ตอนที่ 6: ของขวัญจากคฤหาสน์หลิว
เช้าวันถัดมาหลังจากภาระภาษีอันหนักอึ้งผ่านพ้นไปด้วยดี เฉินอันตื่นขึ้นด้วยความรู้สึกเบาสบายอย่างที่ไม่เคยััมาก่อนในรอบหลายวัน เขานอนเหยียดแขนขาบนที่นอนเสื่อกกเก่าๆ มองเพดานไม้ไผ่ที่มีแสงแดดยามเช้าลอดผ่านรอยสานเป็ลำแสงสีทองบางๆ ส่องกระทบละอองฝุ่นที่ลอยล่องในอากาศ เสียงนกป่าร้องขานรับกันบนยอดไม้ภายนอกบ้าน ผสานกับสายลมยามเช้าที่พัดเอาความสดชื่นเข้ามาทางช่องหน้าต่าง ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ ก่อนจะค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นยืน ความกังวลเื่หนี้สินและนายภาษีผู้หน้าเืคล้ายถูกปัดเป่าหายไปจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงความหวังว่าชีวิตของสองพี่น้องกำลังจะค่อยๆ ดีขึ้นทีละน้อย
เมื่อเขานึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ปะทะกับเสือดำเขี้ยวหินในป่าลึก ภาพการกระโจนอันดุดันของสัตว์ร้าย เสียงคำรามกึกก้อง โฮก! ที่ะเืไปทั้งพงไพร และเสียงลมพัดผ่านกิ่งไม้ดัง เฟี้ยว! ยามที่เขากลิ่นตัวหลบเขี้ยวเล็บคมกริบที่ตะปบลงมาดัง ฉับ! บนพื้นดิน ยังคงติดตาอยู่ ทว่าในยามนี้ ร่างกายที่เคยบอบช้ำและเหน็ดเหนื่อยกลับได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่
ในครัวเล็กๆ หลังบ้าน เสียงกะทะและกลิ่นหอมอ่อนๆ ของต้มข้าวต้มผสมผักป่าลอยมาเตะจมูก เฉินเหลียนกำลังง่วนอยู่กับการจัดเตรียมอาหารเช้า นางหันมาระบายยิ้มสดใสให้พี่ชายเมื่อเห็นเขาเดินเข้ามา
"ท่านพี่ ตื่นแล้วหรือ" เสียงหวานเอ่ยทักทาย "ข้าต้มข้าวต้มผักป่าไว้เรียบร้อยแล้ว ยามนี้ร้อนกำลังดี เชิญท่านพี่ล้างหน้าล้างตาแล้วมาทานเสียก่อน"
เฉินอันมองดูน้องสาวด้วยความอบอุ่นใจ ใบหน้าของนางดูมีเืฝาดมากกว่าวันก่อนๆ รอยยิ้มที่เคยหมองเศร้ากลับมาสดใสดังเดิม "เ้าตื่นแต่เช้าเชียว เหลียนเอ๋อร์ ร่างกายเป็อย่างไรบ้าง ยังรู้สึกอ่อนเพลียอยู่อีกหรือไม่"
"ข้าหายดีเป็ปกติแล้ว" เฉินเหลียนตอบพลางตักข้าวต้มใส่ชามดินเผาสองใบ "พอไม่มีเื่หนี้สินภาษีมากดทับ หัวใจก็เบาสบายขึ้นมาก เหลือเพียงต้องหาทางฟื้นฟูร่างกายของท่านพี่และตระเตรียมเสบียงสำหรับฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึงเท่านั้น"
ทั้งสองนั่งรับประทานอาหารเช้าร่วมกันอย่างสงบสุข เรียบง่าย ทว่าเปี่ยมไปด้วยความอบอุ่นที่ขาดหายไปนาน
