ไกลกว่าสายรุ้ง

    บทที่ 9

    ฤดูหนาวปีนั้น หิมะตกลงมาอย่างหนักในเมืองอิลลินอยส์ และคริสซี่ก็ได้ทำในสิ่งหนึ่งซึ่งเธอไม่เคยทำมาก่อน แม้แต่เมื่อครั้งที่ยังเป็นเด็ก นั่นคือเธอสร้าง ‘ป้อมหิมะ’ ขึ้นมาข้างถ้ำเมเปิ้ล มันเป็นป้อมที่ทั้งใหญ่โตและแข็งแรง เธอจะมาทำงานชิ้นนี้เมื่อกลับมาจากโรงเรียนแล้ว สร้างกำแพงให้สูงขึ้น และสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ อัดหิมะจนหนาด้วยการใช้มือสวมถุงมือไว้ตบลงจนแน่นเมื่อป้อมปราการแห่งนั้นเสร็จเรียบร้อย เธอก็ปีนเข้าไปภายใน โดยเอาผ้าห่มสองผืนติดตัวเข้าไปด้วย เธอจะนั่งอยาแต่ในป้อม ดวงตาเหม่อมองดูผนังที่ขาวโพลนปล่อยจิตใจให้ว่างเปล่ามากที่สุดที่จะมากได้ ในแต่ละวันที่ผ่านไปเธอจะพิจารณาลึกลงไปในจิตใจของตนเอง จนในที่สุดเธอก็พบกับจุดอันเย็นเยือกที่จะใช้พำนักพักพิงได้นักสังคมสงเคราะห์ที่มาเยี่ยมเยียนเธอที่บ้านเป็นครั้งคราว มีความคิดว่าความต้องการที่จะอยู่อย่างโดดเดี่ยวของคริสซี่นั้น เนื่องจากผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงต่อจิตใจของเธอ เนื่องจากการที่พ่อต้องมาตายลงอย่างกะทันหันเช่นนั้น เธอจะต้องมีความเศร้าโศกอย่างเหลือพรรณนาซึ่งคุณจะไม่สามารถบอกได้ ถ้าเห็นเธอแต่เพียงภายนอก คริสซี่ โจนส์...เธอช่างเป็นเด็กสาวที่ชาเย็นอะไรเช่นนั้นพวกเขามองไม่เห็นว่า บัดนี้ คริสซี่ โจนส์ คนเดิมมิได้มีอยู่อีกต่อไปแล้ว ในบ้านที่พักอาศัยเธอได้สร้างใครคนใหม่ขึ้นมา ใครคนที่จะเคลื่อนไหว พูดจา กิน และดื่ม และทำในทุกสิ่งทุกอย่างที่คนอื่น ๆ เขาทำกัน เพียงแต่ว่าเป็นการกระทำที่ไร้ความรู้สึกโดยสิ้นเชิงในยามกลางคืน เธอจะฝันเห็น อีริค โจนส์ ที่จ้องมองลงมายังเธอด้วยดวงตาคู่สีฟ้าเข้มคู่นั้น มันช่างเป็นสีฟ้าที่จัดจ้าเสียนี่กระไร บางครั้งเธอก็จะฝันไปว่ามีตำรวจมายืนรายล้อมร่างของเธอไว้ และชี้นิ้วมาที่เธอพร้อมกับร้องว่า“คนบาป...คนบาป...คนบาป...”และแล้วเธอก็จะผวาตื่นขึ้น จากนั้นก็จะนึกไปถึงถ้อยคำที่พ่อเคยพูด และเธอก็จะทบทวนคำมั่นสัญญาที่เขาได้ให้ไว้อยู่ในใจ“พ่อจะซื้อเสื้อผ้าสวย ๆ หนังสือที่จะเป็นของหนูเอง รวมทั้งรองเท้าคู่ใหม่ให้...