึงช่วงเวลาที่ได้อยู่ในกลุ่มจรจัด ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของนาง ถึงแม้ว่าจะเป็นแค่ช่วงสั้นๆ แต่การได้อยู่ในกลุ่มนี้กลับคล้ายว่าจะช่วยปลอบประโลมนางจากอดีตอันขมขื่นได้


    ‘ขอบคุณทุกคน..’ หวังซิ่วอิงลืมความเจ็บปวดร่างกายไปสิ้น แววตากลับกลายเป็นแน่วแน่ ทวนหมอกเพลิงในมือถูกกระชับให้แน่น พร้อมกับทะยานร่างเข้าไปยังใจกลางพายุสีแดงฉาน ทว่ายังไม่ทันที่นางจะเข้าถึงขอบพายุเลือดเนื้อนั้น..


    ฟิ้ว..


    ‘อะไร?!’ ในขณะที่หญิงสาวกำลังพุ่งเข้าหาพายุนั้นกลับมีวัตถุประหลาดสองชิ้นพุ่งนำหน้าฝ่าเข้าไปยังใจกลางพายุอย่างรวดเร็ว!


    วูบ...


    อึดใจต่อมา แทบจะทันทีทันใดพยุหะเลือดเนื้อก็พลันสลายหายไปในพริบตา พร้อมกันนั้นที่เสียงร้องโหยหวนของอสูรร้ายดังขึ้น


    “อ๊า!” ท่ามกลางเศษเลือดเนื้อที่ปลิวว่อนได้เบาบางลง เบื่องหน้าหวังซิ่วอิงกลับกลายเป็นร่างอสูรสีแดงที่บัดนี้ได้มีคมดาบไร้ด้ามขนาดใหญ่ปักคาอยู่กลางใบหน้า


    “ห้วงต้องสาปขั้นที่สิบ!” กังหยงอุทานลั่น ผู้อัญเชิญห้วงกวีย่อมรับรู้ถึงห้วงกวีที่อยู่เบื้องหน้า ลำพังแค่คมดาบไร้ด้ามนี้คงมิอาจจะโจมตีอสูรร้ายได้ หากไม่มีจังหวะชะงักจากการขัดขวางด้วยบางอย่าง


    ฟิ้ว!


    และเป็นอีกครั้งที่หางตาของหวังซิ่วอิงพบเห็นวัตถุบางอย่างกำลังโบยบินเข้ามาหานาง


    “พัดของเสวี่ยเฟิง!” หวังซิ่วอิงมองตามพัดสีดำที่บินเข้ามา พร้อมกันนั้นที่ได้มีวัตถุบางอย่างแยกตัวออกมาส่งมอบให้กับนาง


    หญิงสาวเรือนผมขาวไม่รอช้า รีบกระโดดทะยานรับสิ่งที่ส่งมอบกลางอากาศทันที เมื่อร่างถึงพื้นแล้วนางก็พินิจสิ่งที่อยู่ในมือ


    มุมปากของหญิงสาวพลันยกยิ้มขึ้น สิ่งที่อยู่ในมือของนางตอนนี้ก็ไม่ต้องบอกกล่าวก็รู้ว่าคือสิ่งใด ตัวอักษรบนวัตถุนั้นเรืองแสงคราหนึ่ง คล้ายจะกระตุ้นให้หญิงสาวรีบใช้มัน


    “ข้ามีเหลือเวลาอีกเพียงสี่นาที..”


    หวังซิ่วอิงกล่าวเบาๆพร้อมกับจับจ้องไปยังอสูรแห่งบาปที่กำลังพยายามดึงดาบไร้ด้ามออกจากใบหน้า เปลวเพลิงสีขาวรอบกายพลันลุกโชนขึ้นมาอย่างรุนแรง พร้อมกันนั้นที่จิตสังหารแรกกำเนิดได้ก่อเกิดขึ้นมา


    “ข้าควบคุมจิตสังหารได้” หวังซิ่วอิงแววตาแน่วแน่พร้อมกับโยนวัตถุที่ได้รับมาให้ลอยขึ้น


    “บทกวีจรจัด!”


    สิ้นคำกล่าวของหญิงสาว ม้วนคัมภีร์ที่ลอยอยู่ก็สาดแสงเจิดจ้า ปรากฏเป็นตัวอักษรเรืองแสงกลางอากาศก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นดวงแสงหกดวงและวงแหวนอีกสี่ชั้นเข้าวนเวียนรอบกายหญิงสาว


    “กลางวันพบพานมิตรสหาย

    กลางคืนพบพานภัยร้าย

    ผันผ่านคืนวันสานไมตรี

    ทุกข์สุขอยู่ร่วมไม่ละทิ้ง

    สูงส่งเพียงใดจักต้องสยบ

    จะหักปีกหงษ์ให้ร่วง

    ถอนเขี้ยวพยัคฆ์ให้เหี้ยน

    จะทุบกระดองเต่าให้แหลก

    เหยียบย่ำมังกรให้จมดิน

    สุนัขจรจัด..กลุ่มจรจัดไม่กลัวเกรง!”


