Zelion Fantasy Rewirte

    บทที่ 59 ของขวัญและการเริ่มต้น

            บทที่ 59

            เอเลนตื่นขึ้นมีอีกครั้งในวันถัดมาในสภาพงัวเงียและปวดหัวราวกับคนที่เพิ่งผ่านการกินสุรามาหมาดๆ มือหยาบหนาเลื่อนขึ้นมาปลดหน้ากากไร้หน้าออกดวงตาสีทับทิมกวาดไปมองสภาพเละเทะที่เกิดขึ้นโชคดีที่วันนี้เป็นวันหยุดทำให้ไม่มีใครมาพบเข้ากับสภาพที่น่าสมเพชของร้าน

            แอนทาเรสยังคงสงบนิ่งอยู่ในสภาพของนาฬิกาพกเช่นเคยแต่เขาก็ต้องผิดคาดเมื่อเซฟิออนนั้นกลับตะโกนออกมาอย่างแตกตื่นพร้อมกับถามไถ่เขาว่าสบายดีไหมด้วยน้ำเสียงสะอื้น นอกจากนี้ฟาเร็ทเองก็ก็โดดเข้าหาอ้อมอกของเขาอีกคนในสภาพตัวสั่น เท่าที่จำได้เซฟิออนถูกเล่นงานจนตกอยู่ในสภาพเหมือนกับคนสลบและฟื้นขึ้นมาอีกทีเห็นเอเลนนอนฟุบในสภาพไร้รอยแผล

            “เกิดอะไรขึ้น”

            เอเลนกล่าวในขณะที่กำลังลูบหลัง(?)ของเซฟิออนที่เอาแต่ร้องไห้และอีกมือก็ต้องปลอบประโลมฟาเร็ทที่เสียขวัญโดยมีแอนทาเรสที่เยือกเย็นที่สุดเป็นคนตอบ

            “เมื่อคืนนายท่านต่อต้านบัญชาเทพของอาริอันนาจนถูกนางเล่นงาน โชคดีที่นายหญิงทั้งสองปรากฏตัวขึ้นก่อนที่ข้าน้อยจะถูกช่วงชิงไป”

            “อา....แม้แต่เธอก็เอาชนะเทพไม่ได้งั้นเหรอ”

            !

            คำพูดของเอเลนฟาดลงกลางใจของเซฟิออนจะสายนาฬิกาพกลู่ตกลงกับพื้นราวกับลูกโป่งโดนปล่อยลมก่อนที่จะกล่าวขึ้นเสียงอ่อย

            “...เรียนตามตรง ข้าน้อยมีพลังมากพอที่จะฟาดฟันได้แม้แต่เทพเจ้าเจ้าค่ะ แต่หากขาดคู่หูที่ไม่มีศักยภาพมากพอข้าน้อยก็ไม่สามารถสำแดงฤทธิ์ได้เจ้าค่ะ”

            “พูดง่ายๆก็คือ ผมยังอ่อนแอเกินไปสินะ”

            “ข ข้าน้อยไม่ได้ตั้งใจจะพูดเช่นนั้นนะเจ้าคะ”

            แอนทาเรสดีดตัวขึ้นพร้อมกับบรรยากาศมาคุเค้ามาแทนที่ ตอนนั้นเองที่ภาพเหตุการเมื่อคืนหลั่งไหลเข้ามาในห้วงความคิดกับศัตรูที่มองไม่เห็นตัวแค่ตอบโต้เขายังทำไม่ได้เลย ตอนนี้ในใจของเอเลนได้สลักชื่อของอาริอันนาเอาไว้ว่าเป็นศัตรูที่แข็งแกร่งและน่ากลัวเป็นอันดับหนึ่ง

            หลังจากปลอบประโลมเหล่าผู้เสียขวัญ(?)เรียบร้อยแล้วงเขาก็มาตรวจเช็คสภาพร่างกายของฟาเร็ทพบว่ากลับมาแข็งแรงเหมือนก่อนถูกเล่นงานแล้วถือเป็นข่าวดีอันดับหนึ่ง

            “นายท่านเจ้าคะ นายหญิงฝากของขวัญมาให้ด้วยเจ้าค่ะ”

            แอนทาเรสเอ่ยขึ้นก่อนจะทำสายคล้องเป็นรูปลูกศรชี้ไปทางทั่งตีเหล็ก เอเลนขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจเพราะเขาเพิ่งสังเกตุว่าบนทั่งมีม้วนคัมภีร์และค้อนเหล็กที่ไม่คุ้นตาวางอยู่คู่กันพร้อมกับกระดาษที่เขียนข้อความเอาไว้

            ค่าเสียหายที่นังเทพีปลายแถวทำให้เธอเจ็บปวด น่าเสียดายที่ยัยนั่นไม่ตายสนิทแต่ยังทิ้งแขนและขุมพลังกลุ่มหนึ่งเอาไว้ให้พวกเราเลยเอามาแปลงเป็นพลังให้เธอ ส่วนค้อนเป็นค่าทำขวัญของเจ้าเทพผมแดงที่เคยสาปเธอ ไว้เมื่อพบกันคราวหน้าพวกเราจะขูดรีดอย่างอื่นจากมันอีก หวังว่าเธอจะชอบ

            ลงชื่อ เรมิเอลและนาธาเลีย

            เอเลนหยิบค้อนขึ้นมาดูเป็นอันดับแรกก็ต้องทึ่งกับน้ำหนักของมันที่มากกว่าค้อนเล่มเดิมที่เขาใช้เกือบสองเท่า ด้ามค้อนที่ทำจากไม้เนื้อดีปล่อยกลิ่นหอมอ่อนๆออกมานอกจากนี้เหล็กเย็นๆที่เป็นหัวค้อนเองก็ยังไม่ธรรมดา เมื่อตรวจสอบดูก็พบว่ายังไม่สามารถตรวจสอบหรือใช้งานได้เอเลนจึงวางมันไว้ในตู้นิรภัยเฉกเช่นเดียวกับของสำคัญอื่นๆ