ทว่าความสงบสุขยามเช้ากลับคงอยู่ได้เพียงไม่นาน เมื่อสายแดดทอดตัวสูงขึ้นจนพ้นยอดไม้ เสียงกีบม้าที่ควบตะลุยมาด้วยความเร็วก็ดังระงมมาจากถนนสายหลักหน้าหมู่บ้านดอนไผ่ กุบกับ! กุบกับ! ตามมาด้วยเสียงล้อรถม้าไม้เนื้อแข็งบดทับชั้นหินกรวดดัง ครืน... ครืน... สร้างความแปลกใจให้แก่ชาวบ้านที่กำลังทำไร่ไถนา เพราะหมู่บ้านชายป่าแห่งนี้ย่อมยากนักที่จะมีรถม้าหรูหราเดินทางเข้ามา
เสียงกีบม้านั้นมาหยุดลงที่หน้าประตูรั้วบ้านของสองพี่น้อง ก่อนจะมีเสียงเคาะประตูไม้ไผ่ดังขึ้น ตึง! ตึง! หนักแน่นทว่าจังหวะแ่เบา เป็ระเบียบผิดแปลกไปจากชาวบ้านทั่วไป
เฉินอันวางชามข้าวต้มลง ขมวดคิ้วเข้าหากันด้วยความระแวดระวัง เขาหันไปสบตาน้องสาวที่แสดงสีหน้ากังวลไม่แพ้กัน ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปเปิดประตู
เื้ับานประตูไม้ไผ่ ปรากฏร่างของชายหนุ่มวัยราวยี่สิบเศษ รูปร่างผอมสูง สวมชุดคนรับใช้ตัดเย็บจากผ้าไหมเนื้อดีสีน้ำเงินเข้ม สะอาดสะอ้านไร้รอยยับ ท่าทางนอบน้อมสุภาพทว่าแฝงความถือดีบางอย่างที่ซ่อนไว้ไม่มิด ในมือสองข้างประคองกล่องไม้เนื้อหอมแกะสลักลวดลายเมฆามงคลประณีต ห่อหุ้มด้วยผ้าแพรสีแดงสดอย่างระมัดระวัง
"ท่านเฉินอันใช่หรือไม่" ชายหนุ่มคนรับใช้ก้มศีรษะลงเล็กน้อย แสดงความเคารพอย่างมีแบบแผน "ข้าน้อยเป็คนรับใช้จากคฤหาสน์ตระกูลหลิว นายน้อยหลิวเหวินฮุ่ยมีจดหมายสำคัญและของกำนัลเล็กๆ น้อยๆ ฝากมามอบให้ท่านด้วยตนเอง"
เฉินอันประหลาดใจเป็อย่างมาก เขายังคงยืนนิ่ง ไม่ได้ยื่นมือไปรับในทันที "นายน้อยหลิวเหวินฮุ่ยฝากของมาให้ข้าหรือ เหตุใดตระกูลใหญ่เช่นพวกท่านจึงสนใจคนธรรมดาเช่นข้า"
คนรับใช้ตระกูลหลิวยังคงรักษารอยยิ้มสุภาพตามมารยาท ไม่แสดงอาการขุ่นเคืองแม้แต่น้อย "รายละเอียดทั้งหมดปรากฏอยู่ในจดหมายฉบับนี้แล้ว นายน้อยเน้นย้ำให้ข้าน้อยนำมาส่งถึงมือท่านด้วยความเคารพ โปรดรับไว้เถิด"
กล่าวจบ คนรับใช้ก็ยื่นกล่องไม้และซองจดหมายหอมกลิ่นหมึกชั้นดีให้เฉินอัน ชายหนุ่มรับมาด้วยความลังเล เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายรับของไปแล้ว คนรับใช้จึงประสานมือคำนับอีกครั้ง ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปขึ้นรถม้าหรูหราที่จอดรออยู่ แล้วสั่งคนขับรถม้าออกเดินทางกลับเข้าเมืองทันทีโดยไม่เปิดโอกาสให้เฉินอันได้ซักถามหรือส่งคำตอบใดๆ รถม้าเคลื่อนตัวออกไปพร้อมเสียงล้อบดพื้นดัง ครืน... แล้วลับหายไปอย่างรวดเร็ว
เฉินอันถือกล่องไม้และจดหมายเดินกลับเข้ามาในบ้าน เฉินเหลียนรีบลุกขึ้นมาหาด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"ใครกันหรือท่านพี่ รถม้าหรูหราขนาดนั้น..."
