ยามวิกาลดึกสงัด คนอื่นกำลังนอนพักผ่อนเติมพลังกันอยู่ ส่วนหนิงเทียนได้นั่งอยู่หน้าเปลวไฟ มันมิได้หลับไปเหมือนเช่นคนอื่น แต่ในหัวคะนึงถึงคนรักบุตรและครอบครัวที่จากมา
ในระหว่างนั้นเงาร่างของเอ้อตูเล่อหลางได้ปลุกมันจากภวังค์แห่งความคิด
บุรุษหนุ่มไม่สามารถข่มตานอนหลับได้ เพราะในวันพรุ่งนี้มันจะต้องเป็นตัวล่อให้ศัตรูตายใจและเชื่อถือในกองโจรหุบเขา เมื่อมันเห็นหนิงเทียนยังไม่หลับจึงเข้ามาสนทนาหมายความกังวลนั้นลง“กุนซือ ท่านคิดว่า ปรมะ มันจะยอมเชื่อพวกเราหรือไม่??”
หนิงเทียนกล่าวตอบ “ต่อให้เป็นแผนการที่แยบยลมากเพียงใด ก็ไม่มีแผนการใดที่สำเร็จได้เต็มร้อย หากโชคดีพวกเราอาจไม่พบเจออุปสรรคใด แต่ถ้าโชคไม่เข้าข้างก็อยู่ที่เรา ว่าจะปรับเปลี่ยนตามกระแสได้มากเพียงใด”
เอ้อตูเล่อหลางได้กล่าวถามต่อไปว่า “กุนซือ ขอถามได้หรือไม่ ตัวท่านร่ำเรียนพิชัยสงครามเหล่านี้มาจากที่ใดงั้นหรือ??”
หนิงเทียนหันมองอีกฝ่ายพร้อมกล่าว “มันเป็นเรื่องแปลกสำหรับคนในยุคนี้หรือไง??”
ตลอดชีวิตที่หนิงเทียนดำรงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่แห่งฉิน นอกจากศึกสงครามแล้ว มันยังได้เขียนพิชัยสงครามซือหม่าขึ้นมา เพื่อให้ลูกหลานได้เรียนรู้สืบต่อกันไป และก่อนที่มันจะตาย คัมภีร์เหล่านั้นคงจะถูกตีแพร่แจกจ่ายสู่สายตาของอนุชนคนรุ่นหลังกันทั่วหน้าแล้ว
ทว่าคำตอบของเอ้อตูเล่อหลางผิดไปจากที่หนิงเทียนคิดเอาไว้ “พิชัยสงคราม มีไว้สำหรับแม่ทัพใหญ่ของแต่ละอาณาจักรเท่านั้น คนธรรมดาทั่วไปไม่มีสิทธิ์ที่จะได้เรียนรู้มัน”
หนิงเทียนเคยคิดไว้ว่าการที่เอ้อตูเล่อหลางสามารถคิดแผนจับโจรขึ้นมาได้ เป็นเพราะผลพวงความรู้จากพิชัยสงครามที่มันเขียนขึ้น หากแต่เวลานี้มันรู้แล้วว่า สิ่งที่มันคิดค้น มิได้ถูกส่งต่อเป็นความรู้ตามที่ตั้งใจเอาไว้ “แล้วเจ้า ร่ำเรียนพิชัยสงครามมาจากที่ใด??”
เอ้อตูเล่อหลางส่ายศีรษะ “ข้าไม่ได้ร่ำเรียนเป็นจริงเป็นจริง ที่พอรู้งูๆปลาๆเป็นเพราะท่านปู่ของข้า เคยเป็นทหารเดินเท้าในกองกำลังอสูรดำ ท่านได้จดจำสิ่งที่ท่านแม่ทัพซือหม่าใช้และนำมาบอกเล่าสู่ลูกหลาน”
ได้ยินเช่นนั้นหนิงเทียนจ้องมองไปที่บุรุษหนุ่ม ก่อนจะแย้มยิ้มออกมา “งั้นรึ เจ้าก็เป็นส่วนหนึ่งของกองทัพอสูรดำนี้เอง” จากนั้นหนิงเทียนกล่าวถาม “เด็กน้อย เจ้ารู้หรือไม่ พิชัยสงครามซือหม่า เวลานี้ผู้ใดเป็นคนครอบครอง??”