            เขาไม่แน่ใจว่าทั้งสองไปบีบบังคับอีท่าไหนถึงทำให้เทพที่ขึ้นชื่อเรื่องความหัวแข็งและใจร้อนอย่างทราฟาก้ายินยอมมอบค้อนเล่มนี้ให้โดยง่าย(?) ในเมื่อตรวจสอบก็ไม่ได้แถมจะใช้งานก็ไม่ได้เอเลนจึงเลิกให้ความสนใจแก่มันแล้วหันมามองม้วนคัมภีร์ที่ปลดปล่อยกลิ่นอายธาตุแสงออกมาอย่างท้วมท้น

            [ท่านใช้งานคัมภีร์ทักษะ ประกายทิวา]

            [ท่านได้รับเวทมนต์ระดับเหนือโลกา ประกายทิวา ระดับ 1]

            ในเซลิออนเวทมนต์ถือเป็นทักษะที่สามารถคาดหวังกับผลลัพธ์ได้แน่นอนืทที่สุดของเพียงทำตามเงื่อนไขของเวทมนต์ครบ โดยจะแบ่งออกเป็นสี่ระดับประกอบด้วย เวทมนต์ระดับต่ำ กลาง สูง และระดับเหนือโลกา ซึ่งเวทมนต์ระดับต่ำและกลางสามารถเรียนได้หากทักษะเวทมนต์ของท่านมีระดับเพียงพอแต่เวทมนต์ระดับสูงกว่านั้นหากไม่ใช่เหตุการณ์พิเศษหรือการส่งมอบต่อจากผู้อื่นการหาเรียนนั้นแทบเป็นไปไม่ได้

            หลังจากแอนทาเรสปลดผนึกร่างที่แท้จริงออกมาเอเลนก็ได้อนสงค์ด้วยการได้รับสิทธิ์ในการร่ำเรียนเวทมนต์ธาตุแสงและความมืดไปด้วยแต่ถึงจะผ่านมาหลายเดือนแล้วเอเลนก็ยังไม่เคยได้รับเวทมนต์เลยแม้แต่บทเดียว

            ประกายทิวา

            ระดับ 1 / 100

            ประเภท ทักษะเวทมนต์ธาตุแสง

            ระดับ เหนือโลกา

            มานาที่ใช้ ??? หน่วยต่อวินาที

            ระยะร่าย 1 วินาที

            ระยะหน่วง 5 นาที

            เวทมนต์ระดับเหนือโลกาที่เกิดจากการดัดแปลงเศษซากที่เหลืออยู่ของเทพธิดาอาริอันนาประสานรวมกันกับพลังของนามธรรมแห่งการก่อกำเนิดจนเกิดเป็นหนึ่งในสุดยอดทักษะเวทมนต์ของโลก แต่ทักษะทรงพลังเกินไปจึงต้องมีการปรับให้อยู่ในระดับต่ำสุดเมื่อรับไปใช้งาน สามารถพัฒนาต่อได้

            - เมื่อใช้ทักษะแล้วจะสร้างละอองแสงขึ้นมารอบตัวได้สูงสุด 100 ดวง สามารถเปลี่ยนละอองแสงเป็นสิ่งที่ผู้ร่ายจินตนาการแต่จะมีขนาดเล็ก

            - สามารถควบคุมละอองแสงให้โจมตีได้โดยละอองแสงจะมีความเร็วเทียบเท่าครึ่งหนึ่งของความเร็วแสง

            - ละอองแสงแต่ละดวงจะมีพลังโจมตี / พลังป้องกัน 100 หน่วย 

            แม้จะไม่ใช่ทักษะเวทมนต์ที่อลังการแต่ก็เป็นเวทมนต์ที่เข้ากับเขาอย่างไม่น่าเชื่อ เพียงแค่อ่านรายละเอียดเขาก็คิดวิธีการประยุกต์ใช้ได้หลากหลายขาดแค่นำไปทดลองจริงเท่านั้น แถมเวทมนต์ไม่ว่าจะธาตุแสงหรือธาตุความมืดล้วนใช้ออกได้โดยผ่านวงจรเวทมนต์กาลอนันต์ทั้งคู่

            “ดูท่าวันหลังต้องแวะไปร้านขายตำราเวทมนต์บ้างแล้วสิ”

            ตอนนี้เขามีทุนทรัพย์มากพอจะกว้านซื้อตำราเวทมนต์ที่แม้แต่ระดับต่ำยังมีราคาแพงหูดับมาใช้งานได้ราวกับเศรษฐีคนหนึ่ง ได้ยินมาจากพวกนักเวทย์ว่าทักษะเวทมนต์ระดับต่ำนั้นเลื่อนระดับง่ายแต่ก็ไร้ประโยชน์เมื่ออยู่ต่อหน้าเวทมนต์ที่มีระดับสูงกว่า

            ข้อด้อยอีกอย่างที่เขาพอจะคิดออกคือการที่เขาไม่ใช่คลาสนักเวทย์แท้ทำให้ขาดทักษะที่เกี่ยวข้องกับการร่ายเวทมนต์หลายทักษะ ซึ่งเขาจะมารู้ทีหลังว่าความกังวลของเขาจะกลายเป็นหมันเพราะทักษะหลายๆอย่างนั้นไม่ได้มีจำกัดแค่เฉพาะในหมู่ของนักเวทย์ จะมีเพียงแค่ทักษะอย่างแก่นมานา ที่คล้ายกับทักษะวงจรเวทมนต์แต่เป็นของนักเวทย์กับทักษะอีกไม่กี่ชนิดเท่านั้น

            “สำคัญกว่านั้นคือต้องหาอาวุธเพิ่ม....”