"คนรับใช้จากคฤหาสน์ตระกูลหลิว" เฉินอันตอบพร้อมวางกล่องไม้ลงบนโต๊ะไม้ขรุขระ "เขานำจดหมายกับของสิ่งนี้มาจากนายน้อยหลิวเหวินฮุ่ย"
"หลิวเหวินฮุ่ย?" เฉินเหลียนอุทาน ั์ตาสีน้ำตาลอ่อนฉายแววตื่นตระหนก "นั่นเป็นายน้อยผู้เป็นายใหญ่ของหลิวซานมิใช่หรือ เหตุใดเขาจึงส่งของมาให้เรา"
เฉินอันไม่ได้ตอบในทันที เขามองซองจดหมายเนื้อหนาที่ผนึกด้วยครั่งสีแดงสดอย่างพิถีพิถัน ก่อนจะค่อยๆ แกะซองออกและดึงกระดาษฟางชั้นดีด้านในออกมา บนแผ่นกระดาษปรากฏลายมือพู่กันอันตวัดอ่อนช้อย ทว่าแฝงความทรงอำนาจ เฉินอันคลี่กระดาษออกอ่านอักขระเ่าั้ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ก่อนที่น้ำเสียงจะค่อยๆ หนักอึ้งขึ้นตามเนื้อหาที่ปรากฏ
"...เรียนท่านเฉินอันผู้กล้าหาญ ข้าพเ้าหลิวเหวินฮุ่ยได้ยินกิตติศัพท์ความสามารถและความกล้าหาญของท่าน ที่สามารถสังหารเสือดำเขี้ยวหินสัตว์ร้ายแห่งป่าลึกได้ด้วยตัวคนเดียว จึงรู้สึกเลื่อมใสในตัวท่านเป็อย่างยิ่ง ยิ่งได้ทราบว่าท่านเป็ชายหนุ่มผู้มีความซื่อสัตย์และกตัญญู ข้าพเ้าจึงใคร่ขอเรียนเชิญท่านมาร่วมงานเลี้ยงฉลองที่คฤหาสน์ตระกูลหลิวในอีกสามวันข้างหน้า เพื่อเป็เกียรติแก่วีรกรรมอันน่ายกย่องของท่าน..."
เฉินอันเว้น่เล็กน้อย ั์ตาฉายแววครุ่นคิดก่อนจะอ่านเนื้อหาในส่วนถัดไป
"...หากท่านมีความสนใจ ทางตระกูลหลิวยินดีมอบตำแหน่งหัวหน้าองครักษ์ประจำคฤหาสน์ให้แก่ท่าน พร้อมเงินเดือนอันมั่งคั่งและเรือนพักอาศัยอันสมฐานะ เพื่อให้ท่านและน้องสาวได้อยู่อย่างสุขสบาย ไม่ต้องตรากตรำในหมู่บ้านชายป่าอีกต่อไป ขอเชิญท่านพิจารณาข้อเสนอนี้ด้วยความยินดี..."
เมื่ออ่านจบ เฉินอันก็ถอนหายใจออกมาเหยียดยาว เขาวางจดหมายลง แล้วค่อยๆ เปิดฝากล่องไม้แกะสลักออกดู ด้านในซับด้วยผ้ากำมะหยี่สีแดงสด มีพับผ้าไหมเนื้อดีหนานุ่มสีสันงดงามสองผืน วางคู่กับถุงผ้าไหมปักดิ้นทองขนาดกะทัดรัด เมื่อเฉินอันเปิดปากถุงออกดู ก็พบกับแสงวาววับของเหรียญเงินแท้จำนวนมากนับได้ถึงสิบเหรียญ
เหรียญเงินสิบเหรียญนับเป็เงินจำนวนมหาศาลสำหรับชาวบ้านธรรมดา สามารถใช้ชีวิตอยู่อย่างสุขสบายได้หลายปีโดยไม่ต้องเข้าป่าเสี่ยงภัย
"พี่ชาย นี่มัน..." เฉินเหลียนเบิ่งตาโตด้วยความตื่นตะลึง มือที่ยื่นไปแตะผ้าไหมชะงักค้าง "เงินจำนวนมากถึงเพียงนี้ ทั้งยังเสนอตำแหน่งหัวหน้าองครักษ์ให้อีก ตระกูลหลิวเหตุใดจึงเมตตาพวกเราถึงเพียงนี้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้หลิวซานยังพาคนมารีดไถและทำร้ายท่านพี่อยู่เลย"