เอ้อตูเล่อหลางกล่าวตอบ “พูดคนมากมายพูดกันว่า ศิษย์น้องของท่านซือหม่าหนิงเทียน แม่ทัพใหญ่ฉินคนปัจจุบัน เทพสงคราม ฉินอู่หาน เป็นผู้ครอบครองมันอยู่”
นามของฉินอู่หานไม่ได้อยู่ในความทรงจำของหนิงเทียน แต่หากพูดถึงศิษย์น้องของมัน หนิงเทียนคิดถึงได้เพียงเด็กหนุ่มที่กระโดดขวางเส้นทางม้าของมันในวันนั้น“เด็กคนนั้น ชื่อ ฉินอู่หานงั้นหรอกรึ”
ยามดึกได้ผ่านพ้นไป เข้าสู่รุ่งเช้าของวันใหม่ ขณะที่คนอื่นกำลังเก็บข้าวของเตรียมความพร้อมก่อนจะออกเดินทาง หูหลี่ไป๋ได้เรียกหนิงเทียนเข้าไปพบ
เบื้องหน้าของหนิงเทียน หูหลี่ไป๋อยู่ในชุดคลุมไหล่ขนหนังสัตว์ เผยให้เห็นมัดกล้ามกำยำ สองมือค้ำยันที่ดาบใหญ่ ดวงตาจ้องมองไปยังอีกฝ่าย
หนิงเทียนเห็นเช่นนั้น จึงกล่าวถาม “หัวหน้ามีเรื่องใด??”
“กุนซือ แม้เจ้าจะพึ่งเข้ามาในกองโจรหุบเขา แต่ข้ารู้สึกว่าเจ้าไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไป การที่เราจะเข้าไปในรังของปรมะนั้นเป็นเรื่องอันตรายอย่างมาก หากเกิดข้อผิดพลาดและพวกเราต้องปะทะกับมันจากภายใน ทุกคนจะต้องปกป้องชีวิตของตัวเองให้ได้”
หนิงเทียนพยักหน้าขึ้นลง “ข้าเข้าใจแล้ว”
หูหลี่ไป๋ยังกล่าวต่อ “ข้าได้ยินเรื่องราวจากเหิ่นเสี่ยว เจ้าสามารถเอาชนะผู้ฝึกยุทธขั้น5 3คนได้ในพริบตา บอกข้ามาเจ้าอยู่ในระดับใดกัน??”
หนิงเทียนตอบกลับด้วยรอยยิ้ม “ข้าพึ่งจะก้าวเข้าสู่ขั้น6ได้ไม่นาน”
หนิงเทียนรู้ดีว่าหูหลี่ไป๋เป็นผู้ฝึกยุทธอยู่ปลายทางของขั้นที่6 มันจึงตั้งใจที่จะบอกว่าตัวเองอยู่ในระดับต่ำกว่าเพื่อไว้หน้าอีกฝ่าย
ได้ยินเช่นนั้นหูหลี่ไป๋ หดสายตาจับจ้อง มันเองก็ยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่ถึงอย่างนั้น ความแข็งแกร่งของอีกฝ่าย ไม่ใช่ความตั้งใจที่มันเรียกตัวของหนิงเทียนมาที่นี่หูหลี่ไป๋กล่าว “คนที่อยู่ข้างกายข้านานปี ข้าจะมอบวิชาประจำตัวของข้าให้แก่มัน แต่เจ้าถือเป็นกรณีพิเศษ ตั้งใจดูและจำมันให้ดี ชื่อของมันคือ เพลงดาบฆ่าพยัคฆ์”
กล่าวจบ ใบหน้าของหูหลี่ไป๋ถมึงทึง รอบๆตัวอัดแน่นด้วยรัศมีฆ่าฟัน มันพุ่งตัวเคลื่อนไหวรวดเร็วผิดไปจากร่างกายที่ใหญ่โต ก่อนจะเริ่มฟาดฟันดาบในมือ พลังวัตรในร่างไหลสลับซ้ายและขวา เพลงดาบฆ่าพยัคฆ์ของหูหลี่ไป๋สลับใช้สองมือได้อย่างเชี่ยวชาญ คู่ต่อสู้ที่ต้องรับกระบวนท่าเหล่านี้ จะต้องสับสนและงุนงงจากการเปลี่ยนทิศทางโจมตีอย่างอิสระ
คนอื่นๆที่กำลังมองดูการฟาดฟันดาบใหญ่จากหัวหน้ากองโจรหุบเขา เต็มไปด้วยความรู้สึกชื่นชมและหวั่นเกรง แต่สำหรับหนิงเทียนนั้นแตกต่าง หว่างคิ้วของมันร่นเข้าหากัน สายตาจับจ้องทุกๆกระบวนท่าจนกลายเป็นภาพค้างเวลา เชื่องช้ากว่าปกติหลายสิบเท่า