            เอเลนเดินออกมาจากห้องทำงานตรงไปยังชั้นสามเขาตระหนักได้ถึงความสำคัญของอาวุธเพราะถึงจะไม่มีคุณภาพมากแต่อาวุธในมืออีกฝ่ายก็เป็นอาวุธแรงค์ S แน่นอนว่าเขาไม่คิดจะใช้ควินดีลเพราะมีหลายคนเคยเห็นมันมากเกินไปดังนั้นตัวเลือกของเขาจึงเหลือเพียงหนึ่งเดียว

            หอกที่ทำจากวัสดุมังกรมีสีแดงก่ำตลอดทั้งเล่มบริเวณใต้คมหอกลงมานั้นมีผ้าสีเดียวกันพันเอาไว้จรดปลายด้ามหอก เอเลนเปิดค่าสถานะของมันออกเพื่อทบทวนความทรงจำ

            กุหลาบหมื่นโลหิต เกลรันดร้า

            แรงค์ S

            ประเภท อาวุธ

            พลังโจมตี 31500

            ความทนทาน 9800 / 9800

            ผู้สร้าง เคเรม

            เลเวลที่สามารถสวมใส่ 50

            เงื่อนไขการสวมใส่ พลหอก อัศวิน

            หลังจากปราบมังกรเพลิงวินาศ เกลรุน ร่วมกันกับสหาย เคเรมก็ได้นำกระดูกของมังกรเพลิงวินาศทั้งหมดมาหลอมรวมกันจนกลายเป็นหอกที่มีความทนทนเหนือกว่าโลหะชนิดใดๆและใช้เขี้ยวแก้วหลอมขึ้นเป็นใบหอกก่อนจะนำไปชุบในบ่อโลหิตที่บรรจุเลือดของแวมไพร์บรรพกาลสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งที่สุดทำให้หอกไม่สามารถปนเปื้อนสีอื่นได้นอกจากสีของเลือด

            - เพิ่มพลังโจมตีด้วยทักษะหอก 150%

            - เปลี่ยนค่าความเสียหายที่สร้าง 10% ให้กลายเป็นพลังชีวิต

            - ได้รับคุณสมบัตินำวิถีเมื่อขว้างหอกออกไป

            - เพิ่มขีดจำกัดพลังชีวิต 25000 หน่วย เมื่อสวมใส่

            - มีโอกาสสูงที่จะโจมตีอย่างรุนแรงโดยไม่สนใจเครื่องสวมใส่ประเภทป้องกัน/พลังป้องกันของศัตรู

            - ในการโจมตีปกติมีโอกาสบางครั้งที่คู่ต่อสู้รวมถึงตัวผู้ใช้งานจะได้ยินเสียงคำรามของมังกรเพลิงทำให้ไม่สามารถขยับได้ 3 วินาที

            - เผ่าพันธ์มังกรที่มีสถานะต่ำต้อยกว่าราชันย์มังกรจะหวาดกลัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

            - แวมไพร์สายเลือดบริสุทธิ์จะเคารพท่านประดุจเทพ

            - (รูน) ทักษะ หมื่นโลหิตปะทุ เปลี่ยนค่าพลังชีวิตคู่ต่อสู้ครึ่งหนึ่งให้กลายเป็นระเบิด ระเบิดจะสร้างความเสียหายโดยรอบ(ยกเว้นผู้ที่ถูกใช้เป็นระเบิด)เท่ากับ 300% ของพลังโจมตีตั้งต้น / ระยะหน่วง 10 นาที

            - (รูน) ทักษะ ร่างสถิตมังกรเพลิง ค่าสถานะพื้นฐานทุกชนิดเพิ่มขึ้นทันที 2000 พร้อมกับเพิ่มสถานะทางวิญญาณราชันย์มังกรเพลิง เป็นเวลา 1 นาที / ระยะหน่วง 1 วัน

            - (รูน) ทักษะ นิราศหมื่นโลกา กำหนด 1 เป้าหมายขว้างหอกที่แฝงสถานะนำวิถีหอกจะปักลงที่หัวใจของเป้าหมายสร้างความเสียหาย 1000% ของพลังโจมตีแม้เป้าหายจะพยายามหลบแต่หอกจะติดตามเป้าหมายอย่างไม่ลดละจนกว่าจะสร้างความเสียหาย / ระยะหน่วง 1 ชั่วโมง 

            มรดกของเคเรมที่เขาได้รับมานานแล้วแต่ไม่เคยมีความคิดที่จะใช้มันมาก่อน การคงอยู่ของมันถูกปิดเป็นความลับผิดกับควินดีลที่อยู่ในที่แจ้ง มีหลายคนที่มาหาเขาเพื่อติดต่อหวังจะรับควินดีลไปดูแลต่อด้วยจำนวนเงินมหาศาลแต่เขาไม่คิดจะรับอันเป็นต้นเหตุทำให้มีพวกคนรวยบางคนส่งนักเลงมาข่มขู่และก่อเรื่องเป็นระยะๆ

             

            หนึ่งเดือนผ่านไป

            ช่วงเวลาที่คึกคักที่สุดในรอบห้าปีก็มาถึงประจวบเหมาะกับที่สายลมหนาวได้ผ่านพ้นไปแทนที่ด้วยสายลมอันอบอุ่นและใบไม้ที่เริ่มผลิบาน เป็นช่วยเวลาที่เหมาะแก่การใช้ชีวิตเป็นอย่างยิ่ง เช่นเดียวกันนั้นผู้คนและที่ไม่ใช่คนจากทั่วทุกสารทิศต่างพากันหลั่งไหลเข้ามายังมหานครลูมินัสอย่างไม่ขาดสาย

            ถนนทุกเส้น ตรอกทกตรอกล้วนคับคั่งไปด้วยผู้คนจากหลากหลายเผ่าพันธุ์แม้แต่ตอนกลางคืน โดยเหล่าแขกเหรื่อทั้งหลายล้วนมาที่นี่ด้วยจุดประสงค์เพียงอย่างเดียวนั่นคืองานเทศกาลเถลิงราชย์ดวงดารา บ้างมาเพราะเกียรติยศจากการเข้าร่วม บ้างมาเพราะของรางวัลหรือสร้างชื่อเสียง

