กล่าวกันว่าป้ายคำสั่งทหารของราชวงศ์ก่อนถูกฮ่องเต้พระองค์ก่อนขว้างจนแตกเป็นเศษเล็กเศษน้อยไปแล้วจากนั้นก็ไม่มีผู้ใดเห็นป้ายคำสั่งทหารนี้อีกเลย คงไม่มีใครคาดถึงเป็นแน่ว่า ป้ายคำสั่งทหารนี้จะมาอยู่ในกล่องเครื่องประดับของพระสนมซูเฟย
จ้าวซีเหอพยายามจดจำรูปภาพบนตัวหยกเอาไว้เวลานี้เองที่เขาได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจากด้านนอกเขารีบเข้าไปหลบใต้เตียงทันที
ซูเฟยเดินเข้ามาในห้องก่อนจะถอนหายใจอย่างอ่อนแรง หลังจากนางกำนัลพยุงให้นอนลงบนเตียงก็เอ่ยถามออกมาว่า “พระสนม หลายวันมานี้ทรงเป็นอันใดไปเพคะ ไม่สบายหรือเพคะ”
ซูเฟยตวาดใส่นางกำนัล“เหลวไหล! เจ้ากำลังแช่งข้าหรือ!”
นางกำนัลเห็นซูเฟยมีสีหน้าไม่พอใจรีบคุกเข่าลงกับพื้น“ขอพระสนมอภัยให้บ่าวด้วย บ่าวพูดผิดไปแล้วขอพระสนมอย่าเก็บมาใส่พระทัยเลยนะเพคะ”
“ตบหน้าตัวเองประเดี๋ยวนี้!”ซูเฟยเอ่ยสั่งนางกำนัลผู้ไม่รู้ความอย่างไม่ชอบใจนางกำนัลที่คุกเข่าอยู่กับพื้นรีบใช้มือตบหน้าตัวเองอย่างแรง
จ้าวซีเหอที่แอบอยู่ใต้เตียงได้ยินเสียงตบดังสนั่นนึกสงสารนางกำนัลผู้นั้นยิ่งนักพร้อมกับนึกย้อนไปถึงเมื่อครั้งที่หนิงมู่ฉือโดนเช่นนี้บ้างตอนนั้นนางจะหวาดกลัวเพียงใดนะ
นางกำนัลตบหน้าตัวเองจนมุมปากมีเลือดซึมหน้าบวมราวกับลูกซาลาเปา ซูเฟยถึงค่อยโบกมือไล่ “พอแล้วออกไปได้แล้วไป อย่ามารบกวนข้า”
นางกำนัลผู้นั้นรีบโขกศีรษะกับพื้นพร้อมกับเอ่ย“ขอบพระทัยพระสนมเพคะ”
หลังจากนางกำนัลออกไปซูเฟยกวาดเครื่องประดับบนโต๊ะลงพื้นด้วยความเกรี้ยวกราดก่อนจะเอ่ยออกมา “คนในใต้หล้านี้มีแต่จะทำร้ายข้า ข้าเป็นเช่นนี้ก็เพราะพวกมัน” เอ่ยจบนางได้ยินเสียงฝีเท้าคนเดินมา
ซูเฟยหันไปมองที่ประตูองค์หญิงซีเยวี่ยในชุดสีเขียวแลดูอ่อนหวานกำลังเดินมา นางนั่งลุกขึ้นอย่างตกใจ
จ้าวซีเหอที่แอบอยู่ใต้เตียงมองเท้าขององค์หญิงซีเยวี่ยพร้อมกับรีบกลั้นหายใจเท้ามาหยุดอยู่ข้างเตียง เขามองด้วยใจที่เคร่งเครียดยิ่ง
องค์หญิงซีเยวี่ยส่งยิ้มอ่อนให้ซูเฟยใบหน้าขาวนวลเนียนไม่มีริ้วรอยแม้แต่น้อย องค์หญิงซีเยวี่ยใช้มือค่อยๆลูบใบหน้าที่ซีดขาวไร้สีเลือดของซูเฟยพร้อมกับเอ่ยว่า “หลายวันมานี้พี่สาวเป็นอันใดไปหรือเพคะท่าทางอ่อนแอไร้เรี่ยวแรงเหลือเกิน”