    “สาบานว่านี่คือบทกวี?!” กังหยงอ่านตัวอักษรไป หางคิ้วก็กระตุกไป แต่ในเวลานี้หาใช่ต้องมาวิเคราะห์สิ่งนี้ไม่


    เมื่อตัวอักษรแปรเปลี่ยนเป็นดวงแสงห้วงกวีขั้นที่สิบแล้ว หวังซิ่วอิงก็ระเบิดพลังวิญญาณระดับเจ็ดสิบทันที


    บึ้ม!


    เปลวเพลิงสีขาวแผ่กระจายออกไปรอบบริเวณ รอบกายหญิงสาวคล้ายจะปรากฏเงาร่างของทวยเทพสยายปีกเพลิงพร้อมกับจับถือทวนตามท่าทางของนาง 


    ส่วนทางด้านอสูรแห่งบาปที่กำลังพยายามดึงคมดาบออกจากหน้านั้น มันกลับพลันรู้สึกได้ว่าระดับพลังวิญญาณได้ลดลงถึงสิบระดับ กลับกลายเป็นว่าในขณะนี้ระดับพลังของทั้งสองฝ่ายได้เท่าเทียมกันแล้ว!


    “ย๊า..!” หวังซิ่วอิงกู่ร้อง พร้อมกันนั้นก็กระโดดทะยานขึ้นไปหยุดลอยเหนือฟากฟ้า เปลวเพลิงและร่างอวตารเทพโลกันตร์คล้ายจะแผ่สยายปีกออกมารอบด้าน


    “ร้อย..คมทวน!”


    เคล็ดวิชาไม้ตายถูกกล่าวขึ้นอย่างราบเรียบ ทวนเพลิงอัคคีในมือทอแสงเจิดจ้า เบื้องหลังของหญิงสาวพลันปรากฏทวนแสงจำนวนร้อยเล่มเรียงรายออกมา


    “จงแหลกสลายไปซะ!”


    หวังซิ่วอิงแผดเสียงลั่นพร้อมกับซัดทวนในมือออกไป พร้อมกับที่ทวนแสงด้านหลังก็พุ่งตามลงไปปานห่าฝน


    ฟิ้ว... ฉึก ฉึก!


    “อ๊า..!” อสูรร้ายร้องคำรามลั่น


    ตู้ม!


    ทวนแสงกว่าร้อยเล่มที่พุ่งลงมาปักบนตัว ได้ระเบิดออกพร้อมกัน เกิดเป็นคลื่นเพลิงสีขาวและแสงวาบออกไปทั่วทั้งหุบเขา ร่างของอสูรสีแดงเมื่อไม่สามารถต้านทานพลังอันรุนแรงนี่ได้ก็เริ่มแหลกสลายไปในทันที


    ทว่าในขณะที่ร่างของอสูรร้ายได้แหลกสลายไปนั้น กลับคล้ายว่าจะมีเงาแสงหลากหลายสายพุ่งออกมาแยกย้ายไปทั่วทิศพร้อมกับละอองแสงอันหนาแน่นที่ได้กระจายออกไปราวกับหิ่งห้อยนับล้านตัว


    หวังซิ่วอิงที่เหินลงมาบนพื้นและได้ปลดเคล็ดวิชาออกแล้ว แม้ว่าจะรู้สึกเจ็บปวดไปทั่วร่างกาย แต่นางก็ยังคงยืนหยัดเงยหน้ามองกลุ่มละอองแสงที่ลอยล่องไปทั่ว


    “พวกเขาที่จากไป.. กำลังขอบคุณเจ้า” เสียงของชายหนุ่มดังแว่วเข้ามาในโสทประสาทหวังซิ่วอิง ทันใดนั้นหยาดน้ำตาก็เริ่มไหลรินออกมาอีกครั้ง


    ค่ำคืนนี้เป็นคืนที่หนักหนาสาหัสสำหรับหญิงสาวคนหนึ่งจริงๆ ทั้งความรู้สึกผิด ทั้งความรู้สึกกดดัน บัดนี้ได้ถูกปลดปล่อยผ่านหยาดน้ำตาแล้ว


    “เอ๊ะ เจ้ายังมีแรงตามมาอีกหรือ?!” ทันใดนั้นหญิงสาวในชุดคนป่าได้อุทานขึ้นมา กลุ่มจรจัดจึงได้หันไปหาผู้มาใหม่ที่ยืนเกาะต้นไม้อยู่


    “เสวี่ยเฟิง!”