เราจะอยู่ด้วยกันในบ้านหลังใหญ่บนอีกฟากหนึ่งของตัวเมือง หรือบางทีเราอาจจะเดินทางไปอยู่ที่แคลิฟอร์เนียก็ได้”เมื่อฤดูใบไม้ผลิมาถึง คริสซี่จะถือกระดาษดินสอเข้าไปในถ้ำเมเปิ้ล และเขียนข้อความที่เป็นคำมั่นสัญญานั้นลง จากนั้นก็จะทอดสายตามองเหม่อออกไปยังแม่น้ำที่กว้างใหญ่และสว่างสดใสด้วยแสงแห่งดวงอาทิตย์ เธอมองไม่เห็นในสิ่งที่เป็นอดีตหรือปัจจุบัน จะมีก็แต่สิ่งที่เป็นอนาคตเท่านั้นและกับความฝันที่ว่า เธอจะหนีไปให้พ้นเสียจากที่นี่ได้อย่างไรคริสซี่หมายมั่นไว้ว่า เธอจะต้องเดินทางไปให้ถึงแคลิฟอร์เนียให้ได้ จากที่เห็นในภาพยนตร์ผู้คนที่นั่นล้วนแต่แต่งตัวกันสวย ๆ งาม ๆ ทั้งนั้น คริสซี่ต้องการจะไปอยู่ในที่ซึ่งมีผู้คนสวย ๆ เท่านั้น เธอจะไปหางานทำแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสวย ๆ และจะแต่งงานกับเศรษฐีผู้ซึ่งสามารถจะซื้อบ้านหลังใหญ่ ๆ เหมือนบ้านที่ตั้งอยู่บนอีกฟากหนึ่งของตัวเมืองให้เธอได้ ผู้ชายคนนั้นนจะรักเธอทะนุถนอมเอาใจใส่ในตัวเธอ และเธอก็จะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขจวบจนถึงวันสุดท้ายแห่งชีวิต

    ในระหว่างเวลา 2 ปีที่ผ่านไป ได้มีคนสองคนผ่านเข้ามาในชีวิตของคริสซี่ คนหนึ่งคือมิสแอชลี่ย์สตรีวัยกลางคน รูปร่างแบบบาง เรือนผมสีดำ กับดวงตาคู่กลมโตฉายแววเศร้าอยู่ตลอดเวลา เธอเป็นเจ้าของโรงเรียนสอนบัลเล่ต์เล็ก ๆ ที่ไม่ใคร่ประสบความสำเร็จเท่าไรนักคริสซี่เคยดูภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับการเต้นบัลเล่ต์ในคืนหนึ่ง และรู้สึกติดตราตรึงใจกับเรือนร่างเพรียวระหงที่ลอยล่องไปบนเวทีด้วยท่วงท่าอันสง่างามยิ่งนัก“อายุ 16 รู้สึกว่าจะช้าเกินไปสำหรับการเรียนบัลเล่ต์นะ” มิสแอชลี่ย์บอกเธอ“หนูมีเงิรพอที่จะจ่ายค่าเรียนได้นะคะ” คริสซี่พูดอย่างกระตือรือร้น “หนูมีงานพิเศษทำค่ะ”“งานอะไรล่ะ” มิสแอชลี่ย์ถามอย่างเมตตา“หนู...เอ้อ...” คริสซี่หน้าแดงขึ้นมาทันที “หนูรับจ้างทำความสะอาดที่ไฮสกูล” สายตาของเธอจับจ้องอยู่แต่เฉพาะใบหน้าของมิส แอชลี่ย์ “อันที่จริงหนูไม่ได้หวังที่จะเป็นนักเต้นบัลเล่ต์หรอกค่ะ หนูเพียงแต่อยากจะเรียนรู้วิธีทำอะไรบางอย่างที่มันสวย ๆ งาม ๆ เท่านั้น”มิส แอชลี่ย์ พิจารณาอย่างใกล้ชิด เด็กสาวคนนี้มีรูปร่างที่ค่อนข้างจะสูงเกินไป อ่อนหัดอยู่มาก แถมยังขี้อายอีกด้วย ประการสำคัญก็คือหน้าตาไม่ใคร่สวย โดยเฉพาะจมูกนั่น...