            ตลอดถนนทุกสายล้วนมีคนมาเปิดร้านขายของแบกับดินไม่ขาดสาย สถิติด้านอาชญากรรมเพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวีแต่ความวุ่นวายนี้ก็ไม่ได้ทำให้มาตรฐานของหน่วยทหารรักษาการณ์ตกต่ำลงแต่อย่างใด พวกเขายังคงรักษามาตรฐานของตัวเองเอาไว้ได้อย่างดีเยี่ยม

            วันนี้ผู้คนนั้นคึกคักเป็นพิเศษเนื่องจากนี่คือวันแรกของงานเทศกาลทั้งยังเป็นวันที่จัดหนึ่งในการแข่งขันที่สำคัญอย่างอัคนีรุ่งโรจน์ สนามประลองที่มอบให้เหล่าช่างตีเหล็กทั้งหลายมาได้ประชันฝีมือ จัดขึ้น ณ ลานประลองฝีมือที่ใหญ่ที่สุดของลูมินัสหนึ่งในสถาปัตยากรรมที่มีอายุยาวนานหลายร้อยปีแต่กาลเวลาไม่มีผลต่อสิ่งก่อสร้างนี้แม้แต่น้อย

            ช่างตีเหล็กทั้งหน้าใหม่ถอดด้านที่อยากพิสูจนฝีมือหรือหน้าเก่าที่ต้องการตำแหน่งช่างตีเหล็กหลวงล้วนเดินทางมาสมัครกันหน้าลานประลองอย่างไม่ขาดสายตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่โผล่พ้นขอบฟ้า จนตอนนี้เวลาได้ล่วงเลยมาพักใหญ่ก็ถึงเวลาที่การประลองจะได้เริ่มต้นขึ้น

            เหล่าผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดเริ่มหากันเดนเข้ามาในสนามโดยมีพิธีกรรมหน้าหยกเป็นผู้ประกาศรายชื่อ โดยคนแรกที่เปรียบดังดาวเด่นของงานจเป็นใครไปไม่ได้นอกเสียจาก

            “ทางเราขอทำการเปิดตัวผู้เข้าแข่งขันคนแรก ดาวเด่นของมวลมนุษย์ชาติ ตัวแทนจากสมาคมช่างตีเหล็กแห่งจักวรรดิโนว่าอันยิ่งใหญ่ ท่านอาเบล!”

            สิ้นคำร่างของเด็กหนุ่มเจ้าสำอางก็ก้าวออกมาจากเงาของสนามประลอง ใบหน้าหล่อเหลาติดเจ้าชู้ฉีกยิ้มร่าพร้อมกับโบกมือให้กับผู้ชมบนอัถจรรย์ที่สามารถบรรจุผู้ชมได้มากถึงหนึ่งแสนคน แม้เด็กหนุ่มจะขึ้นชื่อเรื่องความฉาวโฉ่วแต่ก็มีเพียงคนส่วนน้อยเท่านั้นที่ประจักษ์ คนส่วนใหญ่ล้วนเพียงเคยได้ยินว่าเขคือท่านชายอัจฉริยะแห่งสมาคมช่างตีเหล็ก

            กรี้ด ท่านอาเบลเจ้าขา!

            เด็กสาวที่ยังไม่ประสาความรักหลายต่อหลายคนต่างตะโกนหวีดร้องกันแบบลืมอาย เช่นเดียวกับชายหนุ่มหลายคนที่ได้แต่กรอกตามองบนอย่างเอือมระอาแต่ก็ไม่คิดจะห้ามหรืออาจจะห้ามไม่ได้ ดูเหมือนว่าอาเบลจะมีชื่อเสียงในหมู่สาวๆวัยรุ่นพอสมควร

            เหนือขึ้นไปบนอัถจรรย์ชั้นบนที่ไม่ค่อยมีผู้คนเดินเพ่นพ่านมากนักผิดกับชั้นอื่นๆ จะมีเพียงแต่นายทหารองครักษ์ระดับสูงคอยยืนประจำเป็นจุดๆด้วยใบหน้าขึงขัง แววตาแหลมคมราวกับใบมีดหากใครทำตัวน่าสงสัยคงไม่แคล้วที่จะคอขาดพวกเขากำลังอารักขาบุคคลเบื้องหลังประตูที่หรูหรา

            ชั้นบนสุดของอัถจรรย์คือที่นั่งพิเศษที่ลงอาคมให้สามารถเลือกดูตรงไหนของนามประลองก็ได้แบบใกล้ชิด แน่นอนว่าที่นั่งทั้งหมดถูกจัดเอาไวให้ก่บุคคลระดับสูงผู้มีอำนาจนการเปลี่ยนแปลงและขับเคลื่อนจักรวรรดิรวมถึงเป็นห้องรับรองอาคันตุกะจากเผ่าพันธ์อื่นๆ

            นอกจากเก้าอี้ที่หรูหราที่สุดอันเป็นพระที่นั่งขององค์จักรพรรดินั้นว่างเปล่าแล้ว ก็มีเก้าอี้ขนาดรองลงมากระจัดกระจายกันไปรอบๆห้องพิเศษพร้อมกับบุคคลสำคัญของอาณาจักรกำลังนั่นพูดคุยกันถึงผู้เข้าแข่งขัน ถึงจะเป็นงานแข่งขันของเด็กๆรุ่นใหม่แต่พวกคนใหญ่คนโตก็ต่างให้ความสำคัญกังานนี้พอสมควร