    แม้ว่าจะรู้อยู่แล้วว่าผู้ช่วยเหลือในวินาทีสุดท้ายคือผู้ใด แต่หวังซิ่วอิงเมื่อได้พบเจอหยุนเสวี่ยเฟิงตัวเป็นๆอีกครั้ง กลับยิ่งหักห้ามใจไม่อยู่ โดยไม่รั้งรออันใด นางก็พุ่งทะยานโผเข้าสวมกอดชายหนุ่มทันที ทว่าหยุนเสวี่ยเฟิงในเวลานี้กลับไร้ซึ่งเรี่ยวแรงอันใดแล้ว เมื่อหญิงสาวเข้าถึงตัว ทั้งสองก็ล้มลงนอนกับพื้นทันทีโดยที่หญิงสาวอยู่ด้านบน


    “ข้านึกว่าเจ้า..!” หญิงสาวกล่าวเพียงเท่านี้ นางกลับยิ่งร่ำไห้ซุกใบหน้ากับอกหยุนเสวี่ยเฟิง


    “เฮ่อ.. คืนหฤโหดจบลงซะที!” เซียวเฉิงเฟยเดินมาหาทั้งสองโดยที่มีหญิงสาวชุดคนป่าและเฝิ่นเฟิงติดตามมา แต่เมื่อมาถึงทั้งสองแล้ว กลับพบว่าหนุ่มสาวที่นอนกอดก่าย บัดนี้ได้สลบไสลไปเสียแล้ว


    “เฮ้! เจ้าทั้งสองจะนอนตรงนี้ไม่ได้นะ.. เฝิ่นเฟิงช่วยทั้งสองหน่อย”


    เจ้าหยางถัวตัวสีชมพูเมื่อได้ยินดังนั้นมันก็แผ่ขนฟูเข้าห่อหุ้มหนุ่มสาวทั้งสองและยังไม่ลืมที่จะใช้พลังวิญญาณเก็บอาวุธทั้งสองของหยุนเสวี่ยเฟิงเข้ากำไลหยกดำอีกด้วย


    “ท่านกังหยง.. ไปกันเถอะ!” เซียวเฉิงเฟยตะโกนเรียกกังหยงโดยมิได้มองกลับไป ซึ่งในขณะนี้ชายพเนจรกลับมิได้อยู่ที่เดิม “ท่านจะไปไหน?”


    กังหยงมิได้สนใจเซียวเฉิงเฟย ชายพเนจรกลับค่อยๆเดินช้าๆไปยังใจกลางหลุมที่เกิดจากร้อยคมทวนที่ระเบิดออกภายในใจกลางหลุมนั้นกลับคล้ายว่าจะมีบางสิ่งบางอย่างตกอยู่บนพื้น


    “มันคืออะไร?” กังหยงหยิบก้อนสินแร่ประหลาดขึ้นมาพินิจ ก้อนสินแร่นี้มีรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีแดงใส ขนาดเท่าฝ่ามือ ชายพเนจรจึงหันไปกล่าวว่า “ข้าเจอบางอย่าง”


    “สินแร่หรือ?” เซียวเฉิงเฟยเดินเข้ามาจับไปพินิจพลิกซ้ายขวา พร้อมทั้งยังแผ่กระแสพลังวิญญาณเข้าตรวจสอบ ทว่ากลับไม่มีข้อมูลอันใดปรากฏขึ้นมาในหัว


    “ไว้ค่อยไปตรวจสอบอีกทีเถอะ คืนนี้พวกเราเหนื่อยกันมามากแล้ว” กังหยงตบบ่าเซียวเฉิงเฟย เจ้าหนุ่มหน้าแก่กว่าวัยจึงเก็บก้อนสินแร่เข้ามิติเก็บของ


    ค่ำคืนอันแสนยาวนานบัดนี้ได้จบลงแล้ว กลุ่มจรจัดและหญิงสาวผู้ใช้ธนูได้เดินทางกลับมายังที่พักแรมของเหล่านักเดินทาง แม้ว่าจะมีการต้อนรับด้วยรอยยิ้มจากทุกผู้คน แต่ ณ เวลานี้สิ่งที่หนุ่มสาวต้องการมากที่สุดก็คือการนอน


    “คือเรื่องมันเป็นอย่างนี้..” กังหยงรับหน้าที่เล่าวีรกรรมของกลุ่มกลุ่มสาวให้ผู้คนได้รับรู้ แน่นอนว่าเรื่องเล่านี้ล้วนถูกกลั่นกรองให้ดีถี่ถ้วนแล้ว เหล่าผู้คนที่สูญเสียญาติพี่น้องกลับคล้ายจะคล้อยตาม มองว่ากลุ่มจรจัดคือผู้รับผิดชอบและจบเรื่องราวทั้งหมด


    เหตุการณ์ในค่ำคืนนี้ในนามของกลุ่มจรจัดที่ได้จัดการอสูรร้ายลง เพื่อแก้แค้นให้กับเหล่าผู้คน เรื่องเล่าขานวีรกรรมนี้จะถูกถ่ายทอดให้โด่งดังออกไปยังโลกกว้างในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า


    จบตอน.