แต่เธอมีดวงตาคู่สีฟ้าที่งดงาม และมันมีอะไรบางอย่างที่เป็นพิเศษอยู่ในท่าทางของเธอ คล้ายคนที่ว้าเหว่เดียวดาย ซึ่งดูเหมือนจะดึงดูดจิตใจของมิส แอชลี่ย์ อยู่จะอย่างไรก็ตาม มิส แอชลี่ย์ไม่สามารถจะต้านทานกับน้ำเสียงที่บอกถึงความตั้งใจอันเด็ดเดี่ยวของเด็กสาวคนนี้ได้ เพราะครั้งหนึ่งเธอก็เคยฝันเช่นนี้มาก่อนคริสซี่ต้องทำงานอย่างหนัก อุทิศตนให้กับงานโดยไม่คำนึงถึงความเหน็ดเหนื่อย และความเจ็บปวดในจิตใจเลยแม้แต่น้อย เธอใช้ร่างกายของตนเองเหมือนเครื่องจักรอย่างดีชิ้นหนึ่ง และยังสามารถจะสร้างความสง่างามให้กับตนเองได้อย่างน่าแปลกใจอีกด้วยคาร์ล แซมซั่น ถูกนำเข้ามาสู่ชีวิตของคริสซี่ โดยโซเฟีย จะด้วยวิธีการใดก็บอกไม่ถูกโซเฟียเกิดเป็นที่ชื่นชอบของคนขับรถบรรทุกขนส่งทางไกลร่างใหญ่เข้า ที่จริงโซเฟียก็ยังเค้าความสวยหลงเหลืออยู่ และเธอก็มักจะยกข้อความในคัมภีร์ขึ้นมาอ้างอยู่เสมอ ๆ ซึ่งอดีตภรรยาของแซมซั่นผู้ล่วงลับไปแล้วก็เคยทำเช่นเดียวกัน คาร์ล แซมซั่น ออกจะเป็นคนว้าเหว่อยู่ไม่น้อย และแล้วทุกครั้งที่เขาเข้าไปในเมืองนี้ เขาก็จะต้องแวะมาเยี่ยมเยียนบ้านโทรม ๆ ของโซเฟียเสมอจริง ๆ แล้วเขาเป็นที่มีจิตใจเมตตากรุณาอยู่ เขามักจะซื้อเสื้อผ้าสวย ๆ มาให้โซเฟียกับคริสซี่เสมอ และยังยืนยันที่จะช่วยออกเงินค่าเรียนบัลเล่ต์ให้เธอด้วย ซึ่งความตั้งใจในเรื่องนี้ของเขา ทำให้คริสซี่รู้สึกเป็นบุญคุณและออกจะชอบเขาขึ้นมาบ้าง มันเป็นความรู้สึกที่เธอไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้นในจิตใจของตนเองได้อีกโดยความเห็นส่วนตัวแล้ว คาร์ลมีความคิดอยู่ว่าเรื่องการเรียนบัลเล่ต์นั้นเป็นเรื่องที่โง่เขลาอย่างที่สุด แต่เขาก็มองเห็นอยู่ว่ามันช่วยให้รูปร่างของเด็กสาวคนนี้สวยขึ้นมาก ขณะที่เธอกำลังทำงานบ้านอยู่ในชุดกางเกงสีน้ำเงินเก่า ๆ ที่ค่อนข้างฟิต เขาจะต้องเตือนตัวเองเสมอว่าเธอยังเป็นเพียงเด็กคนหนึ่งเท่านั้นและแล้วก็มาถึงคืนวันหนึ่ง ซึ่งโซเฟียออกไปจากบ้านตอนที่คาร์ลมาถึงโดยไม่ได้ตาดคิด หลังจากที่ดับความกระหายด้วยเบียร์แล้ว เขาก็นึกออกว่าเสียงเคาะเท้าเป็นจังหวะนั้น น่าจะมาจากการที่คริสซี่ฝึกซ้อมท่าบัลเล่ต์อยู่ในห้องส่วนตัวของเธอเขาพบว่าตัวเองเดินไปเปิดประตูห้องนั้น