            ณ บริเวณเบื้องซ้ายของพระที่นั่งห่างออกไปหลายสิบเมตร คือร่างของชายสูงโปร่งแต่กายด้วยชุดโทนสีเขียว เรือนผมสีทองยาวถึงกลางหลังดวงตาสีไพลินแต่ก็ไม่โดดเด่นเท่ากับใบหูเรียวแหลมที่ยาวเกินมนุษย์ทั่วไปและผิวสีขาวนวล เขายกชาขึ้นจิบด้วยท่าทีสุภาพเรียบร้อยไม่แยแสสายตามุ่งร้ายราวกับโกรธแค้นมาตั้งแต่ชาติปางไหนจากสังฆราชและบรรดานักบวชของศาสนจักรแห่งแสงที่นั่งอยู่บริเวณเบื้องขวาของพระที่นั่ง เขานั่งนิ่งจนกระทั่งมีเสียงหนึ่งดังขึ้น

            “สวัสดีท่านราชทูตเบเร็น คามิว ลาพลัส”

            ชายหูยาวหรือเบเร็นเหลียวกลับมามองยังต้นเสียงด้วยท่าทีสง่างาม เมื่อทราบว่าผู้ที่มาคือใครราชฑูตแห่งเผ่าพันธ์เอลฟ์พลันลุกขึ้นยกมือขวาตี่หน้าอกซ้ายพร้อมศีรษะอย่างสง่างามอันเป็นมารยาทพื้นฐานของเผ่าเอลฟ์

            “สวัสดีท่านแกรนด์ดยุค คาริชม่า แกรนด์ อาร์ไคร์ฟ”

            ชายหนุ่มท่าทางสุภาพเรียบร้อยเจ้าของเรือนผมสั้นสีดำใบหน้าคมไม่อาจมองเห็นสีตาได้เนื่องจากตาทั้งสองข้างหลับอยู่ตลอดเวลาสวมทับด้วยแว่นตารูปครึ่งวงกลมแต่งกายด้วยชุดคลุมหรูหราที่มีตราดยุคประดับเบื้องหลัง แม้รูปร่างท่าทางจะไม่ต่างกับชายวัย 30ตอนกลางธรรมดาแต่ชายคนนี้มีอายุร่วมร้อยปีทั้งยังครองหนึ่งในตำแหน่งผู้ปกครองสูงสุดของจักรวรรดิเป็นรองแค่องค์จักรพรรดิ

            จักรวรรดิโนว่าปกครองโดยองค์จักรพรรดิมีอำนาจทางการเมืองสูงที่สุด แต่ลำพังเพียงองค์จักรพรรดิไม่มีทางที่จะปกครองทั่วทั้งจักรวรรดิอันกว้างใหญ่ไพศาลได้อย่างเบ็ดเสร็จ ปฐมจักรพรรดิจึงได้ทำการมอบตำแหน่งแกรนด์ดยุคให้แก่ห้าวีรชนผู้ร่วมก่อตั้งจักรวรรดิโดยแกรนด์ดยุคแต่ละคนจะมีดยุคภายใต้อำนาจอีกสองคนคอยทำหน้าที่ช่วยกันบริหารบ้านเมืองร่วมกัน

            แกรนด์ดยุคต่างกับดยุคอย่างไร นอกจากสายเลือดจากห้าวีรชนผู้ร่วมก่อตั้งจักรวรรดิแล้วแกรนด์ดยุคนั้นถือว่าทรงอำนาจเป็นรองเพียงองค์จักรพรรดิทั้งยังมีกองทหารเป็นของตัวเองได้โดยไม่ผิดต่อกฏหมาย นอกจากนี้พลังต่อสู้ของแกนด์ดยุคทั้งหมดถือว่าทรงอำนาจมากพอให้เรียกได้ว่าเป็นเสาหลักแห่งจักรวรรดิ

            ชายสวมแว่นหรือคาริชม่ายิ้มให้เบเร็น เขาปรากฏตัวโดยไม่มีผู้ติดตามซึ่งนั่นคือกฏของการเข้ามายังห้องรับรองพิเศษ เขาสอบถามเบเร็นด้วยน้ำเสียงสุภาพ

            “ไม่ทราบว่าขอผมนั่งข้างคุณได้หรือไม่”

            “เป็นเกียรติอย่างยิ่ง”

            เบเร็นยิ้มอย่างสุภาพก่อนจะผายมือไปทางเก้าอี้ที่ว่างถัดจากตน คาริชม่าค้อมศีรษะขอบคุณก่อนจะนั่งลงอย่างสง่างาม สารภาพตามตรงเบเร็นค่อนข้างชื่นชอบคาริชม่ามากเพราะนอกจากอีกฝ่ายจะสุภาพแล้วยังเป็นมหาจอมเวทย์เหมือนกันทำให้นอกจากเรื่องงานแล้วบ่อยครั้งที่พวกเขามักจะพูดคุยเรื่องการค้นคว้าเวทมนต์เป็นขุนนางมนุษย์ที่มันเข้าพบบ่อยกว่าองค์จักรพรรดิเสียอีก

            “แล้วหนูลูน่ามาเรียไม่ได้มาร่วมชมการประลองเหรอครับ? หรือว่ากำลังฝึกซ้อมสำหรับลานระลองเกียรติยศ”

            คาริชม่าเป็นแกรนด์ดยุคที่สนิทสนมกับเบเร็นที่สุดย่อมคยทำความรู้จักกับเด็กสาวชาวเอลฟู้นี้มาบ้างจึงไม่แปลกที่เขาจะถามหา

            “ไม่หรอกครับ ยัยหนู...หมายถึงลูน่าน่ะตอนนี้แกคงรับชมการประลองอยู่กับเพื่อนๆน่ะครับ”

            เบเร็นยิ้มแห้งๆพลางนึกถึงเหตุการณ์เมื่อเช้าที่ลูกสาวตัวน้อย(?)ปลีกตัวจากไปหาเพื่อนที่เป็นคนของตระกูลเอิร์ลอย่างเย็นชาแล้วถอนหายใจ

            “ได้แต่หวังว่าหนูลูน่ามาเรียจะไม่ใช่หนึ่งในผู้คลั่งใคล้ของอาเบลหรอกนะ”