ไม่นานหนิงเทียนก็เข้าใจได้ว่า เหตุผลที่หูหลี่ไป๋ติดค้างอยู่ในขั้นที่6 หาใช่เป็นเพราะพลังวัตร แต่เพราะมันไม่สามารถประสานพลังในร่างเข้ากับเพลงดาบฆ่าพยัคฆ์ได้เต็มสิบส่วนและเหตุผลนั้นเกิดจากนิสัยส่วนตัวของอีกฝ่าย แม้จะใช้การสลับมือซ้ายมือขวาฟาดฟันเพลงดาบอย่างเชี่ยวชาญ หากแต่สองเท้าที่สลับตามมือไม่เป็นเช่นนั้น และเมื่อเท้าไม่มั่นคง ส่งผลให้เรี่ยวแรงจากร่างกายลดลงเกินกว่าครึ่ง
หนิงเทียนกล่าวออก “ขอกระบี่”
เอ้อตูเล่อหลางที่มองดูการชี้แนะครั้งนี้ด้วยความสนใจ รีบโยนกระบี่ในมือให้อีกฝ่ายรับไว้ จากนั้นหนิงเทียนก้าวเท้าเข้าหาหูหลี่ไป๋อย่างไม่เกรงใจ มันตั้งใจใช้กระบี่โจมตีไปที่เท้าซ้ายของอีกฝ่าย ในทุกๆครั้งหูหลี่ไป๋สลับมือจับกุมอาวุธ หนิงเทียนจะโจมตีออกไปไม่ให้เท้าซ้ายของอีกฝ่ายก้าวนำออกมา เป็นเหตุให้หูหลี่ไป๋ต้องใช้กำลังจากเท้าขวาเหยียบพื้นและโจมตีออกไปอยู่บ่อยครั้ง
สามครั้งแรก หูหลี่ไป๋รู้สึกว่าตนเองสามารถโจมตีได้รุนแรงกว่าที่เคยเป็น และเมื่อเป็นซ้ำเช่นนี้อยู่ถึงสิบถึงร้อยกระบวนท่า พลังทำลายอันยิ่งใหญ่ของเพลงดาบฆ่าพยัคฆ์ได้พลักดันให้ หัวหน้าใหญ่ของกองโจรหุบเขาสามารถทลายกำแพงเข้าสู่ขั้น7ได้อย่างน่าตกใจ
เปรี้ยงง!!! ดาบใหญ่ในมือของหูหลี่ไป๋ฟาดฟันเข้าใส่กระบี่ในมือของหนิงเทียน กระบี่ที่สร้างขึ้นหยาบๆ ไม่สามารถทานรับพลังทำลายของดาบใหญ่ได้ จึงแตกหักเป็นสองส่วน หนิงเทียนได้ใช้การก้าวเท้าเพื่อลดทอนแรงสะท้อนที่ย้อนกลับมา ทำให้มันไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆแม้แต่น้อย
หนิงเทียนแย้มยิ้มพร้อมกล่าว “หัวหน้าท่านแข็งแกร่งจริงๆ”
เหิ่วเสี่ยวร้องตะโกนด้วยเสียงดังด้วยอาการตกใจ “นะ...นั้นมัน หัวหน้า ท่านเข้าสู่ขั้น7ได้แล้ว ได้แล้ว ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยมที่สุด”
หูหลี่ไป๋ยังคงนิ่งเงียบ มันไม่แน่ใจว่าการเข้าสู่ขั้น7ของมันเป็นเพราะความบังเอิญที่ใช้ตัวเองสลับเท้ายึดแรงผิดแปลกจากเดิม หรือเป็นเพราะความตั้งใจของอีกฝ่าย ที่โจมตีเข้ามาไม่ให้มันใช้เท้าซ้ายได้อย่างอิสระ
แต่ในขณะที่มันกำลังครุ่นคิด หนิงเทียนได้กล่าวขึ้นว่า “ข้าได้เรียนรู้เพลงดาบฆ่าพยัคฆ์มากแล้ว ขอบคุณหัวหน้าจริงๆ”
กองโจรหุบเขาทุกคน ตกอยู่ในความยินดีครั้งใหญ่ เป็นนิมิตหมายที่ดี ก่อนจะเปิดศึกใหญ่กับศัตรู หัวหน้าของมันได้กลายเป็นผู้ฝึกยุทธขั้น7ได้สำเร็จ สร้างกำลังใจและความฮึกเหิมในการเข้าถ้ำเสื้อครั้งนี้มากกว่าถ้อยคำปลุกใจใดๆ
ระหว่างเก็บสัมภาระ ฮาจุนกล่าวแก่อีกฝ่าย “ใครเป็นคนชี้แนะให้กับใครกันแน่นะ??”
