เจ้าหญิงฮิเมรากิ กับไข่มุกแห่งภูผา (Himeragi Princess and The Pearl of Mountain)

    บทที่ 67: ค่ำคืนที่ใจหมดสิ้นความหวัง (Despairing Heart in The Night)

    ทางด้านโทโมเอะเมื่อได้รู้ว่ายาเขียวที่ถูกบนหน้าของโออิวะนั้นคือยาพิษก็ตกใจจนแทบจะทำอะไรไม่ถูก เธอพลางยกมือเรียวงามทั้งสองข้างขึ้นมาปิดปาก ดวงตาคู่งามนั้นเบิกกว้างเมื่อได้เห็นใบหน้าของนางนั้นพุพองสยองขวัญราวกับผีดิบ ดวงตาของนางนั้นแทบจะถลนออกมา“โทโมเอะ!!”ในทันใดนั้นเอง โยชินากะที่อยู่ในชุดนอนยูกาตะก็ได้เข้ามาหาโทโมเอะถึงที่ห้องนอน ซึ่งภายในใจของเธอในตอนนี้เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดบาปอย่างมหันต์ที่ตัวเธอนั้นเป็นต้นเหตุที่ทำให้ใบหน้าของโออิวะมีสภาพที่คลับคล้ายกับผีดิบเช่นนั้น เธอพลางมองไปที่มือเรียวงามทั้งสองข้างที่กำลังสั่นเทาอยู่เล็กน้อย“ไม่ต้องนะโทโมเอะ ข้าอยู่ตรงนี้แล้ว ข้าอยู่ตรงหน้าเจ้าแล้ว”โยชินากะรีบเข้ามากุมมือเรียวงามขาวผ่องของโทโมเอะไว้ ลมหายใจของเธอที่กำลังสั่นเทาอยู่นั้นค่อยๆ แผ่วเบาลงที่ละน้อยจนเข้าสู่ภาวะปกติ“นังโทโมเอะ เจ้าอย่าอยู่เลย!!”โออิวะรีบชักมีดไอกุชิออกมาและพุ่งเข้ามาทำร้ายโทโมเอะ แต่โยชินากะรีบกอดร่างงามของโทโมเอะ ก่อนที่เขานั้นจะพาเธอหลบไปยังทิศทางที่ปลอดภัย ด้วยสายตาที่พร่ามัวราวกับตาบอด จึงทำให้นางแทบจะมองอะไรไม่ชัด ในขณะเดียวกัน ทางด้านโทโมเอะก็เริ่มรู้สึกว่าหัวใจของเธอนั้นเริ่มสั่นไหวขึ้นมา เมื่อได้เผลอเข้าไปซบอกของโยชินากะอย่างแนบชิด“เจ้าจะไปไหน”โออิวะรีบพุ่งเข้ามาทำร้ายโทโมเอะ โยชินากะจึงรีบพาร่างงามของโทโมเอะหลบมายังบริเวณระเบียงหน้าต่าง แต่นางก็ยังคงไม่ยอมแพ้จึงพุ่งเข้ามาทำร้ายเธอที่อยู่ตรงบริเวณนั้น แต่เขาก็รีบพาเธอหลบมาที่หน้าประตู โออิวะจึงพลัดตกจากระเบียงหน้าต่างที่ชั้นสาม ก่อนที่ร่างของนางจะดิ่งลงกระแทกเข้าที่พื้นอย่างจังและก็สิ้นใจลงในเวลาต่อมา ทางด้านโทโมเอะก็รีบเข้าสวมกอดร่างหนาของโยชินากะอย่างแนบชิดด้วยความรู้สึกหวาดกลัวจนแทบจะตัวสั่น“ไม่ต้องกลัวแล้วนะ โทโมเอะ เรื่องมันผ่านพ้นไปแล้ว”โยชินากะกอดตอบร่างงามของโทโมเอะอย่างแนบชิด พลางปลอบประโลมให้ความรู้สึกหวาดกลัวของเธอนั้นค่อยๆ จางหายลง และหลังจากนั้นต่อมา โทโมเอะก็ได้รับการฝึกการต่อสู้ด้วยอาวุธและการยิงธนูจากผู้เป็นชายคนรักของเธออย่างโยชินากะ จนกระทั่งตัวเธอนั้นได้กลายมาเป็นนักรบหญิงคนแรกในตระกูลมินาโมโตะในเวลาต่อมา “พวกเจ้าทั้งสองคนเองหรือ...”