            คาริชม่ากล่าวพลางชายตาไปทางสนามประลองไปที่เด็กหนุ่มท่าทางเจ้าสำอางคนนี้ แม้จะไม่รู้จักเป็นการส่วนตัวแต่เขาเคยได้ยินชื่อเสียของเด็กคนนี้มาจากปากของแม่บ้านมาบ้าง

            “หายห่วงครับคุณคาริชม่า ลูกสาวผมแกมาชมการประลองของเพื่อนน่ะครับ รู้สึกว่าจะเป็นตัวแทนของสมาคมการค้า”

            คาริชม่าที่ได้ยินเบเร็นกล่าวเนนั้นก็เลิกคิ้วสูง

            “สมาคมการค้า? ยี่สิบปีมาแล้วที่สมาคมไม่เคยส่งตัวแทนมาเข้าร่วม คุณแครอลนึกอะไรอยู่ถึงอยากจะเข้าร่วม?”

            คาริชม่าถามขึ้นด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ สมาคมการค้าที่มุ่งเน้นการหากำไรเป็นหลักย่อมไม่ให้ความสนใจกับการประลองที่เหมือนเป็นการพิสูจน์ตัวเองแต่ควรจะมุ่งเน้นไปที่ธุรกิจในเมืองช่วงนี้ เมื่อนึกย้อนกลับไปเหมือนลูน่าจะเคยได้ยินว่าเพื่อนคนนี้มีความสามารถมากถึงขนาดที่สมาคมการค้าอยากลงทุนด้วย

            “ใช่ครับ แถมคุณแครอลยังเป็นผู้สนับสนุนหลักของเด็กคนนั้นด้วยนะ”

            “อะไรนะ คุณแครอลเนี่ยนะ”

            คาริชม่าถามย้อนเสียงสูง นี่นับว่าเป็นความน่าประหลาดใจอย่างแท้จริงที่บุคคลระดับแครอลแบรนด์จะส่งตัวแทนมาลงแข่งขันในงานที่เหมือนจับเด็กๆมาตีกันแบบนี้ พอได้ยินแบบนั้นแล้วเขาก็เริ่มสนใจ

            “พอได้ยินแบบนี้ชักอยากจะรู้แล้วสิว่าเขาเป็นใคร”

            “หึหึ ลูกสาวผมบอกใบ้มาว่า เขาจะปรากฏตัวเป็นคนสุดท้าย”

            เบเร็นกล่าวยิ้มๆก่อนที่จะมีเสียงของสุภาพสตรีท่านหนึ่งดังขึ้นด้านหลัง

            “แหมๆ นินทาสุภาพสตรีในที่แจ้งแบบนี้ช่างเป็นขุนนางที่นิสัยไม่ดีเลยนะคะ”

            สองยอดบุรุษหันไปมองตามเสียงปรากฏว่าเจ้าของเสียงคือสุภาพสตรีวัยห้าสิบต้นๆเจ้าของเรือนผมสีดำแซมขาวตามวัย แม้จะดูแก่ชราแต่สายตาของเจ้าหล่อนยังคงแจ่มใสเหมือนวัยรุ่น ตามปกติเธอมักจะคลุมไหล่ด้วยผ้าผืนหนึ่งแต่วันนี้เธอแต่งกายด้วยชุดราตรีสีน้ำเงินเข้มพร้อมเครื่องประดับมากมาย

            “สวัสดีคุณแครอล ได้โปรดอย่าถือสาคนอย่างพวกเราเลยครับ”

            คาริชม่ายืนขึ้นพร้อมค้อมศีรษะเล็กน้อย ส่งผลให้แครอลส่ายหัวน้อยๆเพราะที่จริงเธอที่เธอพูดไปนั้นล้วนเป็นการหยอกเย้าแทบทั้งสิ้น

            “สายัณย์สวัสดิ์ท่านแกรนด์ดยุคและท่านราชทูต ถ้าไม่รังเกียรติขอดิร่วมสนทนาได้ด้วยหรือไม่คะ?”

            “เป็นพวกเราเสียอีกที่ได้รับเกียรติจากคุณผู้หญิง เชิญครับ”

            เบเร็นกล่าวก่อนที่ชายหนุ่มทั้งสองจะขยับให้สุภาพสตรีที่ทรงอำนาจทางการเงินที่สุดในจักรวรรดิได้นั่งตรงกลาง ประจวบเหมาะกับที่สายตาทุกคู่ในห้องรับรองพิเศษได้มองมาทางนี้พอดิบพอดี โต๊ะที่มีทั้งแกรนด์ดยุคผู้มีสายเลือดสูงส่ง ราชทูตผู้ทรงปัญญาจากเผ่าเอลฟ์ และประธานสมาคมการค้าผู้มั่งคั่ง ไม่ว่าใครก็อยากเป็นส่วนหนึ่งวงสนทนาเผื่อจะได้รับโชคลาภอันยิ่งใหญ่แต่ติดที่ว่าทั้งสามเป็นตัวตนที่ยิ่งใหญ่เกินไปจนไม่มีใครกล้าหาญมากพอ

            แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีคนคิดลอง

            ฉึบ...