เฉินอันมองถุงเงินและผ้าไหมด้วยสายตาเ็า ไร้ซึ่งความยินดีหรือโลภเจตนาอย่างที่คนทั่วไปควรจะมี "ไม่มีลาภลอยใดที่ไร้สิ่งแลกเปลี่ยน เหลียนเอ๋อร์ คนอย่างหลิวเหวินฮุ่ยเป็ถึงนายน้อยตระกูลใหญ่ผู้กุมอำนาจในเมือง จู่ๆ จะมาใจดีมอบเงินก้อนโตและตำแหน่งสำคัญให้คนคุมป่าไร้หัวนอนปลายเท้าอย่างข้าโดยไม่มีเหตุผลได้อย่างไร มันแปลกประหลาดเกินไป"
"บางที... เขาอาจจะเห็นความสามารถของท่านพี่จริงๆ ก็ได้นะ" เฉินเหลียนลองพยายามมองในแง่ดี แม้ลึกๆ ในใจของนางจะรู้สึกหวาดหวั่นไม่แพ้กัน "การสังหารเสือดำเขี้ยวหินได้ ไม่ใช่เื่ที่ใครก็ทำได้ง่ายๆ"
"หากเขา้าคนมีฝีมือ ตระกูลหลิวมีเงินทองมากมายย่อมว่าจ้างยอดยุทธ์จากต่างเมืองได้นับร้อย" เฉินอันแค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ "การที่เขายื่นมือมาหาข้าในยามนี้ มีแต่จะแฝงจุดประสงค์บางอย่างที่บอกใครไม่ได้ การรับตำแหน่งหัวหน้าองครักษ์ หมายความว่าข้าต้องถวายชีวิตให้ตระกูลหลิว ต้องไปคลุกคลีอยู่กับงานตระกูลใหญ่ และที่สำคัญที่สุด... ข้าจะต้องทิ้งเ้าไว้ที่บ้านคนเดียวบ่อยครั้งขึ้น หรือหากย้ายเข้าไปอยู่ในคฤหาสน์ ชีวิตพวกเราก็เหมือนตกอยู่ในกำมือของพวกเขาอย่างสมบูรณ์"
เฉินอันก้าวเข้าไปจับไหล่น้องสาวด้วยความอบอุ่น "หากวันใดวันหนึ่งเกิดขัดใจพวกเขาสักเื่ เราสองพี่น้องมินึกถึงจุดจบหรือ ชีวิตที่ต้องคอยระแวงหน้าพะวงหลังเช่นนั้น ข้าไม่ปรารถนาเลยแม้แต่น้อย"
เฉินเหลียนฟังคำของพี่ชายแล้วก็พยักหน้ารับด้วยความเข้าใจ ความอยากได้ในทรัพย์สินเงินทองละลายหายไปทันที "เช่นนั้นท่านพี่ตั้งใจจะปฏิเสธหรือ"
"ถูกต้อง" เฉินอันตอบด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว "ข้า้าเพียงชีวิตที่เรียบง่าย ปลอดภัย และสงบสุขกับเ้า ไม่ใช่ชีวิตที่ต้องเป็หนี้บุญคุณตระกูลใหญ่ที่เราไม่อาจล่วงรู้ความตื้นลึกหนาบางได้"
ใน่บ่ายของวันเดียวกัน แสงแดดอบอุ่นพาดผ่านทิวไม้ สองพี่น้องออกเดินทางไปยังบ้านของป้าซัวตามที่ได้นัดหมายไว้ั้แ่เมื่อคืน เพื่อขอเรียนรู้เื่สมุนไพรป่าอย่างจริงจัง ป้าซัวซึ่งเป็หญิงชราใจดีประจำหมู่บ้าน รู้สึกยินดีเป็อย่างยิ่งที่เห็นเฉินเหลียนมีความสนใจในด้านนี้ นางจึงพาเด็กสาวเดินสำรวจแปลงสมุนไพรหลังบ้านที่ปลูกพืชพรรณนานาชนิดไว้อย่างเป็ระเบียบ
กลิ่นหอมของสมุนไพรนานาพันธุ์ลอยอบอวลในอากาศ ป้าซัวก้มลงชี้ชวนให้ดูพืชแต่ละชนิด พร้อมกับอธิบายลักษณะและสรรพคุณอย่างใจเย็น
"ดูกระถางนี้สิ เหลียนเอ๋อร์ นี่คือหญ้าหางจิ้งจอก ใบของมันมีรอยหยักตรงขอบ ใช้บดพอกแผลสดเพื่อระงับเืได้ดีเยี่ยม ส่วนถัดไปคือต้นกวางเหลียวหลัง แม้ใบจะคล้ายกันมาก แต่ขอบใบเรียบสนิท มีฤทธิ์เป็ยาพิษอ่อนๆ หากกินเข้าไปจะทำให้เวียนศีรษะและอาเจียน ต้องจำความแตกต่างให้ดี"