โทโมเอะเมื่อได้นึกถึงเรื่องราวในอดีตตั้งแต่สมัยที่เธอยังเด็กจนมาถึงในช่วงที่เธอเพิ่งเข้าสู่วัยสาวมาหมาดๆ โทโมเอะก็สามารถนึกชื่อของนางอสูรองยูเรียวทั้งสองตนนี้ได้อย่างแม่นยำ“โยทสึยะ โออิวะ...และซารายะชิกิ โอคิคุ”โทโมเอะเอ่ยนามของพวกนางทั้งสองอย่างห้วนๆ ด้วยสีหน้าที่แทบช็อกจนทำอะไรไม่ถูก นางอสูรทั้งสองตนนี้ก็คือพวกนางทั้งสองคนดังกล่าวที่เคยกลั่นแกล้งเธอในอดีตที่ได้สิ้นใจลง ดวงวิญญาณของพวกนางนั้นได้กลายมาเป็นนางอสูรองยูเรียวในเวลาต่อมา“เจ้าคงจะตกใจหล่ะสินะโทโมเอะ ที่ดวงวิญญาณของพวกข้าได้เปลี่ยนไปเช่นนี้”“ก็ต้องขอบใจท่านเทวีอสูรฯ อิซานามิเป็นอย่างยิ่ง ที่มอบพลังปีศาจให้กับพวกข้า จนได้กลายเป็นนางอสูรองยูเรียวที่แข็งแกร่งที่สุด และไร้เทียมทานเช่นนี้”“งั้นก็แสดงว่าพวกเจ้ารับพลังปีศาจนั่นมา...ก็เพื่อจะแก้แค้นข้าอย่างงั้นหล่ะสินะ”โทโมเอะกล่าวในเชิงสันนิษฐานด้วยสีหน้าที่นิ่วด้วยความโกรธเคืองอยู่นิดๆ“ใช่แล้วหล่ะ”“พวกเจ้าจะบ้าไปแล้ว”โทโมเอะเริ่มกล่าวคำสบถออกมาด้วยสีหน้าที่ยังคงขุ่นเคือง ดวงตาคู่งามนั้นพลางเบิกกว้างออกมานิดๆ“โทโมเอะ โกเซ็น อดีตนักรบหญิงผู้กล้าหาญแห่งตระกูลมินาโมโตะ เจ้าคงจะยังไม่รู้หล่ะสินะ...ว่าตอนที่เจ้ายังเล็ก พ่อแม่ของเจ้าตายลงยังไง”ทางด้านโทโมเอะก็ยังคงมองไปที่นางเทวีอสูรฯ ด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความโกรธแค้น พลางกัดฟันแน่นอยู่ภายในปากคู่งาม“นั่นก็เพราะข้านี่แหละ...เป็นคนที่ฆ่าพ่อแม่ของเจ้าเองยังไงหล่ะ...”ทันใดนั้น ดวงตาคู่งามของโทโมเอะก็เริ่มเบิกกว้างออกมาเพียงเล็กน้อย เมื่อได้ยินคำเอ่ยสารภาพเช่นนั้น เพราะการที่เธอกำพร้าพ่อแม่ในตอนนั้น ส่งผลทำให้เธอต้องประสบกับการถูกกลั่นแกล้งอันเนื่องมาจากปมเกี่ยวกับชาติกำเนิดโทโมเอะนั้นเกิดในครอบครัวที่มีพื้นเพมาจากพ่อค้าชาวบ้าน แต่พ่อแม่ของเธอนั้นรู้จักกันผู้คนในตระกูลมินาโมโตะหลายคนมาก หลังจากที่พ่อแม่ของเธอได้สิ้นใจลงมาตั้งแต่ที่เธอยังเป็นทารก โทโมเอะจึงได้รับอุปการะเลี้ยงดูจากผู้คนในตระกูลมินาโมโตะในเวลาต่อมา“แล้วก็อีกอย่างนะ เรื่องที่โยริโตโมะส่งกองทหารเข้าไปกำจัดชายคนรักของเจ้าที่มีนามว่าโยชินากะ เพราะความระแวงที่เขาจะได้แต่งตั้งขึ้นมาเป็นผู้นำโชกุนกับหัวตระกูลมินาโมโตะคนใหม่แทนโยริโตโมะนั่น