ซูเฟยหันหน้าหลบออกจากมือขององค์หญิงซีเยวี่ย“เอายาถอนพิษมาให้ข้า ไม่ว่าเจ้าต้องการสิ่งใดข้ายอมทั้งนั้น ข้าไม่ต้องการฝ่าบาทแล้วก็ได้ ข้ายกให้เจ้า”
สีหน้าองค์หญิงซีเยวี่ยเปลี่ยนไปทันทีเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมจริงจัง “อย่ามาพูดจาน่าขบขันไปหน่อยเลยตอนนี้ท่านต้องทำตามคำสั่งข้าแล้วท่านถึงจะไม่เจ็บปวดแล้วก็อย่าได้คิดจะบอกเรื่องนี้แก่ท่านอัครมหาเสนาบดีเด็ดขาด สิ่งที่ข้าทำทั้งหมดในใจของอัครมหาเสนาบดีใช่ว่าจะไม่รู้”
ซูเฟยได้ยินเช่นนั้นมององค์หญิงซีเยวี่ยอย่างไม่อยากจะเชื่อ“ท่านพ่อหรือ ไม่มีทาง เจ้าอย่ามาหลอกข้า!”
องค์หญิงซีเยวี่ยยิ้มซึ่งเป็นรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความลึกล้ำประกายตาที่อยู่ท่ามกลางแสงแดดไม่มีความขุ่นเคืองแต่อย่างใด “ตอนแรกที่ท่านช่วยข้าก็เป็นคำสั่งของท่านอัครมหาเสนาบดีไม่ใช่หรือหรือท่านลืมไปแล้ว?”
ซูเฟยนั่งอยู่บนเตียงตัวอ่อนไร้เรี่ยวแรง เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงดุดัน “บอกมา!เจ้าต้องการให้ข้าทำอะไรเจ้าถึงจะปล่อยข้าไป!”
องค์หญิงซีเยวี่ยเดินตรงเข้าไปหาซูเฟยลูบผ้าไหมที่นำมาปูเตียงจ้าวซีเหอที่อยู่ใต้เตียงนึกว่าถูกค้นพบเสียแล้วจึงรีบกลั้นลมหายใจไม่กล้าหายใจแรง
องค์หญิงซีเยวี่ยเอ่ยกับซูเฟยว่า“ความคิดของท่านอัครมหาเสนาบดีเป็นอย่างไรข้าไม่กล้าคาดเดาแต่ต่างแคว้นอย่างพวกเราต้องขอบคุณท่านอัครมหาเสนาบดีมากที่ช่วยกำจัดตัวปัญหาอย่างหนิงจื้อหย่วนให้”
“พวกเจ้าคิดจะกบฏ!” ซูเฟยยื่นมือไปหมายจะคว้าซวินที่ห้อยอยู่ที่คอขององค์หญิงซีเยวี่ย
ที่คาดไม่ถึงคือองค์หญิงซีเยวี่ยกลับหลบได้อย่างสบายองค์หญิงซีเยวี่ยยกยิ้มมุมปากพร้อมกับหยิบซวินขึ้นมาเป่า
ครั้นซูเฟยได้ยินเสียงซวินท้องพลันปวดขึ้นมาทันที ซูเฟยบิดร่างกายด้วยความปวดร้าว องค์หญิงซีเยวี่ยเห็นเช่นนั้นรู้สึกสาแก่ใจยิ่งนัก
ซูเฟยทนความเจ็บปวดกับการถูกแมลงกัดลำไส้และกระดูกไม่ไหวอีกต่อไปเอ่ยขอร้ององค์หญิงซีเยวี่ย “ต่อไปไม่ว่าเจ้าจะพูดอะไรข้าจะทำตามที่เจ้าบอกทุกอย่าง แต่ขอร้อง ซีเยวี่ย เจ้าหยุดเถอะ!”