ด้วยเจตนาเพียงแต่จะดูการซ้อมเต้นรำของเธอเท่านั้น ถ้าเด็กสาวคนนี้ไม่ตกใจเกินไป เขาก็จะไม่แตะต้องตัวเธอเลยแต่ปรากฏว่าคริสซี่ชะงักท่าที่กำลังเต้นอยู่กลางอากาศนั้นเอง ตอนที่เธอหันมาเห็นเขากำลังจับตามองดูเธออยู่และกำลังจะอ้าปากกรีดร้องใส่หน้า ไม่ให้เขามามองเธอด้วยสายตาเช่นนั้น-ทั้งนั้น เพราะพ่อก็เคยมองเธอด้วยสายตาเช่นนั้นมาแล้ว...คริสซี่ไม่ยอมยุติการกรีดร้องลงง่าย ๆ และเขาก็ไม่อาจจะทนให้เธอร้องอยู่อย่างนั้นต่อไปได้เมื่อเหตุการณ์ผ่านไปแล้ว คาร์ลก็รู้สึกอับอายอย่างที่สุด“แต่ดูเหมือนแกมันจะไม่ใช่สาวบริสุทธิ์เลยนี่หว่า” เขาคำรามออกมาทันทีที่คริสซี่สามารถจะดึงร่างของตัวเองออกมาจากเขาได้ เธอก็คว้าเสื้อผ้า 2-3 ชิ้นวิ่งออกจากบ้านไปซ่อนตัวอยู่ในถ้ำเมเปิ้ลแห่งนั้น และในวันรุ่งขึ้นเธอก็เล่าเรื่องราวตามความเป็นจริงทุกประการให้มิส แอชลี่ย์ฟังด้วยความตื่นตระหนกตกใจจนแทบจะเป็นลม มิสแอชลี่ย์ยืนยันว่า คริสซี่จะต้องออกจากบ้านหลังนั้นโดยทันที“ฉันมีพี่สาวคนหนึ่งในลอสแองเจลิส” มิสแอชลี่ย์บอก “เขาทำงานอยู่ที่ห้างสรรพสินค้าใหญ่แห่งหนึ่งชื่อสเปนเซอร์ ฉันเชื่อว่าเขาจะต้องช่วยเหลือเธอได้อย่างดีทีเดียว”เมื่อเอาเงินออกมารวมกันนับ ปรากฏว่ามีเงินมากพอที่จะส่งคริสซี่ขึ้นรถประจำทางได้ จากนั้นทั้งคู่ก็ย้อนกลับไปที่บ้านคริสซี่จัดเก็บข้าวของเท่าที่มีอยู่ใส่ลงในกระเป๋าเสื้อผ้าเก่า ๆ ตอนที่ไปถึงนั้นคาร์ล แซมซั่น ไม่อยู่แล้ว อยู่แต่โซเฟีย ซึ่งนางก็ไม่คิดที่จะยับยั้งคริสซี่ไว้มิให้ไปเลย นางกลับกล่าวว่า...มันถึงเวลาแล้วที่คริสซี่ควรจะได้เรียนรู้ว่าชีวิตที่แท้จริงนั้นมันเป็นอย่างไร และควรจะลืมเรื่องการเรียนบัลเล่ต์นั่นเสียด้วย ขอแต่เพียงให้พยายามทำตัวให้ดีกว่าคนอื่น ๆ ก็แล้วกัน เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาคริสซี่มีแต่ทำตัวชั่วช้ามาตลอด“พระเจ้าทรงรู้ดีว่าแกได้ทำอะไรไว้บ้าง” นางว่า “พระองค์มองเห็นการกระทำทุกสิ่งทุกอย่าง พระองค์ไม่ปกป้องรักษาแกหรอก มันมีประโยชน์อะไรที่พระองค์จะมาคุ้มครองสินค้าที่มันเสียหายแล้วอย่างแกอย่างฉันนี่แหละ”วลีประโยคนั้นกระทบใจคริสซี่เข้าอย่างจัง ... สินค้าที่เสียหายแล้ว ...