            ร่างนักบวชชั้นสูงคนหนึ่งเข้ามาใกล้มันได้รับมอบหมายจากสังฆราชให้ไปเชิญสองตัวตนที่ยิ่งใหญ่มาร่วมวงสนทนาเดียวกัน ใบหน้าหนุ่มแน่นแต่เปี่ยมด้วยความหยิ่งยโสพลันแสยะยิ้ม เพราะหลังจากที่มันก้มหน้าก้มตารับใช้สังฆราชและหมั่นสวดอ้อนวอนเทพธิดาอาริอันนามาแรมปีในที่สุดมันก็ได้รับโอกาสสำคัญ ทั้งยังส้มหล่นตรงที่เป็นแค่งานง่ายๆอย่างการเชื้อเชิญแกรนด์ดยุคและท่านหญิงแครอลจากเอลฟ์สกปรก

            ศาสนจักรแห่งแสงเป็นตัวตนอย่างไร? นักบวชชั้นสูงผู้นี้เชื่อมั่นอย่างไม่เคลือบแคลงว่าทั้งสองต่างจะไปตามคำเชิญด้วยความยินดี เพราะหากขัดใจศาสนจักรก็เท่ากับว่าจักรวรรดิได้ตั้งตนเป็นศัตรูกับศาสนาที่ยิ่งใหญ่ที่มีจำนวนผู้ศรัทธาถึงหนึ่งในสี่จากมนุษย์ทั้งหมด

            “กล่าวสวัสดีท่านแกรนด์ดยุคและท่านหญิงแครอล องค์สังฆราชมีพระประสงค์ให้ข้าพเจ้ามาเชื้อเชิญท่านทั้งสองเข้าร่วมวงสนทนา...เยี่ยงเหล่ามนุษย์ผู้สูงส่ง”

            นักบวชชั้นสูงกล่าวแม้มันจะหยิ่งทรนงในศักดิ์ศรีของนักบวชชั้นสูงเพียงไหนแต่ก็ต้องทำตัวนอบน้อมไม่ต่างจากลูกแมวต่อหน้าหนึ่งในตัวตนที่สามารถกำหนดความเป็นไปของจักรวรรดิแต่ในถ้อยคำที่สุภาพเรียบร้อยกลับแฝงไปด้วยเจตนาที่จะเย้ยหยันเผ่าพันธุ์อื่น ยังไม่รวมใบหน้าเชิดของนักบวชผู้นั้นที่กำลังมองท่านราชทูตด้วยแววตาดูแคลน

            เบเร็นหรี่ตาลงเล็กน้อยแต่ไม่ได้แสดงท่าทีอะไรออกมาอีก ตัวมันเป็นราชทูตทุกๆการกระทำของมันย่อมต้องทำภายใต้นามของอาณาจักรเอลฟ์ แม้ในใจจะเริ่มมีโทสะอยู่บ้างแต่คราวนี้ผู้ที่ออกหน้าสมควรเป็นเจ้าบ้านไม่ใช่แขกเช่นมัน

            แกรนด์ดยุคคาริชม่าเป็นคนที่ลุกขึ้นริมฝีปากที่เปื้อนด้วยยิ้มตลอดเวลาบัดนี้กลับเหยียดเป็นเส้นตรงดวงตาที่ปิดสนิทเบนหน้ามาทางนักบวชชั้นสูงก่อนจะกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา

            “เป็นตัวแทนของศาสนจักรแต่กล้าทำตัวไร้มารยาทต่อหน้าแกรนด์ดยุคเช่นเรา รู้หรือไม่ว่าคำพูดพล่อยๆไม่กี่คำของคุณอาจทำให้เกิดสงคราม เท่านั้นยังไม่พอคุณยังกล้าพูดจาเหยียดหยันเผ่าพันธุ์อื่นต่อหน้าพระที่นั่งขององค์จักรพรรดิ”

            คำพูดที่แฝงไปด้วยพลังเวทมนต์ดังก้องในหูของทุกคนทำให้บรรยากาศในห้องรับรองเงียบลงทันตา ทุกสายตาจับจ้องมาที่คาริชม่าและนักบวชชั้นสูงด้วยความสนใจ นักบวชชั้นสูงคนนี้ไม่ได้โง่มันอ่านบรรยากาศและน้ำเสียงของแกรนด์ดยุคได้แต่ยังคงกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงเชื่อมั่น

            “เรียนท่านดยุคคิดว่าท่านคงทราบอยู่แล้วว่าศาสนจักรแห่งแสงรวมถึงตัวเทพีอาริอันนาเองนั้นพึงใจแค่เผ่าพันธ์มนุษย์ ท่านไม่คิดว่านี่คือเกียรติอย่างนั้นหรือที่เผ่าพันธุ์ของเราได้รับการยอมรับว่าเป็นพันธุ์ศักดิ์สิทธิ์”

            นักบวชชั้นสูงกล่าวพร้อมกับคลี่รอยยิ้ม

            “ดังนั้นการที่ท่านสังฆราชซึ่งเป็นตัวแทนของท่านเทพธิดาโดยตรงเป็นผู้ออกปากเชิญท่านเองแบบนี้ ท่านควรถือว่านี่เป็นเกียรติยศสูงสุดที่ควรได้รับในชีวิต เกียรติที่มีค่ายิ่งกว่าการปกป้องเผ่าพันธุ์โสโครก”

            ....

            คำพูดของนักบวชชั้นสูงนั้นถือว่าร้ายกาจทีเดียวหากไม่นับประชาชนภายนอกเหล่าขุนนางระดับสูงที่นั่งอยู่ในห้องรับรองนี้สองส่วนจากทั้งหมดย่อมต้องนับถือเทพธิดาอาริอันนาอย่างไม่ต้องสงสัย

            “เราสามารถตัดสินใจเลือกได้เองว่าสิ่งใดไร้เกียรติ เชิญคุณกลับเสีย”

            แม้จะมีอารมณ์ขุ่นมัวแต่คาริชม่ายังคงใจเย็น กลับกันนักบวชชั้นสูงผู้นั้นเริ่มชักสีหน้า

            เป็นแค่ขุนนางอาณาจักรแท้ๆกลับปฏิเสธท่านสังฆราช?

            มันไม่ได้หุนหันพลันแล่นแต่เลืองหันชำเลืองตาหาท่านสังฆราชเชิงว่าจะให้ทำอย่างไรต่อไป ชายชราในชุดนักบวชที่ประดับด้วยอัญมณีมากมายพยักหน้าตอบเบาๆทำให้นักบวชชั้นสูงฉีกยิ้ม

            “ท่านกล้า..ปฏิเสธ?”