เฉินเหลียนเพ่งมองตามที่ป้าซัวชี้ ั์ตาเป็ประกายแจ่มใส นางพยักหน้ารับคำเบาๆ "ข้าเข้าใจแล้ว ป้าซัว ต้นที่มีรอยหยักใช้สมานแผล ส่วนต้นขอบใบเรียบมีพิษ... แล้วหากนำรากของต้นกวางเหลียวหลังไปต้มเคี่ยวกับน้ำส้มสายชู มันจะช่วยขับพิษไข้ได้ใช่หรือไม่"
ป้าซัวชะงักมือที่กำลังพรวนดิน เบิ่งตากว้างด้วยความประหลาดใจ "เ้า... เ้าล่วงรู้ได้อย่างไร ข้ายังมิได้เล่าเื่การต้มเคี่ยวรากไม้ชนิดนี้ให้ฟังเลยนะ"
เฉินเหลียนชะงักไปเล็กน้อย นางก้มมองมือตนเองด้วยความสับสน "ข้า... ข้าก็ไม่ทราบเหมือนกัน เมื่อเห็นลักษณะของมัน ในหัวของข้าก็คล้ายกับมีความทรงจำบางอย่างแล่นผ่านเข้ามาเอง"
ป้าซัวถอนหายใจยาวพลางมองเด็กสาวด้วยสายตาชื่นชมปนอัศจรรย์ใจ "เหลียนเอ๋อร์ เ้ามีความรู้และพร์ด้านสมุนไพรสูงส่งยิ่งนัก แม้แต่พืชพิษที่ซับซ้อน เ้าก็สามารถจดจำและเข้าใจหลักการใช้ของมันได้อย่างรวดเร็วเพียงแค่ฟังครั้งเดียว หากเ้ามีโอกาสได้ศึกษากับหมอยาฝีมือดีในเมืองใหญ่ ป้าเชื่อมั่นว่าในอนาคตเ้าจะต้องกลายเป็หมอยายอดฝีมือที่มีชื่อเสียงกระฉ่อนอย่างแน่นอน"
"ข้าเพียงแค่รู้สึกคุ้นเคยกับพวกมันเท่านั้นเอง" เฉินเหลียนยิ้มรับอย่างนอบน้อม ทว่าลึกลงไปในจิตใจ กลับเกิดความสงสัยขึ้นเรื่อยๆ เหตุใดความรู้เื่ตัวยาเหล่านี้จึงฝังอยู่ในหัวของนางราวกับเคยเล่าเรียนมานานนับปี ทั้งที่นางเป็เพียงเด็กสาวชาวบ้านที่ไม่เคยออกไปไหนไกล
ขณะที่ป้าซัวกำลังง่วนอยู่กับการรวบรวมสมุนไพรแห้ง เฉินเหลียนจึงถือโอกาสเอ่ยถามถึงเื่ที่นางยังติดใจอยู่
"ป้าซัว ข้าขอถามอะไรสักเื่ได้หรือไม่ วันก่อนที่ข้าไปตลาดในเมือง ข้าได้พบกับชายชราแปลกหน้าผู้หนึ่ง สวมเสื้อผ้าป่านเก่าๆ ในมือถือไม้เท้าไม้ไผ่ ลำตัวคดงอแต่ดวงตาสุกใสประดุจดาวประกายพฤกษ์ ป้าซัวพอจะรู้จักหรือเคยได้ยินเื่ราวของคนผู้นี้บ้างหรือไม่"
ป้าซัวหยุดมือทันที สีหน้าของนางเปลี่ยนเป็จริงจังและครุ่นคิดอยู่นาน ก่อนจะค่อยๆ เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเบาลง
"ชายชราสวมเสื้อผ้าป่าน ถือไม้เท้าไม้ไผ่ ดวงตาสดใสงั้นหรือ..." ป้าซัวนึกทบทวน "ฟังดูคล้ายกับ 'หมอเถื่อนเร่ร่อน' ที่ผู้คนในแถบนี้เล่าลือกันมาหลายสิบปี ว่ากันว่าเขาเป็หมอยาพเนจรที่ไร้ร่องรอยและไร้สำนัก มีวิชาแพทย์พิสดารสามารถรักษาโรคแปลกๆ ที่หมอหลวงยังปวดหัวให้หายได้ ยิ่งกว่านั้น บางคนยังลือกันว่าเขามีเนตรทิพย์ สามารถมองเห็นสิ่งที่คนทั่วไปมองไม่เห็น และหยั่งรู้วาสนาชะตากรรมของผู้คนได้เพียงแค่สบตาเท่านั้น"