“ก็ไม่มีอะไร หากมันไม่ได้ปรารถนาดีต่อข้า คงไม่ได้รับโชคจากข้าไป” หนิงเทียนกล่าวออกอย่างไม่สนใจ
“ว่าแต่ เจ้าจะแสร้งทำเป็นอ่อนแอเช่นนี้จริงๆหรือ ไม่สู้เจ้าเอาชนะเจ้านั้นและขึ้นเป็นหัวหน้าใหญ่ คงจะเคลื่อนไหวได้สะดวกกว่านี้??” ฮาจุนกล่าวถาม
ได้ยินเช่นนั้นหนิงเทียนถามกลับ “แล้วเจ้าละ ทั้งๆที่แข็งแกร่งขนาดนั้น เหตุใดถึงชอบเล่นบทสตรีที่น่าสงสารด้วย”
ฮึ!! ฮาจุนเค้นเสียงโดยไม่ได้กล่าวคำใดต่อ
กองโจรหุบเขาใช้เวลาเดินทางเพียงครึ่งวัน ก็สามารถลงมาจากเขาแหลมโกลาหลได้สำเร็จ เมื่อถึงเวลาที่ตะวันคล้อยประสานดวงตา การเผชิญหน้าที่อันตรายที่สุดก็มาถึง ทว่ากลับไม่มีผู้ใดสั่นกลัวเลยแม้แต่น้อย ทุกคนยังคงประครองสติและทำเหมือนว่า พวกมันมาเพื่อยอมสวามิภักดิ์อย่างแท้จริง
“พวกของปรมะไม่ได้เคลื่อนทัพไปไหนเลย เกรงว่าเอ้อหวินซาง คงจะไม่ยอมทำตามที่พวกมันปรารถนา กุนซือคาดเดาประหนึ่งมองเห็นอนาคตจริงๆ” เหิ่นเสี่ยวพึมพำด้วยน้ำเสียงชื่นชม
หูหลี่ไป๋พยักหน้าขึ้นลง น้ำเสียงหนักแน่นดังขึ้น “ทุกคนไป”
จากนั้นมันได้นำกำลังทั้งหมดเคลื่อนที่เข้าหาแหล่งที่พักของปรมะ
ในเวลาเดียวกัน ทางฝั่งที่กองกำลังของนักบวชผีปรมะ “หัวหน้า หัวหน้า หัวหน้า” เสียงร้องตะโกนของนักรบคนหนึ่งดังขึ้น จากนั้นมันรีบกล่าวรายงาน “ท่านหัวหน้า พวกกองโจรหุบเขา พวกมันโผล่หัวออกมาแล้ว”
ปรมะกำลังหลับนอนเสพกามกับหญิงชาวบ้านที่จับกุมมา เปิดดวงตากว้าง มันใช้เท้าเขี่ยร่างไร้วิญญาณของหญิงสาวออกไปให้ห่างสวมใส่เสื้อผ้า และลุกขึ้นจากเตียง มุมปากสองข้างของมันฉีกยิ้มถึงใบหู จากนั้นปรมะได้สั่งรวมพลกำลังทั้งหมดเพื่อมาต้อนรับอีกฝ่าย
ในอดีตฐานะและตำแหน่งของหูหลี่ไป๋กับปรมะ อยู่ในระดับเดี่ยวกัน กองโจรหุบเขาและกองทัพผี เป็นผู้ปกครองในถิ่นฐานของตัวเอง ดั่งน้ำบ่อไม่ยุ่งน้ำโคลนแต่แล้วการเปลี่ยนแปลงของทั้งสองคนเกิดขึ้น จนทำให้กำลังรบแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ด้วยเหตุผลง่ายๆคือ ปรมะยอมสวามิภักดิ์แก่มหาโจรครองฟ้า ส่วนหูหลี่ไป๋เป็นฝ่ายขัดคืนต่อมหาโจรครองฟ้า
ไม่นาน สองกองทัพก็ได้ประจันหน้ากัน ฝ่ายกองทัพผี ปรมะและจงขุยได้ควบขี่คชสารและพยัคฆ์ออกมาอยู่ข้างหน้า ส่วนฝ่ายของกองโจรหุบเขา หูหลี่ไป๋ เหิ่นเสี่ยวและหนิงเทียนได้ควบขี่อาชาออกมาเผชิญหน้า...