            นักบวชชั้นสูงกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงอันดังก้อง มันรู้สึกราวกับว่าร่างกายของมันยิ่งใหญ่คับฟ้า

            “ท่านคงหลงลืมไปแล้วว่าท่านสังฆราชคือผู้ใด? การปฏิเสธท่านถือว่าเท่ากับเป็นการปฏิเสธเทพธิดา”

            ...

            ความเงียบเข้าปกคลุมห้องรับรองอีกครั้ง คาริชมานิ่งไปก่อนจะปรือตาขึ้นเล็กน้อยคนอื่นๆอาจจะไม่ทันสังเกตแต่นักบวชชั้นสูงนั้นู้สึกเสียวสันหลังวาบ เหงื่อมากมายเริ่มผุดขึ้นตามแผ่นหลังเมื่อต้องเผชิญกับแรงกดดันจากพลังเวทมนต์มหาศาลราวกับภัยพิบัติก่อนที่คาริชม่าจะเปิดปาก

            “เราว่าคุณคงลืมอะไรไปบางอย่าง”

            คาริชม่ากล่าวอย่างเยือกเย็น

            “ตั้งแต่ยุคสมัยโบราณ ไม่ว่าจะมนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตทรงปัญญาอื่นๆในเซลิออนล้วนเกิดมาพร้อมทางเลือก อย่างตัวของผมที่เลือกบูชาเทพเจ้าแห่งเวทมนต์ไกอัส คำกล่าวหาของท่านที่ว่าการปฏิเสธสังฆราชเท่ากับเป็นการปฏิเสธเทพธิดาถือเป็นข้อกล่าวหาที่เหลวไหลสิ้นดี สังฆราชแม้จะเป็นตัวแทนแต่ก็เป็นมนุษย์เหมือนเรา...หรือว่าจริงๆแล้วคุณกำลังจะกล่าวว่าสังฆราชเป็นตัวตนเสมือนเทพ?”

            นักบวชชั้นสูงพลันมีสีหน้าดำมืดลงพร้อมกับเสียงซุบซิบที่เริ่มดังขึ้นตอนนั้นเองที่แกรนด์ดยุคพลันปลดปล่อยพลังมหาศาลออกมาอย่างเปิดเผย

            “และอีกประการหนึ่ง จงจำไว้เสียด้วยว่าท่านหรือสังฆราชก็ไม่มีสิทธิออกคำสั่งกับเรา มีเพียงองค์จักรพรรดิเท่านั้นที่มีสิทธิทำเช่นนั้น หากยังกล้าพูดจาหยาบคายต่อหน้าเราอีกอย่าว่าเราแกรนด์ดยุคไม่เกรงใจ”

            นักบวชชั้นสูงรวมไปถึงคนของศาสนจักรหน้าซีดเป็นไก่ต้มลำพังแค่แรงกดดันเวทมนต์ก็ถือว่าน่าตกใจ พวกมันคิดมาตลอดว่าห้าแกรนด์ดยุคที่ยิ่งหญ่ในอดีตนั้นตอนนี้เหลือเพียงชื่อแต่จากภาพจำที่คาริชม่าสร้างขึ้นทำให้พวกมันต้องประเมินกำลังรบของจักวรรดดิใหม่อีกครั้ง

            นักบวชชั้นสูงแทบจะคลานเข่ากลับไปหลังจากที่เจอการตอบโต้ของแกรนด์ดยุค แต่ระหว่างที่พวกมันกำลังตัวสั่นอยู่นั้นเองเสียงของมหาดเล็กก็ได้ดังขึ้น

            องค์มหาจักรพรรดิเสด็จแล้ว!

             

            **********************************

            ช่วงบ่นท้ายตอน

            ไม่รู้หัวหน้าไปกินอะไรมา ทำอะไรก็ไม่ถูกใจเขาไปซะหมดโดนด่าตั้งแต่เช้าจรดเย็น หลังเลิกงานก็ยังกลับบ้านเลยไม่ได้แถมพอถึงบ้านยังส่งข้อความมาบั่นทอนกำลังใจของเราอีก

            เราถูกหาว่าไม่เอาใจใส่ หรือ ไม่มีสติมากพอจะทำงาน ทั้งๆที่ทุกปัญหาเราไม่ได้เป็นคนเริ่ม เราเป็นคนเข้ามาแก้ปัญหาแต่กลับถูกมองว่าเป็นคนทำให้เรื่องมันเกิด แล้วพอแก้ปัญหาได้ไม่ถูกใจก็คอยมาพูดบั่นทอนกำลังใจทั้งในและนอกเวลางาน

            หลังจากวันนี้เราต้องวิ่งไป ตจว ทุกวัน เรารู้ว่าเราไม่ได้เหนื่อยอยู่คนเดียวแต่กลับต้องมาแบกรับความคาดหวังของหัวหน้าอยู่คนเดียวในขณะที่คนอื่นๆทำงานแล้วกลับบ้าน

            ดังนั้นเสาร์นี้ไม่มีตอนใหม่นะครับ ขอพักกายใจหน่อย

            สนับสนุนค่ากาแฟ ค่าไฟ และอื่นๆได้ที่ QR Code ด้านล่าง

            Zero Times

            

    คล้ายกับเรื่องZelion Fantasy Rewirte ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

    เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

    นิยาย แฟนตาซี
    106K 139
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    7.72M 2500
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    มหาเทพเซียนกลับมาเกิดใหม่ในมหานคร

    มหาเทพเซียนกลับมาเกิดใหม่ในมหานคร

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    699K 1189
    ถึงเกิดอีกครา...ก็ขอเป็นมหาจอมเวท : Rendel The Great Magic

    ถึงเกิดอีกครา...ก็ขอเป็นมหาจอมเวท : Rendel The Great Magic

    นิยาย แฟนตาซี
    73K 77
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    Legend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า

    Legend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    173K 135