ข้าก็เป็นคนยั่วยุให้โยริโตโมะเกิดความระแวงเช่นนั้นเองแหละ แล้วโยชินากะนั่นก็ถูกกองทหารฝ่ายมินาโมโตะรุมทำร้าย จนเกิดทนพิษบาดแผลไม่ไหวขึ้น แล้วก็สิ้นใจลงที่กลางป่าอย่างน่าสมเพศ”เมื่อได้ยินที่นางเทวีอสูรฯ เอ่ยออกมาเช่นนั้น ความแค้นของโทโมเอะก็ได้ทวีเพิ่มมากขึ้นกว่าเก่า เธอจึงรีบน้าวคันธนูออกมาแล้วยิงลูกธนูอาคมไปที่นางเทวีอสูรฯ ทันที แต่นางก็หลบพลางยื่นมือเรียวยาวรับลูกธนูนั่นได้ท่วงทัน“ไอ้ลูกธนูอาคมกระจอกๆ แบบนี้หน่ะ ทำอะไรข้าไม่ได้หรอก เจ้าเองก็รู้อยู่แล้วนี่”นางเทวีอสูรฯ เอ่ยพลางโยนลูกธนูทิ้งไปราวกับเศษขยะ“เจ้าพรากพ่อแม่ไปจากข้ายังไม่พอ เจ้าพรากชายคนรักไปจากข้าก็ยังไม่พอ นี่เจ้ายังจะมาพรากท่านอาจารย์กับโอทาเคมารุอีกหรือ...” โทโมเอะเว้นจังหวะสักพักก่อนที่เธอจะตะโกนถามออกมาด้วยน้ำเสียงและใบหน้าที่นิ่วด้วยความโกรธเกรี้ยว ดวงตาคู่งามของเธอนั้นพลางเบิกกว้างออกมา“เจ้าจะพรากสิ่งสำคัญไปจากข้าจนถึงเมื่อไหร่กัน”โทโมเอะพลางยิงลูกธนูอาคมใส่นางเทวีอสูรฯ 3 ดอกรวด นางเทวีอสูรฯ เรียกง้าวโลกันตร์ออกมา ก่อนที่นางจะปัดลูกธนูอาคมทั้ง 3 ดอกในครั้งเดียวด้วยความรวดเร็ว จนกระทั่งลูกธนูอาคมทั้ง 3 ดอกนั้นได้ดับสลายกลายเป็นผุยผงไปในที่สุด“ข้าก็บอกแล้วไง ว่ามันไม่มีประโยชน์”นางเทวีอสูรฯ กล่าวกับโทโมเอะด้วยสีหน้าที่เย้ยหยัน ทางด้านโทโมเอะก็ลดคันธนูลงมา ก่อนที่เธอจะหลั่งน้ำตาด้วยความรู้สึกเจ็บใจที่เธอไม่สามารยื้อชีวิตของโยชินากะ ผู้เป็นชายคนรักได้  แม้แต่สุซุกะผู้เป็นอาจารย์กับโอทาเคมารุผู้เป็นมิตรสหายที่เป็นเสมือนคนในครอบครัวที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเธอ...ก็ยังไม่สามารถที่จะปกป้องพวกเขาไว้ได้คนที่สำคัญที่สุดในชีวิตสำหรับเธอในตอนนี้ก็ได้พรากจากกันไปจนแทบจะไม่เหลือแล้ว คันธนูนั้นได้หลุดออกจากมือเรียวงาม ร่างงามของเธอก็ค่อยๆ ทรุดเข่าลงที่พื้นในท่ามกลางสายฝนที่เทสาดลงมายังเบื้องล่างที่เต็มไปด้วยเปลวเพลิงอันร้อนระอุที่ลุกโชนไปทั่วทั้งหมู่บ้านชนบทที่บัดนี้ได้กลายเป็นทะเลเพลิงแห่งอเวจีไปแล้วความรู้สึกของโทโมเอะในตอนนี้ช่างราวกับสิ้นความหวัง ร่างงามของเธอในตอนนี้ก็ค่อยๆ อ่อนล้าลงทีละน้อย จนแทบจะไร้เรี่ยวแรงในการที่จะก้าวเดินไปข้างหน้าต่อไป

    คล้ายกับเรื่องเจ้าหญิงฮิเมรากิ กับไข่มุกแห่งภูผา (Himeragi Princess and The Pearl of Mountain) ที่คุณอ่าน