"หยั่งรู้วาสนาชะตากรรม..." เฉินเหลียนพึมพำกับตัวเอง ทวนคำนั้นด้วยหัวใจที่เต้นรัว
"แต่ก็นั่นแหละ มันอาจจะเป็แค่เื่เล่าขานปากต่อปากของชาวบ้าน" ป้าซัวหัวเราะกลบเกลื่อน "ชายชราผู้นั้นมาไวไปไวประดุจสายลม ไม่เคยพำนัก ณ ที่ใดนานเกินสามวัน หากเ้าบังเอิญได้พบเขาอีกครั้ง ก็อย่าได้ตื่นใไป ว่ากันว่าเขาไม่เคยคิดร้ายต่อใคร มีแต่จะมอบคำชี้แนะให้แก่คนที่มีบุญวาสนาเชื่อมโยงกันเท่านั้น"
เฉินเหลียนพยักหน้ารับฟัง ทว่าในใจกลับกวัดแกว่งด้วยความกระวนกระวาย คำว่า "ดอกบัว" ที่นางเห็นจากรูปปากของชายชราผู้นั้นยังคงแจ่มชัดอยู่ในความทรงจำ ราวกับเป็ปริศนาบางอย่างที่กำลังรอวันเปิดเผย แต่นางเลือกที่จะเก็บเื่นี้ไว้เป็ความลับ ไม่ได้เล่ารายละเอียดให้ป้าซัวฟัง ด้วยเกรงว่าจะเป็เพียงการคิดไปเองของตนเอง
ยามเย็นทอดตัวลงมา ละอองความเย็นของพงไพรเริ่มปกคลุมสองพี่น้องเมื่อเดินทางกลับถึงบ้านกระท่อมไม้ไผ่ เฉินอันจุดตะเกียงน้ำมันดวงน้อยขึ้นบนโต๊ะ แสงไฟส่องสว่างกระทบกับแผ่นกระดาษฟางและแท่นฝนหมึกเก่าๆ เขาบรรจงขยับแท่นฝนหมึกเบาๆ กลิ่นหมึกหอมอ่อนๆ ลอยอบอวล ก่อนจะจรดพู่กันลงบนกระดาษ เขียนถ้อยคำปฏิเสธตระกูลหลิวด้วยความระมัดระวังยิ่ง
เขารู้ดีว่าตระกูลหลิวเป็ตระกูลที่มีอิทธิพลสูง การปฏิเสธโดยตรงอาจสร้างความไม่พอใจและนำพาภัยมาสู่ตน ดังนั้น ถ้อยคำทุกคำจึงต้องนอบน้อม เคารพ ทว่าแสดงเจตจำนงปฏิเสธอย่างชัดเจนไร้ร่องรอยแห่งความลังเล
"...เรียนท่านนายน้อยหลิวเหวินฮุ่ยผู้ทรงเกียรติ ข้าน้อยเฉินอันรู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจอันกว้างใหญ่และไมตรีจิตรของท่านเป็ล้นพ้น ทว่าข้าน้อยเป็เพียงชาวบ้านไร้การศึกษา มีนิสัยหยาบกระด้างและขาดความสามารถ ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะรับตำแหน่งอันทรงเกียรติเช่นหัวหน้าองครักษ์ประจำตระกูลหลิว อีกทั้งข้าน้อยยังมีน้องสาวที่ต้องดูแลใกล้ชิด ไม่อาจละทิ้งภาระนี้ไปรับใช้ท่านได้ จึงใคร่ขอขอบพระคุณในความเมตตา และขออนุญาตปฏิเสธข้อเสนอนี้ด้วยความเคารพอย่างสูง พร้อมกันนี้ ข้าน้อยขอส่งคืนของกำนัลทั้งหมดกลับคืนสู่ท่าน เพื่อมิให้เป็การลบหลู่เกียรติอันสูงส่งของตระกูลหลิว..."
เฉินเหลียนยืนมองพี่ชายจรดพู่กันด้วยสายตาเสียดายเล็กๆ ขณะที่นางมองกล่องไม้และถุงเงินสิบเหรียญที่วางอยู่ข้างๆ
"ท่านพี่... จะไม่เก็บเงินสิบเหรียญนี้ไว้จริงๆ หรือ" เด็กสาวเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแ่เบา "เงินจำนวนนี้สามารถช่วยให้เราไม่ต้องลำบากไปอีกนาน อย่างน้อยก็น่าจะเก็บไว้ซื้อยารักษาโรคหรือซ่อมแซมหลังบ้าน..."