องค์หญิงซีเยวี่ยยิ้มพร้อมกับหยุดเป่า“ก่อนหน้านี้เสด็จพี่ส่งจดหมายมาว่าให้พี่สาวทำตัวดีๆต่อหน้าฝ่าบาท และต้องสร้างโอกาสให้ข้า”
ซูเฟยได้ยินเช่นนั้นรีบพยักหน้าตอบตกลงทันที“ได้ ข้าจะช่วยเจ้า!”
องค์หญิงซีเยวี่ยยิ้มอย่างพึงพอใจทว่าไม่อาจปิดบังความเหงาที่สะท้อนอยู่ในดวงตาได้
หลังจากองค์หญิงซีเยวี่ยเดินออกไปแล้วซูเฟยกวาดของที่อยู่บนเตียงเขวี้ยงทิ้งลงพื้น ขยุ้มศีรษะกรีดร้องอย่างสิ้นหวังจากนั้นก็ร้องไห้อย่างน่าสงสาร ไม่ว่าผู้ใดมาเห็นก็ต้องรู้สึกเห็นใจด้วยกันทั้งนั้น
จ้าวซีเหอที่หลบอยู่ใต้เตียงทนฟังเสียงร้องไห้ผสมกับเสียงกรีดร้องไม่ไหวยกมือขึ้นปิดหูอย่างปวดศีรษะ ผ่านไปสักพักเมื่อเขาได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวเป็นเสียงลมหายใจอย่างสม่ำเสมอของซูเฟย เขาถึงคลานออกมาได้อย่างวางใจ
ทันใดนั้นเองเขาเห็นตาของพระสนมซูเฟยลืมขึ้นเขาตกใจเป็นอย่างมาก นิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะยื่นมือไปโบกตรงหน้าพระสนมซูเฟยเมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่มีปฏิกิริยาใด จึงหมุนตัวเดินจากไปอย่างโล่งอก
ครั้นพ้นมาได้เขาลูบอกอย่างโล่งใจพร้อมกับพึมพำ “คนอะไรหลับก็ยังลืมตาตกใจหมดเลย!”
เขาเอามือไพล่หลังเดินออกจากตำหนักหมิงฉือไปยังตำหนักเจินหลงสีหน้าท่าทางกลับมาเป็นคุณชายเจ้าสำราญดังเดิม ในปากคาบดอกไม้เอาไว้หนึ่งดอก
ฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินมองท่าทางเสเพลของจ้าวซีเหอพร้อมกับถอนหายใจออกมาอดไม่ได้ที่จะบ่น “เจ้าอายุเท่าไหร่แล้ว เหตุใดถึงยังไม่รู้จักมารยาทเช่นนี้ดอกไม้ในอุทยานหลวงใช่ของที่เจ้าจะเด็ดได้ตามใจได้ที่ไหน!”
จ้าวซีเหอยิ้มพลางตอบ“เสด็จพี่ไม่เห็นต้องงกไปเลย แต่จะว่าไป ดอกล่าเหมย[1] ในอุทยานของพระองค์บานได้งดงามดีเหลือเกิน!”
ฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินถอนหายใจอย่างอ่อนอกอ่อนใจ“ช่างเถอะ เจ้ากลับตำหนักไปเถิด อย่ามาอยู่รบกวนเราเรายังมีฎีกาที่ต้องอ่านอีกมาก”
จ้าวซีเหอยกสองมือคำนับ“เช่นนั้นกระหม่อมทูลลาพ่ะย่ะค่ะ” จากนั้นก็หมุนตัวเดินออกจากตำหนักไปเมื่อไปถึงหน้าวัง เขาจูงม้าเดินกลับไปที่ตำหนักอ๋องด้วยสีหน้าเคร่งขรึมใบหน้าขบคิดอยู่ตลอดเวลา
หนิงมู่ฉือเดินตามอยู่ด้านหลังเฉินเกอนางมองไหล่กว้างของเขาขณะที่ในใจลดความระแวดระวังลงเล็กน้อยหากก็ยังมีท่าทีระแวงอยู่ ถึงกระนั้นนางก็ยังคงเดินตามหลังเขาเข้าไปในป่าต่อ
[1] ล่าเหมย ลักษณะคล้ายดอกเหมยหรือดอกบ๊วย แต่อยู่คนละวงศ์กัน ดอกมีสีเหลือง