เฉินอันวางพู่กันลง เป่าหมึกบนกระดาษให้แห้ง ก่อนจะหันมามองน้องสาวด้วยแววตาอบอุ่นและเด็ดเดี่ยว "เหลียนเอ๋อร์ เ้าจำคำสอนของท่านพ่อได้หรือไม่ 'รับของฟรีจากคนแปลกหน้า มักมีหนี้บุญคุณที่ต้องใช้คืนแพงกว่าเดิมเสมอ' เงินสิบเหรียญนี้อาจซื้อความสะดวกสบายให้เราได้ในยามนี้ แต่มันจะผูกมัดเราไว้กับตระกูลหลิว วันหน้าหากพวกเขาเรียกร้องให้เราทำเื่อันตรายหรือผิดศีลธรรม เราก็จะไม่เหลือข้ออ้างในการปฏิเสธอีกเลย"
เฉินอันเอื้อมมือไปกุมมือเล็กๆ ของน้องสาว "สู้เราลำบากหากินด้วยหยาดเหงื่อแรงกายของตนเอง นอนหลับสนิททุกคืนโดยไม่ต้องหวาดระแวง ไม่ดีกว่าหรือ"
เฉินเหลียนฟังแล้วก็เข้าใจความหมายอย่างซาบซึ้ง นางยิ้มออกมาเล็กน้อย "ท่านพี่กล่าวได้ถูกต้องแล้ว ข้าเข้าใจแล้ว"
เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อรถม้าของตระกูลหลิวเดินทางมารับคำตอบตามนัดหมาย เฉินอันก็นำซองจดหมายปฏิเสธพร้อมกับกล่องไม้แกะสลักที่บรรจุผ้าไหมและถุงเงินสิบเหรียญครบถ้วน ส่งคืนให้แก่คนรับใช้ตระกูลหลิว คนรับใช้รับของคืนไปด้วยสีหน้าแปลกใจเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้กล่าวสิ่งใดนอกจากการประสานมือคำนับแล้วบังคับรถม้าจากไป
เฉินอันยืนมองรถม้าที่ลับตาไปตรงชายป่า ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ทว่าในใจกลับยังรู้สึกถึงลางสังหรณ์บางอย่างที่ยังไม่จางหาย
อีกด้านหนึ่ง ณ คฤหาสน์ตระกูลหลิวอันยิ่งใหญ่อลังการกลางเมืองใหญ่ ตัวอาคารสร้างจากไม้เนื้อหอมราคาแพง ประดับประดาด้วยเสาหินแกะสลักและหลังคากระเบื้องเคลือบสีชา ควันหอมของไม้จันทน์ลอยอบอวลไปทั่วห้องโถงกว้างขวาง แสงแดดส่องกระทบเงาของคฤหาสน์อันใหญ่โตทอดลงบนพื้นหินอ่อนอย่างน่าเกรงขาม
หลิวเหวินฮุ่ย นายน้อยแห่งตระกูลหลิว สวมชุดยาวผ้าไหมสีเงินปักลวดลายพยัคฆ์ นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลักอย่างสง่างาม ในมือของเขานวดถ้วยชาชาเซรามิกสีขาวนวลเบาๆ เสียงถ้วยกระทบจานรองดัง คลิก! สายตามองดูซองจดหมายที่ถูกส่งคืนและกล่องของกำนัลที่วางอยู่บนโต๊ะ
คนรับใช้ที่เดินทางไปส่งสาส์นยืนก้มหน้ารายงานเื่ราวทั้งหมดด้วยความระมัดระวัง
"เรียนท่านนายน้อย เฉินอันผู้นั้นปฏิเสธตำแหน่งหัวหน้าองครักษ์ ทั้งยังส่งคืนผ้าไหมและเงินสิบเหรียญกลับมาทั้งหมด"
ที่ปรึกษาชราผู้นั่งอยู่ข้างๆ ขมวดคิ้วแน่น เอ่ยด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง "ชาวบ้านไร้การศึกษาคนนี้ช่างกล้านัก! ข้อเสนอของตระกูลหลิวยิ่งใหญ่เพียงใด ผู้คนในเมืองต่างก้มหัวไขว่คว้า แต่มันกลับปฏิเสธอย่างไม่ไยดี ช่างไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำยิ่งนัก ท่านนายน้อย โปรดให้ข้าส่งคนไปสั่งสอนมันเสียหน่อยดีหรือไม่"
ทว่า หลิวเหวินฮุ่ยกลับไม่ได้แสดงความเกรี้ยวกราดออกมาแม้แต่น้อย ใบหน้าหล่อเหลาไร้ที่ติกลับปรากฏรอยยิ้มบางๆ ที่แฝงความเยือกเย็นและความสนใจอย่างประหลาด เขาแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะนั้นก้องกังวานในห้องโถงเงียบสงบ
"ปฏิเสธงั้นหรือ..." หลิวเหวินฮุ่ยยกถ้วยชาขึ้นจิบเบาๆ "คนส่วนใหญ่เมื่อเห็นเงินทองและอำนาจ ต่างวิ่งเข้าหาประดุจแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ แต่เด็กหนุ่มชาวบ้านผู้นี้กลับมองออกถึงกับดักที่ซ่อนอยู่ และมีความเด็ดเดี่ยวพอที่จะปฏิเสธทรัพย์สินมหาศาล... ช่างน่าสนใจยิ่งนัก"
เขาวางถ้วยชาลงบนโต๊ะไม้กระทบดัง ก๊อก! ั์ตาทอประกายความคมกริบ "เหยี่ยวที่ว่าง่ายย่อมไร้ความท้าทาย แต่เหยี่ยวป่าที่พยศและมีฝีมือเข้มแข็งเช่นนี้ หากดึงมาใช้งานได้ ย่อมมีประโยชน์มหาศาล ยิ่งเขาสิ่งที่เขาปฏิเสธ ยิ่งทำให้ข้าอยากได้ตัวเขามามากขึ้นไปอีก"
ที่ปรึกษาชราก้มศีรษะลงเล็กน้อย "ท่านนายน้อยมีแผนการอย่างไรต่อไป"
หลิวเหวินฮุ่ยลุกขึ้นยืน เดินตรงไปยังหน้าต่างบานใหญ่ มองออกไปทอดสายตาไปยังทิวเขาสูงใหญ่ที่ตั้งผงาดอยู่ไกลตา ยามนี้แสงแดดสุดท้ายของวันกำลังลับขอบฟ้า ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็สีส้มอมม่วงดูงดงามทว่าลึกลับ เงาแดดยามเย็นทอดตัวยาวตามแนวกำแพงเมือง
"หากคำเชิญอย่างสุภาพและเงินทองใช้ไม่ได้ผล ก็คงต้องใช้วิธีอื่นที่... หนักแน่นและบีบคั้นกว่าเดิมสักหน่อย" หลิวเหวินฮุ่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น "คนเรามักจะยอมก้มหัวยามที่ไร้ทางออก ให้คนของเราไปสืบดูว่าเฉินอันผู้นั้นมักจะเข้าป่าลึกเพื่อหาของป่ายามใด และใช้เส้นทางใดเป็ประจำ จัดฉากให้เขาตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิต... บังคับให้เขาต้องรับความช่วยเหลือจากตระกูลหลิวแต่เพียงผู้เดียว ยามที่ข้ายื่นมือเข้าช่วยชีวิตเขาและน้องสาวไว้ หนี้บุญคุณครั้งใหญ่หลวงนั้น ย่อมบังคับให้เขาต้องยอมสยบแทบเท้าข้าโดยไร้ข้อเกี่ยงงอน"
รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นบนใบหน้าของนายน้อยตระกูลหลิว
ขณะเดียวกัน ที่กระท่อมไม้ไผ่หลังเล็กท้ายหมู่บ้านดอนไผ่ สองพี่น้องเฉินอันและเฉินเหลียนกำลังนอนหลับสนิทในความเงียบสงบของยามค่ำคืน ลมพริ้วไหวพัดใบไผ่ดังเสือกซ่าเบาๆ พวกเขาหลับใหลไปด้วยความหวังว่าชีวิตจะสงบสุข โดยไม่รู้เลยว่าการปฏิเสธในวันนี้ ได้จุดชนวนให้มรสุมลูกใหญ่และแผนการอันตรายยิ่งกว่าเดิม กำลังเริ่มก่อตัวขึ้นเหนือศีรษะของพวกเขาสียแล้ว